ชิงอี + พวกเขากำลังหวาดกลัว
ตอนที่ 8 ชิงอี + พวกเขากำลังหวาดกลัว
ยืนพูดคุยกันอยู่ตรงนี้ก็ใช่ว่าจะเหมาะนัก
ยังดีที่โรงน้ำชานี้ถึงแม้หลังคาจะพังไปแล้ว แต่โต๊ะเก้าอี้ยังอยู่ครบถ้วน
ทุกคนจึงพาชายผู้อ้างว่าไม่มีภูมิหลัง มานั่งที่หน้าโรงน้ำชา ยกโต๊ะ และเก้าอี้ออกมา
แล้วหยิบกาน้ำชากับถ้วย แจกจ่ายให้ทุกคน จากนั้นก็นั่งดื่มพลางสนทนา
“ค่ายเฟยอวิ๋นทำการอุกอาจถึงเพียงนี้ ทางการไม่จัดการเลยหรือ”
เจียงหรานจิบชาหนึ่งคำ เอ่ยถามขึ้นก่อน
“คุณชายเจียงไม่รู้สิ่งหนึ่ง”
เมื่อครู่ที่พวกเขามาได้บอกชื่อกันไปแล้ว ดังนั้นเฉิงจี๋ม่อจึงรู้ว่าเขาชื่อเจียงหราน
“เมื่อสามปีก่อน ค่ายเฟยอวิ๋นเริ่มเผยโฉม ทางการเมืองชางโจวก็เคยคิดจะลงมือ เรียกระดมทหารและยอดฝีมือ เตรียมขึ้นเขาล้อมปราบโจร”
“แต่ยังไม่ทันได้เริ่ม…ท่านหลัว ผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองในขณะนั้น กลับตายอย่างกะทันหันในบ้าน”
เจียงหรานขมวดคิ้วเล็กน้อย
พลันเขาก็สังเกตได้ว่า ชายผู้อ้างว่าไม่มีภูมิหลัง เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นหม่นหมอง
ระหว่างนั้น เยี่ยจิงซวงก็ถามขึ้นว่า
“เป็นฝีมือของค่ายเฟยอวิ๋นหรือ พวกมันกล้าถึงขนาดนั้นเชียว”
“แท้จริงใช่หรือไม่ จนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียง อย่างแรก มือชันสูตรกล่าวว่าท่านหลัวมิได้มีบาดแผลภายนอกหรือภายใน แต่เสียชีวิตเพราะโรคหัวใจ”
“อย่างที่สอง คืนที่เกิดเรื่อง คฤหาสน์ของเจ้าเมืองกำลังเตรียมทำศึก ระแวงระวังแน่นหนาอย่างยิ่ง ดังนั้นแม้ทุกคนจะสงสัยว่าค่ายเฟยอวิ๋นมีเอี่ยว แต่ก็ไม่มีหลักฐานแน่ชัด”
“เมื่อท่านหลัวสิ้น เรื่องปราบโจรก็ไร้ผู้นำ บางกลุ่มต่างมีความคิดของตน สุดท้ายส่วนใหญ่พากันถอยไป บางส่วนก็ยกพลขึ้นเขาโจมตีค่ายเฟยอวิ๋น ผลคือพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ”
เฉิงจี๋ม่อเล่ามาถึงตรงนี้ก็ถอนหายใจ
“สามปีมานี้ เมืองชางโจวเปลี่ยนเจ้าเมืองมาแล้วสี่คน บางคนตายปริศนาในบ้าน บางคนติดคุกเพราะถูกกล่าวหา… สรุปคือเรื่องไม่คาดฝันเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนถึงเจ้าเมืองคนใหม่ในตอนนี้ กลับเป็นคนที่ไม่ทำสิ่งใดเลย”
“นอกจากออกหมายจับระดับหัวหน้าทั้งหมดของค่ายเฟยอวิ๋นตามรายชื่อ นอกนั้นก็ไม่สนใจ ปล่อยให้ค่ายเฟยอวิ๋นทำการอุกอาจ ตนเองกลับเอาแต่กินดื่ม ไม่สนไม่แยแส”
“แล้วราชสำนักไม่ทำอะไรเลยหรือ”
