ตาเฒ่ามารหัวขน! + เขาจะเชื่อหรือ
ตอนที่ 13 ตาเฒ่ามารหัวขน! + เขาจะเชื่อหรือ
คหบดีถังรออยู่ที่หน้าคฤหาสน์ เห็นตนแล้วเข้าใจไปเองว่าเป็นลูกเขย
เจอหน้าขึ้นมาก็เรียกลูกเขยๆ ท่าทีจริงจังนัก
แต่จากถ้อยคำของเขาก็พอฟังออก ว่าคู่ว่าที่พ่อตาลูกเขยคู่นี้ไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อน
ผิดตัวเช่นนี้ยังถือว่ามีเหตุผลอยู่
แต่บัดนี้…เหตุใดถังฮว่าอี้ก็เรียกตนว่าพี่เขยด้วยเล่า
หากมีคนหนึ่งจำผิด ยังพออธิบายได้ แต่สองคนพร้อมกันเข้าใจผิดเช่นนี้…มันช่างยากจะหาคำตอบ
คอเจียงหรานแข็งขืน หันมองถังฮว่าอี้
“เมื่อครู่ว่าอย่างไรนะ เจ้าเรียกข้าว่าอะไร”
“ก็พี่เขยน่ะสิ”
ถังฮว่าอี้ยิ้มพลางกล่าว
“ท่านสอนวิทยายุทธข้าหน่อยได้หรือไม่ เมื่อครู่ข้าได้ยินหมดแล้ว ทั้งพรรคชิงเหอมากมาย กลับไม่มีผู้ใดต้านท่านได้เลย! วรยุทธท่านฝึกมาอย่างไรหรือ”
เจียงหรานถึงกับมึนงง
“ข้า…ไม่ใช่ เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร ถึงเรียกข้าว่าพี่เขย”
“รู้สิ”
ถังฮว่าอี้พยักหน้าหงึกหงัก
“ท่านชื่อเจียงหราน อายุยี่สิบปี ชาญฉลาดเปี่ยมปัญญา หล่อเหลาสง่างาม ไม่เหมือนผู้ใด เมื่อยี่สิบปีก่อน อาจารย์ของท่านเก็บท่านจากหิมะแล้วเลี้ยงดูมา นับแต่นั้นพวกท่านก็อาศัยพึ่งพากัน”
“ท่านเรียนวิชาแพทย์ เรียนวิชากระบี่ เรียนกินดื่มเที่ยวหญิงเล่นพนัน หลอกลวงสารพัดจากอาจารย์ จริงสิ…ได้ยินมาว่าการเที่ยวโสเภณีท่านเรียนไม่สำเร็จ จริงหรือไม่”
“…”
เจียงหรานฟังนางร่ายชีวิตตนเองเป็นฉากๆ ถึงกับกัดฟันกรอดเกือบหัก
แต่ไหนแต่ไรมายังสงสัยอยู่เสมอ ว่าอาจารย์เฒ่าทำสิ่งใดกับตระกูลถัง
เหตุใดตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงดีเลิศเช่นนี้ ถึงได้กักตัวไว้ แถมถึงขั้นบอกว่าเกี่ยวข้องกับชีวิตคน
บัดนี้ชัดแล้ว คำว่าชีวิตและความตายอะไรนั่น ทั้งหมดก็เป็นเรื่องเหลวไหล!
