คมกระบี่ + ค่ายเฟยอวิ๋น

ตอนที่ 7 คมกระบี่ + ค่ายเฟยอวิ๋น



วิชากระบี่ของเจียงหรานนั้นได้มาจากเฒ่าขี้เมา



เขาเริ่มฝึกกระบี่ตั้งแต่อายุหกขวบ เคี่ยวกรำฝึกฝนอย่างยากลำบากสิบสี่ปีเต็ม



แม้เฒ่าขี้เมาจะไม่ยอมให้เขาเข้าสู่ยุทธภพเพราะเส้นลมปราณขาดสะบั้น แต่เจียงหรานก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยต่อสู้มาก่อน



ทั้งอันธพาลตามตรอกตลาด ทั้งนักเลงของพรรคต่างๆ ล้วนเป็นหินลับกระบี่ของเขา



ทว่าวันนี้เมื่อมีกำลังภายในหกสิบปีรวมอยู่ในกาย ท่วงท่ากระบี่ที่ร่ายรำออกมานั้นต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง



ทันทีที่ฟันกระบี่แรกออกไป เขาก็เกิดความรู้สึกประหลาดที่ยากจะอธิบาย



ราวกับหัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น กระบี่ในมือถึงกับสั่นระริกเหมือนหัวเราะออกมา



เก้ากระบวนท่าที่ฝึกฝนมา ปรากฏชัดแจ้งในใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน



ทุกครั้งที่ฟัน ทุกครั้งที่เปลี่ยนท่า ความลึกล้ำของกระบี่ก็ยิ่งปรากฏแจ่มชัด



เขาพึ่งเข้าใจว่า ที่ผ่านมาเพราะกำลังภายในอ่อนด้อย จึงไม่เคยดึงเอาอานุภาพแท้จริงของวิชากระบี่นี้ออกมาได้เลย



เวลานี้ เมื่อกระบี่ฟันออกไปพร้อมกำลังภายในหกสิบปี รวมทั้งประสบการณ์สะสมสิบสี่ปี ทุกกระบวนท่าล้วนมีความรู้สึกแตกต่าง



เขาค่อยๆ เกิดความรู้สึกประหลาด ราวกับตนเองได้กลายเป็นกระบี่



หรือไม่ก็กระบี่เล่มนี้เองที่ได้กลายเป็นตัวเขา



เก้ากระบี่ที่ชัดเจนนั้น ค่อยๆ แตกกระจายกลายเป็นไร้รูปแบบ



ไม่มีกระบวนท่าไหนก่อนหลัง ทุกสิ่งล้วนเป็นยอดวิชา เพียงตามใจนึกก็กลายเป็นกระบวนท่าล้ำลึก!



ชั่วพริบตา เขาเหมือนลืมเก้ากระบี่ ลืมเยี่ยจิงซวง ลืมระบบ ลืมอรหันต์มารเต๋าเจิน



เขาจำได้เพียงว่า ที่นี่มีคู่ต่อสู้หนึ่งคน



คู่ต่อสู้ที่ให้เขาได้ฟันกระบี่อย่างเต็มที่!



ทว่าคนที่ทุกข์หนักก็คือ อรหันต์มาร



แรกเริ่มเมื่อประมือกับเจียงหราน เขารู้สึกได้ว่ากำลังภายในอีกฝ่ายล้ำลึกยิ่ง ทุกครั้งที่อาวุธปะทะกัน ก็เหมือนถูกเกวียนพุ่งชน



แรงสั่นสะเทือนมหาศาลสะท้านทั่วโครงกระดูก และอวัยวะภายใน



แม้จะกัดฟันอดทน เลือดก็ยังทะลักออกจากปาก และจมูก



ทั้งร่างทุกข์ทรมานแทบไม่อยากมีชีวิต



แต่ไม่นานเขาก็พบว่าความเจ็บปวดค่อย ๆ ลดลง



เพราะอาวุธของพวกเขา แทบจะไม่ปะทะกันอีก



ถูกต้องแล้ว เขารับกระบี่ของชายหนุ่มผู้นี้ไม่ได้เลย!



