เมืองชางโจว + รางวัล
ตอนที่ 9 เมืองชางโจว + รางวัล
หลังทิ้งประโยคสุดท้ายไว้ เจียงหรานก็เริ่มเก็บข้าวของ
นอกจากของใช้ของตนเองแล้ว เขายังค้นหาบนร่างของอรหันต์มารเต๋าเจินและกุ่ยชี ว่ามีสิ่งใดมีค่าอยู่บ้าง
แต่สองคนนี้กลับจนยิ่งกว่าจางตงเสวียนเสียอีก
รวมกันแล้วยังไม่ถึงห้าตำลึงเงิน
ที่เหลือก็เป็นโอสถหลากชนิด ทั้งแก้พิษ รักษาบาดแผล มีครบทุกแบบ
ทว่า บนร่างกุ่ยชีกลับไม่พบโอสถที่เต๋าเจินเคยจะกินมาก่อนหน้านี้
เจียงหรานคาดว่า น่าจะเป็นโอสถรักษาชีวิตที่พลิกสถานการณ์ได้
ถึงแม้เพียงแค่ได้กลิ่น เขาพอแยกออกว่ามีสมุนไพรหายากหลายชนิด แต่ต่อให้มีเวลาให้ศึกษา ก็ใช่ว่าจะเข้าใจได้ทั้งหมด
วิชาแพทย์ของเขาสืบต่อจากอาจารย์เฒ่าขี้เมา
แต่วิชาแพทย์ของอาจารย์นั้นแตกต่างจากผู้อื่นมากนัก
รักษาคนให้หายน้อย แต่ยาพิษฆ่าคนมีมากมาย
ตั้งแต่ยาสลบ ยาคลายเส้น จนถึงพิษร้ายแรงที่ทำให้ร่างละลายหายไป เขาล้วนเชี่ยวชาญ
ดังนั้น เจียงหรานจึงชำนาญเรื่องยาพิษยามึนเมาเป็นพิเศษ ส่วนการรักษาทั่วไปก็ยังไม่ถนัดนัก
นอกจากของพวกนี้แล้ว เจียงหรานก็ไม่แปลกใจเลยที่พบตราอู๋ซินบนร่างของทั้งสองเช่นกัน
เขามองสิ่งนั้นพลางครุ่นคิด ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่…
ขณะเก็บของ เขาก็สังเกตได้ว่า เยี่ยจิงซวงเอาแต่จ้องมองเขาอยู่ตลอด
เขายกมือแตะหน้าตนเอง
“แม่นางเยี่ย…เหตุใดเจ้าถึงเอาแต่จ้องข้า”
เยี่ยจิงซวงได้ยินกลับไม่รู้สึกเขินอาย เพียงแต่ถอนหายใจเบาๆ
“คุณชายเจียง ท่านอาจไม่รู้เรื่องราวในยุทธภพมากนัก แต่…สติปัญญาและเล่ห์กลล้ำลึก สมควรแก่การยกย่อง”
“โอ้”
เจียงหรานยิ้ม
“เหตุใดเจ้าถึงว่าเช่นนั้น”
“เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ไม่ต้องพูดถึง ข้าเพิ่งคิดย้อนกลับไป…คืนนั้นที่วิหารร้าง ตอนที่ท่านวางพิษบนศพจางตงเสวียน ก็เพื่อใช้ในเวลานี้มิใช่หรือ”
เยี่ยจิงซวงเอ่ยเบาๆ
“และสาเหตุที่ท่านคิดได้เช่นนี้ ก็มาจากตอนที่ข้าเล่าเรื่องตำหนักภูตมารให้ท่านฟัง”
เจียงหรานมองนางด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะยกมือคารวะ
“แม่นางเยี่ยช่างเฉียบแหลม”
สิ่งที่นางพูดไม่ผิด วันนั้นเมื่อได้ฟังเรื่องราวของตำหนักภูตมารจากปากนาง
