ตราจัวตาว + คฤหาสน์ตระกูลถัง
ตอนที่ 10 ตราจัวตาว + คฤหาสน์ตระกูลถัง
“คุณชายเจียง”
อาลักษณ์หลิวเห็นเจียงหรานรับใบเงินแล้วเหมือนใจลอย ครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ จึงเอ่ยเรียกขึ้นมา
เจียงหรานสะดุ้งเหมือนตื่นจากฝัน รีบยิ้มตอบ “อ่า ขอบคุณท่านมาก”
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร”
อาลักษณ์หลิวเห็นเขายิ้มอย่างยินดี ก็อดประหลาดใจไม่ได้
เขาเป็นอาลักษณ์มานาน เจอนักล่าค่าหัวมามากนัก แม้คนเหล่านั้นจะมุ่งหวังเงินทอง แต่พอได้รางวัลแล้วก็มักทำท่าทีไม่ใส่ใจ
บางพวกก็ยกย่องตัวเองว่า ‘ข้าทำเพื่อป้องกันภัยให้เหล่าชาวบ้าน เงินทองเป็นเพียงของไร้ค่า’
หรือ ‘ข้าเป็นยอดยุทธ์ผู้กล้า เงินทองก็เหมือนก้อนดินก้อนโคลน’
แต่ครานี้กลับเจอคนที่ยิ้มกว้างอย่างจริงใจเมื่อเห็นเงิน แถมยังแบ่งเงินต่อหน้าด้วย!
เจียงหรานคัดใบเงินออกมาหลายใบ แล้วยื่นให้แม่นางเยี่ย “แม่นางเยี่ยลำบากมาตลอดทาง ใบเงินเหล่านี้ เจ้ารับไว้เถิด”
หากไม่มีเยี่ยจิงซวง เหตุการณ์ที่จับจางตงเสวียนกับเต๋าเจินก็คงไม่เกิดขึ้น บทบาทของนางจึงสำคัญไม่น้อย
เยี่ยจิงซวงรีบโบกมือปฏิเสธ “คุณชายเจียง จะทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร…”
“ฟังข้าเถิด เจ้ารับไว้ เงินมากมายข้าเองก็ใช้ไม่หมด”
เจียงหรานยิ้มบาง “ตอนนี้พวกเราได้มาถึงเมืองชางโจวแล้ว ไม่นานคงต้องแยกย้ายไปตามทางของตนเอง เจ้าคือสตรี หากไม่มีเงินติดตัว อาจทำให้ลำบากได้”
คำพูดนั้นทำให้เยี่ยจิงซวงนิ่งเงียบไปชั่วครู่ สุดท้ายก็ถอนหายใจแล้วรับเงินมา
เมื่อแบ่งเงินเสร็จ เจียงหรานกับเยี่ยจิงซวงก็ลาอาลักษณ์หลิวออกมาที่หน้าศาลากลาง
เจียงหรานเหลือบตามอง “แม่นางเยี่ย ให้ข้าส่งเจ้าไปอีกสักหน่อยเถิด”
“ไม่ต้องแล้ว…”
เยี่ยจิงซวงส่ายหน้าเบาๆ แล้วมองเขาอย่างจริงใจ “ครั้งนี้ต้องขอบคุณท่านมาก หากมิใช่เพราะท่าน ข้าคงไม่มีชีวิตมาถึงเมืองชางโจวได้
“บัดนี้ถึงที่หมายแล้ว ข้าไม่กล้าขัดขวางเรื่องสำคัญของท่านอีก ข้าคงต้องขอตัวลา”
