ถังฮว่าอี้ + ความฝันใต้แสงจันทร์
ตอนที่ 14 ถังฮว่าอี้ + ความฝันใต้แสงจันทร์
จดหมายช่วงท้าย ล้วนเป็นถ้อยคำที่เจ้าเหล้าเก่าเอาไว้สรรเสริญคุณหนูใหญ่ตระกูลถัง
ทั้งว่างามประหนึ่งเทพธิดาชั้นฟ้า กิริยาเรียบร้อย อ่อนโยน มีคุณธรรมงดงาม วนเวียนใช้คำเหล่านี้ไม่หยุด
จนเจียงหรานอ่านจบทั้งฉบับ ก็ยังไม่เห็นอาจารย์เฒ่าบอกเบาะแสว่าตนหายไปไหน
เขาขมวดคิ้วเบาๆ เก็บจดหมาย แล้วลุกขึ้น หันไปก็เห็นซุนฝูยืนอยู่ตรงระเบียง
เห็นเขาลุกขึ้น ซุนฝูก็ก้าวเร็วเข้ามา
“ท่านเขย นายท่านรออยู่ที่โถงใหญ่ขอรับ”
เจียงหรานอยากอธิบายว่า ตนมิใช่ท่านเขย…
แต่คิดว่าพูดไปก็เปล่าประโยชน์กับซุนฝู จึงพยักหน้าเบาๆ
“นำทางเถอะ”
ซุนฝูค้อมกาย แล้วพาเขาเดินเข้าไป
ด้านหน้าโถงใหญ่ คหบดีถังยืนกอดมือไพล่หลัง เดินวนไปมา สีหน้าขมุกขมัว
ถังฮว่าอี้นั่งอยู่บนขั้นบันได เท้าคางมองบิดาเดินไปมา ไม่นานก็หาวจนตาจะปิด
กำลังจะอ้าปากหาวอีกที ก็เห็นเจียงหรานเดินมา รีบเด้งตัวขึ้น
“พี่เขย!!”
เจียงหรานขนลุกซู่ แอบเหลือบตามองแล้วถอนใจ
“อย่าเรียกผิดๆ …นี่มันอาจารย์ข้าที่ก่อเรื่องขึ้น เรื่องนี้…”
เขามองไปทางคหบดีถัง
เห็นสายตาเต็มไปด้วยความคาดหวังของอีกฝ่าย คำพูดข้างหลังก็พูดไม่ออก
“อ่านจบแล้วหรือ”
คหบดีถังเห็นเขาไม่พูด จึงถามขึ้น
เจียงหรานพยักหน้าช้าๆ
“อ่านแล้ว…”
“อย่าโทษอาจารย์เจ้า หากจะโทษก็มาโทษข้าเถิด”
คหบดีถังสบตาเขา รู้ว่าใจเขาย่อมอึดอัด
แม้ตามธรรมเนียมการแต่งงาน พ่อแม่ และแม่สื่อเป็นผู้กำหนด
แต่คหบดีถังมิใช่เพียงเศรษฐีทั่วไป เจียงหรานก็หาใช่คนธรรมดา เรื่องนี้จึงไม่อาจเทียบได้
เขาเดินเข้ามาตบไหล่เบาๆ
“สุดท้าย เรื่องนี้จะตัดสินอย่างไร ก็อยู่ที่เจ้า หากเจ้าไม่เต็มใจ ก็ได้แต่โทษว่าซือฉิงโชคร้าย พวกเราจะไม่ว่ากล่าวเจ้า เอาล่ะ ไม่พูดต่อแล้ว เจ้าคงเหนื่อย เดินทางมาไกล แล้วยังไปพรรคชิงเหออีก”
“กินข้าวก่อนเถอะ จากนั้นพักผ่อนให้สบาย อย่าคิดมากนัก…พรุ่งนี้พบซือฉิงก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ”
คหบดีถังเหมือนไม่อยากกดดันเขา พูดจบก็หันหลังจะไป
เจียงหรานรีบถาม