ที่แท้ตาเฒ่านั่นใช้เป็นข้ออ้าง หลอกตนมาที่นี่เพื่อคลุมถุงชน
ไม่อย่างนั้น เหตุใดถังฮว่าอี้ถึงรู้เรื่องของตนละเอียดปานนี้
ใครเล่าจะบอกนาง ถ้าไม่ใช่เจ้าแก่นั่น
เจียงหรานฟังนางพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุด ดั่งนกน้อยส่งเสียงในพงไพร โทสะก็ยิ่งพลุ่งพล่าน
“จริงสิ ได้ยินมาว่าตอนท่านอายุสิบสี่ อาจารย์พาไปหอนางโลม…เอ๊ะๆๆ พี่เขย เดินช้าหน่อยสิ…”
ยังไม่ทันพูดจบ เจียงหรานก็หมดความอดทน
รีบดึงนางออกจากพรรคชิงเหอทันที
ลูกพรรคที่ยังเหลือ แม้ใจอยากหนี แต่ส่วนมากยังคงอยู่ที่เดิม
ต่างคิดกันว่า พอเจียงหรานพาถังฮว่าอี้ไป เรื่องก็คงสิ้นสุด
ตามหลักแล้วแม้พวกตนจะขี้ขลาดยามศึก แต่เผชิญหน้าคนเช่นนี้ จะทำอันใดได้อีก
บัดนี้ก็ภาวนาเพียงให้เพชฌฆาตผู้นี้ช่วยคนเสร็จแล้วรีบไปเสีย
แต่เสียงฝีเท้าย่างมาอีกครั้ง หันไปมอง เห็นเจียงหรานพลังอาฆาตพลุ่งพล่านยิ่งกว่าก่อนหน้า
เหล่าลูกพรรคมองหน้ากัน รู้สึกคราวนี้ตนพากันถึงคราวอวสาน
แต่เจียงหรานกลับไม่ชายตามองสักนิด เพียงนำถังฮว่าอี้มายังหน้าคฤหาสน์
คหบดีถังซักถามบุตรสาว พอแน่ใจว่าไม่เป็นอะไรก็โล่งใจ หันมามองเจียงหราน ยิ้มกว้าง
“ลูกเขยเอ๋ย เก่งนักหนา!”
มุมปากเจียงหรานกระตุก กัดฟันถาม
“แล้วเฒ่ามารหัวขนผู้นั้น ตอนนี้มันอยู่ไหน”
“เอ๊ะ”
คหบดีถังรีบส่ายหน้า
“ลูกเขยเอ๋ย คำนี้ไม่ถูกต้อง อาจารย์ของเจ้า จะเรียนขานว่าเป็นเฒ่ามารหัวขนได้อย่างไร เอาเถิด กลับเรือนก่อน แล้วค่อยว่ากัน”
เจียงหรานได้ฟัง ใบหน้ายิ่งขมึง
อะไรคืออาจารย์เล่า ที่ไหนจะมีอาจารย์เช่นนี้
ตนป่วยด้วยโรคร้ายใกล้ตายอยู่แล้ว เขากลับส่งจดหมายล่อลวงมา
มีอาจารย์เช่นนี้ด้วยหรือ
แต่ความโกรธนี้ยังลงกับคหบดีถังไม่ได้
ชัดเจนว่านี่เป็นฝีมือตาเฒ่านั่น คหบดีถังก็อาจเป็นเพียงเหยื่ออีกคน
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงถามขึ้น
“คหบดีถัง โปรดบอกความจริง เจ้าเฒ่ามารหัวขน…แค่ก อาจารย์ข้า เขาพูดอันใดกับท่านกันแน่ เรื่องแต่งงานนี้ มีที่มาอย่างไร”
“ข้ารู้ว่าเจ้าคงสับสน”
คหบดีถังหัวเราะตอบ
“เพียงแต่ที่นี่หน้าประตูพรรคชิงเหอ ไม่เหมาะจะพูดคุย”
เจียงหรานหันกลับไปมองพรรคชิงเหอ
เห็นลูกพรรคมากหน้าหลบๆ ซ่อนๆ แอบชะโงกมอง พอเขาหันไป พวกนั้นรีบหลบหัวดั่งกระต่ายเจอเสือ ทำราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
