บัณฑิต + หนึ่งกระบี่แยกชิงไห่สลายควันเมฆครึ่งฟ้า
ตอนที่ 25 บัณฑิต + หนึ่งกระบี่แยกชิงไห่สลายควันเมฆครึ่งฟ้า
วันที่สิบห้าเดือนเจ็ด!
เช้าวันนั้นเจียงหรานล้างหน้าล้างตาเรียบร้อย ก็ออกจากห้องพัก
ไม่แปลกใจเลยที่เจอหลี่เทียนซินยืนอยู่หน้าประตู
“ไม่ร้องแล้วรึ”
เจียงหรานเห็นเขา ก็อดหัวเราะในใจไม่ได้
หลี่เทียนซินที่ปกติหน้านิ่งราวหินสลัก พอได้ยินคำนี้ หน้าก็แดงก่ำขึ้นมาทันที ตาจ้องเขม็งทีละคำ
“ข้าไม่ได้ร้อง!”
“อ่า ใช่ๆๆ”
เจียงหรานพยักหน้ารัวๆ
“ข้าพูดจริงๆ…ไม่ได้ร้อง!!”
“เจ้าพูดถูก!”
เจียงหรานก็คิดได้ว่าคงไม่ควรเอาเรื่องนี้มาล้อซ้ำๆ อีก อย่างไรเสียหากสลับกัน ก็คงน่าสงสารอยู่เหมือนกัน
ดีๆ อยู่ก็ถูกควบคุม ถูกบังคับยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู แล้วยังโดนลากไปต่อสู้ทั้งบ่ายอีก
แค่คิดก็รู้สึกช่างน่าเวทนา…
เจียงหรานนึกสงสารอยู่ครู่หนึ่ง แต่กลับไม่ทันนึกเลยว่า ตัวต้นเหตุคือตัวเขาเอง
หลี่เทียนซินถลึงตาใส่เขาแรงๆ
“วันนี้จะไปไหน”
“แน่นอนว่าต้องไปคฤหาสน์ตระกูลว่าน”
หลี่เทียนซินพยักหน้า ไม่พูดอะไร เพียงเดินตามเงียบๆ
วันนี้บรรยากาศต่างออกไปจริงๆ
บนถนนแทบไม่เห็นชาวบ้านทั่วไป ส่วนใหญ่กลับเป็นกลุ่มชาวยุทธ
เจียงหรานกวาดตามองทีละคน แต่ก็ยังแยกไม่ได้ว่าใครคือผู้กล้าที่มาร่วมงาน หรือว่าเป็นคนของค่ายเฟยอวิ๋น
และสิ่งที่ได้ยินระหว่างทางมากที่สุด ก็คือเรื่องพรรคหลัวรื่อถูกกวาดล้าง
ทางเจ้าเมืองจัดการเรื่องนี้อย่างสะอาดหมดจด
สะอาดยิ่งกว่าที่เจียงหรานคาดไว้เสียอีก
จนทุกคนต่างสงสัยว่า ที่แท้แล้วเป็นพรรคซานเฟินที่ลงมือ
เพราะในบรรดาสามพรรคใหญ่แห่งชางโจว ตอนนี้เหลืออยู่แค่พรรคซานเฟินเท่านั้น
เมื่อพรรคชิงเหอ และพรรคหลัวรื่อถูกกวาดล้างไป ผู้ได้ผลประโยชน์มากที่สุดก็คือ พวกเขา
ธรรมดาที่จะไม่พ้นข้อครหา…
เจียงหรานกับหลี่เทียนซินเดินฟังไปพลาง ไม่นานก็มาถึงหน้าคฤหาสน์ตระกูลว่าน
หน้าคฤหาสน์ผู้คนเบียดเสียดล้นหลาม กว่าเจียงหรานจะพาหลี่เทียนซินเบียดเข้ามาถึงหน้าประตูได้ก็ลำบากไม่น้อย
ตรงหน้ามีชายวัยกลางคนราวสี่สิบ กำลังยุ่งจนหัวหมุน
พอเห็นเจียงหรานก็ถามขึ้น
“คุณชาย มีจดหมายเชิญหรือไม่”
“มี”
เจียงหรานหยิบจดหมายเชิญที่เฉิงจี๋ม่อมอบให้มาก่อนหน้านี้ แล้วยังเหลือบตามองหลี่เทียนซิน
