บทที่ 6

ผิวเนื้อของยอนดูปรากฏขึ้นผ่านช่องว่างของเสื้อที่ถูกคุณหมอและพยาบาลถลกขึ้น

มันเป็นผิวสีขาวนวลเหมือนกับใบหน้าของเธอ

แต่พร้อมกันกับผิวสีขาวนั้น... ก็มีสีสันอื่นๆ ที่ไม่อาจมองข้ามปรากฏให้เห็นด้วย

แม้จะไม่อยากจะเชื่อ แต่ในเมื่อเห็นด้วยตาตัวเองแล้ว ก็จำต้องยอมรับความจริง

บนร่างกายของยอนดู... มีรอยฟกช้ำสีแดงและสีม่วงที่ยังไม่จางหายปรากฏอยู่

และเมื่อถลกแขนเสื้อขึ้น ก็เห็นร่องรอยบาดแผลแบบเดียวกัน

‘เราไม่ทันสังเกตเลย...’

เพราะเธอใส่เสื้อแขนยาวกับกางเกงขายาวพอดี ผมเลยไม่ทันได้สังเกตแม้แต่น้อย ว่ายอนดูมีบาดแผลแบบนั้นอยู่... ไม่เลยแม้แต่นิดเดียว

ลึกๆ แล้วผมคงจะคิดไปเองว่า ‘เขาคงไม่ทำถึงขนาดนั้นหรอก’

อย่างน้อยที่สุด... ก็คงไม่ถึงกับใช้ความรุนแรงทุบตีและทารุณกรรมเด็กหรอก

ก็เพราะ... เธอเป็นแค่เด็กอายุห้าขวบเท่านั้นเอง

เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่โอบกอดได้แค่ขาข้างหนึ่งของผม

การจะใช้ความรุนแรงกับเธออย่างหนักหน่วงนั้นมันโหดร้ายเกินกว่าจะจินตนาการได้

ผมเคยคิดว่าน้าเขยก็คงจะคิดเหมือนกันกับผม

เพราะคิดว่าต่อให้จะเป็นไอ้สารเลวแค่ไหน ก็คงไม่ใช่ไอ้ระยำถึงขนาดนั้น

แต่มันเป็นความคิดที่ตื้นเขินเกินไป... น้าเขยของผมมันเป็นมนุษย์แบบนั้นจริงๆ

“ฮึก... มะอาวฮะ! พ่อ... พ่ออย่ามองนะ... มะอาว! อย่าทำนะ!”

ยอนดูดิ้นรนและขัดขืนอยู่ตรงหน้าคุณหมออย่างสุดชีวิต

ทำไมเธอถึงต้องซ่อนมันจากผมด้วย?

ทำไมถึงต้องปฏิเสธการอาบน้ำ... ถึงขั้นยอมเปลี่ยนเสื้อผ้าที่แทบจะใส่ไม่ได้แล้วด้วยตัวเอง

ทำไมกัน... ทำไมเธอถึงไม่อยากให้ผมเห็นส่วนที่เจ็บปวดขนาดนั้น?

เมื่อครุ่นคิดถึงคำตอบของคำถามเหล่านั้น อารมณ์บางอย่างก็พลันจุกขึ้นมาที่อก

‘เธอคิดไปเอง...’

ยอนดูคิดไปเอง…

ว่าถ้าผมเห็นบาดแผลที่เกิดจากการถูกทุบตีแล้ว... เธอจะถูกเกลียด

คงไม่มีใครไปบอกเธอแบบนั้นหรอก

นี่ไม่ใช่การตีความที่เกินจริงเลยแม้แต่น้อย

‘ในบรรดาญาติๆ ไม่มีใครจำหน้ายอนดูได้เลย’

พูดอีกอย่างก็คือ แม้แต่พวกญาติๆ ก็ยังไม่รู้ ซึ่งความหมายของมันก็ง่ายนิดเดียว

นั่นหมายความว่าที่ผ่านมา... ยอนดูใช้ชีวิตอยู่ในคุกที่น้าเขยเป็นคนสร้างขึ้น

ในพื้นที่ปิดตายที่ถูกตัดขาดจากการติดต่อกับโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง

ยิ่งไปกว่านั้น น้าเขยยังไม่ยอมรับยอนดูเป็นลูก แถมยังทารุณกรรมเธออีก

ความรู้สึกที่ยอนดูได้รับจากที่นั่นคงจะมีแต่ความเกลียดชังและความโกรธเกรี้ยว

เธอคงจะเติบโตขึ้นมาโดยไม่เคยได้รับความรักจากใครเลย

‘รอยฟกช้ำที่เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นานพวกนั้น...’

มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นในในบ้านหลังนั้น คือความเจ็บปวดที่หลงเหลือจากความเกลียดชังและความโกรธเกรี้ยวของน้าเขยที่มีต่อยอนดู

เธอคงไม่อยากให้ใครมาเห็นสิ่งเหล่านั้นแน่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผม... คนที่เธอเริ่มจะพึ่งพิงและเรียกว่าพ่อ

“พอ... พอได้แล้วครับ ปล่อยเธอเถอะครับ” ผมทนดูต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว

ภาพที่ยอนดูกำลังทรมานอยู่ตรงหน้า... เมื่อได้ยินคำพูดของผม คุณหมอก็ปล่อยมือจากยอนดู แต่ด้วยสัญชาตญาณ ผมก็สัมผัสได้ถึงความจริงข้อหนึ่ง

‘มันก็สมควรอยู่หรอก’

สายตาของคุณหมอและพยาบาลที่มองมายังผมนั้นช่างคมกริบ

เหตุผลก็เห็นๆ กันอยู่ พวกเขาคงคิดว่าผมเป็นคนทำให้ยอนดูเป็นแบบนี้

รอยฟกช้ำบนร่างกายของยอนดู ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องบอกว่าเป็นร่องรอยของการทารุณกรรมและความรุนแรง มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีบาดแผลที่ไม่สม่ำเสมอแบบนั้นเกิดขึ้นจากสาเหตุอื่น ถ้าผมเป็นหมอ ผมก็คงจะสงสัยตัวเองเป็นคนแรกเหมือนกัน

แล้วจะจัดการกับสถานการณ์นี้ยังไงดีล่ะ…

สำหรับผมแล้วมันเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากมาก

ตอนนั้นเอง ยอนดูที่กำลังร้องไห้ไม่หยุด จู่ๆ ก็กระโดดลงจากเก้าอี้ คุณหมอพยายามจะคว้าตัวไว้ แต่เพราะเธอเร็วมากเลยคว้าไม่ทัน ยอนดูวิ่งตรงเข้ามาหาผมแล้วโผเข้ากอด “ฮึก... ฮือ... ฮืออออ!”

ยอนดูซบหน้าลงกับตัวผม สะอื้นไห้แล้วพูดว่า

“พ่อ... พ่อจะเกลียดหนูมั้ยฮะ? ฮึก... หนูไม่ใช่เจ้าหญิงแล้วเหรอฮะ? ครอบครัว... ฮือออ!”

กางเกงของผมเปียกชื้น

ผมกัดริมฝีปากล่างแน่นแล้วพูดว่า “ไม่มีทางหรอก”

“...?”

“พ่อจะเกลียดหนูได้ยังไงกัน... ก็หนูเป็นเจ้าหญิงที่น่ารักขนาดนี้... ครอบครัวน่ะ เขาไม่เกลียดกันหรอกนะ”

“ครอบครัว...”

“ใช่... ปกติครอบครัวก็เป็นแบบนี้แหละ ต่อไปนี้พ่อก็จะไม่มีวันเกลียดหนู ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”

เสียงหอบหายใจอย่างรุนแรงของยอนดูค่อยๆ สงบลง

ตอนนี้ไม่ได้ยินเสียงร้องไห้แล้ว แม้ว่าทุกครั้งที่เธอพยักหน้ารับคำพูดของผม หยดน้ำตาก็ยังคงไหลอาบแก้มของเธออยู่ก็ตาม

ผมใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งเพื่อพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะปลอบให้ยอนดูสงบลง อาจจะเพราะไม่มีคนไข้คนอื่นแล้ว คุณหมอจึงได้แต่ยืนมองภาพนั้นเงียบๆ

.