เจียงหรานถอนหายใจ
“ก็ได้ เช่นนั้นไปคฤหาสน์ตระกูลถังก่อน ค่อยว่ากัน”
“ดี”
คหบดีถังหัวเราะร่า
“กลับบ้านกัน”
พูดจบก็ก้าวนำถังฮว่าอี้ไปทันที
ถังฮว่าอี้ยังหันกลับมาโบกมือเรียก
“พี่เขย เร็วเข้าเถิด”
เจียงหรานมองตาม ถึงกับอึ้ง นางกระโดดโลดเต้น ไม่มีกิริยาคุณหนูในห้องหอแม้แต่น้อย
ซุนฝูโค้งกาย
“ท่านเขย เชิญเถิดขอรับ”
เจียงหรานแทบอยากหันหลังวิ่งหนีเสียเดี๋ยวนั้น…
แม้ตอนนี้จะไปก็ง่าย แต่ก็เป็นเหมือนชนักติดหลัง ไม่มีรู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่
ที่สำคัญ เจ้าเฒ่ามารหัวขนนั่นหายไปไหน ยังต้องหาคำตอบ
เขาหลอกตนมาขนาดนี้ หากไม่ลากออกมา ทุบตีให้หายแค้น คงยากระบายความโกรธในอก
ขณะที่คุมโทสะ พวกเขาจึงพากันกลับคฤหาสน์ถัง
หน้าประตูมีข้าทาสรออยู่แล้ว เพราะรู้ว่าพวกนายท่านไปพรรคชิงเหอช่วยคุณหนู เรื่องใหญ่หลวงนัก
เมื่อเห็นพวกเขากลับมา ก็รีบวิ่งไปแจ้งข่าว
พอเจียงหรานก้าวเข้าสู่ลาน ก็มีสตรีวัยกลางคนหลายคนออกมาต้อนรับ
ถังฮว่าอี้เห็นสตรีผู้หนึ่งหน้าตาสง่างาม ก็ตะโกนพลางวิ่งเข้าไปกอด
“ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้ว!”
“เจ้าไม่เป็นอะไรนะ”
สตรีนั้นลูบผมบุตรสาวด้วยความรักใคร่ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใย
“ไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ”
ถังฮว่าอี้ยิ้มกว้าง
“ท่านแม่ไม่รู้หรอกว่าพี่เขยน่ะเก่งเพียงใด คนเดียวถือกระบี่บุกเข้าพรรคชิงเหอ ฟันไม่เลือกเหมือนหั่นผัก ผลที่สุดทำเอาพวกมันขวัญกระเจิง ฟ่านจี้อู่ยังคุกเข่าให้ แต่พี่เขยข้าไม่ชายตามอง…ท่าทางนั้น เทียบกับวีรบุรุษในหนังสือยังเหนือกว่าอีก!”
“โอ๊ะ”
ถังฮูหยินฟังแล้วแสดงท่าทีแปลกใจ ก่อนจะหันไปมองคหบดีถัง เห็นเขาพยักหน้ายืนยัน จึงหันมามองเจียงหราน ยิ้มอ่อนโยน
“อาจารย์เจ้าเล่าไว้ไม่ผิดจริงๆ ช่างเป็นวีรบุรุษหนุ่ม คู่วาสนากับบุตรีเรา”
“…”
เจียงหรานรีบส่ายมือ
“มิกล้า มิกล้าฮูหยิน ที่แท้เรื่องนี้ต้องมีอะไรผิดพลาด ข้าจะพูดตรงๆ ใจข้ายังเต็มไปด้วยความสับสน”
“เจ้าเฒ่ามารหัวขน…อาจารย์ข้า เขาพูดอะไรกับพวกท่านกันแน่ อย่าได้ถูกเขาหลอก จนต้องเสียอนาคตบุตรสาวไปเลย”
“บัดนี้ข้าป่วยด้วยโรคร้ายใกล้ตาย หาได้คู่ควรกับคุณหนูตระกูลถังไม่ ขอคหบดีถัง และฮูหยินโปรดตรองดูให้ถี่ถ้วน!”
