บทที่ 4

“เรียกว่าพ่อ... กะได้เหรอ?”

คำเรียกขานที่ยอนดูเลือกไม่ใช่ทั้งพี่ชายหรือลุง แต่เป็นพ่อ

คำถามของยอนดูทำเอาผมถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ

ไม่ใช่ว่าผมไม่ชอบคำว่าพ่อหรอกนะ

‘ไม่ใช่ ‘จะเรียก’ หรือ ‘อยากเรียก’ แต่เป็น ‘เรียกได้ไหม’ สินะ’

แม้จะต่างกันแค่พยางค์เดียว แต่มันกลับทำให้ผมรู้สึกติดใจอย่างบอกไม่ถูก

ควรจะพูดว่ายังไงดีล่ะ... เหมือนกับว่าเธออยากจะเรียกผมว่าพ่อ แต่ในขณะเดียวกันก็หวาดกลัวสิ่งนั้นอยู่

ผมอยากจะรู้เหตุผลนั้น

“ได้สิ... แน่นอนว่าต้องได้อยู่แล้ว ยอนดูอยากจะเรียกยังไงก็เรียกได้เลย ถ้าอยากจะเรียกพ่อ ก็เรียกได้เลยนะ”

“คิกๆ”

เอ๊ะ? หัวเราะ... ผมได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักอย่างชัดเจน

เมื่อกี้นี้ก็ได้ยินน้ำเสียงที่มีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้างแล้ว แต่เพิ่งจะได้ยินเสียงหัวเราะเป็นครั้งแรกเลย

การได้ยินเสียงหัวเราะของยอนดูทำให้ผมรู้สึกดีอย่างน่าประหลาด

“พ่อ... พ่อ!”

ยอนดูคงจะอารมณ์ดีมาก เธอพึมพำคำว่า ‘พ่อ’ ซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง

โอ้โห... น่ารักเป็นบ้าเลยแฮะ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกทึ่ง

แค่เรื่องที่ได้เรียกผมว่าพ่อจะทำให้เธอดีใจได้ขนาดนี้เลยเหรอ

‘ไม่ได้การล่ะ’

เรื่องที่รู้สึกดีใจก็ส่วนหนึ่ง แต่ผมคงต้องตรวจสอบอะไรบางอย่างให้แน่ใจเสียก่อน

ผมค่อยๆ เอ่ยปากถามยอนดู

“ยอนดู...”

“คะ... พ่อ!”

แต่ก่อนที่จะได้ถามอะไร ผมก็ถึงกับพูดไม่ออกอีกครั้ง

คราวนี้ไม่ใช่เพราะความตกใจ แต่เป็นเหตุผลอื่น

การถูกเรียกว่าพ่อมันทำให้ใจเต้นได้ขนาดนี้เลยเหรอ?

ไม่ได้พูดเกินจริงเลยนะ ในชั่วพริบตานั้นผมเกือบจะหายใจไม่ออกแน่ะ

ผมพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะปรับลมหายใจให้เป็นปกติแล้วจึงถามออกไป

“เมื่อกี้นี้น่ะ... คิดว่าพ่อจะไม่อนุญาตให้เรียกเหรอ?”

ยอนดูพยักหน้าเบาๆ ดูเหมือนจะสลดลงไปนิดหน่อย

ผมถามต่ออีกครั้ง

“พอจะถามได้ไหมว่าทำไม”

“...โกรธฮะ”

“หืม?”

“ถ้าเรียกว่าพ่อ จะโกรธเอา...”

“นั่นมันหมายความว่า...” ผมที่กำลังจะถามรายละเอียดเพิ่มเติมก็ต้องชะงักไป

ผมกำลังจะถามอยู่แล้วเชียวว่าคนบ้าที่ไหนจะโกรธเวลาถูกเรียกว่าพ่อ

แต่ดูเหมือนว่าไม่จำเป็นต้องถามแล้วล่ะ

เพราะมีคนคนหนึ่งโผล่ขึ้นมาในหัวของผม

‘น้าเขย’

น้าเขยของผม... ไม่สิ ไอ้เวรนั่นกลับมาแสดงตัวตนของมันอีกครั้งในรูปแบบที่ทำให้ผมรู้สึกขยะแขยง

‘ถึงขนาดไม่ยอมให้เรียกว่าพ่อเลยงั้นเหรอ’

เด็กที่อยู่ตรงหน้าผม ซอยอนดู ไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ ของคิมดงซอก น้าเขยของผม ดังนั้น เหตุผลที่ไม่ยอมให้เรียกว่าพ่อก็เห็นๆ กันอยู่

คงจะขีดเส้นแบ่งเพราะไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ ของตัวเองสินะ

พอคิดว่าตลอดห้าปีที่ผ่านมาเด็กคนนี้ถูกเลี้ยงดูมาแบบนั้น ผมก็ถึงกับขบกรามแน่น

‘ต้องลบมันทิ้งไปให้หมด’

ผมมีเป้าหมายใหม่เกิดขึ้นมาแล้ว

ความเป็นไปได้แม้เพียงน้อยนิดที่ว่าน้าเขยอาจจะเป็นคนดีอยู่บ้างได้มลายหายไปจากหัวของผมโดยสิ้นเชิง

ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีความจำเป็นต้องลังเลอีกต่อไป

‘จากนี้ไป... ภายในหัวของยอนดู’

ผมตั้งใจว่าจะลบตัวตนของน้าเขยทิ้งไปให้หมดสิ้น

จะกำจัดไอ้ขยะที่ไม่ควรค่าแก่การถูกเรียกว่าพ่อคนนั้นออกไปให้สิ้นซาก ไม่ให้เหลือแม้แต่เศษเสี้ยว

ถ้าเป็นแบบนั้น เรื่องคำเรียกขานก็นับว่าเป็นเรื่องดี เพราะการที่เธอเรียกผมว่าพ่อ น่าจะช่วยให้เธอลืมไอ้มนุษย์คนนั้นไปได้บ้างไม่มากก็น้อย

ตอนนั้นเองที่เสียงสั่นๆ ของยอนดูก็ดังขึ้น

“มะ... มะเรียกแล้วฮะ... อย่าโกรธเลยนะ... หนูผิดไปแล้ว...”

เมื่อเห็นยอนดูที่กำลังขดตัวพูด ผมถึงได้ตระหนักถึงความจริงข้อหนึ่ง ว่าตอนนี้ผมกำลังทำหน้าตาน่ากลัวขนาดไหนอยู่ มันเป็นสีหน้าที่หลุดออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจตอนที่กำลังคิดถึงเรื่องน้าเขย

ดูเหมือนว่ายอนดูจะมองเห็นสีหน้าของผมผ่านช่องว่างระหว่างเส้นผม

สิ่งนี้คงเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของเธอสินะ

การคอยชำเลืองมองสีหน้าของน้าเขยผ่านม่านผมที่ไม่เคยถูกตัดมาเป็นเวลานาน นั่นคงเป็นชีวิตประจำวันของยอนดู

‘ไม่ได้’

จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ไม่ได้

จะปล่อยให้ยอนดูเห็นภาพของผมซ้อนทับกับน้าเขยคนนั้นไม่ได้เด็ดขาด

ผมจะต้องเป็นคนที่แตกต่างจากเขา

“ไม่เลย พ่อไม่ได้โกรธสักนิดเดียว กลับกัน... พ่อดีใจมากๆ เลยนะ ที่ยอนดูเรียกพ่อว่าพ่อน่ะ”

“จริงเหรอฮะ...?”

“แน่นอนสิ จริงแท้แน่นอน ต่อไปนี้ต้องเรียกพ่อว่าพ่อตลอดเลยนะ รู้ไหม?”

“ค่ะ!!”

ผมมองเห็นมือเล็กๆ ทั้งสองข้างของยอนดูกำแน่น และมองเห็นรอยยิ้มของเธอที่ยังคงซ่อนอยู่หลังม่านผม

.

.

.

“ยอนดู แน่ใจนะว่าออกไปข้างนอกไหวจริงๆ? ถ้าเหนื่อยก็พักอยู่ที่บ้านก็ได้นะ”

“มะเปงไยฮะพ่อ!”

“ฮ่าๆ...”

ความจริงที่ถามไปน่ะ เพราะดูเหมือนตัวผมเองต่างหากที่จะไม่ไหว เมื่อครู่นี้เอง ผมเพิ่งจะผ่านศึกหนักมาหมาดๆ มันคือปัญหาเรื่องการอาบน้ำของยอนดู

เพราะร่างกายเธอมอมแมมมาก ผมเลยจำเป็นต้องจับเธออาบน้ำ และผมก็พยายามจะอาบให้เธอ

แต่ยอนดูกลับปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่ยอมท่าเดียว แถมคราวนี้ไม่ยอมบอกเหตุผลด้วยว่าทำไมถึงไม่ชอบ

‘แต่ก็ไม่เห็นจะดูเหมือนกลัวการอาบน้ำนะ’

ก็แหงล่ะ เพราะสุดท้ายเธอก็ยอมอาบน้ำนี่นา

ตอนที่เธอกำลังปฏิเสธลูกเดียว ผมเลยลองเปลี่ยนเป็นแค่ขอให้ล้างมือกับล้างหน้า เธอก็ยอมทำตามทันที

ถ้าดูจากตอนที่เธอล้างหน้าเสียงดังจ๋อมแจ๋มแล้วล่ะก็ ไม่น่าจะใช่คนกลัวน้ำแน่ๆ

อาจจะเพราะเป็นวันแรกล่ะมั้ง ถึงได้มีเรื่องให้งงเยอะขนาดนี้

‘ว่าแต่...’

นี่ยังไม่ได้เห็นหน้าลูกสาวตัวเองเลยนี่หว่า

เป็นพ่อประสาอะไรยังไม่รู้จักหน้าลูกตัวเองเลย... ตลกชะมัด

ยังไงก็ตาม สิ่งที่อยากจะบอกก็คือสุดท้ายภารกิจอาบน้ำให้ยอนดูนั้นก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่ก็ยังนับว่าโชคดีที่ในบ้านดันมีเสื้อผ้าที่ยอนดูใส่ได้พอดี ถามว่าทำไมบ้านของผู้ชายอายุยี่สิบห้าถึงมีเสื้อผ้าที่เหมาะกับเด็กห้าขวบได้น่ะเหรอ?

คำตอบนั้นง่ายมาก

เพราะมันเป็นเสื้อผ้าของผมเอง

น่าแปลกที่เสื้อผ้าตอนเด็กๆ ของผมมันถูกยัดไว้ที่ไหนสักแห่งในบ้าน

ถึงมันจะดูเชยไปหน่อย แต่ถ้าเทียบกับเสื้อผ้าที่ยอนดูใส่อยู่ก็ถือว่าดีกว่าราวฟ้ากับเหว แค่ไม่มีกลิ่นบุหรี่เหม็นๆ ติดอยู่ก็ถือว่าผ่านแล้ว

‘เอ๊ะ?’

พอมาคิดดูอีกที เมื่อกี้ยอนดูก็เปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยตัวเองด้วยนี่นา

เธอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในที่ที่ผมมองไม่เห็น แล้วก็ใช้เวลานานมากด้วย

‘หรือว่า...’

เธอแค่เขินอายงั้นเหรอ?

ก็จริงนะ... ถึงจะยังเด็กแต่ก็เป็นผู้หญิงนี่นา มันก็มีเหตุผลอยู่

ผมอาจจะคิดตื้นๆ เกินไปเพราะเห็นว่าเป็นเด็กห้าขวบ

พอคิดแบบนั้น เรื่องที่ไม่ยอมอาบน้ำก็พอจะเข้าใจได้แล้ว

ที่เธอปฏิเสธการอาบน้ำไปเลยก็เพราะอาบด้วยตัวเองไม่เป็นสินะ

ส่วนการล้างหน้าล้างมือมันไม่เป็นไร เธอถึงได้ยอมทำตามที่ขอนั่นเอง

“ฮ่าๆ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็น่าจะบอกกันสิ”

ผมลูบหัวยอนดูที่กำลังเดินเตาะแตะอยู่ข้างๆ

ยอนดูเอียงคอเล็กน้อยแล้วก็หัวเราะคิกคัก

จู่ๆ ผมก็สงสัยขึ้นมา ตอนนี้ยอนดูกำลังทำหน้าแบบไหนอยู่นะ? ได้ยินแต่เสียงหัวเราะ แต่กลับมองไม่เห็นสีหน้าเพราะถูกเส้นผมเธอบดบังไว้

‘ลองแหวกดูดีไหมนะ?’

ผมยื่นมือออกไปทางใบหน้าของยอนดูแล้วก็ชะงักไว้

ไม่เห็นจะต้องรีบร้อนเลยนี่นา เดี๋ยวอีกไม่นานก็จะได้เห็นเองตามธรรมชาติอยู่แล้ว เพราะเรากำลังจะไปตัดมันแล้วนี่ไง ไอ้ผมหน้าม้าที่ยาวรุงรังจนบดบังสายตาของเด็กน้อย... ตอนนี้เรากำลังจะไปตัดมันกัน

“ยอนดู”

“คะ!”

“เราไปตัดผมให้สวยๆ กันเถอะนะ ให้เหมือนเจ้าหญิงเลย”

“เจ้าหญิงเหรอคะ...?”

“ใช่ ให้เหมือนเจ้าหญิงเลย”.

“ฮิฮิ”

ผมรู้สึกได้ถึงความตื่นเต้นจากน้ำเสียงนั้นของยอนดู

ภาพนั้นทำให้ผมเผลอยิ้มออกมา

.

.

.

“เชิญค่ะ”

เมื่อเดินเข้าไปในร้านทำผม พนักงานหญิงสาวคนหนึ่งก็เอ่ยทักทาย

ผมก็โค้งหัวรับคำทักทายพอเป็นพิธี “ครับ สวัสดีครับ”

จริงๆ แล้วที่นี่เป็นร้านทำผมที่ผมเพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก ด้วยสถานการณ์แบบนี้ ตอนแรกผมตั้งใจจะไปร้านประจำ แต่ไม่คาดคิดว่าร้านจะปิด

ตอนแรกว่าจะกลับแล้ว แต่ก็เปลี่ยนใจมาที่นี่เป็นแผนสำรองแทน... ร้าน ‘ปริ๊นเซสแฮร์’

ร้านนี้ใหญ่กว่าร้านประจำของผม เลยทำให้รู้สึกเกร็งๆ นิดหน่อย ยอนดูก็คงจะรู้สึกเหมือนกัน เธอบีบมือผมแน่นขึ้น

“ตัดได้เลยไหมครับ? หรือว่าต้องรอคิว?” เมื่อได้ยินคำถามของผม พนักงานก็เหลือบมองยอนดูที่อยู่ข้างๆ

เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะรีบปรับสีหน้าแล้วเอ่ยปากถาม “เด็กที่มาด้วยกันนี่เป็นอะไรกับ... เอ่อ... นี่ลูกสาวเหรอคะ?”

“ครับ!?” ผมถึงกับพูดตะกุกตะกักด้วยความตกใจ “ครับ... ลูกสาว... เอ่อ... ก็คล้ายๆ ลูกสาวน่ะครับ”

ไม่นะ ไอ้บ้าเอ๊ย นี่ฉันพูดอะไรออกไปวะ

คล้ายๆ ลูกสาวเนี่ยนะ ต่อให้ช่วงนี้ไม่ได้คุยกับใครเลยก็เถอะ แต่มันก็ไม่ควรจะตอบแบบนี้สิ

แน่นอนว่าพนักงานหญิงทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก

ผมรู้สึกได้ถึงสายตาตำหนิจากพนักงานคนอื่นๆ และลูกค้าในร้านด้วย

ใบหน้าของผมก็ร้อนผ่าวขึ้นมาทันที ผมรีบแก้ตัวเป็นพัลวัน “ใช่ครับ ลูกสาว... ลูกสาวผมเอง... ก็คือ... ผมเป็นพ่อ”

ในชั่วพริบตานั้น ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่า แต่รู้สึกเหมือนยอนดูบีบมือผมแน่นขึ้นอีก

แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม

“อ๋อ... อย่างนี้นี่เองค่ะ พอดีเห็นคุณดูหนุ่มมากๆ เลยเผลอถามไปน่ะค่ะ ไม่คิดว่าจะเป็นคุณพ่อจริงๆ”

“ฮ่าๆๆ... ก็... ครับ”

“อ้อ ตอนนี้ตัดได้เลยค่ะคุณลูกค้า แต่ว่าสภาพผมของน้องดูเหมือนถ้าตัดเลยตอนนี้จะลำบากไปหน่อยนะคะ คงต้องสระผมก่อนน่ะค่ะ” แม้ว่าปฏิกิริยาของผมจะดูป้ำๆ เป๋อๆ แต่พนักงานหญิงก็รับมือได้อย่างมืออาชีพ

“อย่างนั้นเหรอครับ อืม... สักครู่นะครับ”

ผมย่อตัวลงแล้วพูดกับยอนดู “ยอนดู สระผมไหวไหม? ต้องสระก่อนถึงจะตัดให้สวยเหมือนเจ้าหญิงได้นะ”

“ค่ะ พ่อ! สระด้ายฮะ!”

“ฮ่าๆ เหรอ?”

น่าแปลกที่ยอนดูตอบตกลงทันทีว่าจะสระผม

‘ว่าไปแล้ว การสระผมก็ไม่มีปัญหานี่เอง...’

ตอนที่เธอปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่อาบน้ำ ผมเลยนึกไปเองว่าเธอคงจะไม่ยอมสระผมด้วยเหมือนกัน ถ้ารู้แบบนี้สระผมมาจากบ้านก็ดีแล้ว

ผมหันไปพูดกับพนักงานด้วยสีหน้าขอโทษขอโพย “งั้นรบกวนด้วยนะครับ แต่ว่า... ผมของยอนดูยาวมาก น่าจะตัดลำบากน่าดูเลย ผมอยากจะจ่ายเงินเพิ่มเป็นพิเศษให้น่ะครับ”

ถ้าเป็นปกติ ไอ้คนถังแตกอย่างผมไม่มีทางพูดแบบนี้แน่ แต่พอเห็นสภาพผมของยอนดูแล้ว จะให้จ่ายราคาปกติมันก็ยังไงๆ อยู่ ผมเลยเอ่ยปากขึ้นมา

พนักงานคนนั้นยิ้มแล้วตอบกลับมาว่า “โอ๊ย ไม่เป็นไรเลยค่ะคุณพ่อ แต่คราวหน้าพาน้องมาที่ร้านบ่อยๆ นะคะ ปล่อยให้ยาวขนาดนี้มันไม่ดีกับตัวเด็กค่ะ”

“อ่า ครับ ขอโทษด้วยครับ”

ถึงจะเป็นสถานการณ์ที่ผมโดนว่าแบบไม่ยุติธรรมเท่าไหร่ แต่ตอนนี้ผมก็อยากจะให้มันผ่านๆ ไป

ว่าแต่โชคดีจังที่เจอพนักงานใจดี

ตอนแรกยังคิดอยู่เลยว่าสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดอาจจะโดนไล่ออกจากร้านก็ได้

“งั้นเชิญคุณพ่อนั่งรอกับน้องสักครู่นะคะ”

“อ๊ะ เดี๋ยวครับ”

“คะ?”

“ผมขอไปเข้าห้องน้ำแป๊บนึงได้ไหมครับ”

“ได้ค่ะ เดินไปทางนั้นเลยค่ะ”

“ยอนดู พ่อไปเข้าห้องน้ำแป๊บเดียวนะ”

“ค่ะ พ่อ!”

อาจจะเพราะเกร็งมาทั้งวัน จู่ๆ ผมก็ปวดปัสสาวะขึ้นมา ผมรีบวิ่งไปเข้าห้องน้ำเพื่อทำธุระ

ซี่…

หลังจากล้างมือเสร็จ กำลังจะเดินกลับก็มีโทรศัพท์โทรเข้ามา

ใครกัน? คนที่จะโทรหาผมได้มีไม่เยอะเท่าไหร่หรอก

ผมหยิบโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋าเพื่อดูรายชื่อผู้โทร

  • ชเวยุนอู

เจ้านี่โทรมามีอะไรกันนะ?

หมอนี่เป็นหนึ่งในเพื่อนไม่กี่คนของผม

เมื่อก่อนเราสนิทกันมาก แต่ช่วงหลังมานี้ไม่ได้เจอกันเลย พูดให้ถูกก็คือผมเป็นฝ่ายเลี่ยงที่จะเจอทุกครั้ง ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

“ฮัลโหล”

เมื่อรับสาย เสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของเจ้านั่นก็ดังขึ้นมา

“จูวอน!”

“ฮ่าๆ เสียงดังจนแก้วหูจะแตกอยู่แล้ว”

“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ สบายดีไหมวะ?”

“ก็... เรื่อยๆ”

“คิกๆ ฟังจากเสียงแล้วไม่น่าจะใช่นะ”

“เฮ้อ... หูผีดีจริงๆ แล้วนายล่ะ สบายดีไหม?”

ยุนอูตอบกลับมา “คิกๆ ฉันเองก็เรื่อยๆ เหมือนกันนั่นแหละ”

“ดูไม่เหมือนเลยนะ นายดูอารมณ์ดีเกินไปหน่อยไหม?”

“เอาน่า... ว่าแต่แกเถอะ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นงั้นเหรอ? เสียงอย่างกับคนหมดแรงเลย”

“จะบอกว่าไม่มีก็คงไม่ได้ แต่ตอนนี้มันค่อนข้างซับซ้อนน่ะ เล่ายาก” การจะเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้ผ่านโทรศัพท์มันเป็นไปไม่ได้เลย แล้วผมก็ไม่ได้อยากจะเล่าด้วย หลังจากคุยกันได้สักพัก เจ้านั่นก็พูดขึ้นมา

“ก็เลยโทรมานี่ไง ไอ้ห่า”

“หือ?”