เจียงหรานพยักหน้ารับ คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบยามอบให้ “การเดินทางในยุทธภพ ควรพกยาไว้เผื่อเหตุไม่คาดคิด ถือเสียว่าเป็นของขวัญอำลา”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยต่อ “ว่าแต่ ข้ายังมิได้ถามเลยสหายของตระกูลเจ้าคือผู้ใด หากข้าสะสางธุระเสร็จ จะได้ไปหาที่นั่น”
“อะไรนะ”
เยี่ยจิงซวงเงยหน้าขึ้น ดวงตาเปล่งประกายยินดี แต่ไม่นานก็รีบส่ายหน้า “จะให้คุณชายเจียงต้องลำบากอีกได้อย่างไร”
เจียงหรานหัวเราะเบา “นี่ไม่ใช่ความลำบากหรอก”
เขาพูดด้วยความจริงใจ…เพราะเพียงศัตรูจากตำหนักภูตมารโผล่มา ก็เพิ่มอายุให้เขาได้หลายเดือน
ใครจะรู้ว่ามีกี่คนที่หนีออกมาจากตำหนักภูตมาร
พวกนี้คือศัตรูที่ผู้อื่นหวาดกลัว แต่สำหรับเจียงหรานแล้ว กลับเป็นโอกาสที่ไม่อาจปล่อยผ่าน
เยี่ยจิงซวงกับตำหนักภูตมารมีแค้นล้างตระกูล สุดท้ายเรื่องนี้เขาก็ต้องเข้าไปพัวพันอยู่ดี หลังช่วยอาจารย์เสร็จ เขาจะต้องกลับมาสืบต่อแน่นอน
เยี่ยจิงซวงไม่รู้ความคิดในใจเขา เพียงแต่รู้สึกซาบซึ้ง น้ำตาเกือบเอ่อ นางกัดริมฝีปากแล้วเอ่ยเสียงสั่น “คุณชายเจียงมีใจเมตตา…แต่ครั้งนี้ ข้ามิอาจให้ท่านต้องเสี่ยงอีก”
“ท่านได้ช่วยชีวิตข้าแล้ว บุญคุณนี้ใหญ่หลวงเกินกว่าจะตอบแทนได้ จะให้ท่านไปเสี่ยงเพราะข้าอีกมิได้”
“คุณชายเจียง ขุนเขาเขียวสายน้ำยาวไกล วันนี้เราคงต้องแยกทางกัน หากวันใดข้ายังมีชีวิตอยู่ จะหาทางตอบแทนบุญคุณของท่านให้จงได้!”
สิ้นคำ นางก็ก้าวเบาๆ พริบตาก็เหินขึ้นหลังคา จากนั้นก็หายวับไปในชั่วพริบตา
“อ้าว”
ยาอายุวัฒนะหนีไปแล้ว!!
ไม่สิ…ตัวล่อให้หายาอายุวัฒนะหนีไปแล้ว!
เจียงหรานงงงวย “แค่ลาจะต้องรีบร้อนเช่นนี้ด้วยหรือ”
เขากำลังจะวิ่งตาม แต่ยังไม่ทันขยับ ก็มีเสียงดังมาจากหน้าศาล
“คุณชายเจียง! คุณชายเจียง!”
หันไปเห็นอาลักษณ์หลิววิ่งออกมาด้วยท่าทางรีบร้อน
พอเห็นเจียงหรานยังไม่ไป อาลักษณ์หลิวก็โล่งใจ “โชคดีที่ท่านยังอยู่”
“อาลักษณ์หลิว ท่านมีเรื่องใดหรือ”
เจียงหรานถามอย่างร้อนใจ เพราะยังอยากตามหาแม่นางเยี่ย
“มิกล้าๆ”
อาลักษณ์หลิวหอบหายใจสองสามครั้ง ก่อนหยิบเหรียญตราชิ้นหนึ่งออกมา “ข้าเพียงอยากมอบสิ่งนี้ให้ท่าน”
“อืม”
เจียงหรานรับมา เห็นด้านหน้าสลักตัวอักษร ‘ตรา’ และด้านหลังสลักคำว่า ‘จัวตาว’
“นี่คืออะไร”
“นี่คือ ตราจัวตาว!”