ฝ่ายนั้นทำไม่รู้ไม่ชี้ เอาแต่ยืนเหมือนรูปสลัก
ชายวัยกลางคนตรวจดูแล้วแน่ใจว่าเป็นของจริง จึงเชิญเจียงหรานเข้าไป ส่วนหลี่เทียนซินก็จะก้าวตาม
เขารีบยกมือกันไว้
“แล้วจดหมายเชิญของท่านล่ะ”
หลี่เทียนซินเหลือบตามองเจียงหราน
เจียงหรานก็มองเขาเช่นกัน สบตากันอยู่ครู่หนึ่ง เจียงหรานก็เหมือนจะเข้าใจ รีบพูดเบาๆ
“เขามากับข้า เอ่อ…เป็นคนรับใช้”
“อ้อ อย่างนี้นี่เอง”
ชายวัยกลางคนพยักหน้าอย่างเข้าใจ ไม่ห้ามอีก
หลี่เทียนซินกัดฟันแน่น
“คนรับใช้”
“หรืออยากให้ข้าบอกว่าไม่รู้จักเจ้า”
เจียงหรานถาม
“…จริงๆ การเป็นคนรับใช้ก็ดีเหมือนกัน”
หลี่เทียนซินสูดหายใจลึก
ผ่านประตูมาแล้ว พื้นที่ภายในกว้างขวางขึ้นมาก ไม่เบียดเสียดอีก ทั้งสองเดินตามฝูงชนเข้าไป
ไม่ช้าก็มาถึงลานใหญ่
ลานนี้คงพึ่งปรับใหม่ เห็นร่องรอยฐานสิ่งก่อสร้างเดิมอยู่
คงเป็นคหบดีว่านที่เห็นว่าต้องจัดงานใหญ่ จึงทุบเรือนรอบข้าง กลบสระน้ำ ย้ายหินปลอม จนได้พื้นที่กว้างขนาดนี้
ตอนนี้มีโต๊ะกลมเรียงรายเป็นระเบียบจนสุดสายตา
กลางลานตั้งเวทีสูง
หน้ามีแผ่นป้ายใหญ่คลุมด้วยผ้าแดง ไม่เห็นว่ามีเขียนอะไร
โต๊ะไม่มีชื่อ ผู้คนก็เลือกนั่งตามสบาย
เจียงหรานกับหลี่เทียนซินเลือกโต๊ะหนึ่ง นั่งได้ไม่นานก็ได้ยินเสียงหาวดังขึ้น
หันไป เห็นชายหนุ่มในชุดบัณฑิตสีอ่อน สวมหมวกสี่เหลี่ยม กำลังยันตัวลุกขึ้นจากโต๊ะ
หน้าเขาซีดเผือด ตาดำคล้ำอย่างเห็นชัด
สายตามัวๆ มองเจียงหรานกับหลี่เทียนซิน แล้วประสานมือคารวะ ก่อนจะหาวอีกครั้ง
“…พี่ชาย ท่านคง…ไม่เป็นไรนะ”
เจียงหรานมองแล้ว รู้สึกเหมือนเขาจะตายได้ทุกเมื่อ
ชายหนุ่มส่ายหน้า
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ข้ายังไหว…ขอบคุณที่เป็นห่วง”
เจียงหรานพยักหน้า แล้วถามต่อ
“กี่วันแล้วที่ท่านไม่ได้นอน”
“อืม…”
บัณฑิตผู้นั้นขบคิด ใช้นิ้วนับ ก่อนตอบ
“นับได้ว่าข้าอ่านหนังสือติดกันสามวันแล้ว ไม่อาจวางหนังสือเหล่านั้นได้เลย ทำให้พวกท่านต้องหัวเราะเยาะแล้ว”
เจียงหรานกับหลี่เทียนซินสบตากัน ต่างอดนับถือไม่ได้
นี่สิ บัณฑิตตัวจริง
ครานั้นเขาดูเหมือนตาสว่างขึ้น ใบหน้าซีดเผือดก็มีสีเลือดฝาดขึ้นมาเล็กน้อย
เขาประสานมือ
“ข้านามว่าเต๋ออู๋หมิง ยังมิได้ถามนามของท่านทั้งสอง”
“ข้าเจียงหราน”
“หลี่เทียนซิน”
“ช่างเป็นชื่อที่ดีเลิศ!”
