ลมปราณแปรเป็นหนึ่งสายสะท้านฟ้าดิน + ไม่ชอบมาพากล

ตอนที่ 12 ลมปราณแปรเป็นหนึ่งสายสะท้านฟ้าดิน + ไม่ชอบมาพากล



หูหมานฐานะเป็นหนึ่งในสี่รองประมุขของพรรคชิงเหอ ทั้งวรยุทธล้วนฝังอยู่ในแส้เก้าข้อเส้นนี้



อาวุธชนิดนี้จัดว่าแปลก หากใช้ไม่เป็น ไม่เพียงทำร้ายศัตรูไม่ได้ กลับอาจเคราะห์ร้ายใส่ตนเอง



เพราะแส้เก้าข้อประกอบด้วยเหล็กเก้าท่อน เมื่อแกว่งออก ทิศทางวิถีแปรผันยากหยั่งคาด



การรุกมักมาในมุมที่เหลือเชื่อ หากควบคุมไม่ดี ไม่เพียงศัตรูตั้งรับไม่ทัน ตนเองก็อาจไม่ทันตั้งรับเช่นกัน



หูหมานอาศัยแส้เก้าข้อกับวิชา ‘มังกรอสรพิษแปดกระบวน’ จึงสร้างชื่อเสียงเกรียงไกรในยุทธภพได้



ยามนี้แส้ถูกสะบัดออก รวดเร็ว และดุดันอย่างถึงที่สุด



เพียงชั่วพริบตาก็มาถึงอกเจียงหราน



คหบดีถังเห็นแล้วดวงตาเบิกโพลง แววตารื้นน้ำ



ทว่าขณะนั้นเอง แสงกระบี่วาบหนึ่งฉับพลันผ่าความมืด



ชั่วขณะนั้นผู้คนรอบด้านต่างถูกแสงกระบี่สะกดสายตา พากันหยีตาลงโดยไม่รู้ตัว



พอลืมตาอีกที เจียงหรานก็เดินสวนผ่านร่างหูหมานไปแล้ว



แส้เก้าข้อที่เมื่อครู่ยังรวดเร็วเหี้ยมเกรียม บัดนี้ตกพับลงกับพื้นราวงูตาย



หูหมานค่อยๆ หมุนกาย ปากเอื้อนออกเพียงคำว่า “เจ้า…”



เลือดสดก็พลันพุ่งจากอก หน้าล้มคะมำลงไป



เจียงหรานมิได้เก็บกระบี่เข้าฝัก และมิได้เหลียวมองศัตรู



เพียงสะบัดคมกระบี่เบาๆ แล้วแกะเอาเหล้าจากน้ำเต้าข้างเอว



เปิดฝา จิบหนึ่งคำ ก่อนเทเหล้าลงบนคมกระบี่



กระบี่เล่มนี้มิใช่งานชั้นครู เพียงซื้อจากร้านตีเหล็กด้วยเงินสองตำลึง



ระหว่างทาง เคยช่วยเขาสังหารนางแอ่นเหล็ก โจวฉาง



ต่อมาก็สังหารอรหันต์มาร เต๋าเจิน



บัดนี้คมกระบี่ไม่แหลมดั่งเดิม โดยเฉพาะศึกกับเต๋าเจิน ที่กระบี่ต้องปะทะจอบพระจันทร์หลายครา จนเสียหายไม่น้อย



หากไม่ใช่เพราะเจียงหรานส่งกำลังภายในห่อหุ้มเอาไว้ เกรงว่ากระบี่คงหักไปแล้ว



เจียงหรานถอนใจ ยกกระบี่ขึ้น เทเหล้าให้ไหลรินชโลมคมกระบี่



แล้วชูกระบี่ขึ้นสูง



“คนพรรคชิงเหอฟังให้ดี ข้ามาวันนี้เพื่อช่วยชีวิต ฟ่านจี้อู่ปล้นชิงสตรี พรรคชิงเหออย่าได้เป็นพวกเดียวกับอธรรม ผู้ใดไม่อยากตาย ก็หลีกทาง มิฉะนั้น…หากเสียชีวิตลง อย่าหาว่าข้าไม่เตือน!!”



