คัมภีร์จิตเที่ยงธรรมแห่งฟ้าดิน + คุณชายช่างหลักแหลม

ตอนที่ 17 คัมภีร์จิตเที่ยงธรรมแห่งฟ้าดิน + คุณชายช่างหลักแหลม



ทันทีที่เลือกรับรางวัล สายพลังอ่อนโยนดุจสายลมเสมือนธารน้ำใสก็พลันบังเกิดขึ้นในกาย



พลังนี้มิได้หนักแน่นรุนแรง แต่กลับบริสุทธิ์ดุจสายน้ำชำระโลกีย์ เพียงพริบตาเดียว เจียงหรานรู้สึกว่าร่างกายทั้งมวลถูกชำระล้าง จิตใจพลันกระจ่างใสประหนึ่งแสงสว่างจากสวรรค์



“นี่มัน…”



เขาอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนที่บทคัมภีร์ลึกลับจะผุดขึ้นในห้วงสมอง



เนื้อหากล่าวถึง เต๋าให้กำเนิดหนึ่ง หนึ่งให้กำเนิดสอง สองให้กำเนิดสาม สามให้กำเนิดสรรพสิ่ง ความหมุนเวียนแห่งสรรพสิ่ง การผสานฟ้าดิน และการหมุนของหยินหยาง



เจียงหรานหลับตาลงโดยไม่รู้ตัว ปล่อยให้ลมปราณหมุนเวียนไปตามเคล็ดวิชาที่ปรากฏในใจ



พลันรู้สึกได้ว่า ลมปราณจากเบื้องล่างไหลสู่กระดูกสันหลัง ผ่านจุดสำคัญด้านหลังลำตัวไล่ขึ้นสู่ศีรษะ ก่อนทะลวงจุดกลางกระหม่อมที่เชื่อมต่อกับท้องฟ้า



เส้นทางเช่นนี้คือ การหมุนเวียนของเส้นลมปราณใหญ่สองสาย ที่ผู้ฝึกยุทธใฝ่ฝัน หากทะลวงได้ ย่อมเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต



โชคดีที่เจียงหรานมีกำลังภายในสั่งสมถึง 60 ปี อีกทั้งเคยทะลวงเส้นลมปราณหลักมาแล้วจากการฝึกเก่า ครานี้จึงมิได้ติดขัดเลยแม้แต่น้อย



เมื่อพลังพุ่งขึ้นสู่กระหม่อม สมองก็แจ่มชัดประหนึ่งสว่างไสว พลังหมุนเวียนครบหนึ่งรอบ ก่อนไหลย้อนกลับเข้าสู่จุดตันเถียนที่หน้าท้อง กลายเป็นวัฏจักรสมบูรณ์ที่เรียกว่า เส้นลมปราณเล็ก (การหมุนเวียนรอบสั้น )



เจียงหรานมิได้หยุด กลับปล่อยให้พลังหมุนวนต่อเนื่อง รอบที่สอง รอบที่สาม



ทันใดนั้น ลมปราณรอบกายพลันพัดพาเสื้อผ้า และเส้นผมให้ลอยพลิ้ว ร่างกายเขาสงบนิ่ง เข้าสู่ภาวะสมาธิสูงสุด มือสองข้างขยับไปตามพลังภายใน กระทั่งสามารถส่งแรงกดดันออกไปรอบกายเป็นคลื่นพลังกล้าแข็ง



เมื่อพลังตบะลึกล้ำขึ้น ร่างกายเขาถูกยกขึ้นจากเตียงครึ่งฉื่อ ลอยขึ้นลงตามการควบคุมของลมปราณ



ครู่ใหญ่ เหงื่อผุดเต็มหน้าผาก ความยากลำบากเริ่มปรากฏ เขาจึงแยกฝ่ามือกดลง ร่างกายค่อยลดต่ำ กระทั่งกลับสู่เตียงอีกครั้ง



เมื่อเปลือกตาเปิดขึ้น เขาพ่นลมหายใจออกมาเป็นสายพลังเฉียบคมประหนึ่งคมกระบี่ สองสายหมุนเกลียวกระแทกผนังจนเกิดรอยบุ๋ม



เจียงหรานตะลึง “เพียงหายใจขับพิษออก ก็ยังมีอานุภาพถึงเพียงนี้… คัมภีร์จิตเที่ยงธรรมแห่งฟ้าดิน ช่างร้ายกาจนัก!”



