บทที่ 13 จุดจบและข่าวร้ายสุดท้าย
ปล่อยให้เรื่องที่เกิดขึ้นในโลกสึคิโยมิ (อ่านจันทรา) ระหว่างอุจิวะ โอบิโตะกับอุจิวะ อิทาจิเป็นเรื่องส่วนลึกในจิตใจของพวกเขาไปก่อน
ทันทีที่โอบิโตะปรากฏตัวขึ้น ณ จุดนัดพบ เหล่านินจาของโคโนฮะที่ซุ่มซ่อนอยู่โดยรอบก็รีบลงมือทันที และเกือบจะพร้อมกันกับจังหวะที่อิทาจิใช้สึคิโยมิดึงสติของโอบิโตะเข้าสู่โลกแห่งภาพลวงตานั้น เพียงชั่วพริบตาม่านพลังเขตอาคมขนาดใหญ่ก็พุ่งขึ้นจากพื้นล้อมพื้นที่โดยรอบรัศมีร้อยเมตรเอาไว้ทั้งหมด
“สำเร็จแล้วใช่ไหม”
เสียงของชิมูระ ดันโซ พึมพำในลำคอด้วยน้ำเสียงกดต่ำ ขณะที่เขาพร้อมด้วยซารุโทบิ ฮิรุเซ็นและหน่วยนินจาชั้นยอดของหมู่บ้านโคโนฮะรีบพุ่งตัวออกจากที่ซ่อนเข้าสู่ภายในเขตอาคมนั้นทันที
สายตาของดันโซจับจ้องไปยังร่างของอุจิวะ โอบิโตะที่นิ่งค้างอยู่กลางสนาม เหมือนเช่นเคย สำหรับคนอย่างอุจิวะ อิทาจิ ผู้ภักดีต่อหมู่บ้านอย่างเต็มหัวใจ เขาไม่เคยปิดบังความสามารถของตนเองไว้แม้แต่น้อย หรือจะพูดอีกอย่างก็คือถึงจะอยากปิดบัง แต่พลังระดับเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผามันก็ยากจะปิดได้ ไม่อย่างนั้นนินจาจากตระกูลอุจิวะอย่างเขาจะมีปัจจัยอะไรให้ซารุโทบิและกลุ่มผู้นำหมู่บ้านไว้ใจ?
“หึ!” แต่ยังไม่ทันที่ใครจะได้โล่งใจ ร่างของโอบิโตะที่ดูเหมือนจะนิ่งค้างอยู่นั้นก็สั่นไหวอย่างแรงในชั่วขณะ พร้อมเสียงครางต่ำหลุดจากลำคอ
เขาดึงสติหลุดออกจากโลก ‘สึคิโยมิ’ ได้สำเร็จ!
จากสภาพภายนอก แค่เพียงมองด้วยตาเปล่าก็เห็นชัดเจนว่าสภาพจิตใจของเขาถูกกระแทกอย่างรุนแรงจนถึงขั้นเซไปเซมาเหมือนจะล้มลงได้ทุกเมื่อ
“ลงมือ! ”
จังหวะทองที่ไม่มีทางปล่อยให้พลาดเด็ดขาด!
ฮิรุเซ็นที่ผ่านโลกนินจามานาน ปีนบันไดการเมืองมาถึงตำแหน่งโฮคาเงะก็เพราะไม่เคยลังเลในช่วงเวลาที่จำต้องตัดสินใจเด็ดขาด และเขาก็ไม่พลาดจังหวะนี้
“คาถาไฟ: กระสุนเพลิงมังกร!”
“คาถาลม: ผ่าทะลวง!”
“คาถาดิน: หอกดิน!”