อาลักษณ์หลิวเอ่ยเสียงต่ำ “มันเป็นหลักฐานยืนยันตัวตน ต่อไปหากท่านจับโจรหรือผู้ร้ายที่ถูกประกาศจับ เพียงถือตรานี้ ไม่ว่าจะเป็นที่ว่าการอำเภอหรือศาลากลาง ล้วนมีสิทธิ์ ‘รับเงินรางวัลก่อน ตรวจสอบภายหลัง”
“อีกทั้ง ผู้ถือตราจัวตาวยังสามารถเข้าออกที่ว่าการหรือศาลากลางได้ตามสะดวก สามารถเปิดดูเอกสารประกาศจับ และแฟ้มคดีที่ผ่านมาทั้งหมด”
“โอ้”
เจียงหรานตกใจ “ทำไมข้าไม่เคยได้ยินว่ามีของเช่นนี้มาก่อน”
“ฮ่าๆๆ”
อาลักษณ์หลิวหัวเราะ “นี่เป็นของใหม่ ราชสำนักยังมิได้ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ ตอนนี้เป็นเพียงการทดลอง จำนวนเหรียญตราที่แจกก็มีไม่กี่ชิ้น ข้าเห็นท่านฝีมือเหนือชั้น จึงตัดสินใจมอบให้”
“อย่างนี้นี่เอง…แล้วถ้าข้ารับไว้ ต้องทำอะไรบ้าง”
เจียงหรานมองเขาอย่างระแวดระวัง
อาลักษณ์หลิวอธิบาย “ตราจัวตาวมีไว้เพื่อสนับสนุนผู้กล้าในการตามล่าเหล่ามารร้าย มีแต่สิทธิ์ มิได้บังคับ ไม่มีพันธะใดผูกมัด ไม่ต้องกังวลไป”
เจียงหรานได้ฟังก็ครุ่นคิดเล็กน้อย รู้สึกว่าเหรียญตรานี้มีความหมายแฝงไม่น้อย
เหมือนเป็นการใช้ ‘คนในยุทธภพกำราบคนในยุทธภพ’
เพราะพวกอาชญากรที่ถูกประกาศจับล้วนเป็นยอดฝีมือ หากส่งเพียงบรรดาเจ้าหน้าที่ไปก็ไม่พอ หากส่งกองทัพใหญ่ก็สิ้นเปลืองเกินไป
ดังนั้นจึงใช้คนในยุทธภพจัดการกันเอง
ที่สำคัญ ไม่มีข้อผูกมัดบังคับ สิทธิ์จึงจำกัด ปัญหาที่เกิดขึ้นก็จะไม่บานปลาย
คนที่คิดแผนนี้ในราชสำนักคิดได้รอบคอบทีเดียว
ส่วนเรื่องที่อาจมีคนใช้หลอกเอาเงิน อาลักษณ์หลิวก็กล่าวแล้ว เหรียญตรามีน้อยและแต่ละท้องที่คงมีรหัสเฉพาะ หากมีใครกล้าหลอกลวง ก็เพียงใส่ชื่อมันในประกาศจับอีกคนก็สิ้นเรื่อง
สำหรับเจียงหรานแล้ว เหรียญตรานี้กลับมีประโยชน์อย่างยิ่ง
ข้อจำกัดใหญ่ที่สุดของระบบของเขาคือ ‘สายตา’ หากเจออาชญากรแต่ไม่รู้จัก เท่ากับพลาดโอกาสเพิ่มอายุขัยไปฟรีๆ