หลังการฝึกฝนครั้งนี้ กำลังภายในกว่าหกสิบปีที่สั่งสม กลายเป็นปราณฟ้าดินทั้งสิ้น



เมื่อไหลเวียนภายใน รู้สึกใสสะอาดราวธารน้ำในหุบเขา แต่เมื่อระเบิดออกภายนอกกลับรุนแรงมหาศาล หยินหยางผสานกำลัง อานุภาพทวีคูณ



หากเปรียบเทียบอย่างชัดเจน แต่ก่อนเมื่อใช้เคล็ดวิชาเก่า พลังหนึ่งส่วนกลับออกมาไม่ถึงหนึ่งส่วนเต็ม ทว่าเมื่อใช้วิชานี้ พลังหนึ่งส่วนกลับแปรเป็นสองถึงสามส่วน!



เจียงหรานอดยินดีมิได้



“ที่แท้สิ่งที่เรียกว่าคัมภีร์จิตเที่ยงธรรมแห่งฟ้าดินขั้นสอง มิใช่เพียงบทลับ แต่คือทั้งคัมภีร์พร้อมพลังตบะขั้นสองติดมาด้วย กล่าวคือ ข้าได้กำลังภายในเพิ่มอีกเกือบสิบปี…”



“แม้เช่นนั้น ข้าก็ยังฝึกได้เพียงขั้นเจ็ดเท่านั้น ห่างไกลจากเก้าขั้นสูงสุด… วิชานี้เป็นอันใดกันแน่”



เขาไม่เคยได้ยินชื่อเคล็ดวิชานี้มาก่อน จึงได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ



เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงอรุณส่องมาแล้ว เขาเพิ่งเสร็จสิ้นการฝึกตลอดทั้งคืน แต่กลับสดชื่นเปี่ยมพลังยิ่งกว่าเดิม



เจียงหรานสะพายห่อผ้าออกจากห้อง ลงไปยังโถงโรงเตี๊ยม



ระหว่างทางเดินผ่านโต๊ะหนึ่ง มีบุรุษชุดดำแสร้งกระแอมเสียงเย็นใส่ เขาเหลือบตามอง เห็นชายหน้าธรรมดา ผิวเหลืองซีด มีกระบี่วางบนโต๊ะ



ชายผู้นั้นเงยหน้าขึ้นสบตา ตวาด “มองอะไร!”



เจียงหรานเพียงยิ้มบางๆ ไม่คิดใส่ใจ นั่งลงสั่งโจ๊กกับหมั่นโถว กินอย่างไม่สนใจ



เมื่อกินเสร็จ เขาไปยังที่หน้าป้ายประกาศ ดูรายชื่ออาชญากรที่ถูกหมายหัว แต่ไม่ฉีกป้ายใดออก เพราะระบบมีวิธีมอบภารกิจอยู่แล้ว อีกทั้งหากมีเรื่องอาจารย์ด่วน ก็จะไม่ถูกพันธนาการด้วยภารกิจอื่น



แต่ไม่นาน ชายชุดดำเมื่อครู่ก็ตามมาที่ป้าย กวาดตาดูแล้วฉีกป้ายทุกแผ่นติดมือไป ก่อนสะพายกระบี่เดินจากไปอย่างลอยชาย



เจียงหรานยืนอึ้ง “...”



เจียงหรานได้แต่งุนงงกับเสียง ‘ฮึ่ม’ ที่ชายแปลกหน้าทิ้งไว้ มองตามแผ่นหลังนั้นลับไปจึงอดพึมพำไม่ได้ว่า



“คนเช่นนี้แปดส่วนแล้วคงเป็นบ้า”



เขาไม่เคยมีศัตรูหรือแม้แต่รู้จักกับชายผู้นั้น แต่กลับทำท่าราวกับไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา เห็นอีกฝ่ายฉีกป้ายค่าหัวไปหมด ก็คงเป็นนักล่าค่าหัวเหมือนกัน เจียงหรานจึงไม่แปลกใจ แต่ก็ไม่มีความรู้สึกดีนักกับคนประเภทที่แย่งงานผู้อื่นไป



