บทที่ 14 คัมภีร์ผนึกกับความจริงที่เปิดเผย

“หึ.ตอนนี้สีหน้าเจ้าซารุโทบิ ฮิรุเซ็น กับชิมูระ ดันโซ คงน่าดูชมเลยล่ะ! เสียดายที่ฉันไม่ได้ไปอยู่ใกล้ ๆ เพื่อชมด้วยตาตัวเอง”

เสียงหัวเราะเจือแววเย้ยหยันดังลอดจากปากของอุจิวะ เอ็ตสึ ขณะที่เขานั่งอยู่ในบ้านของตัวเอง ดวงตาเงียบสงบแต่เต็มไปด้วยความครึกครื้นในใจ เพราะตอนนี้สปอร์กาฝากที่เขาฝังไว้ในตัวของดันโซกำลังส่งข่าวมาไม่พัก

เขารู้ล่วงหน้าทุกแผนการที่พวกนั้นจัดเตรียมไว้เพราะได้ฝังตัวสอดแนมเอาไว้กับดันโซตั้งแต่แรกแล้ว ดังนั้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเขาย่อมไม่อาจปล่อยผ่านโดยไม่ทำอะไร จริงอยู่ เขาเองก็อยากดูการปะทะกันของอุจิวะ อิทาจิกับอุจิวะโอบิโตะ โดยเฉพาะการเผชิญหน้าระหว่างโอบิโตะ กับฮิรุเซ็นและดันโซที่นำทัพมาล้อมจับด้วยตัวเอง

แต่มองในแง่ความเป็นจริง ด้วยพลังที่แข็งแกร่งแทบไร้เทียมทานของโอบิโตะ ต่อให้พวกนั้นเตรียมตัวมาดีแค่ไหน ก็ไม่มีหวังจะจับอีกฝ่ายได้ง่ายๆ หรอก ต่อให้เจ้าพวกนั้นสามารถมองทะลุวิชาเนตรของโอบิโตะได้ก็แล้วอย่างไรล่ะ เพราะถึงยังไงเจ้าตัวก็ยังมีอิซานางิเอาไว้พลิกกลับสถานการณ์จากความเป็นตายได้อยู่ดี

และถ้าเขาได้รับโอกาสเพียงนิดเดียวไม่ว่าจะโดนขัดขวางแค่ไหนก็ยังสามารถหนีเข้าไปในมิติคามุยได้ ในเมื่อไม่มีใครจับเขาในมิตินั้นก็แทบไม่ต่างอะไรกับคนที่เป็นอมตะ เพราะแบบนี้แทนที่จะไปยืนดูเกมโง่ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าตอนจบเป็นยังไงสู้ไปเลือกทำอย่างอื่นที่ให้ผลคุ้มค่ามากกว่าไม่ดีกว่าเหรอ

และสิ่งที่อุจิวะ เอ็ตสึนึกถึงเป็นอันดับแรกในหัวก็คือ…คัมภีร์ผนึกต้องห้ามแห่งโคโนฮะ

นั่นคือหนึ่งในขุมพลังที่ล้ำค่าที่สุดของหมู่บ้านโคโนฮะที่สะสมมานานนับหลายสิบปี ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าข้างในนั้นมีวิชานินจาต้องห้ามที่อันตรายระดับไหนซุกซ่อนอยู่บ้าง แต่มันคือรากฐานสำคัญของหมู่บ้านนินจาอันดับหนึ่งแน่นอน

ในเนื้อเรื่องต้นฉบับ แม้แต่อุซึมากิ นารูโตะ ได้อ่านเพียงแค่หน้าเดียวก็ได้วิชาอย่าง ‘คาถาแยกเงาพันร่าง’ ที่ทำให้เขาพุ่งทะยานจากเด็กสอบตกขึ้นมาเป็นระดับแนวหน้าได้ในเวลาอันสั้นแล้ว และตลอดทั้งเรื่องวิชานี้ก็กลายเป็นฉากสำคัญแทบจะทุกซีนในการต่อสู้ของเขาเลยด้วยซ้ำ

ยังไม่นับวิชาต้องห้ามอื่น ๆ ที่แม้ต้นฉบับจะไม่ได้บอกชัดเจนแต่เราทุกคนก็รู้ดีว่ามีทั้งคาถาสัมภเวสีคืนชีพ วิชาลมปราณแปดประตู, คาถาเหินสายฟ้า และอีกมากมายที่ล้วนแต่เป็นของโคโนฮะ

ตราบใดที่เขาได้มันมาไม่ว่าวิชาไหนก็ย่อมกลายเป็นของเขาได้ทั้งนั้น!

เมื่อตัดสินใจได้แล้ว อุจิวะ เอ็ตสึก็ไม่รอช้าแม้แต่นิด ในช่วงจังหวะที่ฮิรุเซ็นและดันโซพานินจาหลายร้อยคนออกไปล้อมจับโอบิโตะและขึงค่ายกลผนึกกับดักอยู่ฝั่งโน้นอย่างเอาเป็นเอาตาย ในขณะนั้นเองเอ็ตสึก็เลือกจะแทรกตัวเข้าสู่ตึกโฮคาเงะอย่างเงียบเชียบ

ในเมื่อทั้งหน่วยลับและหน่วยรากแทบจะถูกเรียกตัวออกไปจนหมดตึก แถมฮิรุเซ็นก็ยังออกโรงด้วยตัวเองอีก แน่นอนว่าตึกโฮคาเงะ ณ ตอนนี้ก็แทบไม่มีใครอยู่ป้องกันเลยสักคน