ตลอดทางกลับคฤหาสน์ตระกูลถัง เจียงหรานคิดเท่าไรก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ชอบมาพากล
คหบดีถังคือผู้มีชื่อเสียงในเมืองชางโจว ทรัพย์สมบัติมหาศาล กลับไม่มีบุตรชาย
คนทั้งเมืองมีเท่าไรที่อยากเป็นเขยสกุลถัง
ไม่ต้องเอ่ยถึงที่ห่างไกล เอาแค่วันนี้ เจียงหรานก็ยังสงสัยว่าที่ฟ่านจี้อู่ก่อเรื่องขึ้นมา ก็อาจเป็นเพราะหวังตำแหน่งนี้เช่นกัน
เหตุบังเอิญมากเกินไป…
จนเขาอดระแวงไม่ได้ว่าฟ่านจี้อู่ทำไปด้วยเจตนา
สกุลถังมีฐานะถึงเพียงนี้ เหตุใดต้องยกบุตรสาวให้กับคนแปลกหน้า
เจียงหรานครุ่นคิดไปมา สุดท้ายก็สรุปว่า ต้องเป็นเพราะเจ้าแก่นั่นแหละที่ทำกลอุบายอะไรบางอย่าง หลอกลวงคนทั้งตระกูลถัง…
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็เห็นว่ากล่าวอย่างตรงไปตรงมาน่าจะดีที่สุด
แต่พอเอ่ยปากออกมา กลับเห็นสีหน้าคหบดีถัง และคนในตระกูล ไม่ได้แสดงความประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย
ถังฮูหยินยิ่งแสดงแววสงสารในแววตา
“ลูกเอ๋ย เจ้าลำบากแล้ว”
เจียงหรานเบิกตากว้าง หรือว่าตาเฒ่านั่นกล้าเอาเรื่อง ‘เก้าตายหนึ่งรอด’ ของตนไปเล่าให้ฟังหมดแล้ว
“ลูกเขย เจ้าลองดูนี่ก่อนเถิด”
คหบดีถังเห็นความสับสนในแววตาเขา จึงหยิบจดหมายฉบับหนึ่งจากเอวออกมา
“นี่คือจดหมายที่อาจารย์เจ้าฝากไว้ให้ หลังจากส่งจดหมายเรียกเจ้าแล้ว เราก็คำนวณวันเวลา รู้ว่าใกล้ถึงกำหนดที่เจ้าจะมาถึง หลายวันมานี้ ข้าจึงคอยอยู่ที่หน้าประตูตลอดไม่เคยห่าง จดหมายฉบับนี้ก็ไม่กล้าคลาดสายตา”
“บัดนี้ ในที่สุดก็ได้มอบให้เจ้า ข้างในมีที่มาและความเป็นไปทั้งหมด อ่านแล้วเจ้าก็จะเข้าใจ โดยสรุปแล้ว เรื่องนี้จริงๆ คือพวกเราที่ผิดต่อตัวเจ้า…”
พูดจบ คหบดีถังถอนหายใจ หันกายจากไป
ถังฮูหยินกับคนอื่นๆ ก็มองเขาด้วยแววตาหลากความหมาย ก่อนจะแยกย้ายเช่นกัน
เจียงหรานถูกมองจนใจสั่น ขณะจะฉีกซองออก ก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยมา หันไปก็เห็นถังฮว่าอี้หน้าตายิ้มแย้มเบียดเข้ามา ยืนเขย่งชะโงกดูจดหมายในมือ
“พี่เขย ขอข้าดูด้วยคนสิ!”
“……”
เจียงหรานไม่รู้จะทำเช่นไรกับนางดี
ท้ายที่สุดถังฮูหยินจึงคว้าแขนนางดึงออกไป แล้วหันมาบอกเขา
“รีบเปิดอ่านเถิด”
เจียงหรานประนมมือเล็กน้อย จากนั้นจึงถอยไปที่มุมหนึ่ง ฉีกจดหมายออก
กระดาษหนาหนักทีเดียว เห็นชัดว่าตาเฒ่านั่นเขียนมาไม่น้อย
แต่เพียงประโยคแรก ก็ทำเอาเจียงหรานอึ้งไปทันที
“เจ้าหนู กล้าดีอย่างไร ลองเรียกข้าว่าเฒ่ามารหัวขนอีกครั้งดูสิ เจ้าเจอดีแน่!”
