บทที่ 7
แว็ก! แว็ก! แว็ก! แว็ก! แว็ก! แว็ก!
เสียงนาฬิกาปลุกบ้าๆ ดังขึ้นเหมือนเช่นเคย
สาเหตุก็เพราะผมเป็นพวกขี้เซา เลยต้องตั้งเสียงปลุกให้มันพิลึกพิลั่นที่สุดเท่าที่จะทำได้
ข้อดีของมันก็คือไม่มีทางที่จะไม่ตื่น แต่ข้อเสียก็คือมันทำให้หัวร้อนตั้งแต่เช้าทุกวัน
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเมื่อวานต้องเดินทางไปไหนต่อไหนเยอะหรือเปล่า วันนี้ถึงได้รู้สึกเพลียเป็นพิเศษ
ทั้งที่เมื่อคืนก็นอนเร็วกว่าปกติแท้ๆ
“อือ…”
ผมพยายามยันตัวลุกขึ้นเพื่อปิดเสียงเจ้าเป็ดบ้าตัวนั้น
ไม่สิ… ต้องบอกว่าผมพยายามจะลุกขึ้น
จนกระทั่งได้เห็นมือเล็กๆ ขาวๆ ที่วางอยู่บนท้องของตัวเอง
จริงด้วย… ผมไม่ได้นอนคนเดียวนี่นา ผมเผลอหลับไปพร้อมกับยอนดูนี่เอง
เป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่จริงๆ ที่ตื่นมาแล้วมีใครสักคนนอนอยู่ข้างๆ
ความดันที่พุ่งขึ้นเพราะเสียงนาฬิกาปลุกเมื่อครู่ ลดฮวบลงในทันที
‘ทำไมถึงหลับลึกขนาดนี้นะ?’
ทั้งที่เจ้าเป็ดนั่นส่งเสียงร้องอย่างบ้าคลั่ง แต่ยอนดูกลับยังคงหลับปุ๋ย
ไม่มีแม้แต่จะกะพริบตาสักครั้ง ผมไม่อยากจะปลุกเธอเลยจริงๆ
ผมค่อยๆ เอื้อมมือไปยังโทรศัพท์ พยายามไม่ให้ร่างกายขยับเขยื้อนมากที่สุด
‘ฟู่…’
โชคดีที่ผมปิดนาฬิกาปลุกได้สำเร็จ
หลังจากเจ้าเป็ดเงียบเสียงลง ผมก็ทิ้งตัวลงนอนเหมือนเดิม
แล้วก็หันไปมองยอนดูที่กำลังกอดผมหลับอยู่
‘นี่มันนางฟ้าชัดๆ’
ดูเหมือนว่าผมจะมีผลข้างเคียงจากการตื่นนอนเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างแล้ว
การที่มีเด็กน้อยหลับปุ๋ยอยู่ข้างๆ แบบนี้ มันทำให้ไม่อยากลุกขึ้นมาเลย
ยิ่งถ้าเป็นลูกสาวที่น่ารักขนาดนี้ด้วยแล้ว… ลูกสาวของผม ไม่ใช่ของใครอื่น
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าโดยไม่รู้ตัว
ถึงจะไม่ค่อยแน่ใจ แต่ที่ใครๆ เขาเรียกกันว่า ‘รอยยิ้มของคุณพ่อ’ ก็คงจะเป็นสีหน้าของผมในตอนนี้สินะ
แชะ
สุดท้ายผมก็อดใจไม่ไหว ถ่ายรูปเก็บไว้หนึ่งใบ ก็เพราะอยากจะเก็บภาพยอนดูตอนหลับในตอนนี้เอาไว้นี่นา
สุดท้ายแล้ว เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่หลงเหลืออยู่ก็คือรูปถ่าย
ถึงจะพูดแบบนี้ แต่ปกติผมเป็นคนเกลียดการถ่ายรูปมาก
แถมยังไม่มีใครให้ถ่ายด้วย
‘ไม่ได้การล่ะ’
ถ้าขืนยังเป็นแบบนี้ต่อไป มีหวังได้เผลอหลับอีกรอบแน่ ผมยังมีเรื่องที่ต้องทำอีกเยอะ
ต้องเตรียมตัวไปทำงานพิเศษ แล้วก็ต้องตัดสินใจด้วยว่าจะทำยังไงกับยอนดูในช่วงที่ผมไม่อยู่
ถึงจะตั้งนาฬิกาปลุกไว้เร็วกว่าปกติ แต่ก็ยังต้องรีบอยู่ดี
ซรึ่ก
ผมค่อยๆ เลิกผ้าห่มขึ้น แล้วค่อยๆ ยกแขนของยอนดูออกจากตัว
ยอนดูที่ไม่มีทีท่าว่าจะตื่นเพราะเสียงนาฬิกาปลุก กลับขมวดคิ้วน้อยๆ
แต่ขอบอกไว้เลยว่าขนาดทำหน้ายุ่งยังน่ารักเลย
“ฮึบ…!”
