มุทะลุ + เจ้าจงรอข้า!

ตอนที่ 18 มุทะลุ + เจ้าจงรอข้า!



“หลี่เฟยอวิ๋น คิดเช่นนั้นจริงหรือ”



เจียงหรานสีหน้าพิลึก



ชิงอีฟังจากน้ำเสียงก็รู้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง จึงถามว่า



“หากคิดเช่นนั้น มีปัญหาอย่างไรหรือ”



เจียงหรานครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วหัวเราะเบาๆ



“ก็ไม่เชิงว่าจะมีปัญหาอะไร เจ้าส่งสาสน์ผูกกับมีดบินมาให้ข้าในคืนนี้ ก็เพียงเพื่อจะบอกเรื่องนี้เท่านั้นรึ เพียงแต่พอเป็นเช่นนี้ ข้ากลับยิ่งสงสัย”



“เจ้ามาบอกข่าวแก่ข้า หวังให้ข้าใช้โอกาสนี้ไปบอกคหบดีว่าน แล้วร่วมกันวางแผนจัดการหลี่เฟยอวิ๋น หรือว่าเพียงแค่ไม่อยากให้ข้าตาย เพราะไม่เช่นนั้นยาพิษสี่ฤดูของเจ้าก็จะไร้หนทางรักษา”



“แน่นอนว่าเป็นอย่างหลัง…”



ชิงอีตอบว่า



“สาสน์ที่ส่งมากับมีดบินในคืนนี้ ก็เพื่อเตือนว่าอย่าไปงานชุมนุมเท่านั้น ตัวข้าไม่มีความทะเยอทะยานใหญ่โตใดๆ เพียงอยากมีชีวิตรอด”



“หลี่เฟยอวิ๋นฝึกวิชาลึกลับอำมหิต มิใช่โจรป่าธรรมดา…ท่านโปรดฟังคำข้า งานชุมนุมผู้กล้าย่อมเป็นที่รวมเรื่องราวร้ายๆ สุภาษิตว่า คนดีไม่ยืนใต้กำแพงอันใกล้พัง เหตุใดต้องเอาตัวเองไปเสี่ยงด้วยเล่า”



เจียงหรานพยักหน้า



“ข้ามีแผนอยู่แล้ว…แต่เจ้ากล้าหาญที่มาหาข้าในครั้งนี้ ถือว่าดีอยู่ รอจนก่อนเข้าฤดูใบไม้ร่วง เจ้าค่อยมาหาข้าอีก ข้าจะมอบยาแก้พิษให้”



“ขอบคุณขอรับ!”



ชิงอีรีบคำนับ



เจียงหรานเหลือบตามองเขา พลันนึกถึงชายชุดดำที่วันก่อนเอาแต่ส่งเสียง ‘ฮึ่ม’ ใส่ตนขึ้นมา



จึงถามขึ้นว่า



“ในสองวันนี้ ภายในค่ายเฟยอวิ๋นมีความเคลื่อนไหวอะไรผิดปกติหรือไม่”



“ไม่มี”



ชิงอีเผลอตอบไป แต่พูดเสร็จก็ขมวดคิ้ว



“ไม่สิ…วันนี้กลับจับได้คนหนึ่ง น่าสนใจนัก ดูเหมือนเป็นนักล่าค่าหัวเพราะพกหมายจับของทางการมาเต็มตัว เขามายืนหน้าประตูค่าย ประกาศว่าจะตัดหัวหัวหน้าใหญ่ไปแลกเงินรางวัล”



“ฝีมือพอตัวอยู่ วิชาดาบก็ใช้ได้ แต่ทว่าตัวคนเดียว มิใช่คู่มือของพวกเรา ถูกจับได้อย่างง่ายดาย”



“….”



