คัมภีร์กระถางโลหิต + สลายศพลบเงา

ตอนที่ 19 คัมภีร์กระถางโลหิต + สลายศพลบเงา



เดินไปไม่ไกลนัก ราวห้าหกลี้



ในที่สุดชายหนุ่มก็หมดแรงวิ่งต่อ



เขาเพิ่งถูกเฆี่ยนตีในค่ายเฟยอวิ๋นทั้งวัน พอตกค่ำอุตส่าห์หนีออกมาได้ ยังไม่ทันหายใจทั่วท้อง ก็ถูกเจียงหรานแกล้งซ้ำเติมอีก



จนถึงตอนนี้ เขาไม่มีเรี่ยวแรงเหลือแล้ว ได้แต่หยุดยืนสู้ตาย



พวกชายชุดดำแต่ละคนล้วนฝีมือไม่เบา



กรูเข้าล้อมพร้อมกัน ทั้งหมัด เท้า อาวุธโจมตีจากสี่ทิศแปดทาง ทำให้ชายหนุ่มทำได้แต่รับมือซ้ายขวา ลนลานจนสภาพน่าเวทนา



แต่กระบวนท่าเขากลับแฝงด้วยความประณีต แม้ใช้เพียงฝ่ามือแทนคมกระบี่ ก็หาใช่เรื่องธรรมดา



ชั่วครู่ยังพอประคับประคองต้านไว้ได้



ทว่าความโกรธพลุ่งพล่าน เขาตวาดเสียงดัง



“พวกเจ้า…หาได้มีเวรมีกรรมกับข้า แล้วเหตุใดต้องลงมือโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้!”



คนพวกนั้นหัวเราะเย้ย จะเชื่อคำพูดเขาได้อย่างไร



สิ่งที่ทำคืนนี้เป็นความลับเด็ดขาด เมื่อถูกพบเจอแล้ว ไหนเลยปล่อยให้รอดไปได้



หมัดเท้าหนักหน่วงยิ่งขึ้น คิดแต่จะฆ่าให้เร็วที่สุด



ชายหนุ่มรู้ว่าพูดไม่รู้เรื่อง จึงกัดฟันต้านกลับ ผลักศัตรูออกไปครู่หนึ่ง



ทันใดนั้นฝีเท้าแปรเปลี่ยน สูดหายใจลึก ประสานกับท่วงท่าในมือ โผออกเป็นพลังเพียงเล็กน้อยแต่ซ่อนแรงแกร่งกล้า



ลมปราณดุจคมกระบี่สายแล้วสายเล่าแผ่รอบแขนทั้งสอง



สองมือประกบ ยกขึ้นสูง



เสียงหึ่งดังสะท้าน แสงคมกระบี่เสมือนฟ้าแลบพุ่งสู่เบื้องบน ดุจยกกระบี่ขึ้นสู่ฟากฟ้า



เหล่าชายชุดดำตกตะลึง หนึ่งในนั้นอุทานเสียงหลง



“วิชากระบี่เทพสรรค์!”



สิ้นเสียง ชายหนุ่มก็ฟาดมือลงทันที



คมกระบี่มหึมาเกือบสองจั้งก่อตัวกลางอากาศ ผ่าอเวจีลงมาพร้อมเสียงดังกึกก้อง



คมกระบี่นี้ หากถูกจริงย่อมตายสถานเดียว



หัวหน้ากลุ่มชายชุดดำคำราม แขนสั่นสะท้าน สายพลังโหมออกต่อกร



สองหมัดปะทะกระบี่คมมหึมา ทำให้กระบี่สะท้านสั่นคลอน แต่ยังหยุดยั้งไม่สำเร็จ



จึงจำใจไขว้แขนขึ้นรวบรวมลมปราณ ต้านคมกระบี่เอาไว้



เสียงหวีดหวิวดังก้อง ลมแรงสะบัด



สายตาชายหนุ่มเต็มไปด้วยโทสะ สองมือกดลงหมายจะหั่นศัตรูครึ่งร่าง



แม้หัวหน้ากล่มชายชุดดำพยายามสุดกำลัง ก็ยังต้านทานไม่ไหว คมกระบี่กดลงเรื่อยๆ



ขณะจะถูกผ่าเป็นสองท่อน พลันแววตาใต้หมวกคลุมหน้าของเขาก็ทอประกายแดงฉาน



แล้วพลังลมปราณสีโลหิตพวยพุ่ง แทรกซ่านผ่านแขน สาดซัดขึ้นสู่คมกระบี่กลางอากาศ



เพียงพริบตา กระบี่มหึมาก็ถูกย้อมเป็นสีแดงฉาน



ชายหนุ่มถึงกับหน้าถอดสี ตะโกนลั่น



“คัมภีร์กระถางโลหิต!”