“ราชสำนัก…ทุกวันนี้บ้านเมืองอ่อนแอ การจะปราบโจรยังต้องพึ่งคนในยุทธภพ แลกด้วยผลประโยชน์มหาศาล ยิ่งไปกว่านั้น เมืองชางโจวห่างไกลจากราชสำนัก จะไปหวังพึ่งใครได้ ไม่ใช่ว่าจะต้องระดมกองทัพใหญ่มาปราบโจรเพียงค่ายเดียวกระนั้นหรือ”
เฉิงจี๋ม่อว่าแล้วก็ยกถ้วยชาขึ้นดื่มเหมือนดื่มสุรา ระบายความอัดอั้น
เจียงหรานพยักหน้า เขาเองไม่ได้สนใจเรื่องอื่นมากนัก
แต่เมื่อได้ยินว่า “ออกหมายจับตามรายชื่อ” กลับทำให้เขาพอใจอย่างยิ่ง
เขาหันไปมองชายที่ยืนอยู่ด้านข้าง
“ว่ามา เจ้าคือคนจากค่ายเฟยอวิ๋นใช่หรือไม่”
“ข้า…”
ชายผู้นั้นกัดฟันหนักแน่น
“ใช่แล้ว!”
“เจ้าตอบตรงไปตรงมาดี”
เจียงหรานยิ้ม “แล้วชื่อเจ้ามีอยู่ในหมายจับหรือไม่”
“……ไม่มี ข้าเพิ่งเข้าค่ายเฟยอวิ๋นได้ไม่นาน ยังไม่ถูกทางการออกหมายจับ”
เจียงหรานขมวดคิ้ว ถอนหายใจพลางหันไปทางเฉิงจี๋ม่อ
“ท่านเฉิง เคยเห็นชื่อผู้นี้ในหมายจับหรือไม่”
“ไม่ ข้าเพิ่งเห็นเขาครั้งแรกวันนี้เอง”
เจียงหรานถอนหายใจยาวกว่าเดิม
ชายผู้นั้นอึ้ง ทำไมรู้สึกเหมือนเจียงหรานผิดหวังที่ตนไม่ได้อยู่ในหมายจับ
จากนั้นก็ได้ยินเจียงหรานถามเฉิงจี๋ม่อว่า
“ท่านเฉิง ในเมื่อเขาเป็นคนของค่ายเฟยอวิ๋น เจ้าคิดว่าควรทำอย่างไรดี”
“ย่อมต้องหักแขนขา สลายวรยุทธ์ แล้วพากลับไปสอบสวนอย่างเข้มงวดสิ!”
เฉิงจี๋ม่อตอบโดยไม่ต้องคิด
เจียงหรานหัวเราะบางเบา มองชายผู้นั้น
“เจ้าคือคนของค่ายเฟยอวิ๋นจริงหรือไม่”
“ข้า…ใช่แล้ว!”
เขาพยักหน้าแรง
เจียงหรานยิ้มกว้าง ค้นกระเป๋าข้างตัว หยิบขวดยาเล็กออกมา แล้วพูดว่า
“เจ้าอยากตายหรืออยากอยู่”
“ฮะ! ถ้าเลือกได้ ข้าย่อมอยากอยู่”
“เช่นนั้น ข้าให้เจ้าสองทางเลือก”
เจียงหรานกล่าว
“หนึ่ง เจ้ากินของในขวดนี้ แล้วกลับไปค่ายเฟยอวิ๋น”
“สอง เราจะทำอย่างที่ท่านเฉิงพูด หักแขนขา สลายวรยุทธ์ แล้วลากเจ้าไปเมืองชางโจว”
เฉิงจี๋ม่อกับเยี่ยจิงซวงฟังแล้วก็รู้ว่าของในขวดไม่ใช่ของธรรมดา
จึงไม่โต้แย้ง เพียงรอดูว่าเขาจะเลือกอย่างไร
ชายผู้นั้นขมวดคิ้ว
“ถ้ากินเข้าไป ข้ายังมีชีวิตอยู่หรือ”
“แน่นอน”
เจียงหรานตอบ
“ของในขวดนี้ชื่อว่า ‘โอสถสี่ฤดู’ เมื่อกินเข้าไปจะไม่ตายทันที แต่หนึ่งฤดูจะกำเริบหนึ่งครั้ง ครบสี่ฤดู ก็จะกำเริบสี่ครั้ง ถ้าเกิดอาการแล้วไม่ได้กินยาแก้พิษ ก็จะตายในพริบตา ที่ข้าพูด เจ้าคงเข้าใจแล้วนะ”
“เจ้าคิดจะให้ข้าอยู่ใต้อำนาจเจ้า”
ชายผู้นั้นอึ้ง แต่ก็พยักหน้า
“ได้ ข้ากิน!”