เจียงหรานถึงกับชะงัก



“เจ้ากำลังจะบอกว่าหมอนั่นกล้าเดินเข้าไปในค่ายเฟยอวิ๋นแบบเปิดเผยเช่นนั้นหรือ”



เมื่อเห็นชิงอีพยักหน้า เจียงหรานก็แทบอึ้ง



นี่มันมุทะลุที่ไหนกัน ไม่มีสมองเลยหรือไร



แต่เมื่อคิดให้ดี ดูท่าแล้วคงเป็นคนไม่เต็มเต็งอยู่แล้ว การทำเช่นนั้นก็ไม่แปลกนัก



ชิงอีถามต่อ



“ท่านรู้จักคนผู้นั้นหรือ จะให้ข้าแอบช่วยออกมาหรือไม่”



“ยังไม่ตายอีกรึ”



เจียงหรานแปลกใจยิ่ง ที่แท้ถูกจับเข้าคุกของค่ายเฟยอวิ๋นแล้ว ยังมีชีวิตรอดอยู่อีกหรือ



ชิงอีพยักหน้า



“หัวหน้าใหญ่โหดเหี้ยมเป็นนิสัย แต่คนผู้นี้ปรากฏตัวประหลาดนัก ฆ่าอย่างง่ายดายก็เกรงจะไม่สมควร จึงจับขังไว้ในคุกใต้ดิน เฆี่ยนตีอยู่ทั้งวัน แต่ก็ยังไม่ยอมบอกอะไรที่เป็นประโยชน์ออกมา มีแต่ด่าไม่หยุด ปากสกปรกนัก”



เจียงหรานพยักหน้า



“เข้าใจแล้ว ไม่ต้องไปสนใจเขา”



เขาไม่ได้เป็นยอดวีรบุรุษผู้ผดุงคุณธรรม การเสี่ยงชีวิตไปช่วยคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักกันนั้น ไร้เหตุผลสิ้นดี



สำหรับเขา ตอนนี้มีเรื่องสำคัญอยู่สองเรื่องครึ่ง



หนึ่ง ต้องหาตัวให้รู้ว่าอาจารย์เฒ่าขี้เมาอยู่ที่ใด



สอง ต้องหาทางได้ยาอายุวัฒนะ



ส่วนอีกครึ่ง ก็คือเรื่องตระกูลถัง…ต่อให้แสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจ แต่ในใจลึกๆ ย่อมยังคงติดค้างอยู่



แต่จะให้เสี่ยงเข้าไปช่วยคนไม่รู้จักที่มุทะลุบุกเข้าไปในค่ายเฟยอวิ๋น…นั่นมันไม่ใช่เรื่องของเขาเลย



“ไม่เกี่ยวกับข้า”



ชิงอีมองเขาด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้า



“เข้าใจแล้ว ท่านยังมีอะไรจะสั่งอีกหรือไม่”



เจียงหรานส่ายหน้า



“ไม่มี เจ้า…”



เขากำลังจะบอกให้ชิงอีไปได้ แต่ยังไม่ทันพูดจบ พลันคิ้วก็ขมวดขึ้น คว้าบ่าของชิงอีไว้แน่น



ชิงอีตกใจ ยังคิดจะหลบ แต่ไม่ทัน เจียงหรานมิได้ใช้กระบวนท่าลึกลับใด ๆ ทว่าเร็วเกินคาด ถูกจับเอาไว้แน่นหนา



เจียงหรานก้าวเท้าเพียงทีเดียว ก็เหยียบกิ่งไม้โผขึ้นไปบนต้นไม้สูง



ชิงอียังไม่ทันถาม ก็เห็นกลุ่มคนวิ่งมาไกลๆ จึงเงียบเสียงลง



คนพวกนั้นมิได้ขี่ม้า หากแต่ใช้วิชาตัวเบาวิ่งมา



แต่ละคนสวมชุดดำ ปกปิดหน้าตาไว้ด้วยหมวกคลุมหน้า



ผ่านต้นไม้ที่พวกเขาหลบอยู่อย่างรวดเร็ว แล้วหายลับไป



“พวกนั้นเป็นใครกัน”



เจียงหรานรอจนแน่ใจว่าไปแล้วจึงกระซิบถาม



ชิงอีส่ายหัว



“ไม่รู้ แต่ทิศทางที่พวกเขามุ่งไป…คือค่ายเฟยอวิ๋น”



