คืนนั้น + มหามารผู้เป็นอิสระ
ตอนที่ 20 คืนนั้น + มหามารผู้เป็นอิสระ
ความจริงแล้ว ในค่ำคืนนี้ เจียงหรานมิได้คิดจะก่อความวุ่นวายแต่แรก
การที่เขาตามกู้ม่อเซิงมาถึงค่ายเฟยอวิ๋น ก็ไม่ใช่ว่าอยากลงมือทันที เพียงแต่หวังจะสืบให้แน่ใจว่าคนเหล่านี้เป็นใคร แล้วจึงวางแผนว่าจะจัดการอย่างไรต่อไป
เขาคิดอยู่เสมอว่าต้องหากลยุทธ์ที่รอบคอบที่สุด เพื่อไม่ให้พลาดยาอายุวัฒนะแม้แต่เม็ดเดียว
ทว่าความเป็นไปบนยุทธภพ ไม่เคยรอให้ผู้ใดเตรียมทุกสิ่งพร้อมสรรพก่อนเหตุการณ์จะเกิดขึ้น…
การปรากฏตัวของหลี่เทียนซินนั้นกระทันหันเกินคาด อีกทั้งเขายังรู้เรื่องราวลับมากมาย ซึ่งบางทีอาจเกี่ยวพันกับตระกูลถัง
ด้วยเหตุนี้ คนผู้นี้เขาจำเป็นต้องช่วยชีวิต
เมื่อคิดจะช่วยแล้ว ก็ต้องเก็บงานให้สะอาดเรียบร้อย การทำลายศพไร้ร่องรอยจึงเป็นเพียงก้าวแรก
เพราะหากปล่อยให้หลี่เฟยอวิ๋นล่วงรู้เข้า ว่าก่อนหน้านี้พรรคชิงเหอเพิ่งถูกกวาดล้างไป แล้วตอนนี้ยังมาสูญเสียประมุขพรรคหลัวรื่ออีกคน ก็เกรงว่าในยามวิกฤตเช่นนี้ หลี่เฟยอวิ๋นอาจไม่กล้าโผล่มาที่เมืองชางโจวในวันที่สิบห้าเดือนเจ็ด
ขั้นตอนต่อไป ต้องจัดการทั้งจากตัวกู้ม่อเซิง และหลี่เทียนซิน
เจียงหรานหิ้วคนทั้งคู่ ใช้วิชาตัวเบาเก้าก้าวสวรรค์ ก้าวฉับๆ ราวกับไม่มีน้ำหนักแม้แต่น้อย ลอยลิ่วกลับเข้าสู่เมืองชางโจว พาพวกเขากลับสู่โรงเตี๊ยม
เขาจัดแจงโยนกู้ม่อเซิงลงบนพื้น ส่วนหลี่เทียนซินวางไว้บนเตียง
ยื่นมือออกตรวจชีพจร พลันขมวดคิ้วแน่น ได้ยินหลี่เทียนซินหัวเราะขื่น “ไม่ทันแล้ว…ข้า…ข้าถูกพิษ คัมภีร์กระถางโลหิต พลังของวิชาอัปรีย์นี้ร้ายกาจนัก”
“พวกมัน…มันใช้โลหิตพรหมจรรย์เป็นสื่อ ตนเองเป็นเตาหลอม สร้างพลังหยินมืดกัดกินลึกถึงกระดูก ประกอบไปด้วยเพลิงพิษแผดเผา สามารถทำให้โลหิตเดือดพล่าน เผากระดูกละลาย ผู้ใดแตะต้องแม้เพียงน้อยนิด ก็ต้องตายสถานเดียว! ข้า…คงจะไม่รอดแล้ว…”
เจียงหรานตรวจชีพจรอยู่ครู่ใหญ่ ก็รู้สึกได้ถึงพลังหยินเย็นเยียบ คอยกัดกินเส้นลมปราณภายในไม่หยุด
เขาครุ่นคิดเล็กน้อย จึงประคองร่างหลี่เทียนซินขึ้น วางฝ่ามือข้างหนึ่งแนบส่งปราณฟ้าดินเข้าสู่ร่างของอีกฝ่ายอย่างช้าๆ
หลี่เทียนซินขมวดคิ้ว “ข้า…ข้าเคยบอกแล้ว เจ้า…เจ้าอย่าเปลืองแรงเปล่าเลย…จะไร้ผลเปล่าๆ”
แต่คำพูดขาดห้วงไปทันที เมื่อเขารู้สึกได้ว่าพลังของเจียงหรานมิใช่ของธรรมดา พลังพิษดุร้ายที่กัดกินไม่หยุด ถูกพลังนั้นบีบกดออกอย่างรุนแรง
หลี่เทียนซินตะลึงงัน รีบรวมสมาธิ รักษาจิตมิให้พลังปั่นป่วนออกนอกลู่ทาง
เวลาเพียงหนึ่งถ้วยชา ร่างเขาสั่นสะท้าน ก่อนพ่นโลหิตพุ่งออกมาหนึ่งคำใหญ่ เลือดนั้นแดงฉาน แต่กลับเย็นเยียบปล่อยควันล่องลอย
เจียงหรานจึงเก็บพลังกลับคืนสู่ตันเถียน
กู้ม่อเซิงหัวเราะบ้าคลั่ง “ฮ่าฮ่า…เจ้าเด็กโง่เขลา! คัมภีร์กระถางโลหิตจะต้านได้ง่ายดายรึ เดิมทีควรเป็นเขาที่ตาย ตอนนี้กลับกลายเป็นเจ้าที่จะตายแทน ฮ่าๆ ดี ดีเหลือเกิน!”