เหล่าสมาชิกพรรคชิงเหอสบตากัน เห็นหูหมานถูกฟันล้มเพียงกระบี่เดียว ก็ล้วนเข้าใจแล้วว่านี่คือยอดฝีมือ



แต่หากพวกนักเลงพรรคกลัวแล้วถอย พรรคชิงเหอคงไม่เติบโตมาถึงวันนี้



ทันใดนั้นทุกคนคำรามก้อง



“ฆ่า!!”



“ล้างแค้นให้รองประมุขหู!!”



“ผู้บุกรุกพรรคชิงเหอ…ต้องตาย!!”



เจียงหรานพ่นลมยาว ก้าวพุ่งเข้ากลางหมู่คน



คำก็กล่าวชัดแล้ว ไม่มีสิ่งใดให้ลังเลอีก



เพียงเห็นแสงกระบี่สาดสะพรั่ง ร่างเงาพร่างพราย ราวพยัคฆ์กระโจนเข้าฝูงแกะ สะบัดมือพลางฟาดกระบี่ เลือดสาดเป็นสาย



ทุกที่ที่เขาก้าวผ่าน ไม่มีใครต้านได้ คมกระบี่ชี้ไปทางใด ล้วนแหลกสลาย!



คหบดีถังยืนอยู่หน้าพรรค มองจนตะลึงงัน



สบตากับซุนฝู ต่างก็มีแต่ความตื่นตะลึง



เจียงหรานฝ่าฟันไปข้างหน้า พรรคชิงเหอลูกน้องมากมาย แห่กันเข้ามารอบทิศ สารพัดอาวุธพุ่งโจมตี



ต่างจากคราวต่อสู้กับเต๋าเจิน



เต๋าเจินฝีมือสูง แต่เป็นการต่อสู้ตัวต่อตัว



คราวนี้กลับเป็นศัตรูรอบด้าน ต้องคอยระวังทุกทิศ



แต่ใจเจียงหรานกลับสงบนิ่งเย็นเฉียบ ไม่สะทกสะท้าน



กระบี่กวาดออกไปหนึ่งที ลูกพรรคผู้หนึ่งถูกกระบี่ฟันใส่ แต่เพียงแว่บเดียวกลับพบว่าฝ่ามือตนถูกตัดไปครึ่ง นิ้วร่วงหล่นกระจาย



เมื่อเห็นบาดแผล เขาก็ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนไม่หยุด



เจียงหรานหมุนกระบี่กลับลงฟันฉับหนึ่ง เสียงกร๊อบดังสนั่น ทวนยาวที่แทงมาจากด้านข้างหักสะบั้นในพริบตา



ผู้ถือทวนยังมึนงงอยู่ เจียงหรานดีดกระบี่ออก



เสียงหึ่งดังขึ้น คมกระบี่กระแทกเข้าหน้าอกดุจค้อนเหล็ก



ร่างนั้นปลิวกระเด็นกระแทกลงบนฝูงชน ล้มครืนไปทั้งกลุ่ม เสียงกรีดร้องโอดครวญดังก้องไม่ขาดสาย



ลูกพรรคที่เหลือต่างใจหดหู่ ความกล้าหาญเมื่อครู่แทบเลือนหายไป



นักฆ่าดุดันเช่นนี้ เคยเห็นมาบ้าง แต่ล้วนเป็นประมุขหรือรองประมุขออกมาขวาง



แต่ครานี้ประมุขพรรคไม่อยู่ สำหรับรองประมุขก็เหลือแต่หูหมานคุมบ้าน กลับถูกฆ่าล้มง่ายดาย



แล้วพวกตนจะทำอย่างไร



ใจเริ่มหวาดหวั่น บ้างชะงัก บ้างอยากหันหลังหนี



แต่แล้วก็มีเสียงหนึ่งดังลั่นขึ้นในหมู่คน



“เขามีเพียงคนเดียว ต่อให้เก่งกล้าจะฆ่าเราได้หมดหรือ บัดนี้เขาคงพลังสิ้นแล้ว! ผู้ใดฆ่าได้ จะเป็นผลงานใหญ่ วันหน้าจะรุ่งโรจน์แน่นอน!!”



