บทที่ 12 วางกับดักอุจิวะ โอบิโตะ
เวลาที่ใช้ไปกับการฝึกฝนนั้นมักจะผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ
โดยเฉพาะเมื่อมีปลั๊กอินสุดพิเศษคอยช่วยเหลือ ไม่ว่าจะฝึกอะไรก็เรียนรู้ได้ไวเกินมนุษย์ แถมพลังของตัวเองยังเพิ่มขึ้นแบบเห็นได้ด้วยตาเปล่า แค่นั้นก็พอจะทำให้ใครหลายคนลืมวันลืมคืนได้แล้ว
แต่โชคดีที่เวลาก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเนตรหมื่นบุปผาของอุจิวะ เอ็ตสึด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นต่อให้เขาหมกมุ่นอยู่กับความสุขจากการฝึกฝนแค่ไหน แต่เมื่อเขาหยุดพักทุกอย่างในโลกภายนอกก็ยังคงอยู่ในเงื้อมมือของเขา
“หึ ดันโซเจ้านั่นเอาจริงแล้วแฮะ! แถมยังไวเป็นบ้า ดูท่าจะมีละครดี ๆ ให้ฉันดูเร็ว ๆ นี้แน่”
“ส่วนอิทาจิก็ซื่อสัตย์ต่อโคโนฮะขนาดนั้นช่างน่าสมเพชจริงๆ เป็นอุจิวะเหมือนกันแท้ๆ เนตรวงแหวนก็มีเหมือนกัน คิดเหรอว่าจะได้รับความไว้วางใจแบบเต็มร้อยจากพวกนั้นง่ายๆ ”
ระหว่างที่กำลังพัก อุจิวะ เอ็ตสึก็ใช้สปอร์กาฝากที่เขาแอบฝังไว้กับดันโซ เชื่อมต่อเพื่อดักฟังการประชุมลับและการตัดสินใจต่าง ๆ ภายในตึกบัญชาการโฮคาเงะ และสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเขาเดาเอาไว้ได้ตั้งแต่แรกแล้ว ดังนั้นสิ่งที่หลุดออกจากใจเขาจึงมีแค่เสียงหัวเราะเย็นชา
“อืม สปอร์ของเซ็ตสึขาวนี่มันใช้งานดีจริงๆ หลังจากกลืนเซลล์ของรุ่นที่ 1 เข้าไป ทำให้ปลุกพลังเซียนได้เต็มรูปแบบแถมยังได้คาถาไม้ออกมาสมบูรณ์อีก ตอนนี้ความสามารถมันดูจะแกร่งขึ้นอีกเยอะเลยแฮะ อาจจะยังพอขุดอะไรออกมาเล่นได้เพียบเลย”
เขาไม่ได้ใส่ใจคำตัดสินใจหรือแผนการของดันโซมากนัก เพราะความสนใจทั้งหมดของเขาตอนนี้จดจ่ออยู่ที่พลังอันเหนือธรรมชาติในร่างของตัวเองเท่านั้น
ต้องบอกว่าด้วยความที่พลังของเขาเกี่ยวข้องกับต้นไม้เทวะโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นเซ็ตสึขาวหรือเซลล์ของเซ็นจู ฮาชิรามะ จึงต่างก็เป็นสมบัติหายากของโลกนินจา เต็มไปด้วยความลับที่ยังไม่มีใครสามารถถอดรหัสได้ แม้เขาจะใช้เนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผารวมพลังนั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว แต่ถ้าหวังจะทำความเข้าใจลึกซึ้งในเวลาอันสั้นมันก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
แม้แต่ฮาชิรามะเอง ก็น่าจะเป็นแต่ใช้พลังเท่านั้น ไม่ได้เข้าใจความลึกลับของเซลล์ตัวเองอย่างแท้จริงหรอก เรื่องพวกนี้ น้องชายอย่างโทบิรามะอาจเข้าใจมากกว่าเสียด้วยซ้ำ ในสถานการณ์แบบนี้อุจิวะ เอ็ตสึรู้สึกราวกับว่าทั้งร่างของตัวเองคือขุมสมบัติที่เต็มไปด้วยของล้ำค่าซ่อนอยู่ทุกอณู
มันน่าตื่นเต้นจนแทบควบคุมตัวเองไม่อยู่แล้ว!