เต๋ออู๋หมิงยิ้ม
“สองท่านชื่อไพเราะนัก มิใช่เช่นข้า ที่อาจารย์สุ่มเปิดคัมภีร์เต๋า อ่านไปครึ่งบรรทัด ก็เอามาตั้งชื่อให้
“อู๋หมิง อู๋หมิง สุดท้ายก็คือความว่างเปล่าเท่านั้นเอง…”
สิ้นคำ เขาก็อดหาวยาวๆ ไม่ได้
แล้วยืดแขนบิดกายเหมือนจะเรียกแรงกลับมา
แต่พอแขนเสื้อขยับ ก็เผยให้เห็นหนังสือเล่มหนึ่งในอกเสื้อ
เจียงหรานเหลือบไป เห็นปกเขียนชัด [ บันทึกเรื่องแปลกพิสดารแห่งแคว้นจินฉาน ]
เขาชะงักไป มองหลี่เทียนซิน โชคดีที่อีกฝ่ายมัวแต่จ้องผู้คนรอบๆ ไม่ทันเห็น
หันกลับมาก็สบตากับเต๋ออู๋หมิง ร่างนั้นนิ่งค้างไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบเก็บหนังสือเข้าข้างใน ยิ้มเก้อๆ
“คุณชายเจียงอย่าเพิ่งเข้าใจผิด แม้ชื่อหนังสือจะดู…เอ่อ…แต่จริงๆ แล้วเป็นบันทึกเรื่องแปลกจากทั่วแผ่นดินแคว้นจินฉาน สนุกยิ่งนัก ทำให้ข้าได้ความรู้มากมาย!”
“ข้าเข้าใจ ข้าเข้าใจ”
เจียงหรานพยักหน้าแรง แสดงว่าเชื่อ
“คุณชายเจียง…อย่าเข้าใจผิดนะ! ตัวข้าตั้งแต่เด็กก็อ่านแต่คัมภีร์บัณฑิต…ข้าเป็นบัณฑิตจริงๆ”
เต๋ออู๋หมิงทำหน้าเคร่งขรึมขึ้น แต่ด้วยตาดำคล้ำยิ่งชัด หน้าเลยซีดยิ่งกว่าเดิม
เจียงหรานคิดในใจว่า บัณฑิตคงจะไม่อ่านหนังสือเช่นนั้น แต่ก็ทำหน้านิ่ง เอ่ยหนักแน่นว่า
“แน่นอน ท่านเต๋อเป็นบัณฑิตตัวจริงเสียงจริง”
เต๋ออู๋หมิงเหลือบมองเจียงหราน สีหน้าไม่ค่อยมั่นใจนัก เอ่ยเบาๆ
“หรือว่า…ให้ข้ามอบหนังสือเล่มนี้ให้ท่านยืมอ่านสักวันสองวันดี”
“ไม่จำเป็น!”
เจียงหรานรีบโบกมือ
“เห็นหรือไม่…เจ้าไม่เชื่อใจข้าเลย!”
เต๋ออู๋หมิงรีบพูด
“ในนี้ จริงๆ มีแต่เรื่องราวบ้านเมืองจริงๆ หากท่านไม่เชื่อก็ลองอ่านเองเถอะ”
ว่าแล้วก็ควักหนังสือออกมา จะยื่นส่งให้
เจียงหรานตกใจ จะอ่านเงียบๆ ปลอบใจตนเองก็ยังพอ แต่ต่อหน้าคนมากมายถึงเพียงนี้ เจ้าจะทำให้ข้าอับอายหรือไร
เขาหันกายจะผละออก แต่เต๋ออู๋หมิงร้อนรน คว้ามือไปหมายจะจับข้อมือเจียงหราน
เจียงหรานกำลังจะชักกลับ ทว่ารู้สึกได้ว่าการคว้านั้นเต็มไปด้วยวิชา จะหลบหรือหด ล้วนถูกรวบในฝ่ามือเดียว
สัญชาตญาณเขากางห้านิ้ว ยืมพลังวิชาอักษรคุนกรงเล็บปีศาจคลั่งสิบสามกระบวนท่าตวัดกลับไป ทั้งสองจึงเกี่ยวข้อมือกันแน่น
กำลังภายในปะทะกันดังปัง!
