บทที่ 3

“มะอาวฮะ!”

ตอนแรกผมถึงกับไม่อยากเชื่อหูตัวเอง

แต่จากน้ำเสียงของยอนดูที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดเมื่อครู่ ประกอบกับร่างกายที่สั่นเทิ้มของเธอ มันสื่อออกมาอย่างชัดเจน

ว่าเธอไม่ต้องการมันจากใจจริง

ผมถึงกับพูดไม่ออกกับปฏิกิริยาที่รุนแรงเกินคาดนั้น พลางทบทวนคำถามที่เพิ่งถามไปในหัว

ผมถามอะไรไปนะ?

‘ยอนดู... แล้วเธอ... ไม่ชอบเหรอ? ที่เราจะต้องมาเป็นครอบครัวกัน’

มันก็ไม่ใช่คำถามที่ยิ่งใหญ่อะไรขนาดนั้นเลยนี่นา

เดี๋ยวก่อนนะ... ผมเริ่มจะเจ็บปวดขึ้นมาจริงๆ แล้วนะ ทำไมเธอถึงได้เกลียดมันขนาดนี้?

การที่จะต้องมาอยู่กับผมต่อจากนี้มันน่ารังเกียจจนต้องตัวสั่นเลยเหรอ?

พรืด พรืด

ผมส่ายหัวเพื่อสะบัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป

และเมื่อทำเช่นนั้น ในที่สุดผมก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง

ไม่สิ... ไม่ว่าจะคิดยังไง ปฏิกิริยาของยอนดูก็ดูแปลกๆ

เพราะเมื่อกี้นี้ บทสนทนาระหว่างผมกับเธอก็ยังดูไปได้ด้วยดีอยู่เลย

ถ้าผมไม่ได้คิดไปเอง อย่างน้อยที่สุดผมก็ต้องรู้สึกได้ว่ายอนดูเกลียดผมเข้าไส้

แต่ปฏิกิริยาของยอนดูในตอนนี้มันต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

‘...นี่ไม่ใช่ปฏิกิริยาของคนที่เกลียดเรา’

ยอนดูตัวสั่นระริกราวกับหวาดผวาแล้วตอบผมว่า ‘มะอาวฮะ!’

นี่มันดูไม่เหมือนความรู้สึกต่อต้านที่มีต่อผม แต่ใกล้เคียงกับความหวาดกลัวต่อบางสิ่งบางอย่างมากกว่า

ถ้าอย่างนั้น... เธอกำลังกลัวอะไรอยู่กันแน่?

เพื่อที่จะหาคำตอบนั้น ผมจำเป็นต้องย้อนกลับไปนึกถึงคำถามที่ตัวเองเป็นคนถาม

เพราะยอนดูแสดงปฏิกิริยาแบบนี้ออกมาก็เพราะคำถามของผมนั่นแหละ

‘ยอนดู... แล้วเธอ... ไม่ชอบเหรอ? ที่เราจะต้องมาเป็นครอบครัวกัน’

พอมาคิดดูอีกทีก็เห็นแล้ว

คำที่ทำให้รู้สึกขัดๆ คำนั้น

‘ครอบครัว’

ตอนที่ผมถามว่า ‘ครอบครัว’ คืออะไร ยอนดูตอบว่า ‘การอยู่ด้วยกัง’

ผมก็เลยถามออกไปโดยไม่ได้คิดอะไรมาก

ต่อจากคำพูดที่ว่าเรามาเป็นครอบครัวและอยู่ด้วยกัน ผมถามเธอไปว่า... แล้วเธอไม่ชอบที่จะเป็นครอบครัวกับฉันเหรอ

แต่บางทียอนดูอาจจะตีความหมายของคำถามนั้นแตกต่างออกไป

ผมไม่รู้ว่าตัวเองคิดลึกเกินไปหรือเปล่า แต่ถ้าความคิดของผมถูกต้อง ผมน่าจะหาคำตอบของสถานการณ์นี้ได้

เพราะจนถึงเมื่อวานนี้…

‘ครอบครัว’ ของเด็กคนนี้คือ คิมดงซอก น้าเขยของผม

จากคำพูดของพวกญาติๆ และสภาพของเด็กน้อย ทำให้ผมพอจะเดาได้ว่าเขาเป็นไอ้สารเลวคนหนึ่ง