กระบี่เล่มนี้ชัดเจนว่าจะฟันที่ไหล่ขวา แต่พอรับกลับกลายเป็นไหล่ซ้ายที่ถูกผ่าเปิดแผล



เขาเห็นชัดว่ากระบี่ฟันจากล่างขึ้นบน แต่เมื่อรับกลับกลายเป็นปาดแนวนอน



ท่าแปรเปลี่ยนพิสดารอย่างเหลือเชื่อ



แรกๆ ยังพอหลบได้ แต่ไม่นานก็เร็วขึ้นจนไม่อาจรับ ไม่อาจหลบ!



ตอนแรก เขาก็บาดเจ็บหนักอยู่แล้ว บาดแผลยิ่งถูกซ้ำเติม หากยังต่อไปอีก เกรงว่าจะถูกเชือดทั้งเป็น



สุดท้ายกลั้นไม่อยู่ จึงตะโกนลั่น



“สารเลว เจ้ารังแกเกินไปแล้ว! กุ่ยชี! อย่าสนใจไอ้พวกขี้เมาไร้ค่าพวกนั้น มาร่วมมือกับข้า ฆ่ามันก่อน!!”



กุ่ยชีก็คือ ชายสวมหน้ากาก



เวลานี้เขากำลังพันตูกับเยี่ยจิงซวง และอีกสองคน



ตัวเขาเองก็หงุดหงิด เพราะหากประมือเดี่ยว เขาสังหารใครในสามคนนั้นได้ไม่ยาก



ทว่าพอทั้งสามร่วมมือ กลับยืดเยื้อไม่รู้จบ



เมื่อได้ยินเสียงเรียกของเต๋าเจิน ความคิดพลุ่งพล่าน สุดท้ายกัดฟันหนึ่งที พลันสลัดตัวออกจากวงล้อม



แม้เขาจะฆ่าทั้งสามไม่ได้ แต่ด้วยฝีมือสูงส่ง การถอนตัวก็ไม่ใช่เรื่องยาก



เยี่ยจิงซวงหน้าเปลี่ยนสี กระบี่ยาวในมือสั่นไหว



“หยุดไว้!!”



หนึ่งกระบวนท่า ‘วายุเหินล่องเมฆา’ ฟันตรงสู่หลังของกุ่ยชี



แต่กุ่ยชีราวกับมีตาหลัง หลบฉิวไปได้ ทำให้กระบี่นี้พลาดเป้า



เฉิงจี๋ม่อกำลังจะช่วย แต่หางตาก็เหลือบเห็นยอดฝีมือในเกราะอ่อน หันหลังจะหนีในจังหวะที่กุ่ยชีออกมา



เขาจึงชูมือ ปล่อยเข็มบินพุ่งใส่ขาคู่นั้น



“เจ้าจะไปไหน!!”



เมื่อครู่เขาร่วมมือรับมือกุ่ยชีเพราะถึงขั้นแลกชีวิตก็เพราะเยี่ยจิงซวงร้องขอ



แต่กับชายสวมอ่อนผู้นั้น พวกเขาเป็นศัตรูอยู่แล้ว



จะปล่อยให้หนีไปได้อย่างไร



“น่ารำคาญ”



ชายคนนั้นฟังเสียงลมจากอาวุธลับ จึงเหยียบพื้นพุ่งขึ้น หลบได้ทัน แล้วหันกลับ เห็นเฉิงจี๋ม่อตามติดมา



แม้สำนักพันวิหคจะขึ้นชื่อเรื่องอาวุธลับ แต่หมัดเท้าก็ไม่ด้อย



เฉิงจี๋ม่อทั้งรุกทั้งรับ สอดแทรกอาวุธลับ ทำให้ศัตรูต้องป้องกันเต็มกำลัง



เยี่ยจิงซวงหันมองแวบเดียว ก็รู้ว่าหวังพึ่งไม่ได้ จึงกัดฟันตรงเข้าหาเจียงหราน



เพียงแค่พริบตานั้นเอง กุ่ยชีก็อ้อมมาถึงด้านหลังเจียงหราน



สองมือแผ่ราวกับมือผี ล้วงไปยังจุดตายด้านหลัง



เขามั่นใจว่าเจียงหรานกำลังหลงใหลในภวังค์กระบี่ ไม่รู้สึกตัว



จึงออกแรงเต็มที่ลอบโจมตี หวังจะสังหารในฝ่ามือเดียว



ถ้าสำเร็จ หลังจากฆ่าเจียงหรานแล้ว พวกเขาค่อยเก็บคนอื่นๆ ที่เหลือให้สิ้น



แต่ในขณะมือจะคว้าถึง เจียงหรานที่หันหลังอยู่กลับสะบัดร่างออกเป็นเงาซ้อนหลายสาย เพียงพริบตาก็หันมาสบตาเขา