คิดดังนั้นก็เลิกใส่ใจ เดินออกห่างจากป้ายประกาศ มุ่งหน้าไปยังอีกแห่งหนึ่ง คฤหาสน์ตระกูลถง



ว่ากันว่าตระกูลถงนี้ไม่ใช่เศรษฐีตระกูลดังเช่นตระกูลถัง แต่เจ้าบ้าน ถงวั่นหลี่ กลับมีชื่อเสียงสะท้านยุทธภพ ฉายาฝ่ามือพสุธา เพราะสืบทอดวิชาฝ่ามือพสุธาหมื่นแปรอันลึกล้ำ เพียงแผ่ฝ่ามือก็ราวกับฟ้าดินกลับกลายเป็นตาข่ายสวรรค์ สัตว์นรกเทพเซียนก็ยากหนีพ้น



แม้คำร่ำลืออาจเกินจริง แต่เมื่อเลื่องชื่อติดหูเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่บุคคลสามัญธรรมดา



ที่เจียงหรานมานี้ ไม่ใช่เพราะฝ่ามือพสุธา แต่เพราะตระกูลถงเป็นตระกูลเก่าแก่ที่สานสัมพันธ์กับตระกูลเยี่ย เมื่อคราวแยกกับเยี่ยจิงซวง เขาจึงไปสอบถามจากอาลักษณ์หลิว รู้ทันทีว่าสองตระกูลเป็นสหายกัน



ครานี้ตั้งใจมาพบเพื่อดูว่านางปลอดภัยหรือไม่



ไม่คาดคิด พอเรียกที่หน้าประตูออกมา พบเพียงพ่อบ้านชราผู้หนึ่ง ฟังเรื่องราวแล้วก็ทำสีหน้าลำบากใจ



“คุณชายมาผิดเวลาแล้ว นายท่านของข้าพึ่งออกเดินทางเมื่อวาน และคุณหนูใหญ่เยี่ยก็ร่วมติดตามไปด้วย”



เจียงหรานขมวดคิ้ว “พอจะบอกได้หรือไม่ว่ามุ่งหน้าไปที่ใด”



พ่อบ้านครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนตอบ “เหมือนจะมุ่งหน้าไปเขาเฟิงหงขอรับ”



เขาเฟิงหง…ตระกูลเยี่ยอย่อมอยู่ที่นั่น เจียงหรานพยักหน้า ถอนหายใจแล้วลาพ่อบ้านกลับ พลางคิดว่า ถงวั่นหลี่พาเยี่ยจิงซวงไปที่นั่น ย่อมเป็นเพราะเหตุแห่งการล้างตระกูลเยี่ยแน่นอน ไม่คาดว่าเรื่องจะลงมือเร็วถึงเพียงนี้



“น่าเสียดาย หากมิใช่ติดค้างข่าวคราวของอาจารย์ ข้าคงตามไปได้ หากโชคดีอาจคว้ายาอายุวัฒนะได้สักเม็ด… เจ้าแก่เจ้าเล่ห์ ช่างน่าชังนัก!”



คร่ำครวญอยู่ครู่หนึ่งก็ไม่ฝืน ต่อมาเขาจึงกลับไปยังศาลากลางของเมือง อ่านแฟ้มคดีต่ออีกหนึ่งวันเต็ม ได้ความรู้มากมาย ทั้งชื่อ และลักษณะอาชญากรพเนจร รวมถึงข่าวสารในยุทธภพที่ตนขาดแคลน



กระทั่งยามค่ำจึงกลับโรงเตี๊ยม ข้อมูลเกี่ยวกับอาจารย์ยังคงไร้ร่องรอยเสียจนเขาเริ่มสงสัย หรือว่าอาจารย์ไม่เคยมาถึงเมืองนี้เลย



ยามราตรี เจียงหรานนั่งขัดสมาธิบนเตียง ฝึกคัมภีร์จิตเที่ยงธรรมแห่งฟ้าดิน กำลังภายในทุกครั้งที่หมุนเวียนก็งอกงามเพิ่มพูน ชำระจิตวิญญาณให้ใสสะอาด ทั้งยังช่วยปัดเป่ามารภายนอกมิให้แทรกจิตใจ ความคิดพลันวกไปถึงตระกูลถัง หรือในโลกนี้มีวิชาที่สามารถชักจูงจิตใจผู้อื่นจริงๆ กันแน่



ยังไม่ทันหาคำตอบ เสียงแหวกอากาศก็ดัง ฟึ่บ! มีดบินปักข้างเตียง พร้อมซองหนังติดมาด้วย



“สาสน์มีดบิน”



เจียงหรานสะบัดแขน หน้าต่างเปิดออกทันที มืออีกข้างคว้ากระบี่ข้างกายพลันพุ่งกายออกไป ปล่อยให้จดหมายยังคงเสียบคาเตียง คนส่งยังอยู่ภายนอก หากจับได้ก็คงได้คำตอบเร็วกว่ามานั่งอ่านจดหมาย!