แต่มีตราจัวตาว เขาสามารถเข้าออกพื้นที่ของทางการ ดูแฟ้มคดี ทำความรู้จักใบหน้าคนร้ายได้มากขึ้น ต่อไปก็จะไม่พลาดโอกาสอีก
คิดถึงตรงนี้ เจียงหรานก็ยิ้ม “ขอบคุณอาลักษณ์หลิว ข้าจะรับเหรียญตรานี้ไว้”
แม้ว่าเยี่ยจิงซวงจะหนีไป แต่การได้มาซึ่งตราจัวตาวก็นับว่ายังไม่ขาดทุนเท่าไร
เจียงหรานเหลือบตามองไปทางที่เยี่ยจิงซวงจากไป แล้วก็หัวเราะเบาๆ
“ยังอ่อนนัก…คิดการยังไม่รอบคอบพอ”
เขาหันกลับมามองไปทางอาลักษณ์หลิว แล้วยิ้มพลางเอ่ยว่า
“ท่านหลิว ข้ามีเรื่องอยากถามสักหน่อย…”
อาลักษณ์หลิวก็รีบพยักหน้า รับปากว่าจะตอบทุกอย่างอย่างไม่ปิดบัง
หลังจากพูดคุยกันเล็กน้อยที่หน้าศาล เจียงหรานก็ล่ำลาแล้วจากไป
มองตามแผ่นหลังของเขาที่ค่อยๆ ไกลออกไป อาลักษณ์หลิวขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับเข้าไปด้านในศาล
เขาเดินลึกเข้าไปจนถึงเรือนเล็กที่สง่างามด้านใน ค่อยๆ เคาะประตู
“ใต้เท้า”
“เข้ามา”
เสียงทุ้มดังลอดออกมา อาลักษณ์หลิวรีบผลักประตูเข้าไป
เขาเงยหน้าขึ้นก็เห็นบุรุษร่างสูงใหญ่กำลังนั่งพาดกายอยู่บนขั้นบันไดหน้าเรือน เปลือยท่อนบนโชว์กล้ามแน่น กำลังซดก๋วยเตี๋ยวจากชามมหึมาใหญ่กว่าถังสุราเสียอีก
มือขวาคีบเส้น มือซ้ายถือกลีบกระเทียม กินไปสองคำก็กัดกระเทียมหนึ่งกลีบ
ที่น่าขนลุกคือ ข้างกายเขามีหัวคนสองหัววางอยู่ ใช่แล้ว นั่นคือหัวของจางตงเสวียน และเต๋าเจิน!
แต่เขากลับกินอย่างหน้าตาเฉย เสียงซดเส้นดังสนั่น ซุปกระเด็นกระดอน กลับทำให้ดูเอร็ดอร่อยเสียอย่างนั้น
อาลักษณ์หลิวยืนนิ่งเงียบ ไม่กล้าขัดจังหวะ
จนกระทั่งชายผู้นั้นเอ่ยถามพลางกินไปด้วยอย่างไม่สะทกสะท้าน
“มอบให้แล้วหรือ”
“มอบให้แล้วขอรับ”
อาลักษณ์หลิวก้มหน้าตอบเสียงเบา “ใต้เท้า เรื่องตราจัวตาว…จะไม่เร็วไปหน่อยหรือขอรับ…”
“เร็วไป หรือเจ้าหมายถึงบุ่มบ่าม”
“ใช่แล้ว บุ่มบ่าม!”