เสียงร่ายวิชานินจาดังก้อง ชั่วพริบตานินจาหลายคนก็ปล่อยวิชามากมายใส่กลางสนามราวกับพายุสายฟ้าฟาดฟันเข้าใส่อุจิวะ โอบิโตะที่กำลังเสียศูนย์อย่างรุนแรง
ตูม! ตูม! ตูม! เสียงระเบิดดังสนั่นไปทั่วบริเวณ ราวกับโลกจะแตกออก เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา พื้นที่ที่โอบิโตะยืนอยู่ก็กลายเป็นหลุมลึกกว่าสิบเมตร ฝุ่นคละคลุ้งไปทั่ว การโจมตีจึงได้หยุดลงชั่วขณะเพื่อดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่ทุกคนเห็นในวินาทีต่อมากลับทำให้ดวงตาของผู้นำทุกคนเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ไม่ว่าจะเป็นซารุโทบิ ฮิรุเซ็น ชิมูระ ดันโซ หน่วยนินจาระดับสูงจากทั้งหน่วยลับหรือแม้แต่หน่วยราก ทุกคนต่างเบิกตาค้าง
“หึ ต้อนรับกันอย่างอบอุ่นดีนี่ แต่น่าเสียดาย มันไม่สะเทือนข้าเลยแม้แต่นิดเดียว”
โอบิโตะยังยืนอยู่ตรงจุดเดิม
ไม่มีบาดแผลสักแห่ง ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน เสื้อผ้าก็ไม่มีรอยไหม้ ราวกับวิชาทั้งหมดเมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตา แต่ถ้ามันเป็นภาพลวงตาแล้วหลุมลึกบนพื้นนั่นล่ะ? ชั่วขณะนั้นเองเหล่านินจาโคโนฮะก็รับรู้ได้ทันทีว่าชายสวมหน้ากากตรงหน้าอันตรายยิ่งกว่าที่พวกเขาคาดคิดไว้มาก
“แกเป็นใครกันแน่ แล้วแกต้องการอะไรจากโคโนฮะกัน!? ” ฮิรุเซ็นก้าวขึ้นมาข้างหน้าถามด้วยเสียงเย็นเยียบ
“หึ ข้าก็เป็นแค่ผีจากตระกูลอุจิวะเท่านั้นเอง ส่วนเรื่องจุดประสงค์ไม่ใช่พวกเจ้ารึไงที่เรียกข้ามาเอง ตอนนี้กลับมาโยนข้อหาว่าข้ามีเจตนาร้ายซะงั้น หรือว่าจริง ๆ แล้ว เจ้าทั้งหมดนี่แหละที่มีเจตนาแอบแฝงบางอย่าง เรื่องหน่วยรากนั่นก็ไม่ต้องเอามาอ้าง ข้าไม่ได้ทำ และไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากไปกว่านี้แล้วด้วย”
“คำถามคือพวกเจ้าตัดสินใจแล้วใช่ไหมว่าจะประกาศสงครามกับข้า ณ ตอนนี้จริงๆ? ” โอบิโตะตอบโต้กลับทันที ไม่ยอมเสียเปรียบทางวาจาแม้แต่น้อย แถมยังเอ่ยด้วยน้ำเสียงข่มขู่อย่างชัดเจน
“หึ! เจ้าสารเลวที่อ้างตัวว่าเป็น ‘อุจิวะ มาดาระ’ ยังคิดจะตบตาเราอีกงั้นรึ?! ” ดันโซสบถออกมาเต็มเสียง ขณะที่ดวงตาของเขาจ้องไปยังโอบิโตะที่ยังยืนอย่างมั่นใจตรงจุดเดิม “เจ้าติดอยู่ในม่านพลังเขตอาคมของพวกเราแล้ว! ม่านพลังนี่คือหนึ่งในผลงานที่โฮคาเงะรุ่นที่สี่ทิ้งไว้! มันสามารถรบกวนวิชาเคลื่อนย้ายระยะไกลได้ทุกชนิด! คิดว่าจะหนีพ้นรึไงเล่า!! ”
“ต่อให้เจ้าจะมีวิชาเคลื่อนย้ายก็ไม่มีทางหนีไปไหนได้แล้ว วันนี้เจ้าไม่รอดแน่!! ” ดันโซกล่าวอย่างเดือดดาล เขาไม่เชื่อหรอกว่าพลังระดับนั้นจะมีใครลอกเลียนแบบได้ง่ายๆ และแม้สุดท้ายมันจะเป็นการเข้าใจผิดจริง ๆ ก็ช่างเถอะ ในเมื่อวางกับดักได้ขนาดนี้แล้วปล่อยให้หลุดมือไปก็บ้าแล้ว ตราบใดที่อีกฝ่ายเป็น ‘อุจิวะ’ ก็ควรตายเท่านั้น!