เจียงหรานเหลือบมองครู่เดียว ชายคนนั้นก็รีบก้มซ่อนหัวในฝูงชน



เหล่าลูกพรรคได้ฟังก็พากันเห็นด้วย



ชายผู้นี้ยังหนุ่มนัก ต่อให้เริ่มฝึกแต่ครรภ์มารดา มาถึงตอนนี้กำลังภายในก็คงร่อยหรอแล้วกระมัง



เมื่อคิดเช่นนั้น คนที่กำลังถอยก็กลับมามีใจฮึกเหิมขึ้น



กัดฟันกรูเข้าหา หวังฆ่าเจียงหรานลง เพื่อสร้างผลงานให้พรรค และคุณชายใหญ่



เจียงหรานเพียงยิ้ม ศึกกับเต๋าเจินทำให้เขาเข้าใจวิชาเก้ากระบี่ลึกซึ้งกว่าเดิม



วันนี้ประสบการณ์ต่อสู้ท่ามกลางศัตรูนับร้อย ทุกครั้งที่เหวี่ยงกระบี่ รู้สึกว่ากระบี่ของตนก้าวหน้าไปอีกขั้น ในใจอดชื่นชมมิได้



ก่อนนี้เขาเพียงรู้ว่าวิชาเก้ากระบี่แสนลึกล้ำ แต่เพียงใดก็ยังไม่อาจหยั่งถึง



ตาเฒ่าขี้เมานั่นบอกว่าเป็นกระบี่ที่รวมเอาจุดเด่นของหลายสำนักมาสร้างขึ้นเอง



ถ้อยคำนี้ฟังเพียงนิดก็รู้ว่าโกหก



คนที่เอาแต่หลอกกินเหล้า เที่ยวพนันหญิงคณิกา อย่างเขาจะมีปัญญาคิดค้นวิชากระบี่ได้หรือ



ไม่แน่ว่าอาจขโมยมาจากใครอีกที



แต่กระบี่นี้ ยิ่งใช้ยิ่งรู้สึกว่าล้ำลึก หาใช่เพียงเก้ากระบวนท่า!



บัดนี้ เห็นลูกพรรคชิงเหอไม่ยอมถอย เขาก็หายใจยาวหนึ่งที



กำลังภายในหลั่งไหล กระบี่สั่นครืน ดังก้องหู



ก้าวออกช้าๆ เผชิญเสียงโห่ลั่น ยกกระบี่ขึ้น แล้วฟันฉับ!



ฟันนี้ผ่าออกจากแนวกึ่งกลาง ลมปราณแปรเป็นหนึ่งสาย เสียงเงียบสงัด แต่กระบี่พุ่งทะลวงพันลี้…ผีสางสะท้าน!



เสียงฉัวะๆๆ ดังถี่ยิบ



นั่นคือ เสียงกระบี่ปราณฉีกกระชากเนื้อหนัง



ผู้ใดที่ขวางอยู่ในแนวเส้นนี้ ถูกแทงทะลุร่าง บ้างถูกผ่าออกเป็นสองท่อน บ้างถูกตัดหัว แขนขาขาดกระเด็น



วงล้อมทั้งแถบถูกเปิดออกเป็นทางยาว



ทว่าแรงกระบี่ยังไม่หยุด ขยายตรงต่อไป ทุกสิ่งขวางล้วนถูกฆ่าขาด ราวกับกระบี่นี้จะผ่าพรรคชิงเหอออกเป็นสองซีก!



ทั่วทั้งพรรคชิงเหอพลันเงียบกริบ



ใต้เท้าเต็มไปด้วยสายเลือดนองราวลำธาร ชายหนุ่มถือกระบี่ยืนอยู่กลางวงล้อม แต่กลับไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามาใกล้อีก



เพียงกระบี่เดียว ทำให้ผีสางร่ำไห้!



