ตราอู๋ซิน + ตำหนักภูตมาร

ตอนที่ 3 ตราอู๋ซิน + ตำหนักภูตมาร



เจียงหรานมีอาจารย์อยู่คนหนึ่ง คือคนที่เมื่อยี่สิบปีก่อน อุ้มเขาออกมาจากท่ามกลางหิมะ และเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ คนผู้นั้นคือ “เฒ่าขี้เมา”



สำหรับเจียงหรานแล้ว อาจารย์คนนี้พูดยากนัก ไม่รู้ว่าควรจะอธิบายเช่นไรดี แม้ทั้งวิชาแพทย์และฝีมือกระบี่จะไม่ธรรมดา แต่กลับหมกมุ่นอยู่กับ ‘ต้มตุ๋น ล่อลวง กิน ดื่ม เที่ยว เล่นพนัน’ ไม่เคยห่างปาก โดยเฉพาะการหลอกลวงที่แทบจะเป็นนิสัย



ตั้งแต่เล็กจนโต เจียงหรานไม่รู้ว่าตกเป็นเหยื่อของอาจารย์มาแล้วกี่ครั้ง และกี่ครั้งที่ต้องตามไปเก็บกวาดปัญหาให้



ครั้งนี้จดหมายขอความช่วยเหลือจากเฒ่าขี้เมาส่งมาจากมณฑลชางโจว ให้เจียงหรานไปยังตระกูลถังเพื่อช่วยเหลือเขา



ปฏิกิริยาแรกของเจียงหรานก็คือ อาจารย์คงต้มตุ๋นอีกฝ่ายจนถูกจับได้ คราวนี้ถึงกับถูกกักตัวไว้ แต่ไม่ว่าจะยังไง แม้อาจารย์จะไม่น่าไว้ใจเพียงใด ทว่าเขาก็เป็นคนเลี้ยงตนมา เจียงหรานย่อมไม่อาจทอดทิ้ง



ดังนั้นแม้ตอนนั้นอายุขัยจะเหลือไม่กี่วัน เขาก็ยังรีบจัดเตรียมสัมภาระเพื่อออกเดินทางไปช่วยเหลือทันที



เมื่อเยี่ยจิงซวงได้ฟังต้นสายปลายเหตุ ถึงกับสูดลมหายใจแรง เจียงหรานผู้มีพลังภายในลึกซึ้ง สามารถสังหารจางตงเสวียนที่ได้รับฉายา ‘ฝ่ามือเงาอนันต์’ ได้เพียงชั่วกระบวนท่า แล้วอาจารย์ของเขาจะต้องแข็งแกร่งถึงเพียงใดกัน



เช่นนั้นแล้ว เหตุใดถึงถูกกักตัวอยู่ในมณฑลชางโจวได้ ตั้งแต่เมื่อไร มณฑลชางโจวถึงได้เก่งกล้าเช่นนี้



ในห้วงความคิดสับสน เจียงหรานก็เอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มว่า



“เป้าหมายเราตรงกัน แม่นางยินดีร่วมเดินทางไปกับข้าหรือไม่ อย่างน้อยเราจะได้ดูแลซึ่งกันและกันได้”



คำพูดนี้ไม่ได้มาจากอารมณ์ชั่ววูบ และมิใช่ด้วยจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความเที่ยงธรรม หากแต่เจียงหรานแม้ยังไม่รู้เรื่องราวทั้งหมดของตระกูลเยี่ย แต่จากถ้อยคำของจางตงเสวียนเมื่อครู่ก็พอจะเข้าใจได้ว่า ตระกูลเยี่ยนั้นไม่ธรรมดาแน่นอน และเพียงคนเดียวอย่างจางตงเสวียนไม่อาจทำให้ล่มสลายได้



ซึ่งหมายความว่าหลังจากเขาตายไป ย่อมยังมีคนอื่นออกตามล่าเยี่ยจิงซวงต่อไป การเดินทางสู่มณฑลชางโจวย่อมไม่อาจสงบสุข