“เอาเถอะ ฝึกต่อดีกว่า! เรื่องอื่นรอให้พวกนั้นเริ่มลงมือก่อนค่อยคิดแล้วกัน” เขาพึมพำเบาๆ กับตัวเอง ก่อนจะกลับเข้าสู่โลกมายาด้วยความกระตือรือร้นอีกครั้ง
.
.
.
เวลาไหลผ่านอย่างรวดเร็ว…
ขณะที่อุจิวะ เอ็ตสึยังคงฝึกฝนอย่างลุ่มหลง ทางฝั่งโคโนฮะหลังจากการประชุมลับและเตรียมการมาตลอดทั้งคืน ในที่สุดแผนการของอุจิวะ อิทาจิก็เริ่มต้นขึ้นในที่สุด
ขั้นแรก อิทาจิส่งสัญญาณไปยังเป้าหมายผ่านช่องทางลับเฉพาะ พวกเขานัดพบกันในคืนนั้น ณ จุดใดจุดหนึ่งในหมู่บ้านโคโนฮะ ขั้นต่อไปฝั่งโคโนฮะก็วางกับดักที่เหมาะสมไว้เรียบร้อย รอให้เหยื่อเดินเข้ามาติดกับเองโดยความสมัครใจ ทั้งหมดนั้นไม่มีความซับซ้อนอะไรเลย แผนนี้เรียบง่ายจนเกินคาด
แต่ในความเรียบง่ายนั่นแหละคือสิ่งที่เผยให้เห็นถึงรากฐานของหมู่บ้านนินจาอันดับหนึ่งอย่างโคโนฮะได้ชัดเจนที่สุด
พริบตานั้นเวลาที่นัดหมายก็มาถึง
อุจิวะ อิทาจิมาถึงจุดนัดตั้งแต่เนิ่นๆ ยืนเงียบอยู่ในเงามืดพร้อมกับรอเวลาอย่างใจเย็น แล้วในจังหวะที่เวลาที่ไล่เลี่ยกัน จู่ๆ ที่ว่างกลางอากาศก็พลันเกิดคลื่นหมุนวนแปลกประหลาด ร่างหนึ่งค่อย ๆ โผล่ออกมาจากความว่างเปล่า
“ไม่เจอกันนานเลยนะอิทาจิ เจ้าเรียกข้ามานี่ เพราะตั้งใจจะลงมือก่อนกำหนดรึ” ชายผู้มาใหม่พูดขึ้นเสียงเรียบราวกับไม่รู้เลยว่าตนเองกำลังตกอยู่กลางกับดักเต็มไปหมด ไม่รู้แม้กระทั่งคำว่า ‘ลงมือ’ นั้นหมายถึงใครจะลงมือกับใคร
“มาดาระ...เจ้าเป็นคนละเมิดข้อตกลงของเราก่อน” อิทาจิพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก สองตาที่เปล่งประกายของเขาแสดงชัดเจนว่าเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาได้ถูกปลุกขึ้นแล้ว
“หึ ละเมิดข้อตกลง!? ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ มันไม่น่าใช่ข้าที่ละเมิดหรอกมั้ง”
โอบิโตะ (ที่แฝงตัวในนาม ‘อุจิวะ มาดาระ’ ) หัวเราะเยาะพร้อมหันมองไปรอบๆ เห็นได้ชัดว่าเขารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่านี่คือกับดักแต่เขาก็ยังมาเพราะเขาไม่เชื่อว่าเศษขยะจากโคโนฮะจะรับมือกับคาถาเนตรของเขาได้ ต่อให้โฮคาเงะรุ่นที่ 4 กลับมามีชีวิตเขาก็อาจจะแค่ระวังเพิ่มขึ้นนิดหน่อยเท่านั้น
สิ่งสำคัญที่ทำให้เขาต้องมาเป็นเพราะเขายังเห็นว่าอิทาจิเป็นคนที่มีค่าต่างหาก และไม่อยากตัดความสัมพันธ์กันอย่างเด็ดขาด ดังนั้นหากพอจะปรับความเข้าใจกันได้เขาก็ไม่ปฏิเสธ