เจียงหรานเพียงมองเขาแปลก ๆ มิได้โต้เถียง
กู้ม่อเซิงเริ่มผิดสังเกต “เจ้ามีความรู้สึกหนาวสั่นบ้างหรือไม่”
“ไม่มี”
“แล้วกระดูกโลหิตเร่าร้อนดั่งไฟผลาญ หรือเฉียบเย็นดุจน้ำแข็งหรือไม่”
“ก็ไม่มี”
“เป็นไปไม่ได้…” กู้ม่อเซิงพึมพำอย่างเหลือเชื่อ “นี่มันเป็นไปได้อย่างไร เหตุใดคัมภีร์กระถางโลหิต จึงทำอะไรเจ้าไม่ได้เลย เจ้าเป็นใครกันแน่ เจ้า…เจ้าใช้วิชาใดกันแน่”
เจียงหรานเพียงหัวเราะ “ตั้งแต่เมื่อไร ถึงได้กลายเป็นตาเจ้าที่มาซักถามข้าเสียเอง”
กู้ม่อเซิงถึงกับอึ้ง เห็นเขาสดใสแข็งแรงราวกับไร้อันตราย ก็หมดแรงจะเอ่ยคำใดต่อ
เจียงหรานเดินไปเทชารินให้หลี่เทียนซิน
เขายกมือรับ “ขอบคุณ…” ดื่มชื่นคอ
เจียงหรานถามต่อ “เจ้าเป็นใครกันแน่”
“เรื่องนี้…ข้าบอกไม่ได้” หลี่เทียนซินสูดลมหายใจลึก “เจ้าช่วยชีวิตข้า ข้าควรตอบทุกคำถาม แต่เรื่องนี้ ข้าไม่อาจเปิดเผยได้จริงๆ ขออภัยด้วย”
เจียงหรานยิ้มบาง “ก็นับว่าซื่อตรงดี งั้นบอกมาเถิด เจ้าไปรู้มาได้อย่างไร ว่าหลี่เฟยอวิ๋น ฟ่านอวี้โหมว และกู้ม่อเซิงพากันฝึกคัมภีร์กระถางโลหิต”
หลี่เทียนซินนิ่งคิดเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงเบา “ความจริง ข้าก็มาเพราะเรื่องนี้ ร้อยปีก่อน ยอดวีรบุรุษฉู่หนานเฟิงนำเหล่ายอดฝีมือกำจัดพรรคมารจนสิ้นซาก สมบัติล้ำค่าของพรรคมารคือ สิบแปดคัมภีร์มารสวรรค์ได้กระจัดกระจายสู่ยุทธภพ”
ทุกคนรู้กันว่า ในคัมภีร์นั้นมีสิบแปดยอดวิชามาร แต่ละวิชาทรงอานุภาพมหาศาล แต่ล้วนแลกมาด้วยภัยร้ายแรงสุดประมาณ เช่น… คัมภีร์กระถางโลหิต นี้ ที่ต้องอาศัยโลหิตพรหมจรรย์เป็นสื่อ”
“ผู้ฝึกวิชาเช่นนี้ ย่อมทำได้ทุกอย่าง ไม่เว้นแม้สังหารผู้คน ล้างผลาญชีวิตผู้บริสุทธิ์ ข้าได้เบาะแสโดยบังเอิญว่าหนึ่งในคัมภีร์นั้นปรากฏที่เมืองชางโจว จึงติดตามมา และคนแรกที่ข้าจับตาดู ก็คือฟ่านจี้อู่”
เจียงหรานถามเบา ๆ “เขาข่มเหงหญิงสาว ไม่ใช่ครั้งแรกสินะ”
“เจ้ารู้แล้ว” หลี่เทียนซินมองอย่างแปลกใจ