สำหรับคนทั่วไปแน่นอนว่าควรหลีกให้ห่าง เพราะในยุทธภพ หากอยากอยู่รอดก็ต้องทำตัวไม่ยุ่งเรื่องของใคร แต่เจียงหรานไม่เหมือนคนอื่น เพราะหากเขาไม่เข้าไปยุ่ง โรคร้ายก็คงพรากชีวิตเขาไปแล้ว



ระบบกระบี่ล่าสังหารเองก็ผลักดันให้เขาต้องเข้าไปยุ่งเรื่องคนอื่น ยิ่งมีปัญหามากเท่าไร สำหรับเจียงหรานกลับเหมือนยาดีที่ช่วยยืดชีวิต



นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสให้เขาทดสอบขอบเขตที่แท้จริงของระบบนี้ด้วย



เยี่ยจิงซวงไม่รู้ว่าความคิดจริงๆ ของเจียงหรานเป็นอย่างไร นางเพียงมองว่าเขามีคุณธรรมยิ่งนัก ในเมื่อนางกำลังถูกพายุหายนะกลืนกิน แต่เจียงหรานกลับกล้ากล่าวว่าจะคุ้มครองนางจนถึงมณฑลชางโจว



นางจึงสูดลมหายใจลึกก่อนตอบว่า



“หากคุณชายไม่รังเกียจที่ข้าชักนำปัญหาตามมาไม่หยุดหย่อน ข้าย่อมยินดีอย่างยิ่ง”



เจียงหรานพยักหน้า “เช่นนั้นก็ตกลงกันตามนี้ ตอนนี้จางตงเสวียนตายแล้ว คงจะปลอดภัยชั่วคราว เจ้าจัดการรักษาบาดแผลเสียก่อนเถิด”



เยี่ยจิงซวงไม่พูดมากอีก หลังจากผ่านการต่อสู้ทั้งคืน ร่างกายนางเต็มไปด้วยบาดแผล นอกจากบาดเจ็บภายในแล้ว บาดแผลภายนอกก็มีไม่น้อย แม้กดจุดห้ามเลือดไว้แล้ว แต่หากไม่รักษาอย่างเหมาะสมก็ย่อมเกิดปัญหาใหญ่



นางฉีกชายกระโปรงออกมาเพื่อพันแผลด้วยท่าทางทะมัดทะแมงสมเป็นสตรีชาวยุทธ เจียงหรานเห็นดังนั้นรีบห้ามไว้



“ช้าก่อน”



เยี่ยจิงซวงหันมามองด้วยความสงสัย ก็เห็นเขาล้วงจากสัมภาระออกมาทั้งขวดทั้งกล่อง รวมถึงผ้าพันแผลสะอาดครบถ้วน



นางประหลาดใจ “ท่านพกของพวกนี้ติดตัวเสมอหรือ”



“เดินทางในยุทธภพ ต้องเตรียมพร้อมไว้ก่อนเสมอ”



เขาพูดพลางหยิบกล่องไม้เล็กๆ เปิดออก กลิ่นยาสมุนไพรหอมฟุ้งออกมา “นี่คือยาห้ามเลือดและสมานแผล เสื้อเจ้ามีทั้งคราบเลือด และเปียกฝน หากใช้พันแผลตรงๆ จะติดเชื้อได้ง่าย”



“ติดเชื้อ” เยี่ยจิงซวงทำหน้างง



เจียงหรานส่ายหัว “ไม่สำคัญนัก เจ้ารักษาแผลก่อนเถิด” แล้วส่งน้ำเต้าเหล้าให้ “บุรุษกับสตรีมีข้อห้าม เจ้าจัดการเองจะดีกว่า”



เยี่ยจิงซวงพยักหน้า พลิกกายไปอีกด้านเริ่มทำแผล ส่วนเจียงหรานตรวจค้นศพจางตงเสวียน ได้เงินสิบตำลึง เก็บเข้ากระเป๋าอย่างไม่เกรงใจ นอกจากนั้นยังเจอขวดยารักษาแผลอีกเล็กน้อย และสิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือเหรียญตราขนาดฝ่ามือ