อาลักษณ์หลิวรีบพยักหน้า “ของสิ่งนี้สำคัญยิ่ง…แต่เจียงหรานนั้นอายุยังน้อย แถมไร้ชื่อเสียงในยุทธภพ เกรงว่า…”
ชายร่างใหญ่กดชามก๋วยเตี๋ยวลง เผยดวงตาคมดุจเหยี่ยว สบตาอาลักษณ์หลิวแล้วแค่นหัวเราะ
“ถ้าเจ้าสามารถฆ่าจางตงเสวียน และตัดหัวเต๋าเจินได้…ข้าก็มอบเหรียญตรานั่นให้เจ้าเช่นกัน”
“เรื่องนั้น…ข้าไม่มีปัญญาหรอกขอรับ”
อาลักษณ์หลิวส่ายหน้า
“ไม่มีปัญญา ก็อย่าพูดให้มากความ”
ชายร่างใหญ่หัวเราะเย็น ก่อนเอ่ยต่อ “ส่วนเรื่องชื่อเสียง…หากมีฝีมือเช่นนั้น วันหนึ่งก็ต้องมีชื่อเสียงแน่นอน คนเก่งเช่นนี้ จะให้พลาดไปได้อย่างไร เอาล่ะ ไม่ต้องพูดต่ออีก ข้าย่อมมีแผนการของตัวเอง”
“ขอรับ”
อาลักษณ์หลิวรีบรับคำ
ชายร่างใหญ่ก็ก้มหน้าซดเส้นต่อจนหมดชามใหญ่โตนั้น แล้วลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย
เขาโบกมือเป็นสัญญาณให้อาลักษณ์หลิวถอยออกไป
แต่พอดีนั้นเอง เสียงจากหน้าประตูดังขึ้น
“ใต้เท้า คนผู้นั้นกลับมาอีกแล้วขอรับ”
อาลักษณ์หลิวแอบเหลือบมองผู้เป็นนาย เห็นดวงตาท่านหรี่แคบลง เสียงดังก้อง
“บอกเขาไปว่า ข้าล้มป่วยหนัก แม้แต่ยารักษายังกลืนไม่ลง อย่าได้พูดถึงการจัดการกิจการบ้านเมือง”
“ให้เขากลับไป รอสักสองสามวันแล้วค่อยมาพบใหม่”
ว่าแล้วก็เรอเสียงดังลั่น
อาลักษณ์หลิวก้มหน้าทันทีในใจคิด หากพูดโกหกหน้าตายได้ ต้องยกให้เจ้านายของข้าเท่านั้น
“เอาล่ะ ถอยไปได้”
ชายร่างใหญ่โบกมือ แล้วหันหลังกลับเข้าห้อง พลางพึมพำเสียงต่ำ
“กำหนดการมันชัดเจนว่าเป็นสิบห้าค่ำเดือนเจ็ด แล้วมายุ่งอะไรตอนนี้ มีสมองไว้หั่นหูเท่านั้นหรือ”
…
“เถ้าแก่! ขอเส้นก๋วยเตี๋ยวเนื้อเปื่อยหนึ่งชาม”
เจียงหรานมาถึงร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ ข้างทาง ยกมือเรียก
“ได้เลย!”
เถ้าแก่ร้านคล่องแคล่ว ตักเส้นลวกแล้วเสิร์ฟมาให้ตรงหน้าเขา
เจียงหรานยกตะเกียบขึ้น ซดเส้นไปพลาง สายตาก็มองตรงไปยังบ้านหรูฝั่งตรงข้าม
คฤหาสน์ใหญ่โตหรูหรา ป้ายปิดทองแขวนไว้เหนือลานประตู เขียนตัวอักษรสองตัวชัดเจน คฤหาสน์ตระกูลถัง!