“ก็แค่เดา” เจียงหรานโบกมือ “เล่าต่อเถอะ”
หลี่เทียนซินถอนหายใจ “น่าเสียดายที่ข้ามาช้าไป ตอนแรก ข้าเพียงรู้ว่าคัมภีร์วิชามารอาจอยู่ในเมือง แต่ไม่รู้แน่ว่าอยู่ที่ใด จนได้ยินข่าวหญิงสาวหายตัว จึงเริ่มสืบหาอย่างจริงจัง สุดท้ายสืบจนพบร่องรอยที่ฟ่านจี้อู่ เขามิใช่เพียงข่มเหง แต่ลักพาตัวผู้คนไปไม่รู้เท่าไร”
“ข้าจับสังเกต จนพบว่า ทุกคืนพวกพรรคชิงเหอจะมีคนลอบหอบซากศพหญิงสาวร่างแห้งเหี่ยวยัดไปทิ้งในป่าช้า แต่จำนวนศพที่ถูกนำออกไป ยังน้อยกว่าคนที่พวกมันสังหารเสียอีก ซากที่เหลือก็เก็บซ่อนไว้ในห้องลับ”
คำพูดนี้ทำให้เจียงหรานนึกถึงข่าวลือที่ได้ยินเมื่อวันพรรคชิงเหอถูกกวาดล้าง ว่ามีผู้พบห้องลับเต็มไปด้วยศพหญิงสาวแห้งเหี่ยว
สิ่งที่หลี่เทียนซินเล่า มันสอดคล้องกันพอดี
เขาจึงเล่าต่อ “วันนั้น ฟ่านจี้อู่ข่มเหงหญิงสาว โชคร้ายที่ถูกคุณหนูรองตระกูลถังพบเข้า…ตอนนั้นข้าอยู่ไม่ไกล แต่ข้าไม่รีบห้าม ตั้งใจจะใช้โอกาสนั้นเป็นข้ออ้างบุกเข้าพรรคชิงเหอ ฆ่าฟ่านจี้อู่ แล้วตรวจสอบดูว่าเขามีคัมภีร์นั้นอยู่หรือไม่”
“จากนั้นก็จะล่อฟ่านอวี้โหมวให้โผล่มา แล้วหาทางฆ่าเสียด้วย”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนปรายตามองเจียงหราน “แต่ไม่คาดคิดเลย…คืนนั้น คนที่บุกเข้าไป กลับเป็นเจ้า…”
พูดถึงตรงนี้ เขาหันมองเจียงหรานแล้ว “ฮึ่ม!” เบาๆ ก่อนถอนหายใจ
เจียงหรานสีหน้าแปลกใจไม่น้อย แท้จริง ที่อีกฝ่ายเจอเขาทีไรก็ชอบ ‘ฮึ่ม’ ใส่ ก็เพราะเหตุนี้เอง
เขาคิดเล็กน้อย จึงถามต่อ “แล้วหลังจากนั้นเล่า”
“หลังจากนั้น…กลางวันทำไม่สำเร็จ ข้าจึงเลือกลงมือในเวลากลางคืน”
คำพูดแผ่วเบา แต่กระแทกหูเจียงหรานดังสายฟ้า
“คืนนั้น…เจ้าก็อยู่ในพรรคชิงเหอหรือ”
พรรคชิงเหอถูกกวาดล้างไปด้วยฝีมือใครกันแน่
ทางการกลับเมินเฉยไม่ใส่ใจ ชาวบ้านชาวเมืองก็กระจายข่าวลือสารพัด
เจียงหรานเองก็ยังคงสงสัยว่าตระกูลถังเกี่ยวพันด้วย แต่ก็ยังหาหลักฐานแน่ชัดไม่ได้
ไม่คาดคิดเลยว่าหลี่เทียนซิน คืนนั้นเขาก็อยู่ในพรรคชิงเหอ!