พูดจบก็เอื้อมมือไปจะคว้าขวด
แต่ถูกเจียงหรานตบมือ
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าต้องกินมากเท่าไร รีบร้อนนักหรือ”
“……”
เขาจึงหดมือกลับ
เจียงหรานหยิบเม็ดยาออกมาเม็ดหนึ่ง ส่งให้เขา
รอจนเขากินเสร็จแล้ว จึงยิ้มถาม
“เจ้าชื่ออะไร”
“ข้า…ข้าชื่อชิงอี”
“มีแซ่หรือไม่”
“ไม่มี”
“จริงหรือ”
เจียงหรานพยักหน้า
“กลับไปแล้ว จงบอกเรื่องในวันนี้ต่อหัวหน้าของเจ้าให้หมด จำไว้…พระร่างใหญ่คนนั้นชื่ออรหันต์มารเต๋าเจิน”
“ข้าจำได้แล้ว”
ชิงอีพยักหน้าอย่างซื่อสัตย์
เจียงหรานโบกมือ
“ไปเถิด”
ชิงอีจ้องมองเจียงหรานอยู่ครู่หนึ่ง จนแน่ใจว่าเขาจะไม่โจมตีจากด้านหลัง จึงคารวะแล้วหันหลังจากไป
เจียงหรานมองแผ่นหลังของเขา ครุ่นคิดบางอย่าง
จากนั้นหันมองเฉิงจี๋ม่อ
“ท่านเฉิง ข้าตัดสินใจปล่อยเขาไป หวังว่าท่านจะไม่ถือสา”
“ไม่เป็นไร”
เฉิงจี๋ม่อส่ายหน้า “คิดว่าคุณชายเจียงย่อมมีเหตุผลของตน อีกทั้งสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ก็เป็นเพราะคุณชายเจียงกับแม่นางเยี่ยช่วยเหลือ ข้าย่อมไม่มีสิทธิ์คัดค้าน”
ว่าแล้วเขาหยุดเล็กน้อย
“ตอนนี้ก็เย็นแล้ว ข้ายังมีภารกิจ…”
“เดี๋ยวก่อน”
เจียงหรานรีบเอ่ย
“ท่านเฉิง ท่านอยู่ที่เมืองชางโจวมานาน ข้ามีเรื่องอยากถาม”
“คุณชายเจียงเชิญถาม”
“ท่านรู้จักตระกูลถังแห่งเมืองชางโจวหรือไม่”
“ตระกูลถัง”
เฉิงจี๋ม่อชะงัก “คุณชายหมายถึง…ท่านคหบดีถังหรือ”
“…คหบดี”
เยี่ยจิงซวงกะพริบตา “ไม่ใช่ตระกูลจอมยุทธหรือ”
“เอ่อ…”
เฉิงจี๋ม่อทำหน้าลำบากใจ คิดครู่หนึ่ง
“ถ้าพูดถึงตระกูลถังในเมืองชางโจว สิ่งแรกที่นึกถึงคือคหบดีถัง ถ้าจะถามหาคนแซ่ถังในยุทธภพ…ตอนนี้ข้านึกไม่ออกจริงๆ”
เยี่ยจิงซวงกระพริบตา ที่แท้อาจารย์ของเจียงหราน กลับถูกเศรษฐีบ้านรวยกักตัวไว้