เขารีบกวาดตามองรอบตัว แน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้แอบยืนหัวเราะอยู่ใกล้ๆ จึงค่อยอ่านต่อ
แต่เนื้อความกลับยืดยาวไร้สาระ พร่ำสั่งสอนให้เคารพผู้หลักผู้ใหญ่ ร่ายยาวเรื่องเลี้ยงดูเขามาลำบากเพียงไร บ่นไปไม่สิ้นสุด
เจียงหรานจึงข้ามหน้ากระดาษพวกนั้นไป อ่านรวบแบบสิบบรรทัด จึงเจอสาระสำคัญ
เนื้อหากลับทำให้คิ้วเขาขมวดแน่นขึ้นเรื่อยๆ
ในจดหมายบอกว่า บุตรีคนโตของคหบดีถัง นามถังซือฉิง ป่วยด้วยโรคประหลาดตั้งแต่กำเนิด รักษาไม่หาย ต้องพึ่งยาต่ออายุทุกวัน
ยาที่ใช้ยิ่งล้ำค่า ราคามหาศาล แต่สำหรับตระกูลถังแล้วก็ไม่ถึงกับเป็นปัญหา
ทว่าความลำบากใจอยู่ตรงที่คหบดีถังไม่มีบุตรชาย
บุตรสาวทั้งสองย่อมต้องมีวันต้องแต่งออกไป
บุตรีคนรองยังดี มีนิสัยร่าเริงโลดโผน วันหนึ่งอาจหนีออกไปผจญยุทธภพก็เป็นได้
แต่บุตรีคนโตเล่า…จะยกให้ผู้ใดได้
ด้วยโรคเช่นนี้ ชายใดจะยอมรับ
ต่อให้มีผู้รับ ส่วนมากก็เพียงหวังสมบัติ เมื่อได้เงินมาแล้ว ใครจะใส่ใจชีวิตนางจริงๆ
คหบดีถังจึงกังวลมานานแล้ว
ถึงจะรับลูกเขยเข้าบ้าน แต่เมื่อวันหนึ่งเขาจากไป ก็ยากจะรับประกันได้ว่าบุตรีจะยังมีที่พึ่ง
ความรักของพ่อแม่ ย่อมคิดเผื่อลูกให้ไกลยิ่ง
จึงใคร่ครวญอยู่เนิ่นนาน เห็นว่าทางที่ดีที่สุดคือ หา “คนอายุสั้น” มาแต่งกับถังซือฉิง
สองคนหากมีบุตรได้ ก็จะเป็นการผูกมัดอนาคต
เมื่อชายผู้นั้นสิ้นลมหายใจ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครรังแกบุตรีในวันหน้า
คหบดีถังอายุห้าสิบกว่า ยังถือว่าแข็งแรง สามารถเลี้ยงดูหลานจนเติบใหญ่ ให้หลานสืบทอดทรัพย์สินครึ่งหนึ่งของตระกูล ดูแลมารดาต่อไป ทุกอย่างก็ราบรื่น
แต่ปัญหาคือ…จะไปหาคนเช่นนั้นจากที่ใด
คนทั่วไปตระกูลถังก็ไม่เห็นอยู่ในสายตา ส่วนคนที่เข้าตากลับหาใช่ว่าจะมีลักษณะอายุสั้น
ใช่จะเดินไปถามใครต่อใครว่า ‘เจ้าสนใจแต่งกับบุตรสาวข้าไหม มีลูกแล้วรีบตายไป’ ได้เสียที่ไหน!
วันเวลาผ่านไป ถังซือฉิงก็อายุมากขึ้นเกินวัยปักปิ่น ยิ่งมีคนมาขอแต่งมากขึ้น
คหบดีถังก็ยิ่งลำบากใจรับมือ
จนกระทั่งเฒ่าขี้เมาอาจารย์ของเขาปรากฏตัว
ในจดหมายไม่ได้อธิบายว่ารู้ได้อย่างไร
เพียงบอกว่าตรงไปเยือนถึงคฤหาสน์ตระกูลถัง
คหบดีถังเป็นคนซื่อตรง ถึงเห็นเขาไม่เอาถ่าน ก็มิได้รังเกียจ ให้การต้อนรับอย่างดี
ผลลัพธ์ก็คือ ตาเฒ่านั่นเอ่ยปากทันทีว่ามีศิษย์คนหนึ่ง มีโรค ‘เก้าตายหนึ่งรอด’ อายุไม่เกินยี่สิบปี ใจมีคุณธรรม ความรู้ลึกซึ้ง
สำคัญที่สุด รูปงามเหนือผู้คน!