หลังจากลุกขึ้นบิดขี้เกียจ ผมก็เปิดรายชื่อในโทรศัพท์ทันที
เมื่อคืนนี้ผมเผลอหลับไปขณะที่กำลังคิดว่าจะทำยังไงกับยอนดูดี
จะทิ้งให้อยู่บ้านคนเดียวก็ไม่ได้
ได้ยินมาว่าถ้าเป็นที่อเมริกาจะถือว่าเป็นการทารุณกรรมเด็กเลยนะ
‘แล้วอีกอย่าง ผมเองก็คงไม่สบายใจจนทำแบบนั้นไม่ได้หรอก’
ถ้าเลือกได้ก็อยากจะอยู่ด้วยกันทั้งวัน แต่ในความเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้
ผมต้องการใครสักคนมาดูแลยอนดูระหว่างที่ไปทำงานพิเศษ
ผมเลยนึกถึงสถานรับเลี้ยงเด็กขึ้นมา
‘เมื่อวานบันทึกเบอร์ไว้แล้ว’
ผมบันทึกเบอร์โทรศัพท์ของสถานรับเลี้ยงเด็กที่อยู่ใกล้บ้านที่สุดเอาไว้
ถึงจะยังไม่ได้ถามความเห็นของยอนดู แต่ไม่ว่าจะคิดยังไง นอกจากวิธีนี้ก็ไม่มีทางอื่นแล้ว
ผมกดโทรออกทันที
“ค่ะ สถานรับเลี้ยงเด็กโซมังของรัฐค่ะ”
เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นทันที
“สวัสดีครับ พอดีมีเรื่องอยากจะสอบถามหน่อยครับ”
“ค่ะ เชิญเลยค่ะ”
“คือผมอยากจะเอาลูกไปฝากน่ะครับ”
“น้องอายุกี่ขวบแล้วคะ?”
“ห้าขวบครับ”
“อืม… ขอโทษด้วยนะคะ ไม่ทราบว่าได้ลงชื่อรอคิวไว้หรือยังคะ?”
“…หา?”
ลงชื่อรอคิวอะไร?
จู่ๆ โลกทั้งใบก็มืดมนลงในบัดดล
พอได้ฟังคำอธิบายต่อ ผมถึงได้เข้าใจ
ว่าที่ที่ผมโทรมา เป็นสถานรับเลี้ยงเด็กของรัฐที่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้าเท่านั้นถึงจะเข้าได้
แถมหลังจากลงทะเบียนแล้ว ยังต้องรออย่างน้อยหลายเดือนถึงจะมีสิทธิ์ฝากเลี้ยง
“ขอโทษด้วยครับ…”
“โฮะๆ ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าคุณพ่อรีบ ลองโทรไปสอบถามสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชนแถวบ้านดูน่าจะดีกว่านะคะ~”
“ขอบคุณครับ”
น่าจะหาข้อมูลก่อนโทรไปแท้ๆ
เพราะเป็นการเลี้ยงลูกครั้งแรก ทุกอย่างเลยดูใหม่ไปหมดสำหรับผม
ผมรีบค้นหาสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชนแล้วโทรออกทันที
ดูเหมือนว่าแถวบ้านที่ผมอยู่จะมีสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชนอยู่แค่ที่นี่ที่เดียว
“ค่ะ สถานรับเลี้ยงเด็กทันบีค่ะ”
“สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าพอจะรับฝากเด็กห้าขวบได้ไหมครับ”
“เด็กห้าขวบเหรอคะ?”