“คหบดีถัง แล้วอาจารย์ข้าอยู่ที่ใด”
“ครึ่งเดือนก่อน อาจารย์เจ้าได้จากไปแล้ว เขาเป็นดั่งมังกรลึกลับ ไปก็ไม่ล่ำลา หากเจ้าอยากรู้ ข้าจะให้คนออกไปสืบดู”
เจียงหรานขมวดคิ้ว ไม่ถึงกับแปลกใจ
ถ้าเจ้าเฒ่ามารหัวขนยังอยู่ ก็คงไม่ต้องทิ้งจดหมายไว้แล้ว พูดกันตรงๆ ไปเลยง่ายกว่า…
แน่นอน ก็อาจเพราะรู้ว่าจะโดนซ้อม เลยเผ่นไปก่อนก็เป็นได้
สุดท้ายเจียงหรานโค้งมือ
“รบกวนคหบดีถังด้วย”
“เรื่องเล็กน้อย”
คหบดีถังสะบัดแขนเสื้อ หันหลังจากไป
เหลือเพียงถังฮว่าอี้คว้าแขนเสื้อเจียงหราน พาเข้าโถง
เจียงหรานรีบดึงแขนกลับ
“คุณหนูถัง จับโน่นนี่ไม่สมควร…”
เขามิใช่ว่าจะเคร่งขนาดนั้น เพียงอยู่ในบ้านตระกูลถังแล้วรู้สึกแปลกไปหมด จึงยิ่งระแวง
“พี่เขย เหตุใดท่านก็เหมือนพวกเขา ชอบสั่งสอนข้า”
ถังฮว่าอี้ยู่ปาก น้อยใจนิดๆ
เวลานางหัวเราะมักมีแววเย้ายวน แต่ตอนงอนกลับน่ารักไปอีกแบบ
เจียงหรานถึงกับหลุดยิ้ม
“ก็เพราะเจ้าซนสิ”
พูดออกมาแล้ว เขาก็ชะงัก
นี่เพิ่งเจอกันครั้งที่สองแท้ๆ ไฉนพูดได้สนิทเหมือนรู้จักกันมานาน
ไร้ช่องว่างใดๆ ทั้งสิ้น
ถังฮว่าอี้ค้อนใส่
“ซนอะไรกันเล่า! ข้านี่แหละมีปณิธาน มีความมุ่งมั่น มีความอดทน…มีความฝันอันยิ่งใหญ่ต่างหาก!”
“จ้าๆ…”
เจียงหรานไม่อยากเถียงต่อ
จึงปล่อยให้นางพาเข้ามาในโถง กดให้นั่งเก้าอี้
ถังฮว่าอี้ก็นั่งเคียงข้าง เอียงคอมองเขา
เจียงหรานรู้สึกกระอักกระอ่วน
“นี่มีเพียงเราสองคน”
“ใช่สิ แต่ยังมีบ่าว หากท่านต้องการ ข้าสั่งให้ไล่ไปหมดก็ได้ จะเหลือเพียงเราสองคน ท่านจะทำอะไรก็ได้”
คำพูดของถังฮว่าอี้ทำให้เขาตีหน้าเข้ม
“พูดจาเหลวไหล”
“ฮิฮิ ไม่ล้อเล่นแล้ว พ่อแม่รู้สึกผิดกับท่าน ไม่รู้จะคุยเช่นไร อีกทั้งท่านคงสับสน จึงปล่อยให้ข้าอยู่เป็นเพื่อน รอสักพักค่อยพาไปพักผ่อน…”
นางพูดไปก็หัวเราะ
“เมื่อครู่ท่านใจเต้นสักนิดหรือไม่”
“…ไม่”
“โกหก”
ถังฮว่าอี้เชิดหน้า
“ท่านแม่ยังบอกว่าข้างาม แล้วท่านเป็นบุรุษ จะไม่หวั่นไหวได้อย่างไร”
เจียงหรานถึงกับจนใจ ไม่เข้าใจความคิดนางเลย
ที่จริงเรื่องพี่เขยยังไม่ตัดสินใจแท้ๆ ต่อให้เป็นจริง ก็ไม่ควรพูดเล่นแบบนี้
แต่ยิ่งแปลกก็คือ ถึงอย่างไร เขาก็ไม่รู้สึกรำคาญนางเลย