“สึคิโยมิ! ” ไม่มีคำพูด ไม่มีคำเตือน ทันทีที่สายตาของอิทาจิประสานกับโอบิโตะ วิชานินจาแห่งเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาก็ถูกปล่อยออกมาโดยไม่มีลังเล ภายในพริบตาโลกเบื้องหน้าก็เปลี่ยนเป็นภาพขาวดำ ดวงตาแห่งเข็มทิศหมุนวนกลางท้องฟ้าพร้อมพระจันทร์สีเลือดลอยเด่นอยู่เหนือหัว
“ยินดีต้อนรับสู่โลกของข้า เจ็ดสิบสองชั่วโมงต่อจากนี้ ข้าจะต้อนรับเจ้าอย่างดีเลยล่ะ”
ร่างของโอบิโตะถูกตรึงอยู่บนไม้กางเขน อิทาจิจับดาบในมือไว้แน่นขณะเดินเข้าไปใกล้
“เดี๋ยว อย่าเพิ่งรีบลงมือ พวกเราไม่น่าใช่ศัตรูกันสักหน่อย แล้วเรื่องในหน่วยรากข้าก็ไม่ได้เป็นคนทำ! ถ้าข้าเป็นคนทำคงไม่โผล่มาให้เจ้าเห็นหน้าหรอก” เสียงของโอบิโตะดังขึ้นทันควัน ขณะที่ดาบในมือของอิทาจิกำลังจะจ้วงแทงลง
“หืม?” มือของอิทาจิชะงักเล็กน้อย แววตาคมกริบจับจ้องอีกฝ่ายอย่างไม่กระพริบ
“ข้าไม่มีหลักฐานหรอก แต่คนที่ปลอมตัวเป็นข้ามันฉลาดมาก แล้วเราก็รู้จักกันมานานเจ้าน่าจะรู้ว่าข้าไม่มีเหตุผลต้องทำอะไรแบบนั้น อีกอย่าง...แผนสังหารตระกูลนั่น เจ้าเองก็เป็นคนเสนอ ข้าก็แค่ตอบตกลง แล้วตอนนี้พอมีคนปลอมเป็นข้าเจ้ายังจะมองว่าข้าเป็นตัวการอีกรึ”
“ลองหันกลับไปมองพวกเจ้ากับคนในตระกูลดูก่อนเถอะ ใครจะไปรู้อาจจะมีใครอีกคนที่มีเนตรหมื่นบุปผาบงการเรื่องราวนี้อยู่ก็ได้” แววตาของเขาประสานกับอิทาจิอย่างเผชิญหน้าพร้อมกับความมืดลึกที่ก่อตัวขึ้นในดวงตาคู่นั้น จริง ๆ แล้วตั้งแต่เมื่อสองวันก่อน เขาได้รับรายงานจากเซ็ตสึขาวว่ามีหน่วยเฝ้าสังเกตการณ์เซ็ตสึตัวหนึ่งที่คอยจับตาอุจิวะได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เขาจึงรีบแฝงตัวเข้ามาในหมู่บ้านทันทีเพื่อสืบหา แต่ไม่ว่าเขาหรือเซ็ตสึคนอื่นๆ ก็หาข้อมูลอะไรไม่ได้เลย
จนกระทั่งเมื่อคืนเกิดเหตุผิดปกติบางอย่างในหน่วยราก ต่อมาก็มีการประชุมฉุกเฉินในตึกโฮคาเงะอีก และสุดท้ายเขาก็ได้ข้อมูลจากเซ็ตสึว่ามีคนใช้นามของเขาบุกโจมตีหน่วยรากโดยตรง! ด้วยเหตุนั้นเขาจึงตัดสินใจลองเสี่ยงเข้ามาติดกับดักนี้เองกับมือ เพราะนอกจากมั่นใจในพลังของตัวเองเต็มที่แล้วเขายังอยากจะมาเปิดอกคุยกับอิทาจิ เพื่อสะสางความเข้าใจกัน
และสำคัญที่สุดคือเขาจะได้ร่วมมือกับอิทาจิเพื่อค้นหาไอ้ตัวคนที่แอบอ้างเป็นเขาด้วย! ใครบางคนที่มีเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาและกำลังเล่นเกมในเงามืดที่โคโนฮะไม่อาจล่วงรู้