“ครับ”
“ไม่ทราบว่าจะเริ่มฝากได้เมื่อไหร่คะ?”
“พอดีผมมีเหตุจำเป็นด่วนน่ะครับ… จะเริ่มฝากตั้งแต่วันนี้เลยได้ไหมครับ?”
“…ตั้งแต่วันนี้เลยเหรอคะ?”
“ครับ”
“คุณพ่อคะ ขอโทษด้วยนะคะ แต่วันนี้คงจะไม่ได้จริงๆ ค่ะ พอดีที่นี่เป็นสถานรับเลี้ยงเด็กขนาดเล็ก ตอนนี้เด็กๆ เต็มหมดแล้วค่ะ”
ผมเผลอถอนหายใจออกมาโดยไม่รู้ตัว
แย่จริงๆ ดันมาเต็มอะไรตอนนี้
ไหนบอกว่าสมัยนี้คนไม่ค่อยมีลูกกันจนเป็นปัญหาไง
สงสัยเพราะแถวนี้มีสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชนอยู่แค่ที่นี่ที่เดียว เด็กๆ เลยพากันมาอยู่ที่นี่หมด เธอคงได้ยินเสียงถอนหายใจของผม เลยพูดต่อ “แต่คิดว่าอีกไม่กี่วันน่าจะมีที่ว่างนะคะ… แบบนั้นจะพอไหวไหมคะ?”
ณ ตอนนี้ นี่คือทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว
“ครับ ถ้ามีที่ว่างเมื่อไหร่ รบกวนติดต่อกลับด้วยนะครับ”
“ได้ค่ะ งั้นแค่นี้นะคะ สวัสดีค่ะ…”
“อ๊ะ เดี๋ยวก่อนครับ”
“คะ?”
“ไม่ทราบว่าค่าใช้จ่ายของสถานรับเลี้ยงเด็กอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่เหรอครับ?”
สำหรับผมแล้ว นี่เป็นปัญหาที่สำคัญมาก
คำตอบดังกลับมาในทันที
“ค่าใช้จ่ายโดยพื้นฐานแล้ว ถ้าเป็นแบบเต็มวันจะอยู่ที่สามแสนสามหมื่นวอนค่ะ ส่วนแบบกำหนดเวลา…”
“…”
ผมช็อกจนไม่ได้ยินคำพูดที่ตามหลังมา
สามแสนสามหมื่นวอน? แพงกว่าที่คิดไว้เยอะเลย เงินเดือนผมมันเท่าไหร่กันเชียว หรือว่าไม่นะ? ถ้าฝากทั้งวัน ราคานี้ก็ถือว่าสมเหตุสมผลแล้วหรือเปล่า?
ปัญหาในชีวิตจริงเริ่มถาโถมเข้ามาแล้ว “สามแสนสามหมื่นวอน… งั้นเหรอครับ”
“ค่ะ แต่ถ้าเป็นเด็กห้าขวบ จะได้รับเงินอุดหนุนค่าเลี้ยงดูบุตรจากรัฐบาลอย่างน้อยสองแสนวอนขึ้นไปอยู่แล้วค่ะ”
นี่เป็นอีกเรื่องที่ผมคิดไม่ถึง
แต่ก็มีปัญหาอีกอย่างหนึ่ง
คือ… ผมจะรับเงินนั่นได้เหรอ?
“เงินนั่นจะโอนเข้าบัญชีของผู้ปกครองใช่ไหมครับ?”
“คะ? ก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วสิคะ”
ผมได้ยินน้ำเสียงงุนงงดังกลับมา
ก็นะ คิดดูแล้วมันก็เป็นคำถามที่พิลึกพิลั่นจริงๆ ก็ต้องโอนเข้าบัญชีพ่อแม่อยู่แล้วสิ
“เข้าใจแล้วครับ ขอบคุณมากครับ”
หลังจากวางสาย ผมก็ตระหนักได้ถึงปัญหาใหญ่หลวงอย่างหนึ่ง
ผมจะสามารถเป็นผู้ปกครองของยอนดูตามกฎหมายได้หรือเปล่า?