“หึ ชิมูระ ดันโซสินะ? คิดเหรอว่าแค่ม่านพลังกระจอกๆ นี่จะกักข้าไว้ได้ อย่าลืมสิข้าคือ อุจิวะ มาดาระ! หวังว่าตอนข้ามาเยือนคราวหน้าพวกเจ้าจะหาตัวคนที่กล้าปลอมตัวเป็นข้าเจอซะทีนะ ไม่งั้นข้าจะเป็นคนลงมือเอง! เพราะหมู่บ้านนี้ข้าก็เอือมระอาเต็มทีแล้ว” น้ำเสียงของโอบิโตะพลันเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบชัดเจน ใบหน้าที่อยู่ใต้หน้ากากแฝงความอาฆาตรุนแรง
ทันใดนั้นจากกลางดวงตาของเขา วังวนก็เริ่มปรากฏขึ้นอีกครั้ง ร่างกายของเขาค่อย ๆ บิดเบี้ยวกลายเป็นภาพเลือนราง
“อะไรน่ะ?! เป็นไปไม่ได้!” ดันโซเบิกตากว้าง สีหน้าเปลี่ยนอย่างรุนแรงแล้วรีบยกมือขึ้นเตรียมจะลงมือโจมตีอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันเคลื่อนไหว มือของใครบางคนก็กดลงบนไหล่ของเขาจนทำให้เจ้าของร่างชะงัก
“ท่านจะทำอะไรน่ะฮิรุเซ็น?! ” ดันโซหันขวับไปถามอย่างตกใจและไม่เข้าใจ
“ไม่มีประโยชน์ ตอนนี้เรามีเรื่องสำคัญกว่าที่ต้องจัดการ” ฮิรุเซ็นเพียงพูดเบา ๆ โดยไม่หันมามอง พลางจ้องดูร่างของโอบิโตะที่กำลังค่อย ๆ หายไปจากม่านพลังเขตอาคม และในหางตาของเขายังเหลือบเห็นอุจิวะ อิทาจิยืนเงียบๆ อยู่ไม่ไกลนัก พร้อมกับร่องรอยของเลือดที่ไหลซึมออกมาจากหางตา คงเป็นผลข้างเคียงจากการใช้งานสึคิโยมิ
ไม่กี่นาทีถัดมาเมื่ออุจิวะ โอบิโตะหลบหนีออกไปได้ การปะทะในค่ำคืนนี้ก็จบลงแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ อย่างน่าหงุดหงิด แต่ถึงแม้โอบิโตะจะจากไปแล้วปัญหาที่เขาทิ้งไว้ยังคงอยู่ โดยเฉพาะคำพูดก่อนจากลานั่นทำให้ทุกอย่างยิ่งมืดมน พัวพันไปหมดและสั่นคลอนสันติภาพของหมู่บ้านยิ่งขึ้นกว่าเดิม
แต่ก่อนที่ฮิรุเซ็นจะมีโอกาสปลอบใจดันโซหรือวางแผนจัดการกับเรื่องราววุ่นวายที่กำลังจะตามมา ทันทีที่คลายม่านพลังเขตอาคมลงและเตรียมกลับไปยังตึกโฮคาเงะ ข่าวร้ายหลายระลอกก็มาถึง
ตึกบัญชาการโฮคาเงะถูกบุกรุก
หน่วยลับที่เฝ้าอยู่บาดเจ็บล้มตายเกือบทั้งหมด
‘คัมภีร์ผนึกต้องห้าม’...ถูกขโมยไป!