เต๋ออู๋หมิงรู้สึกเหมือนมีแรงมหาศาลแล่นเข้าสู่ข้อมือ ฝ่ามือชาเจ็บ แต่เจียงหรานกลับเหมือนไร้สิ่งใดเกิดขึ้น
เขามองฝ่ามือตนเอง แล้วมองเจียงหราน เต็มไปด้วยความตะลึง
“ปราณฟ้าดิน ท่าน…ท่านสำเร็จวิชาจิตเที่ยงธรรมแห่งฟ้าดินแล้ว”
“เป็นไปได้อย่างไร!”
“วิชาจิตเที่ยงธรรมแห่งฟ้าดินน่ะหรือ”
หลี่เทียนซินที่อยู่ด้านข้างหันมามอง สีหน้าก็แปรเปลี่ยน
“เจ้าฝึกวิชากำลังภายในสายนี้จริงหรือ”
“…”
เจียงหรานเหลือบตามองทั้งสอง
“เคล็ดวิชานี้…มีปัญหาอะไรรึ”
เต๋ออู๋หมิงสบตากับหลี่เทียนซิน ต่างเห็นแววไม่อยากเชื่อในตากันและกัน
ท้ายที่สุด เต๋ออู๋หมิงเอ่ยเสียงต่ำ
“คุณชายเจียง ท่านไม่รู้หรือ ใครสอนให้ท่านฝึกวิชานี้”
“อาจารย์ของข้า”
เจียงหรานโกหกออกมาโดยไม่กะพริบตา
“เป็นไปไม่ได้”
หลี่เทียนซินกล่าวหนักแน่น เมื่อเห็นเจียงหรานมองมา จึงอธิบาย
“ไม่มีอาจารย์คนใด จะยอมให้ศิษย์ของตนฝึกวิชานี้เป็นอันขาด”
เต๋ออู๋หมิงก็พยักหน้ารัว
“คุณชายเจียง…หรือว่าเจ้ากับอาจารย์ไม่ลงรอยกัน”
“…”
เจียงหรานอึ้ง
“ตกลงแล้วเคล็ดวิชานี้…มีอะไรกันแน่”
“เจ้าไม่รู้จริงๆ หรือ”
เต๋ออู๋หมิงเห็นสีหน้าสงสัยของเขา จึงเอ่ย
“แท้จริงแล้ว วิชาจิตเที่ยงธรรมแห่งฟ้าดินเป็นวิชาของสำนักเต๋าสายหลัก ไม่มีปัญหาอะไร”
“ที่มานั้น มาจากสำนักเจิ้งซินเมื่อราวหลายร้อยปีก่อน”
“สำนักเจิ้งซิน”
เจียงหรานนึกอยู่ครู่ รู้สึกคุ้นหู แต่ไม่เคยได้ยินชัดเจน เพราะหากผ่านมาหลายร้อยปีแล้วสูญหายไป ย่อมไม่แปลก
“ใช่ สำนักเจิ้งซิน”
หลี่เทียนซินพูดเสริม
“เมื่อครั้งอดีต สำนักเจิ้งซินคือสำนักเต๋าอันดับหนึ่ง ศิษย์ศรัทธากระจายทั่วแผ่นดิน แต่ถึงฐานรากจะยิ่งใหญ่ วันหนึ่งก็ต้องเสื่อมสลาย”
“หลายชั่วคนผ่านไป ศิษย์เริ่มขัดแย้งเพราะแนวคิดและคำสอนต่างกัน สุดท้ายใช้เวลาสิบกว่าปี ก็แตกสลายสิ้น สายสาขาต่างๆ กระจัดกระจาย บางส่วนกลายเป็นสำนักใหญ่จนถึงปัจจุบัน”
“อย่างเช่นสำนักเต๋ออี และสำนักกระบี่เพลิงตะวันของแคว้นจินฉาน ล้วนเป็นสายสืบทอดจากสำนักเจิ้งซิน”
“ทุกๆ สามสิบหกปี พวกเขาจะเชิญชวนสำนักเหล่านี้ขึ้นบรรพตหมื่นหยก ประลองวิชาตัดสินกัน ผู้ชนะจะได้ถือกระบี่เจิ้งซิน ขึ้นนามเจิ้งซินเต๋อเหริน บงการสำนักอื่นๆ เป็นเวลาสามสิบหกปี”
เจียงหรานฟังแล้วจึงพยักหน้า นึกได้ว่าเคยได้ยินในโรงน้ำชาจริง แต่ตอนนั้นผู้คนสนใจพูดถึงสำนักเต๋ออีมากกว่า
เพราะเจ้าสำนักเต๋ออีปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาของจักรพรรดิ ตำแหน่งสูงล้ำ
“คุณชายหลี่รู้มากจริงๆ”
เต๋ออู๋หมิงหัวเราะ แล้วกล่าวกับเจียงหราน
“และในบรรดาสาขาที่แตกแยกย่อยออกไป ยังมีอีกสายหนึ่ง…ชื่อว่าสำนักชะตาฟ้า!”