ในแววตาแจ่มชัดไร้เมฆหมอกแม้แต่น้อย



“เก้าก้าวสวรรค์!”



กุ่ยชีหน้าถอดสี



แสงกระบี่วาบขึ้น!



ฉัวะ!



เลือดสาดกลางอากาศ มือทั้งสองของกุ่ยชีถูกฟันขาด



ไม่ทันได้กรีดร้อง เจียงหรานก็กระแทกเท้าฟาดอก



พรวด!



เลือดพุ่งกระฉูด ร่างของกุ่ยชีปลิวเหมือนห่อผ้าขาด หล่นลงกลิ้งไปกับพื้น สุดท้ายหน้าแนบพื้น ไม่ลุกขึ้นได้อีก



เขาอ้าปากพ่นเลือดนองพื้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว



“เจ้า…นี่มันวิชากระบี่อะไร!”



ยังไม่ทันเจียงหรานตอบ เสียงคำรามโกรธของเต๋าเจินก็ดังมาจากด้านหลัง



“ข้าสู้ตายกับเจ้า!!”



เขาเหวี่ยงจอบพระจันทร์ออกไปเต็มแรง



ในการขว้างนั้นเขาลงพลังทั้งตัว จอบพระจันทร์แหวกอากาศด้วยเสียงหวีดหวิว ทรงอานุภาพเหลือร้าย!



ฉวยโอกาสนี้ เต๋าเจินควักขวดยาเล็กจากอก ใช้ฟันเปิดจุก หวังจะกลืนลงไป



แต่ทันใด เสียงหวีดลมก็ใกล้เข้ามา



พอเงยหน้าก็เห็น จอบพระจันทร์ที่ขว้างออกไป กลับหมุนวกกลับมา!



ยังไม่ทันตั้งตัว คมจอบก็ฟันลงไหล่ซ้าย



เขากำลังถือขวดยาอยู่ในมือซ้าย หวังจะกิน แต่เมื่อเจ็บปวด มือก็ปล่อย ขวดร่วงกระแทกพื้น



ตัวเขาเองถูกแรงมหาศาลของจอบพระจันทร์อัดกระแทกปลิวไปชนต้นไม้ใหญ่



ต้นไม้สะเทือน ใบปลิวว่อน



ท่ามกลางใบไม้ร่วง เต๋าเจินฝืนเงยหน้า เห็นเจียงหรานเก็บขวดยาขึ้นมา ยกขึ้นดมเบาๆ



“นี่โอสถของอะไร”



เต๋าเจินไม่สนใจคำพูดของเจียงหราน



เพียงจ้องมองเขาเขม็ง



เจียงหรานเองก็ไม่ใส่ใจ เมื่อครู่เพียงลองดมดู รู้สึกว่าในโอสถนี้มีสมุนไพรล้ำค่าอยู่หลายชนิด จึงเก็บใส่ไว้ในอก



ขณะที่กำลังจะเดินเข้าไปหากุ่ยชี ก็เห็นเยี่ยจิงซวงเดินเข้ามา



“คุณชายเจียง ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่”



เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเร็วเกินไป



เยี่ยจิงซวงไล่ตามกุ่ยชีมา แต่ยังไม่ทันเข้าใกล้ มือทั้งสองของกุ่ยชีก็ถูกฟันขาดไปแล้ว