หมุนเวียนไปมา เบาะแสสำคัญก็โผล่มาตรงหน้าเอง
“คืนนั้น เจ้าเห็นอะไรในพรรคชิงเหอ” เจียงหรานจ้องถาม
“ข้า…ข้าเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง” หลี่เทียนซินสีหน้าพรั่นพรึงราวกับย้อนกลับไปในห้วงความทรงจำอันน่าขนลุก
“นาง…สวมหน้ากากขาว เสื้อคลุมขาวราวเทพธิดาลงจากสรวงสวรรค์ นางก้าวเดินช้า ๆ ภายในพรรคชิงเหอ ทุกย่างก้าว ลูกพรรคเลือดทะลักออกจากเจ็ดทวาร ล้มลงสิ้นลม”
เจียงหรานตกตะลึง “นางมิได้ลงมือ เพียงเดินผ่านเท่านั้น”
“ใช่แล้ว…” หลี่เทียนซินยิ่งเล่า ใบหน้ายิ่งเจือความหวาดกลัว
“ข้าไม่รู้ว่านั่นเป็นวิชาอะไร ไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ยินมาก่อน หากมิใช่ว่าข้าไม่เชื่อว่ามีภูตผีปีศาจบนโลกนี้ ข้าคงนึกว่านางไม่ใช่มนุษย์ ที่สำคัญ นางไร้ซึ่งกลิ่นอายสังหารแม้แต่น้อย ก้าวเดินอย่างสงบ แต่ฆ่าคนโดยไม่ต้องยกมือ ฝุ่นละอองยังมิได้เกาะกาย”
เรื่องเล่าฟังราวกับเทพนิยาย แต่ข่าวลือที่แพร่สะพัดในวันถัดมา ก็ตรงกันพอดีว่าลูกพรรคชิงเหอเลือดทะลักเจ็ดทวาร ไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อย
ทางการแม้ไม่ใส่ใจเรื่องพวกนักเลงนักสู้ แต่ก็ยังส่งนักชันสูตรไป สรุปว่าถูกกำลังภายในอันร้ายกาจสั่นสะท้านจนตกตายทั้งสิ้น
ยิ่งฟังหลี่เทียนซิน เจียงหรานยิ่งรู้สึกเหลือเชื่อ เพียงแค่พลังที่แผ่ซ่านออกมาระหว่างก้าวเดิน ก็ฆ่าคนได้ทั้งพรรค!
“นางถอดหน้ากากออกหรือไม่” เจียงหรานถาม
“ไม่…แต่ข้าเห็นดวงตานาง” หลี่เทียนซินสบตาเขา “ภายในดวงตานั้น ราวกับมีดวงดาวสะท้อนอยู่ ทั้งหมดมองโลกมนุษย์ด้วยความเย็นชา”
ดาวในดวงตา…
เจียงหรานสะท้านวาบขึ้นมาในใจ ชื่อหนึ่งก็ผุดขึ้นทันที ถังซือฉิง!
หญิงสาวผู้นั้น ที่เคยเรียกเขาว่า ‘สามี’ ด้วยเสียงอ่อนหวาน ดวงตาคู่นั้นยังติดตรึงอยู่ในใจ
ริมฝีปากนางแย้มรอยยิ้ม แต่กลับไร้อุ่นไอใด ๆ
หญิงงามที่ถูกบอกว่าป่วยหนัก ต้องแต่งงานมีบุตรเพื่อประคองชีวิต กลับสามารถฆ่าล้างพรรคชิงเหอได้ทั้งพรรคโดยไม่เปื้อนแม้ฝุ่นธุลี
ตาเฒ่าขี้เมา…เจ้าช่างหาภรรยาให้ข้าได้ยอดเยี่ยมจริงๆ!
“เจ้ารู้จักนางหรือ” หลี่เทียนซินเห็นท่าทีเขาแปลก ๆ ก็อดถามไม่ได้
เจียงหรานเพียงส่ายหน้า “ไม่รู้จัก…นอกจากนางแล้ว เจ้าเห็นผู้อื่นอีกหรือไม่”
“ไม่เลย” หลี่เทียนซินส่ายหัว “ในพรรค มีเพียงนางกับลูกพรรคชิงเหอเท่านั้น”
“แล้วคนเหล่านั้น เหตุใดไม่คิดหนี” เจียงหรานขมวดคิ้ว
หลี่เทียนซินหัวเราะอย่างขมขื่น “เจ้าคงไม่เข้าใจเล่ห์กลของหญิงผู้นี้ คือยอดฝีมือสายมารที่แท้จริง หากคิดฆ่าแล้ว ต่อให้พยายามดิ้นรนขัดขืน ก็หนีไม่พ้น”
“มารยาทำลายใจคน สามารถสะกดจิต ควบคุมสติ ให้คนยอมตายโดยไม่รู้สึกหวาดกลัว แม้แต่ยอดฝีมือก็สามารถถูกล่อให้ฆ่าคนใกล้ชิด แล้วฆ่าตัวตาย เพียงเพราะพวกมันคิดว่าสนุก”
เจียงหรานใจสะท้าน นี่มันมิใช่แค่วิชาสะกดจิตธรรมดา หากแต่เป็นพลังควบคุมสติอย่างแท้จริง!