สิ้นคำ เลือดสดพลันพุ่งออกจากปาก ร่างทั้งร่างถูกซัดกระเด็น



คมกระบี่แตกสลายเป็นเสี่ยง แรงระเบิดสะบั้นหมวกคลุมหน้าของหัวหน้ากลุ่มชายชุดดำ เผยโฉมชายชราใบหน้าขรึมดุดัน



เมื่อเห็น ชายหนุ่มก็เบิกตากว้าง



“กู้ม่อเซิง ทำไมถึงเป็นเจ้า”



กู้ม่อเซิง



ในเงามืด เจียงหรานได้ยินก็พลันตะลึง



สองวันที่อยู่ในเมืองชางโจว เขาได้สืบเรื่องราวไม่น้อย



ในเมืองชางโจว มีสามขุมกำลังใหญ่นั่นคือ พรรคชิงเหอ พรรคซานเฟิน และพรรคหลัวรื่อ



ประมุขพรรคชิงเหอคือ ฟ่านอวี้โหมว



ประมุขพรรคซานเฟินคือ หรงเลี่ย



ส่วนประมุขพรรคหลัวรื่อก็คือ กู้ม่อเซิงผู้นี้



อีกเพียงไม่กี่วันก็ถึงงานชุมนุมของคหบดีว่าน กู้ม่อเซิงย่อมได้รับเชิญด้วย



แต่กลับลอบมาหาหลี่เฟยอวิ๋นที่ค่ายเฟยอวิ๋น



ในขณะนั้นเอง เสียงชายหนุ่มสั่นพร่าดังขึ้น



“ข้านึกว่า…คนที่ร่วมมือกับค่ายเฟยอวิ๋น ฝึกวิชาสิบแปดคัมภีร์มารสวรรค์แห่งพรรคมาร มีแต่ฟ่านอวี้โหมวกับฟ่านจี้อู่… ไม่คิดเลยว่า กู้ม่อเซิง…เจ้าก็ฝึกวิชาอัปรีย์นี้เช่นกัน!”



กู้ม่อเซิงสะบัดแขนเสื้อ เก็บพลังกลับ ใบหน้าเคร่งขรึม



“เจ้าเป็นใครกันแน่ ซ่อนตัวแอบมองเราทั้งหลาย ได้รับบัญชาจากใครมา แล้วเหตุใดเจ้ารู้จักคัมภีร์กระถางโลหิต การที่พรรคชิงเหอถูกฆ่าล้างสิ้น มีส่วนเกี่ยวกับเจ้าหรือไม่”



คำถามพุ่งซัดเป็นสายหา แต่กลับไม่ปฏิเสธแม้สักคำ



เจียงหรานฟังแล้วเต็มไปด้วยคำถาม



พรรคมาร



ยังมีพรรคมารอยู่บนยุทธภพอีกหรือ



แล้ว ‘สิบแปดคัมภีร์มารสวรรค์’ คือสิ่งใด



เมื่อครู่พูดถึง ‘คัมภีร์กระถางโลหิต’ ไยจึงกลายเป็นสิบแปดคัมภีร์มารสวรรค์



หลี่เฟยอวิ๋น ฟ่านอวี้โหมว กู้ม่อเซิง ทั้งสามสมรู้ร่วมคิด แต่แท้จริงแล้วใครเป็นผู้ฆ่าล้างพรรคชิงเหอ



ส่วนถังฮวาอี้ที่เห็นฟ่านจี้อู่ลักพาตรีชาวบ้าน นางเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ จุดประสงค์ก็เพื่อ ‘คัมภีร์กระถางโลหิต’ เช่นกัน



เจียงหรานพลันตระหนัก ว่าใต้ผืนน้ำที่สงบเงียบแท้จริงแล้วคลื่นใต้น้ำซุ่มซ่อนกำลังพลุ่งพล่าน



แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจยิ่งกว่า คือ ชายหนุ่มผู้นี้



ถึงเพียงนี้แล้ว เขายังไม่ร้องขอความช่วยเหลือ



ตอนที่เจียงหรานใช้กิ่งไม้เล็กๆ โยนล่อสายตาพวกชุดดำ เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าคนผู้นี้อาจเปิดโปงตน



ไม่คิดเลยว่าจะเพียงพูดว่า “เจ้ารอข้าก่อน” แล้ววิ่งหนีไป



บัดนี้ตกอยู่ในอันตราย ก็ยังไม่เผยความลับที่เขาแอบอยู่ข้างๆ



นับว่าน่าแปลกใจอยู่ไม่น้อย



เสียงเย้ยหยันดังขึ้นจากปากชายหนุ่ม



“คนที่ฆ่าล้างพรรคชิงเหอ…พวกเจ้าต่อกรไม่ไหวหรอก อย่าคิดว่าได้ฝึกวิชากระถางโลหิตแค่ไม่กี่วัน ก็จะเหิมเกริมครองยุทธภพได้”



“พรรคมารรุกรานยุทธภพนับร้อยปี แม้รวมครบสิบแปดคัมภีร์มารสวรรค์ก็ยังไม่อาจผนึกแผ่นดินทั้งสิ้นไว้ได้ ร้อยปีก่อน ก็ยังถูกผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้า ‘ฉู่หนานเฟิง’ นำพาคนฝ่ายธรรมะกำจัดถอนรากถอนโคนจนสิ้น!”



“สำหรับพวกเจ้า…กระทั่งคำว่าเศษซากพรรคมารก็ไม่คู่ควร อย่างเก่งก็เพียงโชคดีได้ตกทอดวิชาบางอย่างเท่านั้น พวกเศษเดนไร้ความสามารถ!”



กู้ม่อเซิงหัวเราะเย็น



“ใกล้ตายแล้วยังปากแข็ง คัมภีร์กระถางโลหิต เผากระดูกเดือดโลหิต ต่อให้แตะเพียงน้อย ก็มิอาจรอดชีวิต แต่ถ้าเจ้าบอกความจริงตามตรง ข้ายังอาจให้ตายอย่างง่ายดาย หากปิดปาก…รสชาตินั้น เจ้าจะไม่มีวันทนไหว”



ชายหนุ่มชุดดำหัวเราะลั่น



“ข้าหลี่เทียนซิน ถึงตายก็ยอม จะให้หมอบคลานอ้อนวอนพวกสวะเช่นเจ้าไม่มีวัน!”



“ฮึ แข็งกระด้างนัก!”



กู้ม่อเซิงสะบัดแขนเสื้อ



“ฆ่าเสีย”



สิ้นคำ ชายชุดดำสองคนกระโจนออกมา หมัดฝ่ามือตรงสู่หัวใจ และท้อง



แต่ในพริบตา เงาคนหนึ่งพุ่งเข้ามาดุจสายฟ้า



สองชายชุดดำเพิ่งลงมือยังไม่ทันเห็นชัด ก็พลันปรากฏคมกระบี่วาบ



สองหัวทะยานขึ้นสู่ฟ้า!



กู้ม่อเซิงหน้าถอดสี เงยหน้ามอง เห็นชายผู้หนึ่งยืนอยู่ไม่ไกล มือหนึ่งกำคอเสื้อหลี่เทียนซิน อีกมือหันปลายกระบี่จรดพื้น แววตาแฝงคมกล้าเปล่งประกาย



“เจ้าเป็นใคร”



กู้ม่อเซิงมองคนตรงหน้า รู้สึกเหมือนปวดหัว เรื่องราวส่อจะบานปลาย



คืนนี้เขาแค่แวะมาค่ายเฟยอวิ๋น ทำไมถึงได้เจอแขกไม่ได้รับเชิญมากมายเช่นนี้



คนหนึ่งคือชายหนุ่มชื่อหลี่เทียนซิน ที่มาที่ไปไม่แจ่มชัด แต่กลับล่วงรู้เรื่องราวของพวกเขาแทบหมดสิ้น