ผมมีคุณสมบัติพอเหรอ?
‘ต้องลองหาข้อมูลดู’
ดูเหมือนว่าผมจะต้องหาทางแก้ไขปัญหานี้ให้ได้
ตอนนั้นเอง
“พ่อจ๋า…”
ผมตกใจจนต้องหันขวับไปมอง ยอนดูมายืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่ทำไมถึงได้ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้แบบนั้นนะ? เสียงก็สั่นด้วย
“เป็นอะไรไปยอนดู? ไม่สบายตรงไหนเหรอ?”
“พ่อ… ยอนดูต้องไปไหนเหรอฮะ? ยอนดูอยู่กับพ่อไม่ได้เหรอ?”
“นั่นมันหมายความว่า…” แย่ล่ะสิ สงสัยจะได้ยินบทสนทนาเมื่อกี้!
สำหรับยอนดูแล้ว มันเป็นบทสนทนาที่ชวนให้เข้าใจผิดได้จริงๆ
เพราะเนื้อหามันเกี่ยวกับการเอาตัวยอนดูไปฝากไว้ที่ไหนสักแห่ง
“ไม่ใช่นะ ไม่ใช่เลย เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป เพราะงั้นไม่ต้องกังวลนะ”
“จริงๆ นะฮะ…?”
“แน่นอนสิ ก็เราเป็นครอบครัวกันนี่นา”
.
.
.
“ฟู่…”
ผมมาถึงหน้าร้านสะดวกซื้อก่อนเวลาเข้างานสิบนาที
ข้างๆ กันคือยอนดูที่กำลังจับมือผมไว้แน่น
กว่าสถานการณ์จะลงเอยแบบนี้ได้ มันก็มีเรื่องราวสั้นๆ อยู่
‘ยังไงก็ทิ้งยอนดูไว้ที่บ้านคนเดียวไม่ได้อยู่แล้ว’
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ผมก็ตัดสินใจโทรหาเจ้าของร้านสะดวกซื้อ บอกเขาไปว่าผมมีธุระด่วน ขอพาเด็กมาทำงานด้วยสักสองสามวันได้ไหม
ผมทำงานที่นี่มานาน เลยรู้จักนิสัยของเจ้าของร้านดี เขาเป็นชายวัยห้าสิบที่มีท่าทางใจดี ในความคิดของผม เขาเป็นคนดีคนหนึ่งเลยล่ะ ไม่เคยมีปัญหากระทบกระทั่งอะไรกับผมเลย แถมยังใจดีกับผมมาตลอดด้วย แต่เอาตามตรง ตอนที่ขอร้องไปก็แอบใจสั่นอยู่เหมือนกัน การขอพาเด็กมาทำงานด้วยมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย
แต่คำตอบที่ได้รับกลับมานั้นเร็วกว่าที่คิด ‘พอดีตอนนี้ฉันรีบๆ อยู่น่ะ… คุณจูวอนเอาตามที่สะดวกเลย!’
แล้วเขาก็วางสายไปโดยไม่เปิดโอกาสให้ผมได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม
ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ดูเหมือนเขาจะมีเรื่องด่วนจริงๆ ผมก็เลยพาเธอมาด้วยเลย ยังไงซะก็ถือว่าได้รับอนุญาตแล้ว
ยอนดูชี้ไปที่ร้านสะดวกซื้อแล้วถาม “พ่อทำงานที่นี่เหรอฮะ…?”
“อื้ม”
“แล้ว… พ่อทำอะไรเหรอฮะ?”