เจียงหรานขมวดคิ้ว ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า



“ตามไปดู”



เวลานี้ในเมืองช่างไม่ปกติ บรรยากาศเต็มไปด้วยพิรุธ และอันตราย



คนลึกลับสวมหมวกคลุมหน้าเช่นนี้ ไม่รู้ว่ามาจากสำนักใด



พรรคชิงเหอเพิ่งถูกฆ่าล้างไปอย่างไร้เหตุผล ครั้งนี้หรือจะถึงคราวค่ายเฟยอวิ๋นบ้างแล้ว



ถึงจะเป็นเพียงโจรภูเขา แต่หากถูกกำจัดโดยผู้อื่น แล้วตนจะหายาอายุวัฒนะจากที่ไหนได้



เรื่องนี้ เขาต้องตามไปดู



ทั้งสองจึงแอบติดตามไป และจริงดังว่ากลุ่มคนชุดดำตรงไปยังค่ายเฟยอวิ๋น



ยอดเขาเมฆาล่อง ที่ตั้งของค่ายเฟยอวิ๋นของหลี่เฟยอวิ๋น



เจียงหรานครุ่นคิด…หรือว่าที่แท้หลี่เฟยอวิ๋นเลือกตั้งรกราก ก็เพียงเพราะชื่อเขากับชื่อภูเขาพ้องกัน



เบื้องหน้า เห็นค่ายโจรใหญ่ตั้งตระหง่าน พิงผาหินสูงชันขวางด้านหลัง มีเส้นทางภูเขาคดเคี้ยวป้องกันด้านหน้า



แท้จริงแล้วเป็นที่มั่นที่ป้องกันง่าย ตีเข้ายากนัก



ไม่น่าแปลกใจเลย ที่เขาสามารถเป็นเจ้าครองภูเขามานานนับปี



กลุ่มคนชุดดำถูกยามเฝ้าประตูของค่ายพบเข้า แต่กลับไม่ปิดบัง พูดคุยสั้นๆ แล้วถูกนำทางเข้าไปในสำนัก



เจียงหรานเหลือบตามองชิงอี



“ท่านโปรดตามข้ามา”



“ไปทำไม”



“ข้านำท่านเข้าไป”



เจียงหรานมองเขาอย่างประหลาด



“ข้าพูดหรือว่าอยากเข้าไป”



“….”



ชิงอีอึ้ง “ท่านไม่อยากรู้หรือ”



“ความอยากรู้นั่นแหละ ที่ฆ่าคนได้”



เจียงหรานหัวเราะเบา ๆ เงยหน้ามองค่ายเฟยอวิ๋นในระยะไกล…



เขามาที่นี่ก็เพื่อแน่ใจว่าพวกชุดดำมิได้คิดจะลงมือกำจัดค่ายโจรแห่งนี้



หากเป็นเช่นนั้นจริง เขาอาจจะลงมือแย่งยาอายุวัฒนะให้ได้สักเม็ดก็ยังดี



แต่ตอนนี้ดูแล้ว พวกนั้นไม่ใช่มาหาเรื่อง หากแต่มีนัดแนะกับหลี่เฟยอวิ๋นเอาไว้แล้ว



เช่นนี้ก็ไม่ควรบุกเข้าไป



ไหนเลยจะรู้ได้ว่าภายในซ่อนเร้นกำลังเท่าใด



ต่อให้ฆ่าได้หลี่เฟยอวิ๋น หากยาอายุวัฒนะอีกหลายเม็ดถูกคนอื่นเอาไป ก็นับเป็นการสูญเสียมหาศาล



ดังนั้น รอดูอยู่นอกดีกว่า คอยสืบให้รู้ว่าพวกชุดดำที่ลอบเข้าไปในค่ายเฟยอวิ๋นนั้น…เป็นใครกันแน่