เหรียญนั้นดำทึบ หนักแน่น ตัวเรือนแกะสลักหัวกะโหลกและปีศาจรอบด้าน ด้านหน้าสลักตัวอักษร ‘ตราคำสั่ง’ ข้างหลังมีคำว่า ‘อู๋ซิน’



“ตราอู๋ซิน…” เจียงหรานพึมพำ แต่ยังไม่เข้าใจนัก



เยี่ยจิงซวงที่หันหลังอยู่ได้ยินถึงกับสะดุ้ง ลืมแม้แต่กำลังทำแผล รีบหันขวับกลับมา “ตราอู๋ซิน”



เจียงหรานรีบยกมือปิดตา “แม่นางเยี่ย เจ้าเป็นสตรีควรระวังให้มาก…”



แม้ในชาติก่อนเขาจะเห็นสิ่งยั่วเย้าในคอมพิวเตอร์ไม่น้อย แต่ในโลกนี้เรื่องกฎระเบียบระหว่างชายหญิงยังคงเคร่งครัดนัก



เยี่ยจิงซวงหน้าแดง รีบจัดเสื้อผ้า ก่อนตอบอย่างเขินอาย “ข้า…ไม่ได้ตั้งใจ!” จากนั้นก็หันไปมองตราในมือของอีกฝ่าย สีหน้ากลับเปลี่ยนเป็นมืดหม่น “เป็นตราอู๋ซินจริงด้วย…หรือว่าเรื่องคืนนี้ทั้งหมดเกี่ยวพันกับตำหนักภูตมาร”



เจียงหรานเลิกคิ้ว “ตำหนักภูตมาร คืออะไรหรือ”



“ท่าน…ไม่เคยได้ยินหรือ” เยี่ยจิงซวงถึงกับเบิกตากว้าง เพราะตำหนักภูตมารนั้นแม้ไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนพูดถึงกัน แต่สำหรับคนที่อยู่ในยุทธภพล้วนย่อมเคยได้ยินชื่อมาแล้วทั้งนั้น ทว่าผู้ฝีมือสูงส่งเช่นเจียงหรานกลับไม่รู้จักเลย



“ไม่เคยได้ยินเลยจริงๆ …”



เจียงหรานเอ่ยด้วยสีหน้าซื่อสัตย์



เขาอยู่กับเฒ่าขี้เมามายี่สิบปี แต่เพราะโรคเส้นลมปราณขาดสะบั้นจึงไร้หนทางรักษา เฒ่าขี้เมาจึงไม่เคยยอมให้เขาเข้าไปพัวพันเรื่องในยุทธภพ ความรู้เรื่องยุทธภพของเขาจึงมีอยู่อย่างจำกัด แหล่งข่าวส่วนใหญ่ก็ฟังตามโรงเตี๊ยม โรงน้ำชา ที่ผู้คนพูดต่อๆ กันมาเท่านั้น



สำหรับคำว่า ‘ตำหนักภูตมาร’ เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน แล้วจะไปรู้ได้อย่างไร



เยี่ยจิงซวงเองก็ไม่ได้ซักไซ้อะไร เพียงขมวดคิ้วแล้วเอ่ยเบาๆ



“ตำหนักภูตมาร…เป็นแดนอันตรายในยุทธภพ ที่ตั้งลึกลับยิ่งนัก แทบไม่มีผู้ใดรู้แน่ชัด มีเพียงผู้ที่ ‘ถึงคราวจำเป็น’ เท่านั้น จึงจะได้รับโอกาสให้ก้าวเข้าไป”



“โอ้” เจียงหรานเลิกคิ้วเล็กน้อย “เช่นนั้นพวกเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ใด ‘จำเป็นต้องเข้าไป’ ใช้อะไรเป็นเกณฑ์ตัดสินกันแน่”



“เรื่องนี้ ข้าพอจะทราบอยู่บ้าง” เยี่ยจิงซวงตอบ “ผู้ที่จะเข้าสู่ตำหนักภูตมารได้ ล้วนเป็นคนชั่วก่อกรรมมาไม่น้อย เช่น มหาโจรผู้ยิ่งใหญ่ มารร้ายใจอำมหิต หรือโจรที่ทางการตั้งค่าหัวจำนวนมหาศาล!”