ตอนนี้ยังโผล่มาอีกหนึ่ง มือกระบี่หนุ่มผู้นี้



เขามาแอบซ่อนอยู่ตั้งแต่เมื่อไร



เมื่อครู่เขาได้ยินคำพูดไปมากน้อยเพียงใด



เจียงหรานเพียงยิ้มเล็กน้อย ไม่ตอบคำถามของกู้ม่อเซิง แต่หันไปมองหลี่เทียนซินแทน



“เป็นอย่างไรบ้าง”



แต่หลี่เทียนซินกลับทุบแขนเจียงหรานอย่างแรง ใบหน้าขึ้นสีม่วงคล้ำ ลิ้นแลบออก ดวงตาโปนเกือบสิ้นใจ



เจียงหรานจึงรีบคลายมือออก “โอ้…เผลอไป ขอโทษที ขอโทษที”



แม้มีท่าทีสำนึกผิด แต่ก็ไม่จริงจังนัก



หลี่เทียนซินมองตาเขม็ง “เจ้าตั้งใจใช่มั้ย…”



โดนจับคอเสื้อรัดแทบขาดใจ แล้วยังถามว่า ‘เป็นอย่างไรบ้าง’ อีก



ยังดีที่ไม่ถูกฆ่าปิดปากตายคามือ!



“ล้วนเป็นอุบัติเหตุ” เจียงหรานอธิบายสั้นๆ



หลี่เทียนซินจ้องเขา “เหตุใดเจ้าต้องโผล่มา พวกเขายังไม่รู้ว่าเจ้าซ่อนอยู่แถวนี้ หากข้าตาย เจ้าเผยความจริงออกไป อย่างน้อยเมืองชางโจวก็ยังพอรอด… ตอนนี้เจ้ากลายเป็นอีกคนที่แส่หาที่ตายเอง”



เจียงหรานเพียงส่ายหน้าเบาๆ แล้วหันไปมองกู้ม่อเซิงกับพวก “ข้าเองก็มีคำถามอยากขอความกระจ่าง ไม่รู้พวกท่านคิดเห็นเช่นไร”



กู้ม่อเซิงหน้าถมึงทึง “ฆ่ามันซะ!”



พวกชายชุดดำสบตากัน ก่อนกรูกันเข้ามา



เรื่องคืนนี้ถูกพบเห็นหนึ่งคนก็ต้องฆ่าปิดปาก สองคนก็ไม่ต่างกัน



กู้ม่อเซิงคราวนี้ไม่บุกขึ้นไปเอง เขาเพิ่งประมือกับหลี่เทียนซิน จึงตระหนักว่าอีกฝ่ายซ่อนวิชา กระบี่เทพสรรค์เอาไว้ หากมิใช่เพราะตนใช้วิชากระถางโลหิตค้ำยัน คงตายไปนานแล้ว



ดังนั้น เขาจึงถอยดูท่าทีของมือกระบี่หนุ่มผู้นี้ก่อน



แต่ยังไม่ทันได้มองนาน ก็เห็นพวกชายชุดดำที่พุ่งเข้าไปกลับหยุดชะงักกลางคัน กระบวนท่าพร้อมปล่อยค้างแข็งในอากาศ



เสียง ‘ก๊อบ!’ ดังขึ้นเมื่อเจียงหรานเก็บกระบี่เข้าฝัก



ราวสัญญาณเพียงคำเดียว พวกชายชุดดำพลันทรุดลงพร้อมกัน หัวกลิ้งกระจัดกระจาย



กู้ม่อเซิงเบิกตาค้าง นี่มันวิชาอันใดกัน เขาแทบไม่เห็นการเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น



เจียงหรานก้าวข้ามกองศพ เดินตรงเข้ามา



กู้ม่อเซิงหน้าซีดเผือด รีบเร่งลมปราณ คัมภีร์กระถางโลหิต พลังโลหิตปะทุห่อหุ้มร่าง ดวงตาแดงวาบ



แต่เพียงชั่วพริบตา เขากลับมองเห็นแค่แสงสว่างวาบแทงดวงตา สติพลันสั่นคลอน



พอรู้สึกตัวอีกที ร่างกลับเบาโหวง พอมองไป แขนทั้งสองข้างขาดหาย!