.

.

“เรื่องราวทั้งหมดก็เป็นแบบนี้แหละครับ”

ไม่ว่าจะคิดยังไง ก็ไม่มีทางออกอื่นแล้ว ผมจึงเล่าความจริงทั้งหมดให้คุณหมอฟัง ทั้งเรื่องที่เกิดขึ้นในงานศพวันนี้ ที่มาที่ไปของการรับเลี้ยงยอนดู การที่ผมเพิ่งจะเคยเห็นหน้าเธอเป็นครั้งแรกเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน หรือแม้แต่การที่ผมพาเธอมาโรงพยาบาลก็เพราะกลัวว่าเธออาจจะมีที่ไหนที่บาดเจ็บอีก โดยไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าบนร่างกายของเธอจะมีรอยฟกช้ำอยู่เยอะขนาดนี้

และสุดท้ายก็คือเรื่องราวเกี่ยวกับน้าเขยสารเลวคนนั้น

‘ช่วยไม่ได้’

แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่อยากจะเล่าให้ใครฟังมากที่สุด แต่ก็ช่วยไม่ได้ จะให้กลับบ้านไปแบบนี้แล้วโดนแจ้งข้อหาทารุณกรรมเด็กจนต้องไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจมันก็ไม่ใช่เรื่อง

อ้อ... แน่นอนว่าผมไม่ได้เล่าโดยมียอนดูอยู่ข้างๆ หรอกนะ

‘โชคดีที่ดูเหมือนเธอจะสบายใจขึ้นเพราะคำพูดของผมแล้ว’

ตอนนี้ผมฝากยอนดูไว้กับพวกพยาบาลข้างนอกชั่วคราว ในห้องนี้มีเพียงผม คุณหมอ และพยาบาลคนที่อยู่ด้วยกันตั้งแต่แรกเท่านั้น คุณหมอที่ไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำตลอดเวลาที่ผมเล่า เอ่ยปากขึ้นมาว่า “เป็นอย่างนี้นี่เอง...”

“ครับ อาจจะเชื่อได้ยากหน่อย แต่ทั้งหมดเป็นเรื่องจริงครับ” เอาตามตรง ในฐานะคนที่เล่าเรื่องทั้งหมดออกไปเอง ผมก็แอบกลัวอยู่เหมือนกัน กลัวว่าถ้าหมอไม่เชื่อคำพูดของผมแล้วโทรแจ้งตำรวจจะทำยังไง

คุณหมอส่ายหน้าแล้วเอ่ยปาก

“ไม่หรอกค่ะ ดิฉันเชื่อ ตอนที่น้องยอนดูวิ่งลงจากเก้าอี้ไปหาคุณจูวอน ดิฉันก็คิดอยู่แล้วล่ะค่ะ ว่ามันต้องมีเรื่องราวอะไรบางอย่างแน่ๆ”

“อ๋อ...”

“เพราะมันเป็นไปไม่ได้เลยที่เด็กจะวิ่งเข้าไปหาคนที่ทารุณกรรมตัวเองแบบนั้น แล้วพอได้ฟังบทสนทนาของทั้งคู่หลังจากนั้นก็ยิ่งทำให้ดิฉันมั่นใจมากขึ้นค่ะ”

โชคดีที่เธอเข้าใจ

แต่ปัญหาก็คือเรื่องมันยังไม่จบแค่นี้ จู่ๆ คุณหมอก็ใช้มือทั้งสองข้างจับมือของผมไว้แน่นแล้วพูดว่า “คุณเป็นคนดีจริงๆ เลยนะคะ อายุยังน้อยแท้ๆ แต่ตัดสินใจเรื่องแบบนี้ได้ยังไงกัน”

ผมตกใจจนต้องเงยหน้าขึ้นมา แล้วถึงได้เข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริง

เธอซึ้งเหรอ? ขอบตาของคุณหมอแดงก่ำ ยิ่งไปกว่านั้น พยาบาลที่อยู่ข้างๆ ก็กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นแบบไม่มีเสียงอยู่ด้วยเหมือนกัน

‘ไม่ว่าจะคิดยังไง มันก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เศร้าขนาดนั้นเลยนี่นา...’

หรือว่าพวกเธอจะเศร้าเพราะคิดว่าที่ผ่านมา ยอนดูต้องใช้ชีวิตมาแบบไหนกันนะ?

ถ้าเป็นอย่างนั้นก็พอจะเข้าใจได้... เพราะเรื่องนั้นผมเองก็เศร้าจนแทบบ้าเหมือนกัน

ผมตอบไปอย่างกลางๆ “ไม่หรอกครับ ถึงจะรับเลี้ยงมาเพราะอารมณ์ชั่ววูบ แต่ผมก็ไม่ใช่คนดีอะไรขนาดนั้นหรอกครับ”

“ไม่ใช่ค่ะ คุณเป็นคนดี การเลี้ยงเด็กคนเดียวไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะคะ ต่อให้จะเป็นการตัดสินใจที่หุนหันพลันแล่นแค่ไหน แต่สุดท้ายคนที่ตัดสินใจก็คือคุณจูวอน เพื่อยอนดู คุณตัดสินใจว่าจะเลี้ยงเธอด้วยตัวเอง”

พยาบาลข้างๆ พยักหน้าอย่างแรงเหมือนจะบอกว่าใช่เลย

แม้จะเป็นเรื่องที่น่าขอบคุณ แต่ผมก็ไม่ค่อยชอบบรรยากาศแบบนี้เท่าไหร่

ผมยิ้มแล้วเอ่ยปาก “ขอบคุณที่พูดให้กำลังใจนะครับ แต่ว่า... ผมขอรบกวนอะไรสักอย่างได้ไหมครับ?”

“แน่นอนค่ะ”

“เรื่องราวของยอนดูกับผมที่เล่าไป ผมอยากจะให้มีแค่คุณสองคนเท่านั้นที่รู้ แน่นอนว่าถึงคนอื่นจะรู้ก็คงไม่มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นหรอกครับ แต่ผมอยากจะให้มัน...”

ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบ คุณหมอก็ยิ้มแล้วพูดขึ้นมาว่า “ดิฉันเข้าใจค่ะ ว่าคุณจูวอนคิดอะไรอยู่ ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ”

“ขอบคุณครับ”

“อายุก็ยังน้อย แต่เป็นคนมีความคิดลึกซึ้งดีนะคะ ถ้าดิฉันมีลูกสาวล่ะก็ อยากจะแนะนำให้รู้จักเลย”

“ฮ่าๆ...” ถ้าคุณรู้ว่าผมเป็นแค่พนักงานพาร์ทไทม์ร้านสะดวกซื้อที่หาเช้ากินค่ำ คุณคงไม่พูดแบบนี้แน่

แน่นอนว่า... ผมก็ได้แต่คิดในใจ

คุณหมอพูดต่อ “การเลี้ยงเด็กคงจะเหนื่อยน่าดูนะคะ ต่อไปนี้ถ้ายอนดูไม่สบายหรือเป็นอะไร ก็มาที่นี่ได้เลยนะคะ ดิฉันจะรักษาให้โดยไม่คิดเงินค่ะ”

“อ๊ะ... ไม่เป็นไรครับ! ผมจะมาที่นี่แน่นอนครับ แต่ค่ารักษาพยาบาลผมจะจ่ายตามปกติ แบบนี้ผมเกรงใจน่ะครับ”

“ไม่ต้องเกรงใจก็ได้ค่ะ”

“ไม่เป็นไรครับ เดือนนี้เงินเดือนเพิ่งเข้าพอดี” ผมไม่ได้บอกว่าเป็นเงินเดือนจากร้านสะดวกซื้อหรอกนะ

คุณหมอทำเสียงอืมในลำคอแล้วก็พยักหน้า “ในเมื่อพูดถึงขนาดนั้นแล้ว ถ้าพูดต่ออีกก็คงจะเป็นการบังคับกันเกินไปนะคะ”

.

.

.

เมื่อตรวจสอบใบเสร็จ ผมก็สังเกตเห็นความจริงข้อหนึ่งได้อย่างชัดเจน

ค่าใช้จ่ายในใบเสร็จของโรงพยาบาลกับใบเสร็จตามร้านยามันต่างกันมากเกินไป

‘เป็นไปไม่ได้’

ตรวจสารพัดอย่างที่โรงพยาบาล แต่ค่าใช้จ่ายแค่นี้มันเป็นไปไม่ได้เลย คุณหมอคงจะจงใจลดค่ารักษาพยาบาลให้แน่ๆ

ก็ในเมื่อเธออุส่าห์ทำให้ถึงขนาดนี้ การจะปฏิเสธก็คงจะดูโอเวอร์เกินไป

อันที่จริง ค่าใช้จ่ายจากร้านยาก็ถือว่าเป็นจำนวนเงินที่เยอะพอสมควรสำหรับผมแล้ว

“ไปกันเถอะ ยอนดู”

“กลับบ้านเหรอฮะ?”

“ใช่สิ... ต้องกลับบ้านแล้ว”

“ว้าว... กลับบ้าน! คิกๆ!”

ผมมองยอนดูที่กำลังดีใจแล้วก็เผลอยิ้มออกมาพลางพูดว่า “ต่อไปนี้ยอนดูจะไม่เจ็บจนต้องเป่าเพี้ยงๆ อีกแล้วนะ... อ๊ะ... แต่ว่ายอนดู”

“คะ?”

“ยอนดูกลับบ้านไปแล้วอาบน้ำได้ไหม?”

หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ยอนดูก็ตะโกนออกมาอย่างแข็งขัน

“...อาบด้ายฮะ!”

“โอ๊ย... น่ารักจัง”

วันนี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน

ผมแวะร้านสะดวกซื้อเพื่อซื้อของที่จำเป็น แล้วก็มุ่งหน้ากลับบ้าน เมื่อถึงบ้าน ผมก็วางของลงแล้วมองไปที่ยอนดู เขาว่ากันว่า... ต้องตีเหล็กตอนร้อน แม้จะเหนื่อยมาก แต่ครั้งนี้ผมต้องจับยอนดูอาบน้ำให้ได้ ผมพายอนดูตรงเข้าไปในห้องน้ำทันที

“ไม่เป็นไรนะยอนดู” พอจะต้องมาเปิดเผยบาดแผลต่อหน้าผมอีกครั้ง ดูเหมือนว่ามันจะเป็นเรื่องยากสำหรับเธอ

ผมไม่เร่งรัดเธอ ทำได้เพียงยิ้มแล้วรอ

แล้วยอนดูก็ค่อยๆ เผยให้เห็นรอยฟกช้ำสีแดงและสีม่วงเหล่านั้น แม้จะมองได้ลำบาก แต่ผมก็แสดงสีหน้าออกมาไม่ได้

ซ่าาาา…

ผมเปิดน้ำจากฝักบัว

ยอนดูอ้าปากค้าง มองดูสายน้ำที่ไหลออกมา

ผมยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มแล้วเอ่ยปาก “ลองเอามือไปแตะดูสิยอนดู ดูซิว่ามันเย็นไป ร้อนไป หรือว่ากำลังดี”

ยอนดูพยักหน้าหนึ่งครั้งแล้วก็ค่อยๆ ยื่นมือออกไปแตะอย่างระมัดระวัง

“อ๊ะ... เย็น!”

“ฮ่าๆๆ โดนหลอกซะแล้ว~”

“อื้อ...” ยอนดูคงจะรู้แล้วว่าโดนผมแกล้ง เธอทำหน้าเจ็บใจแล้วจ้องมองมาที่ผม

“พ่อออ...”

“ฮ่าๆ โทษทีๆ”

“ให้หนู...”

“หืม?”

“อันนั้น... ให้หนู...”

ยอนดูใช้นิ้วเล็กๆ ชี้ไปที่ฝักบัว

ผมยกฝักบัวขึ้นแล้วถาม

“อันนี้เหรอ?”

“ค่ะ”

“ไม่ให้หรอก” พอแกล้งไปอีกครั้ง น้ำตาก็เริ่มคลอหน่วยในดวงตาลึกของยอนดูราวกับทะเลสาบ

เดี๋ยวนะ... หรือว่าจะร้องไห้?

ผมเริ่มใจไม่ดี รีบยื่นฝักบัวให้เธอแล้วพูดว่า “ให้... ให้ก็ได้จ้ะ... ให้ก็ได้ยอนดู”

เมื่อยื่นฝักบัวให้เธอ ยอนดูก็ยิ้มแฉ่งทันทีราวกับว่าเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ดูเหมือนมันจะหนัก เธอยกมันขึ้นมาด้วยสองมืออย่างทุลักทุเล ผมเป็นห่วงเลยยืนอยู่ใกล้ๆ แล้วพูดว่า “ระวังนะยอนดู ถ้าทำหล่นทับเท้าล่ะก็เรื่องใหญ่... อ๊ากกก!”

แต่แล้วจู่ๆ ก็มีสายน้ำพุ่งเข้าใส่ลำคอของผมอย่างจัง

ยอนดูคงจะพยายามจับฝักบัวให้แน่น แต่ควบคุมแรงไม่ได้เลยฉีดเข้าใส่หน้าผมเต็มๆ

เป็นมหันตภัยชัดๆ... ทั้งที่ผมยังใส่เสื้อผ้าอยู่เลย

“อ๊ะ... พ่อ! เปงไยไหมฮะ...?”

ไม่... ไม่เป็นไรเลยสักนิด

ยอนดูคงจะตกใจ เธอถือฝักบัวแล้วฉีดไปทั่วมั่วไปหมด

ผมพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะเข้าไปใกล้ๆ ยอนดูแล้วจับฝักบัวไว้ แต่ก็ไร้ประโยชน์... เพราะตอนนี้สภาพผมเหมือนลูกหมาตกน้ำไปแล้ว

“เจ้าแสบ...”

ยอนดูทำตาโตแล้วเงยหน้ามองผมพลางพูดว่า “พ่อออ... จะฉีดหนูเหรอฮะ...?”

ถ้าทำหน้าแบบนี้แล้วพูดออกมา ปกติก็คงจะไม่ฉีดกลับหรอกนะ... แต่รอบนี้เป็นข้อยกเว้น

ผมยิ้มกริ่มแล้วตอบกลับไป

“อื้ม”

“กรี๊ดดด!”

การอาบน้ำกลายเป็นการเล่นน้ำไปในบัดดล

แต่มันก็สนุกดีนะ... ไม่ได้ล้อเล่นนะ มันสนุกจริงๆ

.

หลังจากเสร็จสิ้นการอาบน้ำ... ไม่สิ การเล่นน้ำอันแสนสนุกแล้ว ผมก็ทายาที่ได้รับมาจากโรงพยาบาลลงบนรอยฟกช้ำทั่วร่างกายของเธอ ยอนดูถามว่ามันคืออะไร ซึ่งมันก็อธิบายได้ลำบากมาก สุดท้ายก็เลยอธิบายไปว่าเป็นยาที่ทำให้ผิวขาวขึ้น

อธิบายไปแค่นั้นแหละดีที่สุดแล้ว

หลังจากทายาเสร็จ ผมก็เตรียมอาหารง่ายๆ ถึงจะเรียกว่าอาหาร แต่มันก็มีแค่ไข่ดาวกับกิมจิ แต่วางใจเถอะ ผมใช้ชีวิตอยู่คนเดียวมาหกปีแล้วเรื่องเมนูไข่เนี่ยระดับเชฟเลยล่ะ

ถึงแม้มันจะเป็นแค่ไข่ดาวก็เถอะ

ถ้าจะให้บอกเคล็ดลับก็คือ... ไข่ดาวไม่ใช่การทอด แต่เป็นการเจียวในน้ำมันเยอะๆ

อ้อ... แน่นอนว่ากิมจิเป็นกิมจิจากร้านสะดวกซื้อ ก็ที่ทำงานผมคือร้านสะดวกซื้อนี่นา

ยอนดูเอาไข่ดาวเข้าปากแล้วก็พูดว่า

“ว้าว... อร่อย!”