แล้วสภาพแวดล้อมใต้ชายคาของพ่อแบบนั้น มันจะเป็นสภาพแวดล้อมที่ปกติสุขสำหรับเด็กคนหนึ่งได้จริงๆ เหรอ? ผมไม่กล้ายืนยันเลย

ถ้าอย่างนั้น ผมก็พอจะสันนิษฐานได้เรื่องหนึ่ง

‘Trauma’

ปฏิกิริยาที่เด็กคนนี้แสดงออกมา ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่เรียกว่า Trauma หรือบาดแผลทางใจ

อาการวิตกกังวลหรือปฏิกิริยาต่อต้านที่เกิดขึ้นจากเหตุผลทางจิตใจ

บางทียอนดูอาจจะนึกถึงพ่อของตัวเองขึ้นมาจากคำว่า ‘ครอบครัว’ ที่ผมพูดออกไปก็ได้

แน่นอนว่าการคาดเดาของผมอาจจะผิดก็ได้

ถึงจะพูดเรื่อง Trauma อะไรนั่นไป แต่ผมก็ไม่ใช่จิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญอะไร เป็นแค่คนว่างงานไร้ความสามารถคนหนึ่งเท่านั้น

เธออาจจะแค่เกลียดผมจริงๆ ก็ได้

ดังนั้น ผมจึงคิดว่าจะลองพิสูจน์ดู

“ยอนดู”

ไม่มีวิธีอื่นแล้วนอกจากการถามเจ้าตัวโดยตรง

พอผมเรียกชื่อเธอ ยอนดูก็สะดุ้งเฮือกแล้วตอบกลับมา

“คะ...”

“ก่อนอื่น ไม่ต้องกลัวนะ ฉันไม่ใช่คนไม่ดี”

ถึงจะฟังดูเหมือนประโยคของคนใจดีที่ใช้ล่อลวงเด็กก็เถอะ แต่ก็ช่วยไม่ได้

เพราะตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำให้เด็กน้อยรู้สึกปลอดภัยทางอารมณ์

โชคดีที่ยอนดูพยักหน้าขึ้นลง

ผมพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มและสงบนิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ถ้าไม่เป็นไร... พอจะถามได้ไหม ว่าทำไมถึงไม่ชอบที่จะเป็นครอบครัวกับฉัน”

ถ้าคราวนี้คำตอบที่ออกมาจากปากของยอนดูยังเป็น ‘มะอาวฮะ!’ อีก ผมก็คงจนปัญญา

คงต้องไปหาทางอื่นแทนการอยู่กับผม เพราะการที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่กับเด็กที่มีความรู้สึกต่อต้านผมตั้งแต่แรก มันเป็นไปไม่ได้เลย ทั้งเพื่อตัวเด็กเอง และเพื่อตัวผมด้วย

ครู่ต่อมา เสียงเล็กๆ ก็ลอดออกมาจากริมฝีปากของยอนดูที่ถูกเส้นผมบดบังจนมองไม่เห็น

“...กัว”

“หืม?”

“น่ากัว...”

ไม่ใช่คำตอบว่าเธอเกลียดผม แต่เป็นคำตอบที่ยืนยันว่าการคาดเดาของผมนั้นถูกต้อง

ถึงอย่างนั้น ผมก็ไม่ได้รู้สึกดีใจเลยสักนิด

น่ากลัว... นั่นคือความรู้สึกที่เด็กคนนี้มีต่อคำว่า ‘ครอบครัว’

ผมเผลอกัดริมฝีปากล่างของตัวเองโดยไม่รู้ตัว

คำตอบของยอนดูยังไม่จบแค่นั้น

“เจ็บ... ครอบครัว... เจ็บ...”

พูดจบ ยอนดูก็ก้าวเท้าเล็กๆ เข้ามาแล้วโผกอดขาของผมเอาไว้

ขาของผมรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะท้าน เหมือนเธอกำลังจะร้องไห้ออกมาอีกครั้ง ผมได้ยินเสียงสะอื้นฮักๆ ด้วย

แม้จะมองไม่เห็นสีหน้า แต่ผมก็พอจะรู้ว่าตอนนี้ยอนดูกำลังทำหน้าแบบไหนอยู่

ยังมีอีกหลายอย่างที่ผมสงสัย แต่การซักไซ้เอาคำตอบมากกว่านี้มีแต่จะไปกระตุ้นบาดแผลในใจของเธอ