ลังเลครู่หนึ่ง เขาถามเบาๆ
“เรื่องของข้ากับพี่สาวเจ้า…นางรู้หรือไม่”
“รู้สิ”
ถังฮว่าอี้ตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“แล้วนางไม่ว่าอะไรหรือ”
“ไม่เลย”
นางยิ้ม
“นางรอวันนี้มานานแล้ว”
“นานแล้ว”
เจียงหรานชะงัก
ถังฮว่าอี้พยักหน้า
“ร่างกายนาง นางรู้ดี ว่าสักวันย่อมเป็นเช่นนี้ วิธีของท่านพ่อ แม้จะดูประหลาด แต่แท้จริงแล้ว…คือวิธีที่รอบคอบที่สุด เมื่อท่านกับพี่สาวมีบุตร ไม่ว่าชายหรือหญิง ก็จะเป็นทายาทตระกูลถัง เพียงเท่านี้ ก็สามารถปกป้องนางได้”
พูดจบ นางมองเขาอีกครั้ง
“พี่เขย ท่านหล่อจริงๆ เหมาะกับพี่สาวข้า…แต่ท่านรู้หรือไม่ พี่สาวข้ายิ่งงามกว่านี้! งามประดุจนางฟ้า บนโลกนี้ไม่มีผู้ใดเทียมได้”
“ท่านอาจอยากถอนหมั้นเพราะคิดว่าไม่ใช่สิ่งที่ท่านเลือกเอง แต่ข้ากล้ารับประกันเลยว่าเมื่อท่านได้เห็นนางแล้ว ท่านจะไม่ยอมปล่อยแน่”
“โอ้”
เจียงหรานเลิกคิ้ว
“ถึงเพียงนั้นเลยรึ”
“ใช่!”
ถังฮว่าอี้พยักหน้าหนักแน่น
“เพราะงั้น หากพี่สาวข้างามถึงเพียงนั้น ท่านอย่าถอนหมั้นเลยได้มั้ย นาง…ชะตาน่าสงสารนัก”
เจียงหรานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า หากได้ภรรยางามเช่นนี้ ก็นับว่าดีไม่น้อย
แต่เพียงคิดแวบเดียว เขาก็ขมวดคิ้วทันที
เพราะรู้สึกว่า…เรื่องนี้ มันไม่ชอบมาพากลเอาเสียเลย!
ตรงไหนกันที่ไม่ถูกต้อง!
เจียงหรานครุ่นคิดอย่างละเอียด แต่ก็หาจุดผิดปกติไม่เจอ ราวกับทุกสิ่งสมเหตุสมผล
ใครบ้างไม่อยากมีภรรยางดงามเล่า
แล้วมันผิดตรงไหนกัน
เขาขมวดคิ้ว เบ่งกำลังภายใน 60 ปีที่หล่อเลี้ยงกาย ตรวจสอบทั่วร่าง
แต่กลับไม่พบสิ่งผิดปกติ แม้แต่น้อย ลมปราณไหลเวียนสะดวก เงยหน้าขึ้นก็เห็นถังฮว่าอี้เท้าคาง มองเขาเงียบๆ เมื่อสบตากัน นางก็เอ่ยเสียงเบา
“ที่จริง ท่านลำบากใจ… พวกเราต่างรู้ดี เก้าตายหนึ่งรอดเป็นโรคแต่กำเนิด แทบไร้หนทางรักษา ดังนั้น วันคืนที่เหลืออยู่ ท่านก็อยู่กับพี่สาวข้าเถอะ”
เจียงหรานพลันเผลอพยักหน้า แต่รีบส่ายหัว
“ความคิดของคหบดีถัง ข้ารู้แล้ว เพียงแต่ ข้าไม่อาจทำตามได้… โรคร้ายนี้ แม้ยากรักษา แต่ข้ามีหนทางแล้ว”