นอกค่ายเฟยอวิ๋น ตอนนี้เหลือเพียงเจียงหรานคนเดียว



ชิงอีได้กลับเข้าไปแล้ว



เขาใจร้อน อยากรู้ว่ากลุ่มคนลึกลับเข้าไปคุยอะไรกับหลี่เฟยอวิ๋น



เจียงหรานจึงปล่อยให้อีกฝ่ายแยกตัวออกไปตามใจ ส่วนตัวเองก็หาต้นไม้ปีนขึ้นไปนั่งตรงกิ่งใหญ่ ควักน้ำเต้าเหล้าออกมาจิบ พลางจ้องมองไปยังค่ายโจรเบื้องหน้า



เขาดื่มไป คิดไป



จากสิ่งที่ชิงอีเล่าในคืนนี้ เห็นได้ว่าหลี่เฟยอวิ๋นวางแผนใหญ่จริง



ตอนนี้เริ่มแทรกซึมคนเข้าไปในเมืองชางโจว รอจังหวะลงมือ



หากดูจากที่เฉิงจี๋ม่อเคยว่าไว้ว่าหลี่เฟยอวิ๋นคิดจะยึดเมือง เรื่องนี้เกรงว่ามิใช่ข่าวลือ



อีกทั้งในสองวันที่ผ่านมา เจียงหรานก็ได้ยินบางอย่าง



คหบดีว่านหาใช่พ่อค้าธรรมดาไม่ เขาคือเศรษฐีใหญ่ที่สุดในเมือง



อยู่ดีๆ กลับยอมทุ่มทรัพย์มหาศาล เรียกยอดฝีมือมารวมตัว เพื่อต่อกรกับค่ายเฟยอวิ๋น



เจียงหรานคิดแล้วก็แปลกใจ เขาทำเช่นนี้ก็เพื่อราษฎรจริงหรือ



หากวันหนึ่งหลี่เฟยอวิ๋นตีเมืองชางโจวแตก เหล่าพ่อค้าคหบดีอย่างเขาจะอยู่ได้หรือ



ถ้าไม่มีความกังวลเช่นนั้น เขาคงไม่ยอมเสี่ยงสละทรัพย์สินเป็นแน่



การตัดสินใจเช่นนี้ไม่ต่างจากทุบหม้อข้าวสู้ถวายชีวิต…แต่หรือคหบดีว่านจะไม่รู้ว่ากำลังเชิญหมาป่าเข้าบ้าน



เขาเป็นเพียงพ่อค้าธรรมดาหรือ ไม่สิ หากเฉิงจี๋ม่อยังยกย่องถึงเพียงนั้น ย่อมมิใช่คนโง่เขลาแน่



“เว้นเสียแต่ว่า…เขามีแผนสำรองอีกชั้น”



เจียงหรานเหลือบตามองค่ายโจรที่เงียบสงบใต้แสงจันทร์



พวกคนชุดดำเข้ามาหาหลี่เฟยอวิ๋นด้วยเหตุใด เขาไม่รู้



แต่แน่ชัดว่าพวกนั้นมาจากทิศเมืองชางโจว



เขาหลุบตาลง หันไปมองฟากเมือง ไอหมอกแห่งพายุการต่อสู้กำลังคืบคลาน



งานชุมนุมวันที่สิบห้าเดือนเจ็ด…คงไม่ใช่เรื่องเล็กเป็นแน่



สิ่งที่เขาต้องคิด มีเพียงอย่างเดียว ในความปั่นป่วนนี้ เขาจะกำจัดอาชญากรที่ถูกทางการหมายหัวได้กี่มากน้อย เพื่อกอบโกยผลประโยชน์สูงสุด



กำลังคิดอยู่นั้น หูก็สะดุ้งได้ยินเสียงเคลื่อนไหว



เขาชำเลืองไปก็อึ้งเล็กน้อย



ชายหนุ่มชุดดำคนหนึ่ง ใบหน้าฟกช้ำปูดบวมจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้ กำลังโผล่ออกมาจากมุมมืด แล้วรีบร้อนวิ่งหนี



มิใช่ใครอื่น นั่นคือชายปากเสียที่เคย ‘ฮึ่ม’ ใส่เขาตอนกลางวัน!



คราวนี้หมดสิ้นท่าทีหยิ่งผยอง เหลือเพียงความอับจนปากแหว่งหน้าแหก



เจียงหรานนั่งบนกิ่งไม้ มองเห็นเขาวิ่งไปได้ครู่หนึ่ง ก็หยุดหาที่กำบังซ่อนตัว



“แปลกแฮะ…ก็ยังไม่โง่นักนี่”



การวิ่งหนีไกล ๆ ย่อมถูกไล่จนทัน แต่ถ้าซ่อนตัวใกล้ ๆ ค่ายโจร พอพ้นการกวาดล้างระลอกแรก แล้วทนรอจนพวกมันเลิกรา จึงค่อยหนีออกไป จึงเป็นทางรอดที่ฉลาดกว่า



ไม่ช้าก็จริงดังคิด เหล่าโจรจากสำนักเฟยอวิ๋นกรูกันออกมา ไล่ตะโกน



“เขาบาดเจ็บหนัก หนีไปได้ไม่ไกล ฆ่าหรือจับเป็นก็ได้!”



พวกโจรถือคบไฟแยกย้ายกันค้นหา แต่กลับไปมุ่งที่ไกลกว่าจุดที่ชายหนุ่มซ่อนตัว



เจียงหรานหัวเราะในใจ “เจ้าหนุ่มนี่ ดูไม่ใช่คนโง่เสียทีเดียว…แต่กลางวันกลับมุทะลุถึงเพียงนั้น ทำไมกัน”



ยังคิดไม่ตก ก็เหลือบไปเห็นพวกคนชุดดำสวมหมวกคลุมหน้า ที่เมื่อครู่เข้าไปในสำนัก ตอนนี้กลับออกมาแล้ว



เห็นได้ชัดว่าธุระเสร็จสิ้น กำลังจะกลับเมือง



เจียงหรานนิ่งอยู่บนต้นไม้ ปล่อยให้พวกเขาเดินผ่านไปเบื้องล่าง



พอพวกนั้นกำลังจะเดินผ่านจุดที่ชายหนุ่มซ่อนตัว ปากเขาก็ยกยิ้มแปลกๆ



คว้ากิ่งไม้เล็ก ๆ ขึ้นมา บีบด้วยปราณฟ้าดินแล้วดีดไป



เสียง ‘แปะ’ ดังขึ้นตรงก้อนหินห่างจากที่ซ่อนราวหนึ่งจั้ง



กลุ่มคนชุดดำสะดุ้งเฮือก หันขวับมอง



“ใคร!”



แล้วชักอาวุธเดินเข้าไปค้นในพงหญ้า



ชายหนุ่มที่ซ่อนตัวแทบสบถ เขาเพิ่งจะรอดอยู่แล้วแท้ๆ ไฉนจึงมาเจอเหตุไม่คาดฝัน



เงยหน้าขึ้น…แล้วก็เห็นเจียงหรานนั่งกระดกเหล้าอยู่บนกิ่งไม้



“เจ้า…”



เขาแทบสำลักด้วยโทสะ



เสียงหอบลมหายใจรั่วออกไปทันที ทำให้พวกชุดดำจับร่องรอยได้ รีบพุ่งเข้ามา



ชายหนุ่มตะโกนลั่นทั้งที่วิ่งหนี



“เจ้าจงรอข้า แค้นนี้สิบปียังไม่สาย!!”



เหล่าคนชุดดำโมโห “ยังกล้ามาข่มขู่เราอีกหรือ!” แล้วกรูกันตามไป



เจียงหรานหัวเราะเบาๆ กระโดดลงจากต้นไม้ ถือกระบี่ ถือเหล้าในอีกมือ หันไปมองค่ายโจรอีกครั้ง ก่อนจะก้าวตามร่องรอยทั้งหมดไปอย่างไม่เร่งรีบ…




ตอนก่อน

จบบทที่ มุทะลุ + เจ้าจงรอข้า!

ตอนถัดไป