ผมทำได้เพียงลูบหัวของเด็กน้อยเบาๆ แล้วพูดว่า

“ไม่ต้องกลัวนะยอนดู ต่อจากนี้ไปจะไม่มีเรื่องน่ากลัวหรือเรื่องเจ็บปวดอีกแล้วนะ”

แปลกจริงๆ

ทั้งที่อาจจะเป็นคำพูดที่ผมไม่สามารถรับผิดชอบได้

ไม่สิ... มีความเป็นไปได้สูงเลยว่าจะทำไม่ได้ แต่ผมกลับทำได้แค่พูดออกไปแบบนี้

ดูเหมือนว่าความรู้สึกที่เรียกว่า ‘ความรับผิดชอบ’ ซึ่งไม่น่าจะเหมาะกับคนอย่างผม มันได้เกิดขึ้นมาเสียแล้ว

เกิดขึ้นมาเพื่อเด็กน้อยที่ผมยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตาชัดๆ คนนี้... คนที่กำลังตัวสั่นงันงกและกอดขาผมไว้แน่น

“ยอนดู ขอถามอะไรเป็นอย่างสุดท้ายได้ไหม?”

“ฮึก... ค่ะ...”

“เธอไม่ได้เกลียดฉันใช่ไหม?”

“เกียด?”

“ห๊ะ?”

ไม่นะ... อย่าบอกนะ…

ว่าจะมาขีดเส้นกันตรงนี้อีกแล้วเหรอ?

ขณะที่ผมกำลังทำหน้าเหวอ ยอนดูก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นแล้วพูดต่อ

“มะเกียดฮะ!! ชอบฮะ!”

“ฮ่าๆ”

« »

“ฮ่าๆๆ! ขอบใจนะ ยอนดู!”

ผมระเบิดหัวเราะออกมากลางถนนเหมือนคนบ้า

ผมรู้สึกเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาแล้ว

ความรู้สึกของคนเป็นพ่อเป็นแม่ที่อารมณ์จะขึ้นๆ ลงๆ ไปตามการกระทำและคำพูดของลูกในแต่ละคำ

...แต่เพิ่งจะเริ่มต้นก็เป็นซะขนาดนี้ มันจะโอเวอร์ไปหน่อยไหมนะ?

.

.

.

ทันทีที่ก้าวเข้าไปในบ้าน สภาพแวดล้อมอันแสนอ้างว้างก็ปรากฏแก่สายตา

ทั้งที่เป็นบ้านของตัวเองและเห็นอยู่ทุกวัน แต่มันก็เหมือนรังหนูไม่มีผิด

เสื้อผ้าไม่กี่ตัวถูกโยนทิ้งไว้เกลื่อนกลาด หม้อที่ใช้ต้มรามยอนกินเมื่อวานก็ยังวางอยู่บนโต๊ะไม่ได้ล้าง

“ฮ่าๆ โทษทีนะ ถ้ารู้ว่ายอนดูจะมาด้วยก็คงจะเก็บกวาดไว้ก่อนแล้ว”

ผมรีบลงมือจัดแจงเก็บของอย่างลนลาน

เสื้อผ้าที่กองอยู่ก็โยนไปแขวนไว้ลวกๆ ส่วนหม้อก็รีบเอาไปใส่ไว้ในอ่างล้างจาน

เพราะห้องมันแคบ แค่จัดนิดหน่อยภายนอกก็ดูสะอาดขึ้นเยอะแล้ว

ว่าแต่ทำไมวันนี้ถึงรู้สึกว่าห้องมันแคบจังนะ? อ้อ... เพราะยอนดูมาด้วยนี่เอง!

แค่มีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งยืนอยู่ ขนาดของห้องก็ดูเหมือนจะเล็กลงไปหนึ่งในสามเลย

ก็แหงล่ะ เดิมทีมันก็เป็นห้องสตูดิโอเล็กๆ ที่มีห้องนั่งเล่นเชื่อมกับห้องครัว แล้วก็มีห้องน้ำเล็กๆ ห้องหนึ่งเท่านั้นเอง สำหรับผมที่อยู่คนเดียวจนชินแล้วมันก็รู้สึกอบอุ่นดี แต่สำหรับการอยู่กันสองคนมันแคบเกินไปมาก

“นั่งตามสบายได้เลยนะ ยอนดู”

“ค่ะ... แต่ว่า...”

“แต่ว่า?”

“นี่อะไรเหรอคะ...?”