เสียงกรีดร้องยังไม่ทันดัง ก็มีกระบี่เฉือนใต้ขา เลือดสาดพรั่งพรู



ขณะร่างจะล้ม ก็ถูกมือแข็งกร้าวคว้าหลังคอไว้ ร่างท่อนบนถูกยกห้อยไว้ไม่ให้ร่วง



เพียงชั่ววินาที แขนขาถูกตัดสิ้น แม้แต่วิชาอันเป็นที่พึ่งคัมภีร์กระถางโลหิตยังมิทันได้ใช้



กู้ม่อเซิงถูกยกขึ้น ดวงตาเบิกกว้างเต็มไปด้วยเลือด เจียงหรานยิ้มบางๆ



“เมื่อครู่ได้ยินว่าคัมภีร์กระถางโลหิตน่าหวั่นนัก แต่ข้าไม่ชำนาญวิชาจี้จุด หากจะจับประมุขกู้ด้วยวิธีการทั่วไป เกรงว่าท่านจะดิ้นรนหลุดไปได้ ตรึกตรองแล้ว วิธีนี้คงทำให้ข้าวางใจได้มากกว่า ต้องขออภัยจริง ๆ”



เขายิ้มอายๆ คล้ายละอายที่ทำเกินไปจริงๆ



กู้ม่อเซิงน้ำตาเกือบไหลจากความสิ้นหวัง ไม่เคยคิดว่าตนจะเจอสภาพเช่นนี้



เจียงหรานโยนเขาไปข้างหลี่เทียนซิน



ทั้งสองสบตากัน หลี่เทียนซินพยายามเรียบหน้าตาแล้วถาม “ประมุขกู้ ยังสบายดีอยู่หรือไม่”



กู้ม่อเซิงอยากกัดเขาตาย สภาพนี้ยังถามว่า ‘สบายดีอยู่หรือ’



แต่เขาทำได้เพียงครางเสียงสั้นๆ ด้วยความเจ็บปวด



หลี่เทียนซินเองก็มองแล้วขวัญหาย สายตาที่มองเจียงหรานมีแววหวั่นเกรงขึ้นมาบ้าง



เจียงหรานเก็บกระบี่เข้าฝัก ควักขวดยาเล็กๆ โรยผงลงบนซากศพ



เสียงซู่ซ่าดังขึ้นพร้อมกลิ่นเหม็นฉุน ร่างศพยุบสลายหายไปอย่างรวดเร็ว เสื้อผ้าก็ละลายเป็นน้ำซึมลงดินหมดสิ้น



เขาลูบฝ่ามือเบาๆ “สมกับชื่อ ‘ประหยัดแรง’ จริงๆ สะดวกเหลือเกิน”



นี่คือยาที่อาจารย์เฒ่ามอบให้ แม้มีฤทธิ์ละลายกระดูกทำลายศพ แต่ไม่เรียกให้ดูน่ากลัว กลับเรียกชื่อซื่อ ๆ ว่า ประหยัดแรง เพราะไม่ต้องขุดหลุม ไม่ต้องขนศพให้เหนื่อย



เจียงหรานก็เห็นด้วยว่าชื่อเข้ากับสรรพคุณดีนัก



แล้วเขาจึงหันกลับมาหาหลี่เทียนซิน หยิบขวดยาอีกอันออกมา “ยังพอขยับได้หรือไม่”



“ยังพอได้…” หลี่เทียนซินตอบอ่อนแรง



“งั้นช่วยข้าจี้จุดหยุดเลือดให้เขาหน่อย”



หลี่เทียนซินใบหน้ามืด เผลอคิดไปว่าอีกฝ่ายถามเพราะจะพาเขาหนี ที่ไหนได้… ให้ช่วยประมุขกู้!



แต่ก็จำใจฝืนแรงจี้จุดตามบาดแผลสี่ข้างให้



เจียงหรานรอจนเลือดไหลช้าลง จึงลงมือทายา พันแผลด้วยเศษผ้าดำจากชุดกู้ม่อเซิง และเก็บอาวุธต่างๆ เข้าห่อผ้า และสะพายขึ้นหลัง



ยังไม่ลืมลบร่องรอยเลือดที่เหลือไว้จนเกลี้ยง



แล้วเขาก็ลากเสื้อกู้ม่อเซิงมือหนึ่ง อีกมือพยุงไหล่หลี่เทียนซิน ก้าวใหญ่ ๆ เดินหายเข้าไปในความมืด




ตอนก่อน

จบบทที่ คัมภีร์กระถางโลหิต + สลายศพลบเงา

ตอนถัดไป