ไม่เพียงฆ่าผู้ที่ขวางหน้า ยังฆ่าขวัญและความกล้าของเหล่าลูกพรรคลงไปด้วย



ผู้ที่รู้เห็นต่างก็ทราบดีว่านี่คือเจียงหรานถูกลูกพรรคชิงเหอรุมล้อม ส่วนคนที่ไม่รู้คงนึกว่าเขาผู้เดียวบุกมาล้อมพรรคชิงเหอเสียเอง…



สายตาเจียงหรานกวาดผ่านคนในฝูงอย่างช้าๆ



ทุกผู้ที่ถูกสายตาเขาแตะต้อง ล้วนสั่นสะท้านไปทั้งร่าง



เมื่อเขาก้าวเดิน ลูกพรรครีบแหวกทางออกให้



ไม่มีใครกล้าขวางอีก เขาจึงเดินตรงเข้าไปได้อย่างง่ายดาย



จนร่างเขาลับหายไปจากสายตา พวกที่ยังรอดชีวิตจึงรู้สึกว่าแข้งขาไร้เรี่ยวแรง ยืนแทบไม่อยู่



เสียงอาวุธร่วงกระทบพื้นดังเกรียวกราว ร่างคนก็เซซวนแทบล้ม



แต่แล้วกลับได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาอีก



เงยหน้าขึ้น เห็นเพชฌฆาตถือกระบี่เดินย้อนกลับมา



“หนี!!”



ไม่รู้ใครเป็นคนโพล่งขึ้นมาเสียงดัง



เหล่าลูกพรรคที่แทบจะทรุดนั่งไปแล้ว พากันดีดตัวขึ้นวิ่งหนีเป็นพัลวัน



เจียงหรานไวกว่า เหยียบ “เก้าก้าวสวรรค์” เพียงก้าวเดียวก็พุ่งถึงหน้า คว้าคอเสื้อคนผู้หนึ่งเอาไว้



ร่างนั้นสั่นสะท้านเหมือนถูกกรงเล็บเหยี่ยวเกาะกุม ใบหน้าซีดขาว



“ท่าน…ท่านพูดแล้วนี่ว่า ถ้าเราไม่ขวาง ท่านจะไม่ฆ่าเรา!”



“ใครว่าข้าจะฆ่าเจ้า…”



เจียงหรานสีหน้าดุดันดังเหล็ก



“เรือนนี้กว้างนัก ข้าไม่รู้ทางไหนไป พาไปหาคุณชายใหญ่ของพวกเจ้า”



“หา”



ลูกพรรคผู้นั้นเพิ่งตื่นจากฝันร้าย รีบพยักหน้าหงึกหงัก



ชั่วขณะนั้น ไม่ว่าคุณชายใหญ่ฟ่านจี้อู่ หรือหัวหน้าพรรคฟ่านอวี้โหมว ก็กลายเป็นเรื่องไร้ค่า



ใครเล่าจะอยากลิ้มรสกระบี่ของเจียงหรานอีก



เมื่อครู่กระบี่ฆ่าลงเป็นแนวตรง ความตายยังไม่มากนัก



หากเขาฟันเป็นแนวนอนอีกครา…วันนี้พรรคชิงเหอคงกลายเป็นแดนนรกโลกันต์



ชายผู้นั้นรีบวิ่งนำทางเข้าไป



สิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก คนในเรือนด้านในใช่ว่าจะไม่รู้



แม้เจียงหรานจะออกเพียงหนึ่งกระบี่ พลังก็แผ่เข้ามาถึงเรือนใน ฟังแล้วต่างขวัญหนีใจหาย



จนเขาเดินลึกเข้ามาแทบไม่มีใครกล้าขวาง



ผู้ใดดื้อรั้นขวางไว้ ก็ถูกฆ่าทิ้งไปตามทาง



ในไม่ช้า เขาก็ถูกนำมายังเรือนหนึ่ง



ลูกพรรคคนนั้นชี้ประตูห้อง



“นี่แหละที่อยู่ของคุณชายใหญ่…ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด”



เจียงหรานพยักหน้า แต่ยังไม่ปล่อย เขายกเท้าถีบประตูพัง



เห็นหนุ่มวัยยี่สิบกว่า ยืนกลางห้อง ใบหน้าขาวซีดไร้สีเลือด



ในมือกำกระบี่ กดคมลงที่ลำคอสาวน้อยนางหนึ่ง



เขาตวาดลั่น



“หยุดเดี๋ยวนี้!!”