เพียงกะพริบตา เต๋าเจินก็ถูกอัดเข้ากับต้นไม้ใหญ่



ในชั่วพริบตา ผลแพ้ชนะก็ถูกตัดสินแล้ว



เจียงหรานยิ้มเล็กน้อย



“ไม่เป็นไร แม่นางเยี่ยมีบาดแผลอยู่แล้ว เมื่อครู่ต่อสู้ ไม่สะกิดแผลเก่าขึ้นมาหรือ”



“ไม่หรอก”



“เช่นนั้นก็ดี”



เจียงหรานพอได้ยินก็ตอบรับ แล้วเดินตรงไปยังกุ่ยชี



เยี่ยจิงซวงหันไปมองเต๋าเจินด้วยความรู้สึกอยากจะสังหารเขาในทันที



แต่ไม่รู้ว่าเจียงหรานยังมีแผนอื่นอยู่หรือไม่ จึงไม่กล้าเคลื่อนไหวโดยพลการ



เพียงยกนิ้วจี้จุดสำคัญของเขา เพื่อกันไม่ให้เกิดเหตุผิดพลาดอีก



หลังทำเสร็จแล้วจึงหันไปหาเจียงหราน



เห็นเจียงหรานย่อตัวลง ถามกุ่ยชีที่หายใจรวยริน



“เจ้าคืออาชญากรที่ถูกออกหมายจับหรือไม่”



“……”



เยี่ยจิงซวงนิ่งไป รู้สึกว่าคุณชายเจียงผู้นี้ช่างหมกมุ่นนักหนากับอาชญากรที่ถูกออกหมายจับ



แต่ชื่อกุ่ยชี นางไม่เคยได้ยินมาก่อน



กุ่ยชีเองก็ไม่เข้าใจว่าคำถามนั้นหมายความว่าอย่างไร



ในเมื่อผลแพ้ชนะชัดเจนแล้ว จะใช่อาชญากรที่ถูกออกหมายจับหรือไม่ จะสำคัญอะไร

คนผู้นี้ช่างประหลาดแท้!



เจียงหรานไม่รอคำตอบ ครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะหยิบขวดยาเล็กๆ ออกมาจากอก ยัดโอสถเม็ดหนึ่งเข้าปากกุ่ยชี



กุ่ยชีหน้าถอดสี ขบกรามแน่น ไม่อยากกลืนของที่มาที่ไปไม่ชัดเจนนี้



“ของดี เร็วสิ อ้าปาก”



เจียงหรานยิ้มกว้าง นิ้วดีดเบาๆ ได้ยินเสียงดังกร๊อบ ขากรรไกรของกุ่ยชีหลุดออกทันที



คราวนี้ไม่อาจขบกรามไว้ได้อีก ถูกเจียงหรานยัดยาเข้าไปในปาก พร้อมส่งกำลังภายในผลักให้โอสถลงสู่ท้อง



จากนั้นจึงตบอีกทีให้ขากรรไกรเข้าที่



ทุกท่วงท่าเป็นไปอย่างคล่องแคล่วราวสายน้ำไหล



“เจ้าให้ข้ากินอะไร”



กุ่ยชีหน้าซีดเผือด



“โอสถรักษาบาดเจ็บภายใน มือของเจ้า…”



เจียงหรานมองไปที่ปลายแขนที่ขาดทั้งสองข้าง แล้วหันไปบอกเยี่ยจิงซวงที่อยู่ใกล้



“แม่นางเยี่ย ช่วยจี้จุดหยุดเลือดให้เขาที คนผู้นี้ยังตายไม่ได้ในตอนนี้”



“ได้”



เยี่ยจิงซวงไม่ได้ถามว่าเหตุใดเขาจึงไม่ทำเอง… เพราะลึกๆ ในใจมีคำตอบประหลาด เขาคงทำไม่เป็นกระมัง



แม้คำตอบนี้ฟังดูเหลวไหล แต่นางกลับได้ยินมาเช่นนี้หลายครั้งแล้ว



อย่างเช่นวิชาตัวเบา… หรือการใช้กำลังภายในเป่าให้เสื้อผ้าแห้ง



ทุกครั้งที่ถาม ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม



ตอนนี้เยี่ยจิงซวงก็เริ่มจะชินชาแล้ว



นางสะบัดมือหยุดเลือดให้กุ่ยชี แล้วจี้จุดสำคัญอีกสองสามแห่ง ควบคุมร่างเขาไว้



เพียงเท่านี้ คนทั้งสองก็ถือว่าถูกควบคุมไว้หมดแล้ว



เจียงหรานก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรนัก เพียงหันไปมองการต่อสู้อันดุเดือดที่ยังดำเนินอยู่ แล้วถามเยี่ยจิงซวง