ยอนดูใช้นิ้วเล็กๆ ชี้ไปที่บางสิ่ง

ผมตอบกลับไปทันที

“อ๋อ อันนั้นเรียกว่าพูลอัปบาร์น่ะ”

“พู-อับ-ปา...?”

เสียงที่เธอออกเสียงมันน่ารักจนผมเผลอหลุดหัวเราะออกมา

สิ่งที่เด็กน้อยชี้คืออุปกรณ์สำหรับออกกำลังกายอย่างการโหนบาร์

เป็นอุปกรณ์ที่ผมซื้อมาด้วยความมุ่งมั่นว่าจะสลัดร่างก้างปลาทิ้งไป แต่สุดท้ายมันก็กินพื้นที่ห้องมาหลายปีแล้วโดยเปล่าประโยชน์

จะเอาไปทิ้งก็ลำบาก แถมยังใหญ่เกะกะโดยไม่จำเป็น เป็นตัวการหลักที่ทำให้สภาพความเป็นอยู่ของผมย่ำแย่

‘ให้ตายสิ’

ตอนนี้ถึงขั้นมาโทษพูลอัปบาร์แล้วสินะเรา

พอคิดแบบนั้น ผมก็รู้สึกละอายใจตัวเองขึ้นมาอีก

รีบตอบยอนดูดีกว่า

“ใช่แล้ว มันเรียกว่าพูอับปาน่ะ พี่...”

ผมชะงักไปกลางคัน

คำว่า ‘พี่’ หลุดออกมาโดยไม่รู้ตัว

ว่าแต่ผมเป็นพี่ของยอนดูได้เหรอ? อายุห่างกันตั้งยี่สิบปีเนี่ยนะ?

พูดตามตรงว่าอายุห่างกันยี่สิบปีนี่เป็นพ่อได้เลยด้วยซ้ำ

‘แต่จะให้พูดจาห่างเหินแบบนี้ไปตลอดก็ไม่ได้’

มันมีความจำเป็นที่จะต้องกำหนดคำเรียกขานกัน

แต่จะให้เรียกว่าพ่อก็รู้สึกแปลกๆ อยู่ดี

ก่อนอื่นเลยคือตัวผมเองยังไม่ชินที่จะถูกเรียกแบบนั้น

ต่อให้จะเป็นสถานการณ์พิเศษแค่ไหน แต่อายุแค่ยี่สิบห้าจะให้เป็นพ่อคนแล้วเนี่ยนะ

ในมาตรฐานของผมมันเร็วเกินไปมาก

และที่น่ากังวลที่สุดก็คือตัวตนของพ่อของยอนดู หรือก็คือคุณน้าเขยของผมนั่นเอง

แม้จะไม่รู้รายละเอียดแน่ชัด แต่ที่แน่ๆ คือเขาไม่ใช่พ่อที่ดี

‘เพราะงั้นเธออาจจะมีความรู้สึกต่อต้านคำว่าพ่ออยู่ก็ได้’

ผมอยากจะคุยกับเธอโดยไม่ทำให้เธอต้องเจ็บปวดให้มากที่สุด

ผมหันไปถามยอนดูที่กำลังนั่งยองๆ อยู่

“ยอนดูอยากจะเรียกฉันว่าอะไรเหรอ?”

“…”

เธอไม่เข้าใจคำถามหรือเปล่านะ? ไม่มีเสียงตอบกลับมาเลย

ผมค่อยๆ กางนิ้วออกทีละนิ้วแล้วพูดต่ออย่างทีเล่นทีจริง

“ก็แบบ... อะไรทำนองนั้นแหละ อย่างเช่น พี่ชาย หรือจะเรียกลุงก็ได้นะ แล้วก็มีพ่อด้วย”

ชิบ... ไม่น่าพูดคำว่าพ่อออกไปเลย

ทั้งที่เพิ่งจะคิดอยู่เมื่อกี้นี้แท้ๆ โง่จริงเรา

ผมรู้สึกได้เลยว่าตัวเองยังอ่อนหัดเกินกว่าจะเป็นพ่อคนได้จริงๆ

ระหว่างที่กำลังตำหนิตัวเองในใจ เสียงของยอนดูก็ดังขึ้น

“เรียก... กะได้เหรอฮะ?”

“หืม?”

“เรียกว่าพ่อกะได้เหรอ?”

เป็นคำถามที่ยากจะเข้าใจความหมายได้ในทันที




ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 3

ตอนถัดไป