เจียงหรานมิได้มองเขา แต่หันไปหาสตรีที่ถูกกระบี่กดคอ



“ถังฮว่าอี้”



“อืม”



นางพยักหน้ารัว เจียงหรานถามอีก



“ถูกทำร้ายหรือไม่”



“เขาไม่กล้า”



เสียงถังฮว่าอี้ใสกระจ่าง



เจียงหรานหัวเราะ ก้าวต่อไปตรงๆ



แขนฟ่านจี้อู่สั่นระริก อยากปาดคอถังฮว่าอี้เสียทีเดียว



แต่แม้รวบรวมกำลังภายในอยู่ครู่ใหญ่ กลับไม่กล้าลงมือ



เขารู้ดีแล้วว่าภายนอกเกิดสิ่งใด



บ่าวไพร่ต่างร่ำลือว่า คุณชายใหญ่ก่อเรื่องใหญ่โต มีผู้กล้าไร้นามโผล่มาฆ่าหูหมานได้ด้วยกระบี่เดียว ทำให้ทั้งพรรคไม่เหลือเรี่ยวแรงต่อกร



ต่อให้ตนมีวรยุทธปานใด ก็ไม่อาจชนะได้



วันนี้เขาอยู่บนเส้นแบ่งชีวิตและความตาย มีเพียงชีวิตถังฮว่าอี้ที่เป็นเดิมพัน หวังจะใช้ข่มไว้เป็นทางรอด



แต่…บุรุษตรงหน้านี้ กลับไม่สนใจคำขู่เขาแม้แต่น้อย



เขาจะกล้าฆ่าถังฮว่าอี้จริงหรือ



หากทำไป นั่นคือหายนะอย่างแน่นอน



ฟ่านจี้อู่หาใช่คนโง่ เขาเป็นเพียงคุณชายเจ้าสำราญ ใช้อำนาจพรรคกดขี่คนอื่น



แต่ใช่ว่าคุณชายเจ้าสำราญจะไร้สมองเสมอไป



ยิ่งมีสมอง เขาก็ยิ่งรู้จักหวาดกลัว



รู้ว่ามิใช่ทุกคนจะเกรงกลัวประมุขพรรคฟ่านอวี้โหมว



นั่นยิ่งทำให้เขาสะท้านยิ่งกว่าเดิม



จนกระทั่งเจียงหรานยื่นมือยกคมกระบี่ออกจากคอถังฮว่าอี้ แล้วดึงนางออกมา ฟ่านจี้อู่ยังไม่กล้าขยับ



สุดท้ายเข่าทรุดลงทันที ตกใจจนคุกเข่าลง



“ไว้…ไว้ชีวิตข้าด้วย…ข้า…ข้าจะไม่…”



ยังไม่ทันจบคำ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของเจียงหรานกับถังฮว่าอี้ที่ก้าวห่างออกไป



เงยหน้ามอง ก็เห็นเพียงแผ่นหลังเขาทั้งสองเดินลับไปแล้ว



ทันใดนั้น ฟ่านจี้อู่ทั้งโล่งใจรอดตาย แต่กลับแฝงด้วยโทสะรุนแรง



ตั้งแต่ต้นจนจบ มีสายตาของเจียงหรานไม่เคยเหลียวมองเขาแม้แต่ครั้งเดียว



ราวกับว่าเขา…มิได้มีตัวตน!



“สารเลว…สารเลว!!”