อืม… จะตอบว่ายังไงดีล่ะ มันค่อนข้างจะพูดยากอยู่เหมือนกัน
“ขายของน่ะ อย่างพวกขนมกับน้ำอัดลมอะไรแบบนี้”
“ว้าว…” เดี๋ยวนะ จะทึ่งทำไมกัน
มันไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรขนาดนั้นเลย นี่มันแค่งานพิเศษเองนะ
พอเห็นสายตาใสซื่อบริสุทธิ์นั่นแล้ว รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังโกหกยังไงก็ไม่รู้ “…รีบเข้าไปข้างในกันเถอะ”
“ยอนดูไปด้วยเหรอ?”
“อื้ม ยอนดูก็ไปด้วย”
เอี๊ยด…
เมื่อเปิดประตูเข้าไป ก็เจอกับพนักงานกะก่อนหน้าที่กำลังยืนอยู่ เป็นพนักงานผู้ชายท่าทางอวบๆ หน่อย เหมือนจะอายุน้อยกว่าผมนะ? ไม่ค่อยสนิทกันเลยไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่
“สวัสดีครับ”
“ครับ สวัสดีครับ” ผมทักทายกันตามปกติแล้วก็เปลี่ยนกะ แต่ต่างจากทุกครั้ง พนักงานคนนั้นยังไม่ยอมออกไปไหน เอาแต่พึมพำ
“โอ้โห…”
ผมรู้เหตุผลในทันที
เพราะสายตาของเขากำลังจับจ้องไปที่ยอนดู ก็นะ ผมเข้าใจความรู้สึกนั้นดี เพราะใครที่เห็นครั้งแรกก็อดที่จะละสายตาไปไม่ได้หรอก บรรยากาศมันค่อนข้างจะกระอักกระอ่วน ผมเลยพูดขึ้นมา “พอดีมีธุระนิดหน่อยเลยต้องพามาด้วยน่ะครับ”
“โห น่ารักมากเลยครับ… เด็กที่น่ารักกว่ามาทิลด้าในเรื่องลีออง ผมเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกเลย…”
นี่เป็นคำชมที่แปลกใหม่ดีแฮะ ในฐานะที่เคยดูหนังเรื่องนั้น ผมเห็นด้วยกับคำพูดนี้ทุกประการ
มาทิลด้าน่ารักมากก็จริง แต่ยอนดูน่ารักกว่า
แต่ทำไมกันนะ? คนที่โดนชมคือยอนดู แต่ผมกลับรู้สึกดีใจอย่างน่าประหลาด
ยอนดูคงจะรู้ว่าเป็นคำชม เธอยิ้มขยิบตาให้
“เฮือก…”
ส่วนชายคนนั้นก็ส่งเสียงแปลกๆ ออกมาแล้วทำหน้าเคลิบเคลิ้ม ดูเหมือนจะละลายไปกับสีหน้าของยอนดูเมื่อครู่แล้ว สุดท้าย เขาก็ออกจากร้านสะดวกซื้อไปหลังจากที่ยืนอ้อยอิ่งอยู่นาน ทั้งที่หมดเวลางานไปแล้ว
หลังจากนั้นลูกค้าก็เริ่มทยอยเข้ามา
“ว้าว…”
“โห…”
“โอ้โห…”
รู้สึกเหมือนกำลังดูเดจาวูอยู่เลย
ลูกค้าที่เข้ามาทุกคนมีปฏิกิริยาเหมือนกันหมด
ผมแค่ให้เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างๆ แต่ลูกค้าทุกคนต่างก็อดที่จะชื่นชมออกมาไม่ได้
‘ฮ่าๆ แฟนเซอร์วิสดีเยี่ยมเลยแฮะ’
ทุกครั้งที่โดนชม ยอนดูก็จะยิ้มขยิบตาให้ เพราะอย่างนั้นผมเลยไม่รู้สึกเบื่อเลย การได้นั่งมองปฏิกิริยาของคนที่เห็นรอยยิ้มของยอนดูมันก็สนุกไปอีกแบบ
“โอ๊ย น่ารักจังเลย! ลูกสาวเหรอคะ?”
คุณป้าคนหนึ่งหันมาถามผม
ยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบ ยอนดูก็ชิงตอบแทน “ใช่แล้วค่ะ! ลูกสาวของพ่อค่ะ!”
“ตายจริง เสียงยังกับนกขมิ้นเลยนะ~”
แถมคุณป้ายังซื้อไส้กรอกให้หนึ่งชิ้นด้วย
ผมปฏิเสธไปหลายครั้ง แต่เพราะเธอยัดใส่มือยอนดูให้ ผมเลยจำใจต้องรับไว้
ผมแกะเปลือกแล้วยื่นให้ยอนดู “ค่อยๆ กัดกินนะ เคี้ยวให้ละเอียดด้วย”
จั๊บๆๆ
“ว้าว…”
อะไรกันเนี่ย? ไส้กรอกหายวับไปกับตาราวกับเสกมนตร์ ยอนดูคงจะยังไม่อิ่ม เธอมองเปลือกไส้กรอกในมือด้วยดวงตาแป๋วแหวว
ผมหลุดยิ้มออกมาแล้วถาม “อร่อยไหม?”
ยอนดูพยักหน้าอย่างแรง
“เดี๋ยวพ่อซื้อให้อีกนะ”
“ค่ะ!”
ยอนดูดีใจจนแกว่งขาไปมาขณะที่นั่งอยู่
“ระวังหน่อย เดี๋ยวก็ตกเก้าอี้เจ็บตัวหรอก”
“ระวัง!!”
พูดตามอีกแล้ว น่ารักเป็นบ้าเลยจริงๆ
ตี๊ดดดด…
ขณะที่กำลังเผลอยิ้มแบบคุณพ่อเห่อลูกอยู่ โทรศัพท์ก็สั่นขึ้นมา
ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่สั่นไม่หยุดเลย
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูก็พบว่าถูกเชิญเข้ากลุ่มแชทกลุ่มหนึ่ง
- ยุนอูกับเหล่าลูกสมุน (4)
ดูจากชื่อแล้ว คงเป็นฝีมือของเจ้ายุนอูแน่ๆ ไอ้หมอนี่ เมื่อวานตอนคุยโทรศัพท์ก็บอกอยู่ว่าจะเชิญเข้ากลุ่ม ผมยิ้มแล้วพิมพ์ข้อความลงไปในกลุ่มแชท
อีจูวอน : ไอ้เด็กไม่รู้จักโต ชื่อกลุ่มอะไรของแกวะเนี่ย?
หลังจากนั้น ทั้งสามคนก็รัวข้อความตอบกลับมา
ชเวยุนอู : เฮ้ย! ออกมากันให้หมด! ฟอสซิลพูดได้แล้ว!
พัคจุนซู : โห นี่มันระดับพาคีเซฟาโลซอรัสเลยนะเนี่ย กี่ปีแล้ววะที่ได้เห็นอีจูวอนพิมพ์เนี่ย
ยูซองฮยอน : ระดับนี้ต้องยกให้เป็นสมบัติของชาติแล้ว แคปเก็บไว้ก่อน
พวกบ้าเอ๊ย เวอร์กันจริงๆ ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะ แต่ฟอสซิลเนี่ยนะ คงเพราะปกติผมไม่ค่อยติดต่อใคร พวกมันเลยแซวแบบนี้
อีจูวอน : อย่ามาเวอร์
ข้อความตอบกลับก็ทะลักเข้ามาอีก
แค่ผมพิมพ์ไปประโยคเดียว พวกมันสามคนก็รุมสับผมเละอย่างสนุกสนาน แต่ก็สนุกดีเหมือนกันนะ ที่ได้ติดต่อกับเพื่อนสมัยเรียนอีกครั้งหลังจากไม่ได้คุยกันนาน
ระหว่างนั้นก็มีลิงก์หนึ่งถูกส่งเข้ามาในกลุ่มแชท
ชเวยุนอู : เฮ้ย พวกแกเข้าไปดูดิ โคตรน่ารักเลย
อะไรน่ารักกันนะ?
ผมกดเข้าไปในลิงก์
[เบบี๋กับมามี้]
ช่องยูทูบเหรอ? ดูจากชื่อช่องกับคลิปวิดีโอคร่าวๆ แล้วน่าจะเป็นช่องเกี่ยวกับเด็ก
อ้อ คงจะส่งมาเพราะเด็กน่ารักสินะ ผมกดดูวิดีโอที่อยู่บนสุด
ในวิดีโอก็มีเด็กปรากฏตัวขึ้นมาจริงๆ
‘กำลังต่อจิ๊กซอว์อยู่สินะ?’
ดูเหมือนจะเป็นวิดีโอที่เด็กกำลังต่อจิ๊กซอว์รูปไดโนเสาร์ หลังจากดูไปได้สักพัก ผมก็พยักหน้าแล้วปิดวิดีโอ
‘เออ น่ารักดีแฮะ’
พอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมถึงส่งลิงก์มา เด็กคนนั้นน่ารักจริงๆ ถ้าเป็นผมเมื่อก่อนก็คงจะดูวิดีโอจนจบ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ผมหันไปมองข้างๆ ยอนดูที่กำลังทำแก้มป่องอยู่โดยไม่รู้สาเหตุเข้ามาในสายตา
‘น่ารักกว่าเยอะ’
แค่ได้มองยอนดูก็พอแล้ว ไม่เห็นจะต้องไปดูวิดีโอเลย ในสายตาของผม ยอนดูน่ารักกว่าเยอะ แล้วเพราะเป็นลูกสาวของผมเลยยิ่งน่ารักขึ้นไปอีก ส่วนในกลุ่มแชทก็ยังคงคุยกันไม่หยุด เพราะทั้งสี่คนยังโสดกันหมด เรื่องที่คุยก็เลยเหมือนๆ กัน
ตั้งแต่เรื่องที่ว่าอยากจะมีลูกชายแบบนี้บ้าง ไปจนถึงเรื่องที่ว่าตัวเองมียีนเด่นแข่งว่าใครเหนือกว่ากัน ลูกออกมาต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ
‘จะเป็นลม’
แค่เห็นวิดีโอยูทูบยังขนาดนี้ ถ้าพวกนี้ได้เจอยอนดูตัวจริง คงได้ล้มทั้งยืนแน่ๆ แถมถ้ารู้ความจริงว่าผมกลายเป็นพ่อคนแล้วล่ะก็… พอจินตนาการถึงภาพพวกนั้นที่กำลังโวยวาย ผมก็เผลอหลุดยิ้มออกมา
ตอนนั้นเอง
เอี๊ยด…
มีคนเปิดประตูร้านสะดวกซื้อเข้ามา
คราวนี้ไม่ใช่ลูกค้า
“สวัสดีครับ”
ผมเก็บโทรศัพท์แล้วโค้งคำนับอย่างสุภาพ
แน่นอนว่ากับลูกค้าผมก็สุภาพ แต่กับคนนี้ผมสุภาพกว่าปกตินิดหน่อย เพราะคนที่เพิ่งเข้ามาคือเจ้าของร้านที่กุมชะตาชีวิตของผมอยู่นี่นา
“สวัสดีครับคุณเจ้าของร้าน”
“อ้อ คุณจูวอน พอดีแวะมาดูเฉยๆ น่ะ ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรอกใช่ไหม?”
“ครับ เมื่อกี้ผมโทรไปหา แต่ดูเหมือนคุณเจ้าของร้านจะรีบๆ…”
“อ๋อ! ใช่ๆ! ตอนนั้นฉันอยู่ข้างนอกแล้วปวดท้องหนักมาก… เลยวางสายไปเลย ขอโทษทีนะ ฮ่าๆ”
ก็สงสัยอยู่ ที่ท่าทางรีบๆ นั่นมันอะไรกันนะ
ที่แท้ก็ปวดอึนี่เอง
“ไม่เป็นไรครับ แล้วก็… เรื่องที่ผมโทรไปบอกเมื่อกี้ ได้ยินไหมครับ?”
“ได้ยินสิ บอกว่ามีธุระเลยต้องพาเด็กมาด้วยไม่ใช่เหรอ?”
“ใช่ครับ”
“แล้วเด็กอยู่ไหนล่ะ?”