หรือว่าภายนอกคือเศรษฐี ทว่าแท้จริงแล้วคือยอดฝีมือล้ำลึกในยุทธภพ
เจียงหรานกลับไม่รู้สึกแปลกใจนัก
ตาเฒ่านั้นแก่ชรา ร่างกายโรยแรง ทักษะฝีมือก็ไม่เหมือนเก่า
วิชาในตัวก็ไม่ได้โดดเด่น ฝึกมาทั้งชีวิตก็ไม่เห็นความก้าวหน้าอันใด
คหบดีใหญ่มีเงิน จะหายอดฝีมือสองสามคนติดตามไว้ข้างกายก็ไม่ใช่เรื่องยาก หากไม่ให้เวลาอาจารย์เตรียมตัว การจับกุมเขาไม่ใช่ปัญหาใหญ่เลย
เจียงหรานจึงสอบถามเฉิงจี๋ม่อถึงเรื่องตระกูลถังอย่างละเอียด
เฉิงจี๋ม่อก็เล่าทุกอย่างที่ตนรู้
ตระกูลถังไม่ได้มีอะไรพิเศษ นอกจากเงินทองล้นเหลือ
แม้จะไม่ใช่ตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองชางโจว แต่ก็มีทั้งที่ดินและร้านค้า
การค้าทำอย่างคึกคัก เจริญรุ่งเรือง
เมื่อมองทั้งเมืองชางโจว ก็นับเป็นตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียง
นอกนั้นก็ไม่เห็นมีสิ่งใดโดดเด่น
เมื่อเล่าจบ เฉิงจี๋ม่อก็ประสานมือคารวะ แล้วปลดม้าที่ผูกไว้กับรถม้า
พาเกิ่งจ้าวซิงขี่ม้าออกไป
ส่วนบรรดายามที่ถูกผงพิษลวงจิตเล่นงาน เขาก็ไม่สนใจนัก
คาดว่าเมื่อฟื้นขึ้นมา พวกนั้นคงหาทางกลับไปเอง
จนถึงตอนนี้ เจียงหรานจึงมีเวลาหันมาจัดการกับอรหันต์มารเต๋าเจินและกุ่ยชี
เพียงแต่เต๋าเจินนั้นใกล้สิ้นลมอยู่แล้ว เหลือเพียงลมหายใจสุดท้าย
เจียงหรานเห็นเขาทรมานนัก จึงไม่อยากให้ยืดเยื้อ เงื้อกระบี่ตัดหัวให้ตายอย่างรวดเร็ว
พระรูปนี้ทำชั่วมากมาย สิ้นใจอย่างง่ายดาย
ส่วนกุ่ยชีอาการยังดีอยู่
ยาที่เจียงหรานให้กินไปเห็นผลชัดเจน
แต่เมื่อเห็นเต๋าเจินถูกฟันคอ ต่อให้สีหน้าเขาเริ่มดีขึ้นก็กลับมาหม่นหมองอีกครั้ง
เจียงหรานยิ้มบางเบา เดินไปตรงหน้า
“เจ้าแน่ใจหรือว่าไม่ใช่อาชญากรที่ถูกออกหมายจับ”
“……”
ยังจะถามอีก!
กุ่ยชีฮึดฮัด
“ไม่ใช่!”
“ถ้าไม่ใช่ แล้วเหตุใดเจ้าถึงเข้าไปในตำหนักภูตมาร”
“เจ้า…รู้ได้อย่างไร…”
ทันทีที่ได้ยิน กุ่ยชีหน้าถอดสี พูดโพล่งออกมา แต่ก็รีบกลืนคำกลับไป
“ข้าไม่รู้เจ้าพูดถึงเรื่องอะไร…”
เจียงหรานไม่อ้อมค้อม
“บนร่างจางตงเสวียน มีตราอู่ซิน อรหันต์มารเต๋าเจินเมื่อสิบสามปีก่อน เคยใกล้ตายแต่กลับหายสาบสูญ ต่อมาพวกเจ้าร่วมมือกันก่อเรื่องใหญ่กับตระกูลเยี่ย หากจะบอกว่ามิได้มาจากที่เดียวกัน เกรงว่าคนทั่วไปจะไม่เชื่อ”
“……ตำหนักภูตมาร เข้าง่ายออกยาก ถ้าพวกเรามาจากที่นั่นจริง จะออกมาได้ง่ายดายเช่นนั้นหรือ”
กุ่ยชีพยายามให้เสียงหนักแน่นน่าเชื่อ
แต่เจียงหรานกลับยิ้มกว้างขึ้น
“ปัญหามันอยู่ตรงนี้แหละ ตกลงที่นั่นเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดเจ้าถึงมีโอกาสหนีออกมาได้ ข้าเดาว่าตอนนี้จ้าวตำหนักภูตมารยังคงอยู่ดี มิฉะนั้นพวกเจ้าคงไม่ต้องรีบร้อนฆ่าปิดปากถึงเพียงนี้”
คำพูดดูเหมือนลอยๆ แต่กุ่ยชีกลับสะดุ้งสุดตัว รีบก้มหน้า กลัวว่าเจียงหรานจะมองออก
เยี่ยจิงซวงที่อยู่ด้านข้างกลับงุนงง
“คุณชายเจียง นี่ท่านหมายความว่าอย่างไร”
เจียงหรานหันไปมองนาง ตอบเสียงเบา
“อรหันต์มารเต๋าเจินวันนี้มา ใบหน้าหม่นคล้ำ อาการหนักใกล้ตาย แต่เขายังดื้อดึงมาลงมือฆ่า เจ้าว่าทำไม ตอนข้าสู้กับเขา กุ่ยชีเห็นชัดว่าเต๋าเจินไม่ใช่คู่มือ แต่กลับไม่รีบมาช่วยฆ่าข้า กลับพุ่งไปหมายฆ่าชิงอีแทน…”
“แม่นางเยี่ย เจ้าคิดว่ามันเป็นเพียงเพราะใจคออำมหิต ต้องฆ่าทุกคนที่พบเห็นจริงหรือ”
หัวใจของเยี่ยจิงซวงสะท้าน ที่ผ่านมามัวแต่เร่งมือจนไม่ได้ฉุกคิด
พอเจียงหรานพูดก็เริ่มเห็นว่าเรื่องนี้ผิดปกติ
เรื่องตระกูลเยี่ยไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยก็จริง แต่ไม่ถึงขั้นต้องให้เต๋าเจินเสี่ยงชีวิตเช่นนี้
อีกทั้งกุ่ยชีไม่ช่วยเพื่อน กลับเร่งฆ่าปิดปาก ยิ่งผิดธรรมดา
เว้นเสียแต่ว่า…ไม่ใช่เพราะใจโหดเหี้ยม แต่เพราะมีเหตุผลบางอย่างที่ต้องฆ่าผู้รู้เห็นทั้งหมด
ถึงแม้ต้องแลกด้วยชีวิตก็ยอม!
“พวกมัน…กำลังกลัวความลับรั่วไหล”
เยี่ยจิงซวงพึมพำ “แต่เพราะอะไร ด้วยฝีมือของจ้าวตำหนักภูตมาร และเหล่ามารร้ายที่เขารวบรวมไว้ตลอดมา ต่อให้เรื่องราวเปิดเผย ก็ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวผู้ใด”
“เว้นแต่…สิ่งที่พวกมันกลัว ไม่ใช่แค่ความลับรั่วไหล แต่คือผลที่จะตามมาหลังจากนั้นต่างหาก!”
พอคิดถึงตรงนี้ เยี่ยจิงซวงก็เหมือนตาสว่าง
หากร่องรอยรั่วไหล จะตามมาด้วยผลลัพธ์ใด
เมื่อก่อนยังมีตัวอย่างให้เห็น มารร้ายผู้หนึ่งก็ตายเพราะเรื่องนี้
สิ่งที่พวกมันกลัว…ก็คือจ้าวตำหนักภูตมารจะออกมาตามล่านั่นเอง!!
เข้าตำหนักภูตมาร ก็เป็นคนของภูตมาร
หากคิดกลับสู่โลกมนุษย์ วิญญาณจะถูกกลืนกิน!