เขาเข้าใจในทันที ว่าทำไมคัมภีร์จิตเที่ยงธรรมแห่งฟ้าดินถึงมีวิชาชำระล้างจิตใจป้องกันพลังภายนอกเช่นนั้น
บัดนี้ เขารู้แล้วว่าทำไมพรรคมารถึงถูกกวาดล้างเมื่อร้อยปีก่อนโดยฉู่หนานเฟิง คนกลุ่มนี้ไร้เหตุผล สังหารเพื่อความสำราญ หากปล่อยไว้มันจึงเป็นภัยใหญ่
ถ้าตระกูลถังเป็นเศษเสี้ยวของพรรคมารจริง…ที่พวกมันเล่นงานเขา นั่นก็เพราะพวกมันเห็นว่าเรื่องนี้ งสนุก’
เปลวไฟแห่งความโกรธในใจเจียงหรานยิ่งโหมแรงขึ้น น่าขันสิ้นดี!
เขามองกู้ม่อเซิงพลางเอ่ยถามอย่างสงสัย “ถ้าเช่นนั้น หากนางเป็นมารจริง แล้วฟ่านอวี้โหมวที่ฝึกคัมภีร์โลหิตโอสถก็นับว่าเป็นพวกเดียวกันมิใช่หรือ เหตุใดนางจึงฆ่าเขา”
“ใครจะรู้เล่า…” หลี่เทียนซินส่ายหน้า “ตั้งแต่พรรคมารถูกทำลาย พวกมันก็แตกเป็นเสี่ยงๆ มิอาจกลับมาเหมือนเดิม แม้แต่หากยังอยู่ครบเหมือนเมื่อก่อน คนเหล่านี้ก็ไม่เคยยึดติดสามัญวิถี ไม่ว่าจะฆ่าหรือช่วย ล้วนขึ้นกับอารมณ์ของพวกมัน จำไว้ว่าพวกมันภาคภูมิใจในความเป็นมาร เสมอ เพราะสิ่งที่พวกมันแสวงหา มีเพียงห้าคำ มหามารผู้เป็นอิสระ!”
“สำหรับพวกมัน ความเป็นมารคืออิสระ ไม่มีกฎเกณฑ์ใด ๆ ผูกมัด”
เจียงหรานได้ยินแล้วพลันพยักหน้าเบาๆ ภาพลักษณ์พรรคมารที่เลือนรางก็ชัดขึ้นในใจ
คนที่ปล่อยใจตามอารมณ์ ย่อมกลายเป็นบ้าคลั่ง หากปลดปล่อยความมืดในใจออกมา ก็พร้อมทำทุกสิ่งแม้กระทั่งสังหารคนทั้งตระกูล เพียงเพื่อหัวเราะเล่นสนุก
หลี่เทียนซินเล่าต่อ “คืนนั้น ข้านึกว่าจะตายแน่แล้ว เพราะเมื่อนางมองตาข้า ข้าก็รู้ว่านางเห็นข้า แต่ไม่รู้เหตุใด นางกลับไม่ฆ่า กลับถามข้าว่า…มาที่นี่เพราะคัมภีร์โลหิตโอสถหรือไม่”
“ข้าไม่ปฏิเสธ นางจึงบอกว่าเล่มของพรรคชิงเหอนางจะเอาไปเอง แต่ในค่ายเฟยอวิ๋นยังมีอีกเล่ม นางไม่มีเวลาจะไปเอา หากข้ามีกำลังพอ ก็ไปชิงเอามา”
เจียงหรานสีหน้าแปลกๆ “แล้วเจ้าถึงไปลอกหมายจับตามป้ายประกาศ แล้วบุกเดี่ยวเข้าไปในค่ายเฟยอวิ๋นเนี่ยนะ วิธีสืบหาความจริงของเจ้านี่…ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก”