บทที่ 5

เวลาที่ผู้คนได้เห็นดาราดังที่มีหน้าตางดงามราวกับเทพสร้างอยู่ตรงหน้า พวกเขาจะแสดงปฏิกิริยาอย่างไรกัน?

โดยส่วนใหญ่แล้วก็คงจะชื่นชม หรือไม่ก็ส่งสายตาแห่งความปรารถนาไปให้

ผมไม่คิดว่านั่นเป็นเรื่องที่ผิด

ตราบใดที่พวกเขาไม่ได้ใช้มาตรฐานความงามส่วนตัวไปด้อยค่าคนอื่นที่ต่ำกว่ามาตรฐานนั้น

ก็เพราะ... โดยพื้นฐานแล้วมนุษย์เป็นสัตว์ที่แสวงหาความงามอยู่แล้ว

‘ผมเองก็ไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่’

เวลาเห็นดาราสาวสวยในทีวี ผมก็จะหยุดเปลี่ยนช่อง เวลาเห็นนักแสดงชายหน้าตาดี ก็รู้สึกอิจฉาอยู่บ้างเหมือนกัน แต่โดยพื้นฐานแล้ว ผมไม่ใช่พวกที่ยึดติดกับความสวยความงามภายนอก

ไม่ใช่เพราะผมคิดว่าตัวเองหล่อหรอกนะ

มันเป็นเพียงปัญหามุมมองของผมเท่านั้นเอง

เพราะสิ่งที่ผมเกลียดเข้าไส้…

ไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอก แต่เป็นตัวตนของผมเองต่างหาก

พูดให้ถูกก็คือ... ตัวตนที่อ่อนแอและไร้ความสามารถของผม

ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเห็นคนที่งดงามเลอเลิศแค่ไหน ผมก็ไม่เคยรู้สึกอินอะไรเป็นพิเศษ แม้กระทั่งตอนที่ได้เห็นดาราที่ว่ากันว่าสวยหล่อที่สุดในประเทศก็ตาม และผมก็คิดว่ามันคงจะเป็นแบบนี้ต่อไป

แต่ความคิดนั้นก็พังทลายลงในวันนี้

‘เป็นไปได้ยังไง...?’

ไม่ใช่ทั้งดาราชื่อดังหรือนักแสดงระดับท็อป

เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ ที่นั่งอยู่ตรงหน้านี่ต่างหากที่ทำให้ผมต้องตกอยู่ในห้วงแห่งความตะลึง

ดวงตากลมโตเป็นประกาย ภายในนั้นมีนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อน จมูกเล็กๆ กับริมฝีปากที่เหมือนผลเชอร์รี่ แก้มอมชมพูระเรื่อที่เห็นแล้วอยากจะลองจับดูสักครั้ง ไม่สิ... เดี๋ยวก่อน

นี่ผมกำลังคิดอะไรอยู่เนี่ย มานั่งประเมินใบหน้าของเด็กที่อยู่ตรงหน้าเนี่ยนะ

สงสัยจะสติหลุดไปชั่วขณะ

อย่างไรก็ตาม นางฟ้าตัวน้อยที่ผมเห็นตรงหน้าก็คือยอนดู

ไม่ใช่ทั้งนักแสดงระดับท็อปหรือไอดอล แต่เป็นซอยอนดู... ลูกสาวของผม

ไม่จำเป็นต้องมีคำบรรยายใดๆ เพิ่มเติมอีกแล้ว

ยอนดูแค่น่ารักมาก และก็น่าเอ็นดูมากด้วย

ขนาดผมเผ้ายังยุ่งเหยิงอยู่แท้ๆ

“อัปป๊าาา!”

เดิมทีก็ว่าน่ารักจะตายอยู่แล้ว แต่นี่มันน่ารักขึ้นไปอีกจนแทบคลั่ง

หาว่าผมเป็นพวกมองคนที่ภายนอกเหรอ? ไม่นะ... แล้วจะให้ผมทำยังไงล่ะ

ผมก็บอกไปแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าผมมันก็เป็นคนแบบนี้ แต่ขอย้ำอีกครั้งว่าผมไม่ใช่พวกที่ยึดติดกับรูปลักษณ์ภายนอก นั่นหมายความว่าถ้าไม่สวยจริงๆ ผมไม่พูดขนาดนี้แน่

‘ผมกล้ายืนยันเลย’

ยอนดูคือสิ่งมีชีวิตที่สวยที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาบนโลกใบนี้

สวยจนเทียบไม่ได้เลยกับพวกเด็กน้อยลูกครึ่งหน้าตาน่ารักที่เคยเห็นในนิตยสารหรืออินเทอร์เน็ต

ไม่สิ ไม่ใช่แค่ในบรรดาเด็กๆ เท่านั้น ต่อให้เอาคนสวยระดับเทพธิดาคนไหนมาเทียบก็เทียบไม่ติด

ใครว่าคนเอเชียไม่มีทางเอาชนะคนตะวันตกในเรื่องหน้าตาได้?

ใช่... นี่คือคำสารภาพจากใจจริง เมื่อก่อนผมเองก็เคยคิดแบบนั้น

แต่วันนี้ ความคิดนั้นเปลี่ยนไปแล้ว

ปึก

มีคนตีที่แขนของผม

ผมสะดุ้งตกใจ หันไปมองก็พบว่าเป็นช่างทำผมสาวที่กำลังตัดผมให้ยอนดูอยู่

เธอพูดด้วยสายตาตำหนิเล็กน้อย

“มันบาปนะคะ บาป!”

“...ครับ?”

“อ๋อ”

“ซ่อนใบหน้าที่น่ารักขนาดนี้ของลูกสาวไว้ใต้ผมเผ้ารุงรังแบบนี้ ทำแบบนี้ไม่ได้นะคะ มันบาปจริงๆ!”

บรรดาลูกค้าคนอื่นๆ ก็ผสมโรงเข้ามาด้วย

“ใช่เลย ใช่เลย! ใจร้ายจริงๆ นะ!”

“โอ้โห เด็กอะไรจะน่ารักขนาดนี้เนี่ย? เหมือนนางฟ้าตัวน้อยๆ ที่ลงมาจากสวรรค์เลยนะเนี่ย~”

“แต่ก็สมกับที่เป็นพ่อลูกกันนะ หน้าตาดีเหมือนกันเลย เพราะงั้นต่อไปนี้ตั้งใจเลี้ยงให้ดีๆ ล่ะ!”

“นั่นสิ ก็คุณพ่อหล่อซะขนาดนี้ ลูกสาวถึงได้ออกมาน่ารักขนาดนี้ไงจ๊ะ อูยย ดูตากลมๆ นั่นสิ!”

ขอโทษนะครับ เธอไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ ของผม แน่นอนว่าผมได้แต่พูดในใจ เพราะยอนดูที่น่ารักเกินไป ทำให้ผมต้องโดนลูกค้าหลายคนตำหนิ แต่จะให้มานั่งอธิบายเรื่องราวครอบครัวอันแสนเจ็บปวดของยอนดู ว่าน้าเขยของผมเป็นคนอะไรยังไงก็คงจะไม่ได้

เพื่อยอนดูแล้ว ในสถานการณ์แบบนี้มีเพียงสิ่งเดียวที่ผมควรจะพูด

ผมยิ้มบางๆ แล้วเอ่ยปาก

“ฮ่าๆ ขอโทษด้วยครับ ต่อไปจะเลี้ยงดูอย่างดีเลยครับ” แม้จะพูดไปแบบนั้นแล้ว แต่บรรดาคุณป้าช่างพูดก็ยังไม่ยอมไปจากข้างๆ ยอนดู

พวกเธอยังคงพูดคุยส่งเสียงเจื้อยแจ้วอยู่ข้างๆ แล้วก็โยนคำพูดมาให้ผมเป็นระยะ

ก็...คงช่วยไม่ได้ล่ะนะ ในเมื่อตัดสินใจจะเลี้ยงแล้ว เรื่องแค่นี้ก็ต้องทนให้ได้

การถูกเข้าใจผิดนิดๆ หน่อยๆ ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรสำหรับผม

แต่ว่า…

“ไม่ใช่นะคะ!” ดูเหมือนว่าสำหรับยอนดูแล้วมันเป็นปัญหา

“พ่อของหนูไม่ใช่คนไม่ดีนะ! อย่าว่าพ่อของหนูนะฮะ!!” ยอนดูใช้มือทั้งสองข้างจับที่วางแขนของเก้าอี้ไว้แน่น แล้วก็ตวาดใส่บรรดาลูกค้าที่กำลังว่าผมอยู่

ผมนึกว่าเธอจะดีใจเสียอีกที่โดนชมว่าน่ารักไม่หยุด แต่กลับตรงกันข้ามเลย

โกรธเหรอ? เพียงเพราะพวกเขาพูดไม่ดีกับผมเนี่ยนะ?

นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมได้เห็นยอนดูโกรธ

แต่ทำไมผมถึงรู้สึกตื้นตันใจแบบนี้นะ? แค่เรื่องแค่นี้เอง

อาจจะเป็นเพราะมันนานมากแล้วที่ไม่มีใครมาโกรธแทนผมแบบนี้

“ฮ่าๆ ไม่เป็นไรนะยอนดู พ่อไม่เป็นอะไรเลย”

“จริงเหรอฮะ? พ่อไม่เปงไยเหรอฮะ...?”

“แน่นอนสิ”

ผมยิ้มแล้วปลอบยอนดู

โชคดีที่บรรดาคุณป้าก็ไม่ได้รู้สึกไม่พอใจเลยแม้แต่น้อย

ไม่สิ... เหมือนจะตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำ?

“โกรธเหรอลูกที่ว่าคุณพ่อไม่ดีน่ะ? โอ๊ย... น่าเอ็นดูจริงๆ”

“โอ๋ๆ ยอนดูจ๋า คุณป้าขอโทษนะจ๊ะ”

ช่างทำผมเห็นสถานการณ์นี้แล้วก็คงจะขำ เธอหัวเราะคิกคัก แล้วก็พูดขึ้นมาว่า “เมื่อกี้ยังไม่ได้ถามเลยว่าจะตัดทรงไหน เลยแค่เล็มผมหน้าม้าไปนิดหน่อยก่อนน่ะค่ะ... จะให้ตัดผมทรงไหนดีคะ?”

“อืม...” ผมมองไปที่ยอนดูแล้วถาม “ยอนดูอยากตัดทรงไหนเหรอ?”

“หนูเหรอฮะ?”

“อื้ม”

“...เหมือนเจ้าหญิงฮะ”

ผมเผลอหลุดยิ้มออกมา

ดูเหมือนว่าคำว่า ‘เจ้าหญิง’ ที่ผมพูดเมื่อกี้จะถูกใจยอนดูเข้าอย่างจัง

ผมหันไปมองช่างทำผมแล้วถาม “เป็นไปได้ไหมครับ?”

ช่างทำผมตอบกลับมาทันที “แน่นอนว่าได้สิคะ! น้องเป็นเจ้าหญิงอยู่แล้วนี่นา... แล้วชื่อร้านของเราก็ปริ๊นเซสแฮร์ด้วยนะคะ!”

“งั้นรบกวนด้วยนะครับ”

“คิกๆ วางใจได้เลยค่ะ”

ช่างทำผมจับกรรไกรอย่างคล่องแคล่ว

“น่ากัว...”

“หืม?”

“มือ... พ่อฮะ...”

“ฮ่าๆ ได้เลย” ยอนดูที่จับมือผมไว้แน่นนั้นกล้าหาญกว่าที่ผมคิดไว้มาก

การตัดผมทรงเจ้าหญิงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

.

.

.

“ว้าว...”

“เป็นยังไงบ้างคะ?”

“ยอมรับเลยครับว่าฝีมือยอดเยี่ยมจริงๆ”

“คิกๆ”

ผมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมรับ

ยอนดูหลังจากตัดผมเสร็จก็คือเจ้าหญิงอย่างไม่ต้องสงสัย ถึงแม้ว่าเจ้าหญิงที่น่ารักขนาดนี้จะไม่มีอยู่จริงบนโลกใบนี้ก็ตาม

เส้นผมที่ยาวสลวยลงมาเลยบ่า ใบหน้าเล็กๆ นั้นช่างงดงาม ผมที่เคยแห้งกระด้างหายไปไหนก็ไม่รู้ กลายเป็นผมที่เงางามสลวย อันที่จริงจะตัดทรงไหนเธอก็คงจะน่ารักอยู่แล้ว แต่ทรงนี้มันเหนือความคาดหมายของผมไปไกลมาก

“โอ๊ย... สวยจังเลยลูก ขอถ่ายรูปน้องหน่อยได้ไหมคะ?” คุณป้าผมดัดที่ยังคงยืนมองยอนดูไม่ไปไหนเอ่ยปากถาม

แต่ผมก็ปฏิเสธไปอย่างสุภาพ

“รูปถ่ายคงจะ... ขอโทษด้วยนะครับ”

ไม่ใช่ว่าผมอยากจะอวดเบ่งอะไรหรอกนะ

แต่เมื่อคิดดูดีๆ แล้ว นี่มันยังไม่ถึงวันเลยด้วยซ้ำที่ยอนดูต้องสูญเสียพ่อไป

ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นมนุษย์ที่ไม่สมควรถูกเรียกว่าพ่อก็ตาม

‘แล้วก็...’

ตอนนี้ผมคือพ่อของยอนดูแล้ว

เด็กวัยห้าขวบยังเป็นวัยที่ขาดวิจารณญาณ

ด้วยสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ผมจึงอยากจะดูแลเธออย่างระมัดระวังแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม

เพราะนั่นคือหน้าที่ของคนเป็นพ่อ

“อุ๊ยตาย... ไม่เป็นไรจ้ะ ป้าเองที่เสียมารยาทขออะไรเกินไปหน่อยเพราะน้องน่ารักเกินไป”

“ขอบคุณที่เข้าใจนะครับ”

ผมลูบหัวยอนดูแล้วพูดว่า “ชอบทรงผมใหม่ไหมยอนดู?”

“แล้วพ่อล่ะฮะ...?”

“หืม?”

“ผมของหนู... พ่อชอบมั้ยฮะ?”

ผมหยิกแก้มใสๆ ของยอนดูเบาๆ แล้วพูดว่า “แน่นอนสิ ในโลกนี้ยอนดูสวยที่สุดเลย เหมือนเจ้าหญิงเลยนะ”

“...เจ้าหญิงเหรอฮะ?”

“ใช่ เจ้าหญิง”

ยอนดูคงจะดีใจมาก เธอกระโดดโลดเต้นอยู่กับที่ พร้อมกับรอยยิ้มที่สดใสยิ่งกว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันคนไหนๆ

“ระวังหน่อยสิ เดี๋ยวก็เจ็บตัวหรอก”

“ค่ะ พ่อ!”

เด็กที่สดใสขนาดนี้... กลับถูกเลี้ยงดูมาแบบนั้น

พอคิดขึ้นมาอีกทีก็โมโหอีกแล้ว

“ขอบคุณมากนะครับ งั้นพวกเราขอตัวก่อน”

“ค่ะ ไว้มาอีกนะคะ อ๊ะ... แล้วก็นี่ค่ะ!” ช่างทำผมหยิบบางอย่างออกมาแล้วยื่นให้

“นี่... นามบัตรเหรอครับ?”

มันเป็นนามบัตรที่มีโลโก้เขียนว่า ‘ดีไซเนอร์ ยูจีอัน’

เธอยิ้มหวานแล้วพูดว่า

“ใช่ค่ะ ให้ไว้เผื่อคราวหน้าพาน้องมาจะได้เรียกหาฉันได้เลยนะคะ ตอนนั้นจะตัดให้สวยยิ่งกว่าวันนี้อีกค่ะ”

“ฮ่าๆ ได้เลยครับ”

“งั้นเดินทางดีๆ นะคะ”

ทันทีที่ออกมาจากร้านทำผม ผมก็ดูเวลา

เข็มนาฬิกาชี้ไปที่ประมาณห้าโมงเย็นแล้ว

เพราะไปร่วมงานศพแต่เช้าแล้วก็อยู่ได้ไม่นานก็รีบออกมา เลยยังไม่ถือว่าเย็นมากนัก เมื่อเห็นเวลา ผมก็ตกอยู่ในภวังค์แห่งความกังวล

‘จะทำยังไงดี?’

ผมกำลังลังเลว่าจะกลับบ้านเลยดีหรือไม่

มันมีเหตุผลที่ทำให้ผมต้องกังวลเรื่องนี้

‘อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์’

นี่คือวันที่ผมต้องไปทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านสะดวกซื้อ

ปกติแล้วคนส่วนใหญ่จะทำงานวันจันทร์ถึงศุกร์ แต่ผมทำงานแปลกกว่าคนอื่น คือทำห้าวันตามที่ว่ามา

และวันนี้คือวันจันทร์

นั่นหมายความว่าตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ผมต้องไปทำงานพาร์ทไทม์ติดกันห้าวัน

ซึ่งก็หมายความว่าผมจะมีเวลาให้ยอนดูไม่มากนัก

‘ต้องใช้เวลาที่เหลือของวันนี้ให้คุ้มค่าที่สุด...’

แค่คิดแป๊บเดียว สิ่งที่ยอนดูต้องการก็ผุดขึ้นมาในหัวมากมาย

แน่นอนว่าการจะทำทุกอย่างให้เสร็จในวันนี้มันเป็นไปไม่ได้

ผมจำเป็นต้องเลือกสิ่งที่จำเป็นที่สุดเพียงอย่างเดียว

แล้วสิ่งนั้นคืออะไรล่ะ? การตัดสินใจเรื่องนี้ไม่ยากเลย

‘โรงพยาบาล’

ผมต้องพายอนดูไปโรงพยาบาล

ด้วยสภาพแวดล้อมที่เธอเคยอยู่มา ผมจึงเป็นห่วงมาก

ตอนนี้สภาพร่างกายของยอนดูเป็นอย่างไรบ้าง? มีตรงไหนเจ็บป่วยแล้วถูกปล่อยปละละเลยมาหรือเปล่า?

ผมจึงอยากจะพาเธอไปตรวจสุขภาพสักครั้ง

“นี่... ยอนดู” เมื่อผมเรียกชื่อเธอ ยอนดูก็เงยหน้าขึ้นมามองผมด้วยดวงตากลมโตเป็นประกาย

มองกี่ครั้งก็ยังเป็นใบหน้าที่สวยเกินจริง

เด็กห้าขวบจะมีเครื่องหน้าที่ลงตัวขนาดนี้ได้ยังไงกันนะ

แต่ก็ไม่ได้ดูแก่กว่าวัยเลยนะ ยังไงก็เป็นเด็กห้าขวบอย่างไม่ต้องสงสัย

“ยอนดู ตอนนี้เหนื่อยไหม?”

“มะเหนื่อยฮะ!”

“งั้นไปโรงพยาบาลกับพ่อไหม?”

“โรงพยาบาลเหรอ...?”

“อื้ม ไปดูว่ายอนดูเจ็บตรงไหนหรือเปล่า ต้องเป่าเพี้ยงๆ ตรงไหนไหม ไปให้คุณหมอดูไง”

จู่ๆ หน้าผมก็ร้อนผ่าวขึ้นมาเลย

มายืนพูดภาษาเด็กๆ อย่าง ‘เป่าเพี้ยงๆ’ กลางถนนแบบนี้ รู้สึกเหมือนได้เป็นพ่อคนจริงๆ เลย

ไม่สิ... เราก็เป็นพ่อจริงๆ นี่หว่า ตั้งสติหน่อย

“หนูมะได้เจ็บตรงไหนเลยนะฮะ”

“แต่ก็เผื่อไว้ไง ตอนนี้อาจจะไม่เจ็บ แต่เดี๋ยวอาจจะเจ็บทีหลังก็ได้นะ”

สุดท้ายยอนดูก็ยอมพยักหน้า

บางทียอนดูอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโรงพยาบาลคือที่แบบไหน

โชคดีที่ข้างๆ ร้านทำผมมีคลินิกเด็กอยู่พอดี

ผมจูงมือยอนดูแล้วเดินไปยังตึกข้างๆ

ผมไม่แน่ใจว่าคลินิกเด็กจะตรวจร่างกายอย่างละเอียดได้ไหม แต่เดี๋ยวไปถึงก็คงรู้เอง

เดิมทีผมเองก็เป็นพวกไม่ชอบไปโรงพยาบาลเวลาป่วยอยู่แล้ว เลยไม่ค่อยคุ้นเคยกับสถานที่แบบนี้เท่าไหร่

ซรึ่ก…

ประตูอัตโนมัติเปิดออก ผมเดินเข้าไปในโรงพยาบาล

ดูเหมือนจะไม่มีคนไข้รอคิวอยู่เลย

ผมเดินไปที่เคาน์เตอร์แล้วทักทายพยาบาล

“สวัสดีครับ”

“เชิญค่ะ มาครั้งแรกเหรอคะ?”

“ใช่ครับ”

“รบกวนคุณผู้ปกครองช่วยเขียนที่อยู่กับชื่อตรงนี้หน่อยนะคะ”

“ได้ครับ” ระหว่างที่ผมกำลังจรดปากกาเขียน สายตาของเหล่าพยาบาลก็จับจ้องไปที่ยอนดู

ปฏิกิริยาของพวกเธอก็ไม่ได้แตกต่างจากบรรดาคุณป้าเมื่อครู่นี้เท่าไหร่

“ว้าว... อันนยอง!”

“น่ารักจังเลย... หนูชื่ออะไรจ๊ะ?”

ยอนดูคงจะเขินที่โดนให้ความสนใจ เธอบีบมือผมแน่นแล้วพึมพำเสียงเบา “ซอ... ยอนดูค่ะ”

“คิกๆ ยอนดูนี่เอง ยินดีที่ได้รู้จักนะจ๊ะ”

ผมพูดกับยอนดูที่กำลังทำตัวไม่ถูก “ยอนดู ทักทายพี่ๆ พยาบาลสิลูก”

พูดจบถึงได้รู้ตัว ประโยคเมื่อกี้ของผมนี่มันเหมือนพ่อจริงๆ เลยแฮะ

ยอนดูยิ้มแล้วตอบผมทันที

“ค่ะ พ่อ!”

แล้วเธอก็โค้งคำนับแบบเกาหลีให้พวกพี่ๆ พยาบาลโดยที่ผมไม่ได้สั่งเลยสักนิด

ไม่ได้พูดเกินจริงเลยนะ ท่าทางนั้นทำเอาพวกพยาบาลแทบจะล้มทั้งยืน

ด้วยเหตุผลที่ว่า... มันน่ารักเกินไป

หลังจากทักทายเสร็จ เธอก็คงจะเขิน เลยเข้ามากอดขาผมไว้แน่น พวกพยาบาลถึงกับต้องเอามือปิดปาก

“โอ๊ย... ฉันเห็นอะไรไปเนี่ย? น่ารักเกินไปแล้ว”

“ตอนแรกนึกว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องซะอีกค่ะเพราะคุณดูหนุ่มมาก ไม่คิดว่าจะเป็นคุณพ่อจริงๆ”

“หนูไม่เคยเห็นเด็กที่น่ารักขนาดนี้มาก่อนเลยค่ะ”

“...ฮ่าๆ ขอบคุณครับ” ผมยิ้มอย่างภูมิใจแล้วลูบหัวยอนดู

ในที่สุด ชื่อของยอนดูก็ถูกเรียก

“เชิญเข้าห้องตรวจได้เลยค่ะ”

ผมเดินผ่านเหล่าพยาบาลแล้วเข้าไปในห้องทำงานของผู้อำนวยการ

ข้างในมีแพทย์หญิงกับพยาบาลอีกหนึ่งคน

ต่างจากพยาบาลข้างนอก ทั้งสองคนดูมีอายุพอสมควร

“สวัสดีครับ”

“ค่ะ เชิญค่ะ... อุ๊ยตาย เจ้าหญิงน้อยน่ารักจังเลย! นึกว่าทำไมพยาบาลข้างนอกถึงได้ส่งเสียงดังกัน”

ผมยิ้มแล้วจับยอนดูนั่งบนเก้าอี้

คุณหมอพูดต่อ

“ไหนดูซิ... เจ้าหญิงน้อยของเราไม่สบายตรงไหนมาเอ่ย?”

ผมเป็นคนตอบแทน “คือ... ไม่ได้ไม่สบายตรงไหนเป็นพิเศษหรอกครับ แต่อยากจะพามาตรวจร่างกายอย่างละเอียดสักครั้ง”

“ตรวจร่างกายอย่างละเอียดเหรอคะ?”

“ครับ... คือ... มันมีเหตุจำเป็นน่ะครับ”

คุณหมอเอียงคอสงสัย

แล้วเธอก็หยิบอุปกรณ์ที่คุ้นตาออกมาแล้วพูดว่า “เข้าใจแล้วค่ะ... ไหนหนูน้อย ให้คุณหมอดูท้องหน่อยนะจ๊ะ?”

ดูเหมือนว่าเธอจะใช้หูฟังทางการแพทย์ตรวจที่ท้อง

แต่ยอนดูกลับส่ายหน้าไปมาอย่างระแวดระวัง

หรือว่าเป็นเพราะผมอยู่ด้วย? เธออายที่จะต้องเปิดท้องเหรอ?

“ยอนดู... เขินเหรอ? เดี๋ยวพ่อหันหลังให้ก็ได้นะ...”

“มะอาวฮะ! หนูมะทำ!”

เมื่อเห็นท่าทางนั้นของยอนดู ผมก็รู้สึกเดจาวูขึ้นมา

นี่มันเหมือนกับปฏิกิริยาต่อต้านที่เธอแสดงออกมาตอนแรกที่อยู่บนถนนเลย

ความรู้สึกเหมือนกำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่าง

‘Trauma...?’

ความเป็นไปได้ที่เธอจะกลัวหูฟังทางการแพทย์ขนาดนี้มันน้อยมาก

เมื่อกี้ที่ร้านทำผม เธอก็กลัวกรรไกรอยู่เหมือนกัน แต่พอผมจับมือไว้เธอก็ไม่เป็นอะไรแล้ว

ต่างจากผมที่รู้สึกถึงความผิดปกติ คุณหมอกลับดูไม่ได้มีท่าทีอะไรเป็นพิเศษ หรือว่าเธอเคยเห็นเด็กที่แสดงปฏิกิริยาแบบนี้มานับไม่ถ้วนแล้ว?

เธอหันไปพูดกับพยาบาลที่อยู่ข้างๆ

“ช่วยหน่อยนะคะ”

“ค่ะ”

“ขอโทษนะจ๊ะยอนดู แป๊บเดียวนะ”

ก่อนที่ผมจะได้ทำอะไร ทั้งสองคนก็ถลกเสื้อของยอนดูขึ้นอย่างชำนาญ หรือพูดอีกอย่างก็คือ... ถลกขึ้นมาโดยใช้กำลัง

“ฮืออออ! มะอาววว! อ๊าาาก!!”

ยอนดูดิ้นรนอย่างสุดชีวิต

ในระดับที่ผมไม่สามารถเข้าใจได้ง่ายๆ เลย

แต่ไม่นานหลังจากนั้นผมก็เข้าใจ

ว่าทำไมที่ผ่านมา ยอนดูถึงได้พยายามไม่ยอมเปิดเผยร่างกายของตัวเอง

มันไม่ใช่เพราะ... ความเขินอาย

สีหน้าเรียบเฉยของคุณหมอและพยาบาลเปลี่ยนเป็นตกตะลึงในชั่วพริบตา

แต่คนที่สีหน้าเปลี่ยนไปมากที่สุด... กลับเป็นผมเอง

บอกได้คำเดียวว่าอารมณ์ของผมตอนนั้นมันเหี้ยจนหาคำเปรียบไม่ได้



ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 5

ตอนถัดไป