คหบดีถังได้ฟังก็ใจสั่น
หาคน ‘อายุสั้น’ ว่ายากแล้ว จะหาคนทั้งงามทั้งมีปัญญาเช่นนั้นยิ่งยากกว่า
และโรคนี้ก็ไม่ถ่ายทอด หากบุตรีมีบุตรกับเขา เด็กคนนั้นย่อมเป็นดั่งมังกรน้อยในหมู่คน
สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าตาเฒ่านั่นใช้ถ้อยคำอย่างไร คหบดีถังถึงเชื่อ และตกลงปลงใจทันที
บวกกับโรคร้าย ‘เก้าตายหนึ่งรอด’ ของเขาก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก เจียงหรานตอนนี้ก็อายุยี่สิบแล้ว
ใครจะรู้ว่าจะอยู่ได้อีกกี่วัน
ไปเชิญตอนนั้นคงไม่ทัน หากพูดตรงไปตรงมา เขาก็ไม่ยอมมาหรอก
เฒ่าขี้เมาจึงยกพู่กัน เขียนจดหมายอ้างว่าขอความช่วยเหลือ
ทุกสิ่งจึงเริ่มขึ้นตั้งแต่นั้น
เจียงหรานอ่านมาถึงตรงนี้ ร่างกายทั้งร้อนทั้งอึดอัด
ถูกคนอื่นกำหนดชะตาชีวิตแทนเช่นนี้ มันช่างน่าขัดเคืองใจนัก
แต่พออ่านต่อ ก็เจอถ้อยคำจริงใจอยู่บ้าง
“ศิษย์ข้า เจ้าก็อายุไม่น้อยแล้ว กำลังจะถึงคราวสิ้นอายุขัย อาจารย์ไร้ความสามารถ เจ้าติดตามข้า ลำบากมาเนิ่นนาน ถึงวาระสุดท้าย ข้าก็ไม่มีสิ่งใดทำเพื่อเจ้าได้อีก”
“ทำได้เพียงหาภรรยาคนงามให้ ให้เจ้ามีชีวิตสุขสบายอยู่บ้าง หากเจ้ามีเรี่ยวแรง ในช่วงนี้ก็พยายามเถิด ไม่แน่ว่าอาจทิ้งทายาทไว้ได้ เช่นนั้น อย่างน้อยก็ไม่เสียทีที่ได้มามนุษยโลก”
อ่านถึงตรงนี้ เจียงหรานก็ใจอ่อนลงเล็กน้อย
ตาเฒ่าก็ยังคิดเผื่อตนอยู่บ้าง
เพียงแต่เขาไม่รู้ว่า เจียงหรานบัดนี้ปลุกระบบขึ้นแล้ว ทั่วทั้งยุทธภพล้วนคือยาอายุวัฒนะของตน
การแต่งงานเช่นนี้ จึงไม่อาจนับได้
คิดดังนั้น เขาจึงยกมือนวดหัว ครุ่นคิดว่าจะพูดกับคหบดีถังอย่างไรดี
โดยไม่รู้เลยว่า ขณะเขากำลังคิดหนักนั้น
ชั้นบนของเรือนแห่งหนึ่งในคฤหาสน์ตระกูลถัง มีหน้าต่างเปิดแง้มออกเล็กน้อย
ตาคู่หนึ่งแอบมองลอดออกมา จับจ้องเขาเงียบงัน
เสียงแผ่วเบาคล้ายกระซิบลอดออกมา
“เจ้าว่า…เขาจะเชื่อหรือไม่”