“มีหนทาง”
ถังฮว่าอี้ตะลึง “ท่านมีได้อย่างไร”
“……”
เจียงหรานขมวดคิ้ว คำที่ควรเอ่ยกลับกลืนลงไป สุดท้ายเพียงมองนาง
“อย่างไรเสีย ข้าก็ไม่ตาย… นี่ไม่ตรงกับที่คหบดีถังหวังไว้ ยิ่งกว่านั้น ข้าไม่อาจสัญญาว่าจะอยู่เฝ้าเตียง ดูแลพี่สาวเจ้าได้ตลอดชีวิต หากจากไป ก็คือไม่ซื่อสัตย์ต่อนาง หากอยู่ ก็ไม่ซื่อต่อตัวเอง ดังนั้น…เรื่องนี้ ข้าขอปฏิเสธ”
ถังฮว่าอี้ฟังแล้วเหม่อลอย มองเขาอย่างพิจารณา เห็นว่าไม่ได้ล้อเล่น จึงพร่ำพึมพำพยักหน้าช้าๆ
“พี่เขย…กินข้าวเถอะ”
“อืม”
เจียงหรานรับคำ
หลังจากนั้นถังฮว่าอี้ไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก เพียงนั่งเคียงข้าง คอยตักกับใส่ถ้วยให้
จนมื้ออาหารสิ้นสุด นางก็ส่งเขาไปพักผ่อน
ห้องพักถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อย เป็นเรือนเล็กแยกต่างหาก
มีสาวใช้ยืนรอเงียบๆ สองข้าง
ถังฮว่าอี้ส่งเขาถึงห้องแล้วจึงลากลับไป
ครานี้เจียงหรานถึงได้ถอนหายใจยาว รู้สึกเหนื่อยล้าอย่างบอกไม่ถูก
แต่ไม่รู้ความเหนื่อยนี้มาจากไหน… ความคิดในหัวพันกันยุ่ง ทั้งเรื่องอาจารย์ ทั้งคหบดีถัง คิดไปคิดมา…ก็เผลอหลับไป
ในความพร่ามัว เหมือนเขากำลังฝัน
ในฝัน มีเสียงพิณดังขึ้น
ท่วงทำนองอ่อนหวาน ชวนให้เขาก้าวไปที่หน้าต่าง
ใต้แสงจันทร์เต็มดวง เรือนเล็กทั้งหลังถูกรายล้อมด้วยม่านหมอกขาวบาง
ใต้ต้นไม้ใหญ่ในลาน มีสตรีชุดขาวนั่งดีดพิณอยู่บนแท่นหิน
เสียงพิณกังวานจากตรงนั้น
ภาพตรงหน้าช่างงดงาม จนดูไม่สมจริง
ราวภาพเขียน ที่บังเอิญตกสู่โลกมนุษย์
เจียงหรานเดินออกไปเบื้องหน้า
สตรีนั้นสวมผ้าคลุมหน้าขาวบาง ปิดครึ่งใบหน้า เหลือเพียงดวงตาคู่งาม
เป็นดวงตาที่เขาไม่เคยพบมาก่อน สดใส ชัดเจน ราวดวงดาวส่องประกายในเวหา
เพียงสบตา ก็เหมือนอ่านได้ถึงทุกอารมณ์ที่นางซ่อนอยู่
ทันใดนั้น ลมพัดผ่านมา พรากผ้าคลุมออกไป
เผยให้เห็นโฉมงามเหนือพรรณนา
เจียงหรานไม่รู้จะใช้คำใดบรรยาย เพราะทุกคำชมล้วนหมิ่นเกียรติความงามนั้น
หากไม่ใช่ความฝัน โลกนี้จะมีหญิงเช่นนี้ได้อย่างไร
แต่ถึงจะเป็นฝัน ก็มิควรฝันถึงโฉมงามเพียงนี้เช่นกัน!