ขอบใจนะ ที่พูดแบบนั้น... พรุ่งนี้จะทำให้กินอร่อยกว่านี้อีก

เพราะตอนนี้ผมไม่ได้อยู่คนเดียวแล้วนี่นา

เพื่อการเจริญเติบโตของยอนดู คงต้องใส่ใจเรื่องอาหารการกินให้มากขึ้นแล้ว

หลังจากกินข้าวเสร็จ สิ่งสุดท้ายที่ต้องทำก็คือการแปรงฟัน ผมใช้แปรงสีฟันกับยาสีฟันสำหรับเด็กที่เพิ่งซื้อมาแปรงฟันให้ยอนดู

โชคดีที่ยอนดูบอกว่ายาสีฟันอร่อยแล้วก็ชอบมัน การอธิบายว่าทำไมถึงกินไม่ได้นี่มันเหนื่อยใช่ย่อยเลย อย่างไรก็ตาม การเดินทางตลอดทั้งวันที่แสนจะสเปคตะเคิลก็ได้สิ้นสุดลงแล้ว

“ยอนดู”

“คะ พ่อ!”

“เอาอันนี้ห่ม แล้วก็เอาอันนี้นอนหนุนนะ ผ้าห่มกับหมอน”

“ผ้าห่ม... กับหมอง...”

ดูเหมือนว่ายอนดูจะมีนิสัยชอบพูดตามคำที่ผมพูด

ผมลูบหัวยอนดูหนึ่งครั้งแล้วก็ล้มตัวลงนอนบนที่นอน

ผมไม่ชอบเตียงเลยซื้อแค่ที่นอนมาปูนอน ซึ่งมันก็ดีอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ยอนดูกลับถือหมอนกับผ้าห่มแล้วยืนนิ่งมองมาที่ผม

“ยังไม่นอนเหรอยอนดู?”

“นอนกะได้เหรอฮะ...?”

“หืม?”

“นอนข้างๆ พ่อ... กะได้เหรอฮะ?”

“แน่นอนสิ ปกติครอบครัวเขาก็นอนด้วยกันอยู่แล้ว”

แน่นอนว่าตอนที่พ่อผมยังอยู่ ผมก็ไม่ได้นอนด้วยกันหรอกนะ ยอนดูยิ้มกว้างแล้วก็ล้มตัวลงนอนข้างๆ ผม “คิกๆ พ่อออ...”

“นอนเถอะนะยอนดู คงจะเหนื่อยมาทั้งวัน”

“ค่ะ... พ่อด้วยนะฮะ... พ่อ... ขอบคุ...”

คงจะเหนื่อยมากสินะ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมเห็นคนพูดไม่ทันจบประโยคก็หลับไป ขนาดตอนหลับก็ยังเหมือนนางฟ้าจริงๆ ขนตาจะยาวไปไหนกันนะ... ขนาดผมที่ว่ายาวแล้วยังต้องทึ่งเลย

ลูบ... ลูบ…

อาจจะเพราะเพิ่งสระผมมา เส้นผมที่เงางามเลยพลิ้วสลวย

เด็กคนนี้คือลูกสาวของผม จู่ๆ ก็รู้สึกสับสนว่านี่คือความจริงหรือความฝัน

“มาใช้ชีวิตให้ดีกันเถอะนะ”

จะยังไงก็ตาม สุดท้ายเราก็ได้เป็นครอบครัวกันแล้วนี่นา

ตอนนั้นเอง

ขณะที่กำลังลูบหัวยอนดูอยู่เพลินๆ ก็มีความคิดหนึ่งแวบเข้ามาว่าผมกำลังลืมอะไรบางอย่างไป

‘อะไรนะ...?’

พรุ่งนี้วันอะไรนะ

วันนี้วันจันทร์ งั้นพรุ่งนี้ก็วันอังคาร วันที่ต้องไปทำงานพิเศษนี่นา

เดี๋ยวนะ งานพิเศษ? วันไปทำงานพิเศษเหรอ?

เมื่อปล่อยให้ความคิดไหลไปเรื่อยๆ ผมก็รู้ตัวว่าลืมอะไรไป

นี่เราโง่หรือเปล่า? ทำไมถึงลืมคิดเรื่องนี้ไปได้นะ?

ถ้าพรุ่งนี้ผมไปทำงานพิเศษแล้วยอนดูจะทำยังไง?

ฉิบหายแล้ว ต้องรีบหาทางแก้ไขโดยด่วนเลย



ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 6

ตอนถัดไป