ภายใต้เงามืด เห็นเงาคนหนึ่งพุ่งตรงออกนอกกำแพงเมืองอย่างรวดเร็ว เจียงหรานยิ้มมุมปาก ใช้วิชาเก้าก้าวสวรรค์ไล่ตามทันที



ชายปริศนาเหลียวหลังเห็นผู้ไล่ตาม กลับวิ่งเร็วขึ้น แต่ยิ่งเร่ง เจียงหรานก็ยิ่งไล่ประชิดไม่ลดละ



ผ่านไปหนึ่งชั่วยามเต็ม ชายผู้นั้นทนไม่ไหว ต้องหยุดหันกลับมา “เจ้าตามข้ามาทำไม! จดหมายนั่นไม่คิดจะเปิดดูหรือ”



เจียงหรานหัวเราะเบา ๆ “ข้าชอบฟังคำพูดต่อหน้า” พลันย่างก้าวเข้าหา “เจ้าเป็นใคร”



ชายผู้นั้นลังเล ก่อนถอดผ้าปิดหน้าออก เผยโฉมทำให้เจียงหรานถึงกับอึ้ง “ชิงอี”



เขายิ้ม “ถึงกับใช้สาสน์มีดบิน หาเรื่องจริงๆ … มีอะไรก็ว่ามาเถอะ ไม่ง่ายกว่าหรือ”



ชิงอีถอนใจ “ไม่ใช่ไม่อยาก เพียงแต่ในเมืองตอนนี้ มิได้ปลอดภัยอย่างที่คิด”



“อ้อ… หมายถึงหลี่เฟยอวิ๋นส่งคนแฝงตัวอยู่แล้วสินะ”



คำตอบยังไม่ทันออก เจียงหรานก็หัวเราะเบาๆ



ชิงอีเบิกตาโพลง “คุณชาย… ท่านรู้แล้ว”



“เมื่อครู่ยังไม่รู้ แต่คำพูดของเจ้านั่นแหละทำให้เข้าใจ”



เขาส่ายศีรษะ ยกยิ้มบาง “ถ้าข้าเป็นหลี่เฟยอวิ๋น รู้ว่าคหบดีว่านประกาศเชิญผู้กล้าทั่วหล้ามาเมืองนี้ ต่อให้ทุ่มทรัพย์หมดตัวก็ยังจะสู้ ข้าจะนั่งรออยู่บนเขาหรือ ไม่มีทาง!”



“สิ่งที่ควรทำคือ ชิงฆ่าคน ชิงจดหมายเชิญวีรบุรุษ แล้วส่งคนปลอมตัวเข้าร่วม ส่วนอีกกองกำลังดักซุ่มภายนอก รอถึงวันงาน ให้พวกที่สอดแทรกก่อความวุ่นวาย ฆ่าคน วางยาพิษ ให้ผู้คนระส่ำระสาย จากนั้นคนข้างนอกบุกสมทบพร้อมกัน…”



เขาหัวเราะเบา ๆ “เช่นนั้นจะเกิดผลลัพธ์เช่นใด ก็ไม่ยากจะคาดเดา”



ชิงอีกะพริบตาปริบๆ แผนการทั้งหมดที่เขาเตรียมจะเล่า กลับถูกอีกฝ่ายพูดแทนจนหมด ซ้ำยังเสริมความโหดร้ายเกินที่ตนคิดไว้เสียอีก



ท้ายที่สุดได้แต่พึมพำออกมาเสียงแหบ “คุณชาย… ช่างหลักแหลมยิ่งนัก”




ตอนก่อน

จบบทที่ คัมภีร์จิตเที่ยงธรรมแห่งฟ้าดิน + คุณชายช่างหลักแหลม

ตอนถัดไป