เขาเริ่มสงสัยอยู่ในใจ
ฝ่ายหญิงเบิกตากว้าง พลางอุทาน แต่ยังไม่ทันจบเสียงก็กลายเป็นอาการไอเบาๆ
นางพยายามกลั้นเสียง ราวกลัวจะรบกวนเขา
จนใบหน้าขาวนวลแดงระเรื่อ ถึงได้หยุดลง
“แม่นาง…เป็นอะไรหรือไม่”
เจียงหรานยืนเก้ๆ กังๆ ไม่รู้ควรทำอย่างไร
จนเสียงไอสิ้นลง เขาจึงเอ่ยเบาๆ
“ข้า…ไม่เป็นไร เพียงทำให้สามีหัวร่อแล้ว”
“สามี…”
เจียงหรานชะงัก คำพูดของถังฮว่าอี้ลอยขึ้นมา
พี่สาวข้างามกว่านี้!
นางงามประหนึ่งเทพธิดา โลกนี้ไม่มีผู้ใดเปรียบได้
“เจ้าคือถังซือฉิง”
เจียงหรานตกตะลึง…นี่หรือว่าที่ภรรยาที่ตาเฒ่านั่นกล่าวถึง
ถังซือฉิงค่อยๆ ลุกขึ้น ก้มคำนับ
“ซือฉิง…ขอคารวะสามี”
“เจ้าร่างกายอ่อนแอ เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่”
เจียงหรานค้อมมือ ถือเป็นการตอบคำนับ แม้จะรู้สึกขบขันเล็กน้อย ในเมื่อเป็นความฝัน ยังจะเกรงพิธีไปทำไม
เขาคิดได้ดังนั้นจึงพูด
“นั่งเถอะ”
“กลางวันได้ยินว่าสามีมาแล้ว อยากพบตั้งแต่แรก เพียงแต่ร่างกายไม่เอื้ออำนวย”
ถังซือฉิงยิ้มเบาบาง เพียงยกมุมปากก็ชวนให้ใจสั่น
เจียงหรานรีบหายใจลึก กว่าจะดึงสติกลับมา
นางพูดต่อ
“จนค่ำถึงรู้สึกดีขึ้นบ้าง จึงมาเพื่อพบท่าน… แต่พอมาถึง ท่านกำลังพักผ่อน ข้าไม่กล้ารบกวน ได้แต่นั่งรออยู่ตรงนี้”
“ร่างกายเจ้าอ่อนแอ จะนั่งข้างนอกได้อย่างไร”
เจียงหรานขมวดคิ้ว
“ไม่เป็นไร”
นางหัวเราะ
“อย่างไรก็ต้องพบท่านสักครั้ง”
จากนั้นเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แต่รีบก้มลงอีกครั้ง ก่อนรินน้ำชาให้หนึ่งถ้วย
“สามี ดื่มชาสักหน่อย”
เจียงหรานรู้สึกผิดแปลก แต่หาสาเหตุไม่เจอ
ก้มมองถ้วยชา เงยดูถังซือฉิงอีกครั้ง เห็นดวงตานางส่องประกายราวมหาสมุทรแห่งดารา
เพียงคำพูดเบาๆ
“สามี ท่านหลับมาตลอด ย่อมกระหาย ดื่มชาสักนิดเถิด”
เจียงหรานส่ายศีรษะ แต่สุดท้ายก็ยกถ้วยดื่ม
“อืม…ชาดี”
สิ้นคำ ภาพตรงหน้าก็แตกสลายพร่างพรู
หลังจากนั้นเหมือนทั้งจริงทั้งลวง เสียงนางยังดังอยู่ แต่จับใจความไม่ได้
เพียงเห็นถังซือฉิงเดินเข้ามาหา…
แล้วทุกอย่างก็เลือนหายไป
เมื่อฝันจบ เขาลืมตาขึ้น
พบว่าตนยังนอนอยู่ในห้องที่ถังฮว่าอี้พามา
แต่ในห้อง…กลับอวลด้วยกลิ่นดอกกล้วยไม้จางๆ