“หา? ก็อยู่นี่…”
เอ๊ะ? อะไรกัน? จู่ๆ ยอนดูก็หายไป
เด็กที่เพิ่งจะนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างๆ เมื่อกี้นี้
“เอ๊ะ ไปไหนแล้วล่ะ? ไม่ได้ยินเสียงประตูเปิดเลยนี่นา…”
ตอนนั้นเองก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาทำให้ผมโล่งใจ “พ่อจ๋า…”
“…!”
ยอนดูวิ่งกระโดดออกมาจากระหว่างชั้นวางของ
เดี๋ยวนะ ในมือมีอะไรอยู่ด้วยนี่? ไส้กรอกนี่เอง
มันอร่อยขนาดนั้นเลยเหรอ? โชคดีที่ยังไม่ได้แกะเปลือก
“คิกๆ พ่อจ๋า! ยอนดูเอาอันนี้…!” ดูเหมือนจะอยากให้ซื้อให้
แต่ตอนนี้มันไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ เพราะเจ้าของร้านยืนอยู่ตรงหน้าพอดี แค่พาเด็กมาด้วยก็ไม่ใช่เรื่องดีแล้ว นี่ยังมาวิ่งเล่นให้เห็นอีก สถานการณ์ไม่ค่อยดีเลย
“เอ่อ… เมื่อกี้นี้ยังนั่งอยู่บนเก้าอี้อยู่เลยครับ ขอโทษด้วยนะครับ…” ผมเอ่ยปากขอโทษเจ้าของร้าน
แต่มีอะไรบางอย่างแปลกๆ เจ้าของร้านกำลังมองผมด้วยสายตาที่แปลกประหลาดมาก ยากที่จะคาดเดาได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ในที่สุดเจ้าของร้านก็เอ่ยปากขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสั่นๆ
“ทำไมไม่บอกกันล่ะพ่อหนุ่ม”
“…หา?”
“ว่ามีลูกแล้ว ทำไมไม่เคยบอกผมเลย”
ตอนนั้นเองที่ผมตระหนักถึงความจริงข้อหนึ่งได้ เมื่อกี้ยอนดูเรียกผมว่าพ่อต่อหน้าเจ้าของร้าน ด้วยเหตุนั้น เจ้าของร้านเลยกำลังเข้าใจอะไรบางอย่างผิดไปอย่างมหันต์
เจ้าของร้านตบไหล่ผมแล้วพูดด้วยสีหน้าเศร้าๆ “ลำบากแย่เลยนะ อายุน้อยๆ ต้องมาเลี้ยงลูก อื้อหือ หน้าตาเหมือนคุณจูวอนเปี๊ยบเลย น่ารักจริงๆ”
เขารีบแกะไส้กรอกแล้วยัดใส่มือยอนดู “กินเยอะๆ นะลูก กินอันนี้หมดแล้วก็กินอีกได้นะ รู้ไหม?”
“ขอบคุงก๊ะ!”
“ไม่เป็นไรๆ”
สำหรับผมแล้วมันเป็นสถานการณ์ที่น่าลำบากใจมาก แน่นอนว่าคำพูดของเจ้าของร้านก็ไม่ได้ผิดอะไร อายุน้อยๆ ต้องมาเลี้ยงลูก มันก็ถูกของเขา แต่ก็รู้สึกว่าควรจะอธิบายให้เข้าใจ
“เอ่อ… คุณเจ้าของร้านครับ? คือผมมีเรื่องจะบอก…”
“คุณจูวอน”
“ครับ”
“ถึงผมจะช่วยอะไรมากไม่ได้… แต่จะลองคุยกับภรรยาให้ขึ้นค่าชั่วโมงให้แล้วกันนะ เพราะงั้นถึงจะเหนื่อยก็สู้ๆ ล่ะ เข้าใจไหม?”
ในชั่วพริบตานั้น มีคำพูดหนึ่งหลุดออกจากปากของผมโดยอัตโนมัติ “ขอบคุณมากครับ ผมจะตั้งใจเลี้ยงเขาอย่างดีเลยครับ”
“อืม ต้องอย่างนั้นสิ”
และแล้ว… ผมก็ยอมจำนนต่อความเป็นจริง
ขอโทษนะครับ คุณเจ้าของร้าน