“เสียดายที่สำนักนี้นับแต่ถือกำเนิดมา ก็ไม่เคยปรากฏกายในยุทธภพอีกเลย”
“ทำไมล่ะ”
เจียงหรานถาม
“เพราะพวกเขาสืบทอดวิชาจิตเที่ยงธรรมแห่งฟ้าดิน”
เต๋ออู๋หมิงส่ายหน้า
“เรื่องนี้เกิดขึ้นราวร้อยหกสิบกว่าปีมาแล้ว เกือบสองร้อยปีได้ ตอนนั้นมีกลุ่มชาวยุทธพเนจรออกสำรวจโบราณสถาน จนเจอสำนักชะตาฟ้า พวกเขาฝ่าอันตรายเข้าไปถึงลึกสุดท้าย พบคัมภีร์จิตเที่ยงธรรมแห่งฟ้าดิน”
“ด้วยเพราะเป็นสืบสายจากสำนักเจิ้งซิน อีกทั้งยังเป็นยอดวิชา พวกนั้นจึงห้ำหั่นแย่งชิงกัน ข่าวแพร่ไปทั่ว จนทั้งยุทธภพลุกเป็นไฟ แย่งชิงคัมภีร์นี้นับสิบปี”
“สุดท้ายสงบลง…ไม่ใช่เพราะไม่มีคนแย่ง แต่เพราะผู้ที่ได้คัมภีร์ไป กลับประกาศเปิดเผยให้ทั่วทุกคน
“ไม่เพียงในวงศ์สำนัก แม้แต่ชาวบ้านทั่วไปก็หาซื้อได้”
“…ใจกว้างยิ่งนัก”
เจียงหรานแค่นหัวเราะ “แล้วต่อจากนั้นเป็นอย่างไร”
“ต่อมาก็รู้กันทั่ว ว่าคัมภีร์นี้…แทบฝึกไม่ได้”
เต๋ออู๋หมิงรินน้ำชาดื่ม
“ยากเกินไป…แม้ผู้มีพรสวรรค์ยอดเยี่ยม จากขั้นหนึ่งไปขั้นสองยังต้องใช้เวลาอย่างน้อยห้าหกปี”
“หากสวรรค์ปานกลาง ยิ่งต้องใช้สิบปีหรือมากกว่า ในเมื่อยุทธภพมีวิชานับร้อยนับพัน ใครจะยอมเสียเวลาให้มัน”
“บางคนก็คิดหาทางลัด โดยเปลี่ยนกำลังภายในที่ฝึกมาหลายสิบปี กลายเป็นปราณฟ้าดินเพื่อเร่งขั้นให้ก้าวหน้า แต่สุดท้ายก็เสียใจกันหมด…กำลังภายในห้าสิบปียังดันขั้นวิชานี้ไม่ได้ถึงขั้นห้า”
“ส่วนใหญ่หยุดที่ขั้นสี่ แล้วถอยหลังกลับ วิชาที่มีอยู่ไม่ก้าวหน้า กลับถดถอยยิ่งกว่าเดิม”
เจียงหรานขมวดคิ้ว
“แล้วไม่มีใครในยุทธภพฝึกสำเร็จเลยหรือ”
“มี…”
หลี่เทียนซินพูดช้าๆ
“ครั้งหนึ่งเคยมียอดฝีมือไร้นาม ปรากฏกายเมื่ออายุร้อยยี่สิบห้าปี”
“เขาอาศัยเพียงหนึ่งกระบี่ กรีดแยกชิงไห่ สลายควันเมฆครึ่งฟ้า เขาคือผู้เดียวในรอบสองร้อยปีนี้ ที่ฝึกวิชานี้ถึงที่สุด”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ
“และอีกคน…ก็คือเจ้า”