เขาก็เก็บความคิดไว้ในใจ
ดังนั้นจึงวางพิษไว้บนร่างของจางตงเสวียนด้วย
เป้าหมายอย่างง่ายคือ การลดกำลังศัตรูที่ตามมา
แต่มองอีกมุมหนึ่ง หากพวกนั้นยังดื้อรั้นล่าตาม ทั้งที่ถูกพิษ ก็พอทำให้เขาเห็นแง่มุมบางอย่างเกี่ยวกับตำหนักภูตมาร
หากนี่เป็นคำสั่งตรงจากจ้าวตำหนักจริง พวกนั้นคงไม่ฝืนร่างกายบอบช้ำไล่ล่าเขาต่อ
แม้การละเมิดคำสั่งจะถูกลงโทษ แต่ในเมื่อชีวิตตกอยู่ในอันตราย ก็ต้องถอยกลับไปพักฟื้น ให้คนอื่นทำหน้าที่แทน
เว้นเสียแต่ว่า…พวกเขาไม่มีผู้เป็นนายคอยควบคุมอีกแล้ว
เจียงหรานไม่กล้ายืนยันเต็มปาก เพราะอีกฝ่ายอาจระวังตัวจนไม่แตะต้องศพ ทำให้ไม่โดนพิษก็ได้
ดังนั้น มันจึงเป็นเพียง ‘ความคิด’ หนึ่งเท่านั้น
สำเร็จก็ดี ไม่สำเร็จก็ไม่เสียหายอะไร
เพียงแค่โรยพิษไว้บนศพเท่านั้นเอง
แต่ไม่คาดว่าจะมาเจอเฉิงจี๋ม่อ และชิงอีเข้า
จนทำให้ความลับที่เต๋าเจิน และกุ่ยชีพยายามฆ่าปิดปาก ถูกเปิดโปงอย่างชัดเจน ความคิดเล็กๆ ของเขาจึงมีน้ำหนักมากขึ้น
เยี่ยจิงซวงหัวเราะแผ่วเบา
“ข้าเพิ่งคิดได้ทีหลัง คุณชายเจียงต่างหากที่วางแผนล้ำลึก”
เจียงหรานหัวเราะ
“น่าเสียดายที่กุ่ยชีตายเสียแล้ว… แต่พวกเขาหวาดกลัวเจ้าตำหนักถึงเพียงนี้ ฆ่าทุกคนที่พบเจอแต่กลับไม่หาที่ซ่อน กลับกล้าลงมือในตระกูลเยี่ยถึงเพียงนั้น คงมีสาเหตุบางอย่าง… ว่าแต่ แม่นางเยี่ย ที่บ้านเจ้ามีสิ่งใดล้ำค่าจนคนหมายปองหรือไม่”
“เรื่องนี้…ข้าไม่รู้เลย”
นางส่ายหน้า
เจียงหรานครุ่นคิด ก่อนยิ้มบางเบา
“ช่างเถอะ ตอนนี้ยังไม่ต้องค้นหาคำตอบ เมื่อเต๋าเจินกับกุ่ยชีตายแล้ว คงไม่เหลือผู้ไล่ล่าอีก รอถึงเมืองชางโจว เจ้าก็เล่าเรื่องนี้ให้สหายของตระกูลเจ้า ต่อจากนั้น จะมีคนจัดการแทนเราเอง เรื่องนี้ก็นับว่าจบสิ้น”
“อืม”
เยี่ยจิงซวงถอนหายใจโล่งอก
จากนั้น เจียงหรานเก็บของเรียบร้อย แล้วหยิบหัวของเต๋าเจินขึ้นมา
พลางบ่นว่า “ไม่มีผมให้จับมันยากจริงๆ” จากนั้นใช้จีวรของเต๋าเจินห่อเอาไว้
แล้วชวนเยี่ยจิงซวงออกเดินทางต่อ
ทั้งสองใช้เวลาอีกหลายวัน ในที่สุดก็มาถึงเมืองชางโจว
ตอนนั้นเป็นยามเที่ยง ถนนหนทางคึกคัก ผู้คนเดินพลุกพล่าน
ตลอดสองข้างทาง มีทั้งพ่อค้าแม่ค้า โหรทำนายโชคชะตา นักแสดงเร่ กึกก้องไปด้วยเสียงเรียกลูกค้า
เจียงหรานเดินดูไปพลาง เห็นเป็นประสบการณ์ใหม่
แต่สิ่งที่สะดุดตาคือ ท่ามกลางชาวบ้านทั่วไป มีชาวยุทธ์ถือดาบพกกระบี่อยู่มากมาย
เยี่ยจิงซวงขมวดคิ้ว
“แต่ก่อนข้ามาเมืองนี้หลายครั้ง ยังไม่เคยเห็นชาวยุทธ์มากมายเช่นนี้”
เจียงหรานพลันนึกถึงเฉิงจี๋ม่อ
แต่เขาไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงถามเยี่ยจิงซวงว่า
“แม่นางเยี่ย รู้หรือไม่ว่าศาลากลางอยู่ที่ใด”
เหล่าชาวยุทธ์ในเมืองนี้ บางทีอาจเกี่ยวข้องกับเฉิงจี๋ม่อหรือค่ายเฟยอวิ๋น
แต่เรื่องนั้นไม่รีบร้อน อย่างไรค่ายเฟยอวิ๋นก็อยู่ตรงนั้น ไม่หนีไปไหน
สิ่งเร่งด่วนคือ ต้องนำหัวทั้งสองไปจัดการก่อน
“ตามข้ามา”
เมื่อเทียบกับเจียงหราน เยี่ยจิงซวงเคยมาเมืองชางโจวบ่อยกว่า จึงนำทางไปยังศาลากลาง
ระยะทางไม่ไกลนัก ใช้เวลาเพียงหนึ่งก้านธูปก็ถึง
ด้านหน้า มีเหล่าทหารยามเฝ้าอยู่ ไม่อาจเดินเข้าไปเอง
ทั้งสองจึงบอกเจตนามา ทหารยามคนนั้นจึงร้องอ๋อ
“ที่แท้สองท่านคือนักล่าค่าหัว เชิญตามข้ามา”
ว่าแล้วก็หันหลังนำทางพาเจียงหราน และเยี่ยจิงซวงเข้าไปยังเรือนหนึ่ง ให้รออยู่ชั่วครู่
ส่วนตนก็เข้าไปแจ้งข่าว
ทั้งคู่ไม่ต้องรอนาน ประตูถูกผลักเปิดออก ชายวัยกลางคนไว้เครายาว หน้าตาสุภาพเรียบร้อยเดินเข้ามา
เขาชะงักเล็กน้อย ดูเหมือนไม่คาดคิดว่าผู้มาจะเยาว์วัยถึงเพียงนี้ แล้วค้อมมือคารวะ
“ข้าน้อยแซ่หลิว เป็นอาลักษณ์ประจำศาลากลาง” ได้ยินว่าทั้งสองมารับรางวัลเงิน ไม่ทราบว่าพวกท่านสังหารผู้ใดมา”
เจียงหรานกับเยี่ยจิงซวงสบตากัน ก่อนจะลุกขึ้นทำความเคารพต่ออาลักษณ์หลิว
“ข้าคือเยี่ยจิงซวงจากสำนักกระบี่หลิ่วหยุนคารวะอาลักษณ์หลิว”
“ข้าน้อยเจียงหราน”
อาลักษณ์หลิวได้ยินก็ชะงักไปเล็กน้อย มิได้สนใจเจียงหราน กลับหันไปมองเยี่ยจิงซวง
“สำนักกระบี่หลิ่วหยุน แม่นางเยี่ย…หรือว่าท่านจะมาจากตระกูลเยี่ยแห่งเขาเฟิงหง”
“ถูกแล้ว”
เยี่ยจิงซวงพยักหน้า
อาลักษณ์หลิวก็ยกมือตีหน้าผากทันที “ขอโทษที่เสียมารยาท ไม่คาดคิดว่าท่านจะเป็นถึงคุณหนูตระกูลเยี่ยตัวจริง หลิวผู้นี้ตาหามีแววไม่จริงๆ”
“มิกล้า มิกล้า”
เยี่ยจิงซวงรีบถ่อมตัว
“ตระกูลเยี่ยขึ้นชื่อเรื่องคุณธรรม แม้ข้าผู้นี้มิใช่ชาวยุทธ์ ก็ยังได้ยินชื่อเสียงมาไม่น้อย เคารพนับถือมาตลอด”
เมื่อรู้ว่ามีเยี่ยจิงซวงอยู่ตรงหน้า ท่าทีของอาลักษณ์หลิวก็อ่อนลงมาก เอ่ยยิ้มๆ ว่า
“ในเมื่อยอดฝีมืออย่างท่านลงมือ อาชญากรที่จับกุมมาได้ย่อมไม่ธรรมดาเป็นแน่”
เยี่ยจิงซวงได้แต่หัวเราะเบาๆ “ท่านหลิวเข้าใจผิดแล้ว ข้าเพียงมาเป็นพยานให้สหายเท่านั้น
“สองโจรชั่วนี้ฝีมือร้ายกาจนัก ข้ามิอาจต่อกรได้เลย ท่านหลิวน่าจะเคยได้ยินนามของจางตงเสวียน อดีตผู้นำค่ายเขาเทียนหวัง หรือไม่ก็อรหันต์มารเต๋าเจินแห่งวัดลั่วหวา”
“อืม”
อาลักษณ์หลิวชะงักไป สายตากวาดมองเจียงหรานพลางเอ่ยว่า “แม่นางเยี่ย โปรดรอข้าตรวจสอบในแฟ้มคดีสักครู่”
“เชิญท่านหลิว”
เยี่ยจิงซวงมิได้ประหลาดใจนัก เรื่องนี้ผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว คนไม่รู้ก็เป็นเรื่องปกติ
ท่านหลิวกล่าวขออภัย แล้วสั่งให้คนมาเสิร์ฟชาให้เจียงหรานกับเยี่ยจิงซวง ก่อนจะรีบออกไป
เจียงหรานเหลือบตามองเยี่ยจิงซวง ยิ้มเล็กน้อย เดิมอยากเอ่ยชมว่า “แม่นางเยี่ยช่างเก่งกาจ”
แต่พอจะพูดออกมาก็กลืนกลับลงไป
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ยังต้องอาศัยชื่อเสียงตระกูลเยี่ย เขาเกรงว่าจะกระทบใจนาง จึงไม่กล่าวอะไรต่อ
ทั้งสองดื่มชาไปพลาง เยี่ยจิงซวงก็เล่าเรื่องราวแปลกๆ ในยุทธภพให้ฟัง
ชาเพิ่งหมดไปครึ่งถ้วย ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบจากด้านนอก
อาลักษณ์หลิวผลักประตูเข้ามา “แม่นางเยี่ย ที่เจ้ากล่าวเมื่อครู่เป็นความจริงหรือ”
“หัวคนอยู่ที่นี่ จะเป็นเท็จได้เยี่ยงไร”
เยี่ยจิงซวงหันไปยิ้มมองเจียงหราน “รบกวนอาลักษณ์หลิวตรวจสอบหัวคนเพื่อยืนยันตัวตน”
ได้ยินดังนั้น แววตาของอาลักษณ์หลิวที่มองเจียงหรานก็ไม่กล้าดูแคลนอีก หัวใจพลันหดเกร็ง
ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยใส่ใจเจียงหรานเลย คิดว่าเป็นแค่หนุ่มหน้าใหม่ที่ไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนาม
แม้เยี่ยจิงซวงจะบอกว่าฝีมือเขาร้ายกาจ อาลักษณ์หลิวก็ยังคิดว่าเป็นแค่การยกยอ
แต่พอไปตรวจแฟ้มคดี เขาก็รู้ว่า จางตงเสวียน และเต๋าเจินนั้นเป็นใคร และในปีนั้นทางการต้องแลกด้วยอะไรบ้างเพื่อจับพวกมัน
นี่มันยอดฝีมือตัวจริงเสียงจริงตรงหน้า!
ทว่าเขายังไม่ทันคิดอะไรต่อ ก็เอ่ยถาม “หัวคนอยู่ที่ไหน”
“อยู่ที่นี่”
เจียงหรานยื่นห่อผ้าที่มีหัวคนทั้งสองส่งให้
อาลักษณ์หลิวรับไว้อย่างระมัดระวัง “สองท่าน…โปรดรอสักครู่ คนผู้นี้ทั้งสองเป็นอาชญากรใหญ่ที่ราชสำนักประกาศจับ จึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ หวังว่าทั้งสองจะเข้าใจ”
“สมควรแล้ว”
เยี่ยจิงซวงยิ้มตอบ “อาลักษณ์หลิวเชิญไปจัดการเถิด เราจะรออยู่ที่นี่”
อาลักษณ์หลิวพยักหน้าแล้วรีบออกไป
ครั้งนี้หายไปนานกว่าครั้งก่อน ราวครึ่งชั่วยาม จึงได้ยินเสียงฝีเท้ากลับมา
ประตูเปิดออก อาลักษณ์หลิวเดินนำเข้ามา ข้างหลังมีเจ้าหน้าที่ถือถาดมาด้วย
บนถาดมีแท่งเงินขนาดใหญ่ราวห้าสิบตำลึง ใต้แท่งเงินคือใบเงินแทนค่า
อาลักษณ์หลิวยิ้มแย้ม คารวะพลางเอ่ยว่า
“คุณชายเจียง อายุยังน้อยแต่กลับปราบสองโจรชั่วได้ ถือเป็นบุญคุณยิ่งใหญ่ต่อชาวบ้าน”
เจียงหรานยิ้ม “อาลักษณ์หลิว ท่านกล่าวชมเกินไปแล้ว แค่โชคช่วยเท่านั้น
“ว่าแต่ ได้ยืนยันตัวตนแล้วหรือยัง”
“แน่นอน”
อาลักษณ์หลิวพยักหน้า “หัวคนทั้งสองคือจางตงเสวียน และอรหันต์มารเต๋าเจิน
“ราชสำนักเคยประกาศไว้ว่า ใครจับได้จางตงเสวียนจะได้รางวัลพันตำลึงเงิน ส่วนอรหันต์มารเต๋าเจิน รางวัลทองสองร้อยตำลึง บัดนี้ มอบให้ครบถ้วนแล้ว”
เขาพูดพลางรับถาดจากเจ้าหน้าที่ ส่งให้เจียงหราน
เจียงหรานหยิบแท่งเงินขึ้นมา ก่อนจะชะงัก มันใหญ่เสียจนอดดีใจไม่ได้
ทว่าอาลักษณ์หลิวรีบไอเตือน “ท่านเจียง เงินรางวัลของท่านอยู่ข้างใต้ เป็นใบเงินต่างหาก”
“หา”
เจียงหรานมึนงง “แล้วอันนี้เล่า”
“นั่นคือเงินทางการ เอาไปใช้ก็ไม่ได้”
อาลักษณ์หลิวหัวเราะฝืน “ข้าแค่วางทับใบเงินเอาไว้”
เจียงหรานถึงกับพูดไม่ออก เอาแท่งเงินมาวางทับใบเงิน นี่พวกเขาร่ำรวยกันเกินไปแล้วหรือไร!
ไม่แปลกที่ค่ายเฟยอวิ๋นจะหมายตาพวกเจ้า…
ในใจบ่นพึมพำ แต่ก็ไม่อิดออด หยิบใบเงินขึ้นมาตรวจสอบ ได้ครบพันสามร้อยตำลึงจริง
ทันใดนั้น เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้น
[ ภารกิจ : จับกุมจางตงเสวียน อดีตผู้นำค่ายเขาเทียนหวัง! ]
[ ความคืบหน้า : เสร็จสิ้น! ]
[ ภารกิจ : จับกุม ‘อรหันต์มาร’ เต๋าเจิน! ]
[ ความคืบหน้า : เสร็จสิ้น! ]
[ รางวัล : กำลังภายในห้าปี! ]
เจียงหรานชะงัก ใช้ความพยายามมากขนาดนี้ ได้เพียงห้าปี
แสดงว่าครั้งแรกที่ได้รางวัลมหาศาลเป็นกำลังภายใน 60 ปีนั้นถือว่าเป็นรางวัลสำหรับมือใหม่จริงๆ
เขากำลังครุ่นคิด ก็มีข้อความใหม่เด้งขึ้น
[ รางวัล: คัมภีร์จิตเที่ยงธรรมแห่งฟ้าดิน ( ขั้นสอง )! ]
[ โฮสต์ต้องการรับทันทีหรือไม่ ]
สองรางวัล
รางวัลที่สองดูเหมือนจะเป็นเคล็ดวิชาฝึกกำลังภายใน แล้วที่ว่า ‘ชั้นสอง’ หมายถึงอะไร
แม้สงสัย แต่ก็ยังรู้สึกพอใจอยู่ไม่น้อย
แม้รางวัลจะไม่มากเท่าครั้งแรก แต่ได้ทั้งกำลังภายในและเคล็ดวิชา ก็ถือว่าคุ้มค่า
ที่สำคัญ ต่อให้เป็นรางวัลเล็กน้อย หากตนสามารถจับโจรที่ถูกประกาศจับได้สม่ำเสมอ สักสิบหรือยี่สิบคน แม้แต่ละคนจะได้เพียงสามปีห้าปี พอสะสมเข้าก็ย่อมกลายเป็นผู้ไร้เทียมทานในใต้หล้า!
คิดได้ดังนี้ ใจก็เบิกบานขึ้นมา
เขาเปิดหน้าต่างโปร่งใสขึ้นมาตรวจสอบ ข้ามตารางต่างๆ ไปจนถึงบรรทัดสุดท้าย
[ อายุขัย : หนึ่งปีสามเดือนห้าวัน ]
เจียงหรานขบคิด
นับตั้งแต่คืนวิหารร้าง ตอนนั้นเขาเหลืออายุเพียงหนึ่งปีกับยี่สิบเก้าวัน
จากนั้นเดินทางจนถึงเมืองชางโจว ใช้เวลาหกวัน
บัดนี้หลังภารกิจสำเร็จ เขากลับได้อายุขัยเพิ่มราวสองเดือนครึ่ง
หกวันแลกกับสองเดือนครึ่ง คุ้มค่ามหาศาล!
เมื่อคิดได้ดังนั้น รอยยิ้มของเจียงหรานก็เปี่ยมด้วยความจริงใจ
ไม่ว่ารางวัลระบบจะเป็นกำลังภายในหรือเคล็ดวิชา สิ่งเหล่านั้นก็เป็นเพียงหมอกควัน
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ชีวิต!
ครั้งนี้ แม้รางวัลจะไม่มากมาย แต่ตราบใดที่อายุขัยเพิ่มขึ้น เขาก็พอใจแล้ว
และในแคว้นจินฉานนี้ มีประกาศจับอยู่ทุกหัวเมือง จะกลัวอะไรอีก!