“นัดเจอกันหน่อย จะได้คุยเรื่องที่ค้างคากันไว้ไง ไปกับพวกนั้นด้วย”

“...เมื่อไหร่?”

“ยังไม่ได้กำหนดวัน แต่ว่าจะนัดให้เร็วที่สุด เดี๋ยวฉันเชิญเข้ากลุ่มแชทนะ”

“อืม”

“เออ คราวนี้ถ้าเบี้ยวอีกตายแน่?”

ผมตอบตกลงไปแล้วก็วางสาย

จริงๆ แล้ว ยุนอูเป็นเพื่อนที่ค่อนข้างพิเศษสำหรับผมในบรรดาเพื่อนไม่กี่คน

‘เพราะเป็นเพื่อนคนแรกที่สนิทกันตอนเข้าเรียนมัธยมปลาย’

เจ้านั่นเป็นคนเข้ามาทักทายผมที่เข้ากับคนยากอย่างเป็นกันเอง หลังจากนั้นเราก็ตัวติดกันตลอดสามปี

ตอนที่พ่อของผมเสีย เขาก็เป็นคนที่มาหาแล้วก็ร้องไห้ราวกับเป็นเรื่องของตัวเอง แต่ก็ไม่แน่ใจว่าคราวนี้จะไปเจอได้หรือเปล่า เพราะช่วงนี้คงจะไม่มีเวลาเลยเนื่องจากต้องดูแลยอนดู

‘อ๊ะ จริงสิ!’

มัวแต่คุยโทรศัพท์กับยุนอูจนเสียเวลาไปเยอะเลย

กะว่าจะรีบทำธุระแล้วรีบกลับแท้ๆ

‘ตอนสระผมคงจะอยู่นิ่งๆ ดีใช่ไหมนะ?’

ผมเป็นห่วงเลยรีบเดินกลับไปที่ร้านทำผม

ผมกำลังจะเปิดประตูร้าน แต่ก็ต้องชะงักเมื่อมองเข้าไปในร้านผ่านกระจก

มีบางอย่างผิดปกติ... ผู้คนกำลังยืนออกันอยู่รอบเก้าอี้ตัวหนึ่ง จนมองไม่เห็นเลยว่าลูกค้าที่กำลังตัดผมอยู่คือใคร แต่ผมมองเห็นช่างทำผมที่กำลังตัดผมอยู่

เอ๋...พนักงานหญิงคนเมื่อกี้นี่?

ความรู้สึกไม่สบายใจพุ่งสูงขึ้นในทันที

ถ้าช่างทำผมคนนั้นกำลังตัดผมอยู่ล่ะก็ มีความเป็นไปได้สูงว่าลูกค้าที่อยู่ข้างหน้าคือยอนดู หรือว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นในช่วงสั้นๆ นี้?

บางทียอนดูอาจจะอาละวาดเพราะกลัวการตัดผมก็ได้

ทำไมผมนึกไม่ถึงเรื่องนี้กันนะ?

เด็กๆ หลายคนกลัวการตัดผม

ตอนที่ไปร้านทำผม ผมก็เคยเห็นเด็กแบบนั้นอยู่บ่อยๆ

ถ้าเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นตอนที่ผมไม่อยู่ล่ะก็ คงจะเป็นการรบกวนครั้งใหญ่เลย…

เอี๊ยด…

ผมรีบเปิดประตูเข้าไปในร้าน

แล้วก็วิ่งตรงไปยังกลุ่มคนที่มุงกันอยู่

ถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้น ผมก็จำเป็นต้องเข้าไปจัดการ

“ขอ... ขอโทษครับ พอดีติดโทรศัพท์เลยช้าไปหน่อย...”

สายตาทุกคู่หันมามองที่ผม

ไม่รู้ทำไมผมถึงรู้สึกเหมือนว่าพวกเขากำลังมองผมด้วยความทึ่ง

ตอนนั้นเองที่เสียงของยอนดูก็ดังเข้ามาในหู

“อัปป๊าาา!”

ผมหันหน้าไปทางต้นเสียง

แล้วภาพของยอนดูที่กำลังนั่งยิ้มแฉ่งก็สะท้อนอยู่ในกระจก “ยอนดู... เธอ...”

ในวินาทีนั้นผมก็เข้าใจ ว่าทำไมผู้คนถึงได้มารวมตัวกันอยู่รอบๆ ยอนดู



ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 4

ตอนถัดไป