ก่อนหน้านี้ เจียงหรานได้สอบถามจากอาลักษณ์หลิวที่หน้าศาลถึงสองเรื่อง
เรื่องแรก เกี่ยวกับตระกูลเยี่ย
เรื่องที่สอง ที่อยู่ของตระกูลถัง
คำตอบก็คือ ตระกูลถังแห่งเมืองชางโจวที่ผู้คนเอ่ยถึงมากที่สุด ย่อมหมายถึงบ้านของคหบดีถังหยวนผู้นี้อย่างแน่นอน
เมื่อรู้เส้นทาง เขาก็ไม่ลังเล รีบตรงมาทันที
เรื่องของอาจารย์เฒ่า หากสะสางได้เร็วเท่าใด ใจก็จะสงบเร็วเท่านั้น
เพียงแต่ขณะนั่งกินก๋วยเตี๋ยว มองไปยังหน้าคฤหาสน์ตระกูลถัง กลับเห็นประตูใหญ่เปิดกว้าง แต่ไม่ค่อยมีคนเข้าออก
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนโบกมือเรียกเถ้าแก่ร้าน
“ลูกค้า ท่านมีอะไรจะสั่งหรือ”
เถ้าแก่ร้านรีบเดินเข้ามา
เจียงหรานยิ้ม “ข้าเพียงอยากถาม ท่านรู้จักบ้านฝั่งตรงข้ามหรือไม่”
“อ๋อ ท่านหมายถึงบ้านคหบดีถังหรือ”
เถ้าแก่ร้านยิ้มกว้าง “ท่านเป็นคนดีนักหนา ใครๆ ในเมืองชางโจว ต่างยกนิ้วให้”
“โอ้”
เจียงหรานเลิกคิ้ว “ช่วยเล่าให้ละเอียดกว่านี้ได้หรือไม่”
“เอ่อ…ท่านลูกค้า ข้ายังมีงานอยู่นะ…”
เจ้าของร้านทำท่าลำบากใจ
เจียงหรานเหลือบมองร้านที่ว่างเปล่า แล้วยิ้มบาง หยิบเหรียญทองแดงสองเหรียญวางลงบนโต๊ะ
“พูดตรงๆ ข้าเพิ่งมาถึงที่นี่ อยากหาทางทำมาหากิน แต่ข้าไม่ถนัดสิ่งใดนอกจากวรยุทธ์ คงได้แต่หานายจ้างที่ร่ำรวยเพื่อฝากฝีมือ”
“เพียงแต่ ข้าไม่อยากถูกคนใจคดใช้ไปทำความชั่ว…เลยอยากรู้ให้แน่ใจเสียก่อน”
เถ้าแก่ร้านมองกระบี่ที่เอวเขา และห่อสัมภาระบนบ่า ก็เข้าใจทันที รีบหัวเราะ “อ๋อ งั้นท่านก็ถามถูกคนแล้ว!”
เขารับเหรียญทองแดงไป แล้วเล่าอย่างไม่ปิดบัง
สิ่งที่เขาพูด ต่างจากที่เฉิงจี๋ม่อหรืออาลักษณ์หลิวบอก เพราะสายตาชาวบ้านธรรมดาย่อมเห็นรายละเอียดอีกแบบ
ตั้งแต่สาวใช้ตระกูลถังใครหน้าตาดีกว่าใคร ไปจนถึงคุณธรรมของคหบดีถัง ล้วนเล่าได้อย่างออกรส
ฟังไปก็พบว่าชื่อเสียงของอีกฝ่ายนั้นดีจริงๆ ไม่เคยอวดอำนาจ ไม่เคยกดขี่ใคร เวลามีภัยก็เปิดยุ้งฉางเลี้ยงชาวบ้าน หากมีใครพลาดพลั้งมาก็ให้อภัยเสมอ
เจียงหรานได้ยินก็โล่งใจ…คนผู้นี้ดูเป็นคนดีจริงๆ
แต่แล้วก็นึกสงสัย หากเป็นเช่นนั้น เหตุใดอาจารย์เฒ่าจึงทำให้คนผู้นี้โกรธ จนต้องเขียนจดหมายร้องขอความช่วยเหลือ
ระหว่างกินเส้นก๋วยเตี๋ยว เขาก็ตั้งใจฟังเรื่องเล่าจนหมดชาม
เจียงหรานเช็ดปาก ก่อนจะชี้ไปยังชายร่างท้วมที่เดินวนอยู่หน้าคฤหาสน์ตระกูลถังไม่หยุด
“แล้วไอ้อ้วนที่เดินไปมานั่นคือใคร”
“ใครหรือ”
เจ้าของร้านชะโงกไปดู ก่อนจะหัวเราะลั่น “นั่นแหละ คหบดีถัง!”
“หือ…”