“บุคคลเหล่านี้ต้องโหดเหี้ยมอำมหิต ไม่สามารถยืนหยัดอยู่ในยุทธภพได้อีก และยังต้องตกอยู่ในสภาพหนีตายไร้ทางรอด จึงจะมีโอกาสได้รับการนำทางเข้าสู่ตำหนักภูตมาร”



เจียงหรานฟังแล้วก็พยักหน้าด้วยสีหน้าที่เหมือนเข้าใจทันที “ที่แท้ก็เหมือน ‘หุบเขาคนโฉด’ นั่นเอง!”



“หุบเขาคนโฉด” เยี่ยจิงซวงงุนงงหันมามอง



“ก็คล้ายๆ กัน เป็นที่รวมตัวของเหล่าคนชั่ว เพียงแต่หุบเขาคนโฉดไม่มีผู้ใดมานำทาง ต้องหาทางไปกันเอง” เจียงหรานเอ่ยพลางแต่งแต้มเรื่องขึ้นมาเองสองสามประโยค



เยี่ยจิงซวงสีหน้าหม่นลงทันที “ข้าเคยคิดว่าในยุทธภพจะมีเพียงตำหนักภูตมารแห่งเดียวที่เป็นเช่นนี้ ไม่คิดว่าจะยังมีหุบเขาคนโฉดอีก หากมีโอกาส วันหนึ่งข้าจะต้องกวาดล้างเหล่าคนชั่วเหล่านี้ให้สิ้นซาก!”



แววตาที่เย็นชาของนางฉายประกายสังหารออกมาอย่างชัดเจน ไม่ใช่ถ้อยคำที่พูดลอยๆ



เจียงหรานพยักหน้ารับ “งั้นเจ้าลองเล่าต่อสิ ตำหนักภูตมารนี้ยังมีเรื่องราวใดอีก”



เยี่ยจิงซวงสูดลมหายใจลึกกดเก็บความโกรธแค้นในใจ ก่อนจะกล่าวต่อ “ความจริงข้าเองก็รู้ไม่มากนัก เพียงแต่เคยได้ยินบิดาข้าพูดว่า ตำหนักภูตมารนั้น ‘เข้าได้แต่ไม่มีทางออก’ อยู่ในยุทธภพ แต่ก็เหมือนอยู่นอกยุทธภพ และยังมีสี่ประโยคที่เล่าขานกัน…”



“ก้าวเข้าตำหนักภูตมาร ก็คือคนของภูตมาร หากอยากกลับคืนสู่โลก ต้องถูกวิญญาณภูตผีทั้งหมื่นแทะกินหัวใจ และวิญญาณ!”



เมื่อเอ่ยถึงคำว่า ‘บิดา’ แววตาของนางก็หม่นเศร้าลง เจียงหรานเห็นก็รู้ว่านางยังเจ็บปวดกับชะตากรรมของตระกูล จึงคิดจะแปรเปลี่ยนหัวข้อสนทนา ทว่าเยี่ยจิงซวงกลับขยับแขนไปแตะบาดแผลด้านหลัง แต่เอื้อมเท่าไรก็ไม่ถึง



เจียงหรานจึงเอ่ยไปโดยไม่ทันคิด “ให้ข้าช่วยเจ้าก็แล้วกัน…”



พอพูดออกไปก็อดเสียใจไม่ได้ เพราะหากเป็นในที่อื่นคงถูกหาว่าเป็นโจรหื่นกามไปแล้ว



ทว่าเยี่ยจิงซวงเพียงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบเบาๆ “เช่นนั้นก็ต้องรบกวนคุณชายแล้ว”



นางหันหลังถอดอาภรณ์ เผยให้เห็นบาดแผลลึกเป็นทาง เจียงหรานไม่อาจปฏิเสธได้ จึงหยิบยาห้ามเลือดมาทำแผลให้อย่างระมัดระวัง



เพียงปลายนิ้วแตะผิวเนื้อ ร่างเยี่ยจิงซวงก็สั่นสะท้าน เจียงหรานรีบกระแอมเพื่อตัดบรรยากาศ “ว่าแต่…ตำหนักภูตมารนั้นทั้งลึกลับ แล้วสี่ประโยคนี้เล็ดลอดออกมาได้อย่างไร”