เขากัดฟันกรอด ก้มหน้าพึมพำ หยิบสมุดเล่มเล็กออกจากอกเสื้อ



บนปกเขียนสี่ตัวอักษรเด่น ‘คัมภีร์กระถางโลหิต’



แววตาเขาเงยขึ้น ฉายประกายเลือดรางๆ





เจียงหรานพาถังฮว่าอี้ออกจากพรรคชิงเหอ



เขาไม่ฆ่าฟ่านจี้อู่ มิใช่เพราะใจอ่อน



แต่เพราะนี่คือเรื่องระหว่างพรรคชิงเหอกับคหบดีถัง



เมื่อเขาออกหน้าแทนคหบดีถังบุกมาที่นี่ ก็มีเหตุผลรองรับ



ฟ่านจี้อู่ฉุดคร่าสตรี เขามาเพื่อช่วยเหลือ ย่อมเป็นธรรม



แม้ฟ่านอวี้โหมวจะกลับมาอย่างเกรี้ยวกราด ก็ไม่อาจใช้เหตุผลโต้แย้งได้



เช่นนั้น คหบดีถังย่อมสามารถใช้ชื่อเสียง และทรัพย์สินในเมืองชางโจวจัดการปิดเรื่องได้



เขาจึงไม่ต้องกลัวสิ่งใด แต่ก็ไม่คิดจะทำเกินเลย



หากเขาฆ่าล้างจริง แม้ไม่กล้ารับรองว่าจะฆ่าพรรคชิงเหอหมดสิ้น แต่รวมทั้งฟ่านจี้อู่ก็ย่อมหนีไม่พ้น



เช่นนั้นตระกูลถังจะผูกแค้นตายกับพรรคชิงเหอ ฟ่านอวี้โหมวสูญเสียบุตร ก็ไม่มีสิ่งใดเหนี่ยวรั้งได้



เรื่องย่อมบานปลาย



การที่เจียงหรานก่อเหตุครั้งนี้ ก็เพื่อชดเชย และช่วยอาจารย์



ไม่ใช่เพื่อดึงตระกูลถังไปสู่หายนะ



เขาไว้ชีวิตฟ่านจี้อู่ เพื่อเหลือหนทางให้คหบดีถัง



เพียงแต่…คนผู้นี้จิตใจสกปรก อีกทั้งยังเป็นคุณชายใหญ่ของพรรคชิงเหอ หากไว้ชีวิตไว้ วันหน้าคงสร้างปัญหาแน่



ดังนั้น เจียงหรานคิดว่าผ่านไปสองสามวัน จะลอบกลับเข้ามาอีก ครานี้ภายใต้ชื่อ ‘ศัตรูของฟ่านอวี้โหมว’ ลงมือฆ่าเขาเสีย แล้วทิ้งข้อความทำนอง ‘ฟ่านอวี้โหมว คนต่อไปคือเจ้า’



คิดดูแล้ว คงไม่มีผู้ใดรู้ว่าเป็นฝีมือเขาเป็นแน่



เพราะเขาแสดงชัดว่าแม้มีเหตุอันควรยังไม่ฆ่า แล้วจะไปฆ่าลับหลังเพื่ออะไร



ในใจคำนวณเช่นนี้ ก็รู้สึกว่าหญิงสาวข้างกายเอาแต่มองตน



เจียงหรานหันกลับไป ดวงตาสองคู่ประสานกัน



คราวนี้เพิ่งเห็นชัดว่านางเป็นสาวงาม



อายุเพียงสิบเจ็ดสิบแปด คิ้วโค้งราวภาพวาด พวงแก้มแดงปลั่ง ดวงหน้างามสะคราญ แม้ยังเยาว์ แต่แฝงเสน่ห์เย้ายวนในดวงตา



นางกะพริบตาใสแจ๋วมองเขา



“พี่เขยเจ้าคะ ที่แท้วรยุทธท่านร้ายกาจถึงเพียงนี้”



เจียงหรานหัวเราะออกมา กำลังจะบอกว่าเขามิใช่พี่เขยของนาง



แต่คำติดค้างในลำคอ ดวงตาพลันแข็งค้าง…



นี่มันไม่ชอบมาพากลแล้ว!




ตอนก่อน

จบบทที่ ลมปราณแปรเป็นหนึ่งสายสะท้านฟ้าดิน + ไม่ชอบมาพากล

ตอนถัดไป