ตำหนักภูตมารเข้าง่ายออกยาก หากไม่ใช่การวางแผนของจ้าวตำหนัก ย่อมเป็นเพราะเกิดเรื่องผิดปกติ จนเปิดโอกาสให้หลบหนีออกมาได้
นี่จึงเป็นเหตุที่เจียงหรานถามเช่นนั้น
แต่แล้วตำหนักภูตมารเกิดเรื่องอันใดกันแน่
“เรื่องนี้ ต้องให้กุ่ยชีผู้นี้เป็นคนเฉลย”
เจียงหรานหันไปทางกุ่ยชี
“เจ้า อธิบายเถิด”
กุ่ยชีถอนหายใจยาว
“เจ้าคือใครกันแน่”
“ข้าเจียงหราน แค่ผู้ที่สัญจรผ่านไปมาทั้งนั้น”
“ดี…เจียงหราน ช่างไม่ธรรมดา”
กุ่ยชีมองเขา กัดฟันหนักแน่นเอ่ย
“หากไม่มีอะไรผิดพลาด อีกไม่กี่ปี ชื่อของเจ้าจะต้องกึกก้องไปทั่วยุทธภพ น่าเสียดาย…ที่ข้าอาจอยู่ไม่ถึงวันนั้น”
ว่าจบ เลือดสีดำก็ไหลซึมออกจากมุมปาก เจียงหรานหน้าถอดสี รีบคว้าแขนจับชีพจร
ตรวจครู่หนึ่งก็ถอนหายใจ
“ไม่รอดแล้ว… ถ้าข้ารู้แต่แรกว่าในปากเขามีพิษซ่อนอยู่…เฮ้อ นี่มันยาพิษร้ายแรงนัก”
เขาคลายมือ ปล่อยร่างกุ่ยชีล้มลงกับพื้น ใจยังคงหม่นหมอง
รู้สึกว่าตนเองยังอ่อนด้อยประสบการณ์ในยุทธภพนัก
เขาคิดถึงความเป็นไปได้ว่าตำหนักภูตมารเกิดปัญหาใหญ่ และกุ่ยชี เต๋าเจิน จางตงเสวียนจึงต้องฆ่าปิดปากทุกคน
แต่เขากลับไม่คิดว่า แม้แต่กุ่ยชีเอง ก็พร้อมสละชีวิตด้วยการกินยาพิษฆ่าตัวตาย
ทั้งที่คนพวกนี้น่าจะรักชีวิตมิใช่หรือ
เยี่ยจิงซวงก็ผิดหวัง แต่ยังคงปลอบใจเจียงหราน
“คุณชายเจียง อย่าโทษตัวเองเลย คนเช่นนั้น ต่อให้ยังมีชีวิตอยู่ ก็คงไม่ปริปากบอกความจริงให้เรารู้”
เจียงหรานส่ายหน้า
“แต่ข้ามีวิธีทำให้เขาพูดได้”
“หือ”
เยี่ยจิงซวงงงงัน เห็นเจียงหรานหยิบขวดเล็กๆ ออกมา ยื่นให้
“ลองเปิดดมดูสิ”
เยี่ยจิงซวงไม่สงสัย จึงเปิดแล้วสูดเข้าไป เกือบสิ้นสติในทันที
กลิ่นฉุนแสบทะลุขึ้นถึงกระหม่อม
นาทีนี้ นางไม่รู้จะอธิบายสิ่งที่อยู่ในมืออย่างไร
รีบปิดฝา ส่งคืนให้เจียงหราน
“นี่…มันคืออะไร”
“ยาปลุกประสาท”
เจียงหรานหัวเราะ
“ก็แค่แรงไปหน่อย เจ้าดมยังแทบตาย สำหรับเขาที่จมูกไว มันไม่ต่างอะไรกับการทรมาน”
“แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเขาจมูกไว”
“ตั้งแต่แรกที่มา เขาก็มัวแต่สูดดม เห็นเช่นนี้ก็ย่อมรู้แล้วว่าพวกเราเจอได้อย่างไร”