เยี่ยจิงซวงเล่าต่อ “แม้ผู้คนไม่รู้ว่าตำหนักภูตมารตั้งอยู่ที่ใด หรืออันตรายถึงเพียงไหน แต่ก็รู้ว่าคนที่ก้าวเข้าไปล้วนเป็นคนชั่วช้าสารเลว ตำหนักภูตมารปิดกั้นโลกภายนอก อยู่ได้หนึ่งปีสองปีก็ยังทนไหว แต่สิบปีแปดปีหรือทั้งชีวิตจะไม่มีใครยอมอยู่อย่างนั้น”



“เจ็ดสิบปีก่อน เคยมีมารร้ายผู้หนึ่งที่ซ่อนตัวมานาน ปรากฏกายขึ้นอีกครั้ง เหล่าผู้กล้าจากฝ่ายธรรมะจึงรวมกำลังกันเข้าล้อมปราบ แต่การต่อสู้นั้นกลับเสียหายยับเยิน มารผู้นั้นเดชะถึงขั้นสวรรค์ยังต้องสยบ!”



“ทว่าท่ามกลางการต่อสู้กลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้นช้าๆ พูดออกมาทีละประโยค นั่นก็คือสี่ประโยคที่ข้าพูดไปเมื่อครู่”



“ผู้ที่ปรากฏกายคือบุรุษในชุดดำหรูหรา สวมหน้ากากภูตปิดบังใบหน้า เผยเพียงนัยน์ตาที่ว่างเปล่า และเย็นเยียบ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าเขาเข้ามาได้อย่างไร!”



“เพียงเอ่ยถึงประโยคที่สาม มารร้ายผู้นั้นถึงกับตัวสั่นเทิ้ม ร้องขอชีวิตว่า ‘ท่านจ้าวตำหนักโปรดไว้ชีวิต!’ แต่จ้าวตำหนักหาได้สนใจไม่ เอ่ยประโยคสุดท้ายจบ ก็ควักหัวใจของมารร้ายออกมา”



ปู่ของข้าซึ่งอยู่ในเหตุการณ์บอกว่า แม้มารร้ายจะพยายามตอบโต้เต็มที่ แต่ก็ไม่อาจต้านได้เลย ถูกสยบในกระบวนท่าเดียว!



จากนั้นจ้าวตำหนักหยิบเอาตราอู๋ซินออกจากร่างนั้นแล้วหายวับไปต่อหน้าต่อตา เหล่าผู้กล้าที่อยู่ ณ ที่นั้นล้วนไม่มีใครกล้าขวาง ปู่ข้าบอกว่าผู้นี้เป็นยอดฝีมือที่เก่งกาจที่สุดในชีวิตที่เขาเคยพบ…ตำหนักภูตมารจึงเป็นสถานที่ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก!”



เจียงหรานฟังแล้วทำหน้าประหลาด “แต่ทำไมฟังแล้วข้ากลับรู้สึก…เหมือนที่นั่นคือ ‘คุกขนาดใหญ่’ เลยนะ”



“คุก” เยี่ยจิงซวงตกใจ



เจียงหรานอธิบาย “ก็เพราะพวกโหดเหี้ยมอำมหิต ถูกขังรวมกัน ตัดขาดจากโลกภายนอก ชั่วชีวิตไม่มีทางออก นั่นมันก็เหมือนถูกคุมขังตลอดชีวิตไม่ใช่หรือ แล้วเมื่อมีคนคิดหนี จ้าวตำหนักก็ออกมาเก็บกวาดเหมือนผู้คุมคุกนั่นเอง”



เยี่ยจิงซวงถึงกับนิ่งเงียบไป แม้อยากค้าน แต่เมื่อคิดดูดีๆ แล้วก็รู้สึกว่าที่เจียงหรานพูด…มันก็ฟังขึ้นไม่น้อย




ตอนก่อน

จบบทที่ ตราอู๋ซิน + ตำหนักภูตมาร

ตอนถัดไป