“ชายชื่อเฉิงจี๋ม่อผู้นี้ มีภูมิหลังอย่างไรหรือ”



“เขาเป็นศิษย์สำนักพันวิหค”



เยี่ยจิงซวงตอบ แล้วเห็นสีหน้าของเจียงหรานที่ไม่คุ้นชื่อนี้ จึงอธิบายเสียงต่ำ



“สำนักพันวิหคก็เช่นเดียวกับสำนักกระบี่หลิวหยุนของข้า เป็นสำนักฝ่ายธรรมะ เลื่องชื่อเรื่องวิชาตัวเบาและอาวุธลับ ฝีมือสูงส่งยิ่งนัก”



ในเวลานี้ไม่สะดวกเล่ารายละเอียดมาก นางจึงอธิบายเพียงคร่าวๆ



“เป็นเช่นนั้นนี่เอง”



เจียงหรานพยักหน้า แล้วก้าวไปยังชายทั้งสองที่ยังต่อสู้อยู่



ในเมื่อสำนักพันวิหคคือฝ่ายธรรมะ งั้นศัตรูของพวกเขา ก็น่าจะเป็นฝ่ายอธรรม



แม้ทุกอย่างไม่แน่นอน แต่จากเหตุการณ์ในโรงน้ำชาเมื่อครู่ก็พอเห็นได้ชัด



เกิ่งจ้าวซิงกับพวกคิดจะปล้นสะดม สังหารผู้คน แล้วยังอ้างว่าจะพานางผู้หนึ่งขึ้นเขาไปหา ‘นายท่านรอง’



เรื่องนี้ก็ชัดเจนแล้ว



เจียงหรานใส่ใจกับคำว่า ‘ขึ้นเขา’ เป็นพิเศษ



ทำให้นึกไปถึง ‘ล้มเจ้าเพื่อผดุงธรรม’ ‘เข้าป่าเป็นโจร’ และท้ายที่สุดโยงเข้ากับหมายจับ



ซึ่งสำหรับเจียงหราน หมายจับมีความหมายเพียงใด ไม่จำเป็นต้องกล่าวให้มากความ



ดังนั้นเขาจึงย่อมไม่ปล่อยให้เรื่องนี้จบง่ายๆ



ขณะเดียวกัน ชายที่ต่อสู้กับเฉิงจี๋ม่อ ใจเริ่มร้อนรุ่ม



เฉิงจี๋ม่อเกาะติดเขาไม่ปล่อยราวกับกอเอี๊ยะหนังสุนัข



อยากจะหนี ก็ต้องระวังอาวุธลับของอีกฝ่าย



อยากจะเข้าประชิดเพื่อกดดันกลับก็ไม่ได้ เพราะนอกจากหมัดเท้าที่ไม่อ่อนด้อยแล้ว ทุกครั้งที่ใกล้พ่าย อีกฝ่ายยังใช้วิชาตัวเบาหนี แล้วโปรยอาวุธลับซ้ำเติมอีก



ช่างน่ารำคาญยิ่งนัก!



การต่อสู้ครั้งนี้เขาต้องทุ่มสมาธิเต็มที่ ไม่รู้เลยว่าทางฝั่งเจียงหรานผลแพ้ชนะตัดสินแล้วหรือยัง



อย่างไรก็ตาม หากอีกฝ่ายเสร็จก่อนตน เกรงว่าวันนี้จะไม่รอดพ้น



คิดเช่นนั้น เขากำลังจะเสี่ยงสู้ตาย โดยอาศัยเกราะอ่อนบนกายชนเฉิงจี๋ม่อเต็มที่



แต่แล้วก็มีเสียงดังขึ้น



“เจ้าจะยอมจำนน หรืออยากให้พวกเราลงมือ”