จะมีอะไรสะดวกไปกว่านี้อีกเล่า? จริงไหม

ผลลัพธ์ก็คือง่ายยิ่งกว่านับนิ้วมือ เอ็ตสึหาคัมภีร์ผนึกต้องห้ามเจอโดยไม่มีอุปสรรคเลยสักนิด


และในเวลาเพียงไม่นานมันก็กลายเป็นสมบัติส่วนตัวของเขาไปเรียบร้อย

แม้ว่าขณะเก็บคัมภีร์จะกระตุ้นให้ระบบเตือนภัยบางจุดทำงานจนมีหน่วยลับจำนวนหนึ่งตามมาขัดขวาง แต่พวกนั้นก็ไม่ได้มีฝีมือมากพอจะหยุดเอ็ตสึในตอนนี้ได้อีกแล้ว สุดท้ายแล้วเขาจึงฝ่าออกไปจากตึกได้ง่ายดายราวเหมือนไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น

“ว่าแต่...การปะทะของโอบิโตะจบเร็วไปหน่อยรึเปล่า”

แม้อุจิวะ เอ็ตสึจะไม่แสดงท่าทางอะไรนัก แต่สายตาของเขากลับเหลือบมองไปทางที่เกิดเหตุปะทะทางฝั่งโอบิโตะครู่หนึ่ง ความรู้สึกบางอย่างก็เริ่มผุดขึ้นในใจนั่นคือความแปลกใจ ต่อให้โอบิโตะจะมีพลังของคามุยที่หลบหลีกได้ไร้เทียมทาน แต่ถ้าอีกฝ่ายคือ อุจิวะ อิทาจิ ซึ่งจริง ๆ หมอนั่นควรจะมีทางต้านมากกว่านั้นสิ แถมยังมี ซารุโทบิ ฮิรุเซ็น ผู้เป็นถึงโฮคาเงะรุ่นที่ 3 ที่แม้จะแก่แต่ก็ไม่ได้อ่อนแอปวกเปียก ยังไม่นับพวกดันโซกับกองทัพนินจาชั้นยอดที่จัดทีมกันมาโดยเฉพาะอีก

พวกเขาควรจะกดดันโอบิโตะให้แสดงไพ่ลับได้อีกหลายใบ ไม่ใช่จบกันง่าย ๆ แบบนี้ “เฮอะ เสียดายแฮะ สปอร์กาฝากมันก็มีข้อจำกัดเลยส่งรายละเอียดมาไม่ได้หมดทุกอย่าง”

“แต่จากเท่าที่ดู ดูเหมือนอิทาจิจะออกแรงไปด้วยวิชาเนตรแค่คาถาเดียวเอง แถมโอบิโตะเหมือนจะรู้ตัวด้วยว่ามีฉันคอยแอบมองอยู่ แล้วยังฮิรุเซ็นที่อยู่ ๆ ก็ถอนคำสั่งแล้วห้ามดันโซอีก…”

พอคิดถึงตรงนี้อุจิวะ เอ็ตสึก็เริ่มปะติดปะต่อได้เองบางส่วน แม้ข้อมูลจะยังไม่ครบถ้วน แต่แค่เศษเสี้ยวเหล่านี้ก็เพียงพอให้เขามองเห็นอะไรบางอย่างแล้ว “แต่ช่างเถอะ ในเมื่อฉันเล่นงานตึกโฮคาเงะกลางวันแสก ๆ ขนาดนี้ ตัวตนของฉันก็คงไม่ได้เป็นความลับอีกต่อไปแล้ว”

“แต่ต่อให้พวกมันรู้แล้ว...แล้วไง? ต่อให้โคโนฮะทั้งหมู่บ้านร่วมมือกันจะเล่นงาน แล้วพวกนั้นจะทำอะไรได้”

“ต้องไม่ลืม…ฉันในตอนนี้ มันไม่ใช่คนเดิมกับเมื่อไม่กี่วันก่อนแล้ว”

แม้จะมองเห็นว่าศัตรูเริ่มรู้ตัว แต่สำหรับอุจิวะ เอ็ตสึ เรื่องนี้ไม่ใช่เหตุผลที่ต้องกังวลเลยสักนิด ในหัวของเขาตอนนี้ ไม่มีคำว่ากลัว เขากลับแค่ยิ้มมุมปากนิดๆ แล้วปล่อยให้จิตสำนึกของตนค่อยๆ ดิ่งลึกลงสู่โลกมายาที่ควบคุมอยู่

สุดท้ายแล้วในโลกนินจานี้ไม่มีอะไรสำคัญเท่าพลัง

ตราบใดที่พลังของเขายิ่งใหญ่พอ แผนการทุกอย่างของศัตรูก็แค่เกมกระดาษโง่ๆ ใบหนึ่งที่เหยียบให้แหลกได้ทุกเมื่อ และถ้าเขาสามารถถอดรหัสคัมภีร์ผนึกต้องห้ามของโคโนฮะซึ่งรวมเอาวิชานินจาต้องห้ามไว้มากมายได้เมื่อไหร่ ถึงแม้จะเพียงแค่บางส่วนก็เพียงพอจะทำให้พลังของเขาก้าวกระโดดขึ้นอีกขั้นแล้ว

เพราะฉะนั้นแทนที่จะเอาเวลามานั่งกังวลว่าโคโนฮะจะตอบโต้อย่างไร เขาควรใช้เวลาให้คุ้มเพื่อพัฒนาตัวเองให้เหนือกว่าทุกคนจะดีกว่า เผื่อหากวันใดพวกนั้นหาตัวเขาเจอจะได้เจอของขวัญสุดเซอร์ไพรส์ที่เตรียมไว้ให้พวกมันอย่างสาสม!



ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 14 คัมภีร์ผนึกกับความจริงที่เปิดเผย

ตอนถัดไป