เสียงนั้นทำให้ใบหน้าของเขาซีดเผือด



เหลือบตามอง เห็นเจียงหรานยืนกอดกระบี่ ข้างกายคือเยี่ยจิงซวง



เขาถอนหายใจ รู้ว่าหนีไม่พ้นแล้ว



เขาเคยร่วมมือกับเยี่ยจิงซวง จึงรู้ว่านางมีฝีมือกระบี่ล้ำเลิศ ส่วนกระบี่ของเจียงหราน ไม่ต้องเอ่ยถึงก็ได้



แค่เฉิงจี๋ม่อคนเดียวก็สูสีแล้ว หากรวมสองคนนี้ด้วย ต่อให้มีสิบชีวิตก็ไม่พอให้ตาย



จึงประสานมือถอยหลัง เอ่ยกับเจียงหรานว่า



“ข้ายอมจำนน ขอได้โปรดเห็นแก่ที่เมื่อครู่ข้าร่วมมือกับสตรีนางนี้ โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย”



“เจ้ารู้จักเลือกเวลาสมเป็นยอดคน”



เจียงหรานหัวเราะเบาๆ



“งั้นข้าขอถาม เจ้ามีภูมิหลังเช่นไร”



“ข้า…”



เขาพูดพลางหยุดเล็กน้อย แล้วประสานมืออีกครั้ง



“ไม่กล้าปิดบัง ที่จริงข้ามิได้มีภูมิหลังใด…”



“ยังกล้าพูดโกหกต่อหน้าข้า”



เฉิงจี๋ม่อยังไม่รอให้พูดจบ ก็มองเขาด้วยสายตาเย็นชา



“พวกค่ายเฟยอวิ๋น มีแต่พวกกล้าทำไม่กล้ารับเช่นนี้หรือ”



“ค่ายเฟยอวิ๋น”



เจียงหรานแววตาพลันสว่าง หันไปมองเยี่ยจิงซวง แล้วมองเฉิงจี๋ม่อ



เยี่ยจิงซวงขมวดคิ้ว



“ท่านหมายถึงค่ายเฟยอวิ๋นที่บนเขาเมฆาล่อง นอกเมืองชางโจวใช่หรือไม่”



“แม่นางเยี่ยช่างรอบรู้”



เฉิงจี๋ม่อพยักหน้า



เจียงหรานหันไปทางเยี่ยจิงซวงอีกครั้ง



นางเอ่ยว่า



“หลายปีก่อน ข้าเคยไปเยือนเมืองนั้นกับบิดา ตอนนั้นเคยได้ยินสหายของครอบครัวเอ่ยถึงค่ายเฟยอวิ๋น… จากคำพูดของเขา ก็มีท่าทีหวาดเกรงไม่น้อย”



ทว่าเรื่องราวที่รู้ก็มีเพียงเท่านี้



เฉิงจี๋ม่อจึงเสริมขึ้นว่า



“ตลอดหลายปีมานี้ ค่ายเฟยอวิ๋นยิ่งเหิมเกริมยิ่งนัก เจ้าสำนักหลี่เฟยอวิ๋นดูเหมือนมีวาสนาใหม่ กวาดรวมค่ายโจรบนเขาเมฆาล่องทั้งหมดเข้ามาใต้อาณัติ กำลังพลจึงเพิ่มมหาศาล”



“ทำให้การกระทำยิ่งอุกอาจ ไม่เพียงปล้นฆ่าพ่อค้า ยังรวมตัวกันออกปล้นหมู่บ้านรอบๆ ฆ่าคน ลักคน เพียงคำไม่ถูกหูก็ฟันฆ่าล้างหมู่บ้าน! อาชญากรรมชั่วร้าย นับไม่ถ้วน”



เจียงหรานได้ฟังก็ถึงกับอึ้งเล็กน้อย แค่ค่ายโจรเล็กๆ แห่งเดียว กลับเหิมเกริมถึงเพียงนี้ แบบนี้คงมีอาชญากรที่ถูกออกหมายจับอยู่ไม่น้อยเป็นแน่!




ตอนก่อน

จบบทที่ คมกระบี่ + ค่ายเฟยอวิ๋น

ตอนถัดไป