บทที่ 8
คุณเจ้าของร้านให้กำลังใจผมอยู่พักใหญ่ก่อนจะกลับไป ถึงเขาจะพูดค่อนข้างยาว แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกขุ่นเคืองใจเลยแม้แต่น้อย
ก็แหม… คำแนะนำเหล่านั้นล้วนเป็นประโยชน์ ในเมื่อเขาอยู่ในฐานะคนที่มีประสบการณ์เลี้ยงลูกมาก่อน แถมยังจะขึ้นค่าชั่วโมงให้อีก จะให้ผมหงุดหงิดด้วยเหตุผลอะไรกันล่ะ ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนกลับ คุณเจ้าของร้านยังตอกย้ำเรื่องขึ้นค่าชั่วโมงให้อีกด้วย
บอกว่าไม่ต้องห่วง เขาจะไปเกลี้ยกล่อมภรรยาให้ขึ้นเงินให้ผมจนได้ ถึงจะไม่รู้ว่าจะขึ้นให้เท่าไหร่ แต่ที่แน่ๆ มันจะเป็นประโยชน์กับผมอย่างมาก
‘เพราะตอนนี้เงินทุกวอนมีค่า’
ยอนดูที่จัดการไส้กรอกที่คุณเจ้าของร้านแกะให้จนเกลี้ยงไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ หันมามองผม แล้วก็ฉีกยิ้มกว้าง
“ฮ่าๆ ยอนดู อยู่ๆ ก็หัวเราะทำไมเหรอ?”
“ก็พ่อหัวเราะนี่ฮะ”
“พ่อหัวเราะเหรอ?”
ยอนดูพยักหน้า
สงสัยพอคิดเรื่องขึ้นค่าชั่วโมงแล้วเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวสินะ ดูท่าผมจะเป็นพวกวัตถุนิยมจริงๆ นั่นแหละ
ทาสของทุนนิยม ทาสของเงินตรา เป็นแค่ฟันเฟืองชิ้นเล็กๆ ในวงล้อขนาดยักษ์ ให้ตายสิ
‘ว่าแต่ว่า…’ เคยได้ยินมาว่าเด็กจะเลียนแบบพฤติกรรมของผู้ใหญ่ ดูเหมือนว่าคำพูดนั้นจะเป็นความจริง
เมื่อได้เห็นยอนดูหัวเราะตามผม ก็พาลคิดในใจว่าทำไมถึงได้ยิ้มอย่างสดใสได้ขนาดนี้นะ? แถมยังเป็นใบหน้าที่ราวกับนางฟ้าแบบนั้นอีก รอยยิ้มอันบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของยอนดูทำท่าจะปลุกสัญชาตญาณความเป็นพ่อเห่อลูกในตัวผมขึ้นมาอีกแล้ว
อันที่จริง ค่าชั่วโมงที่กำลังจะขึ้นก็ได้มาเพราะยอนดูแท้ๆ
…แน่นอนว่าเงินที่ต้องใช้จ่ายไปกับยอนดูมันมากกว่านั้น… ไม่สิ มากกว่านั้นเยอะเลยต่างหาก’
แต่ในวินาทีนี้ ผมตัดสินใจที่จะโยนความคิดแบบวัตถุนิยมและคิดเล็กคิดน้อยพวกนั้นทิ้งไปก่อน เพราะอย่างน้อย ต่อหน้ายอนดู ผมก็อยากจะทำตัวให้บริสุทธิ์เหมือนกัน
ชวับ…
ผมช้อนตัวยอนดูขึ้นมาอุ้มไว้ในอ้อมแขน ในท่าที่เรียกกันว่า ‘ท่าอุ้มเจ้าหญิง’
จะว่าไป นี่ก็เป็นครั้งแรกที่ได้อุ้มยอนดูสินะ ตัวเบาเหมือนปุยนุ่นเลยจริงๆ
“กรี๊ดดด!” แต่ทันใดนั้นยอนดูก็ตกใจจนร้องเสียงหลง
ผมได้แต่ยิ้มกว้างแล้วพูดว่า “ฮ่าๆ เจ้าก้อนนำโชคของพ่อ ไม่เคยขึ้นเครื่องบินล่ะสิ?”
“พ่อจ๋า… น่ากัว…” ยอนดูคงกลัวว่าจะตกเลยกอดท่อนแขนของผมไว้แน่น ปกติถ้าเป็นท่านี้ เจ้าหญิงจะต้องกอดคอสินะ แต่ดูเหมือนว่าสำหรับเจ้าหญิงที่แขนยังสั้นอยู่คงจะเป็นไปไม่ได้ แต่จะเป็นไรไปล่ะ ในเมื่อผมเองก็ไม่ใช่เจ้าชายตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
เราก็แค่สร้างวิธีการเฉพาะของเราขึ้นมาก็พอ ท่าขึ้นเครื่องบินที่มีแต่เฉพาะผมกับยอนดูที่ใช้
“ยอนดู”
“ฮะ”
“จะให้พ่อพาขึ้นเครื่องบินก่อนแล้วค่อยวางลง หรือจะให้วางลงเลยดี?”
“…เครื่องบินน่ากัวมั้ยฮะ?”
“ไม่เลย เครื่องบินที่พ่อขับให้ไม่น่ากลัวสักนิดเดียว ไม่มีทางตกแน่นอน แถมยังสนุกสุดๆ ไปเลยด้วย”
“จริงเหรอ…?”
“อื้ม จริงสิ”
“งั้น… พาขึ้นหน่อยฮะ”
ถึงจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่การที่เธอเชื่อใจผมมันทำให้รู้สึกดีจริงๆ
ยอนดูกอดท่อนแขนผมแน่นขึ้นไปอีก แล้วก็หลับตาปี๋
…
ฟิ้ว
เมื่อผมขยับแขน ร่างของยอนดูก็แหวกผ่านอากาศ
พริ้วไหว
เส้นผมยาวสลวยของเธอปลิวไปตามสายลม
“กรี๊ด..! อ๊ะ? ว้าว…!”
ตอนแรกเธอกรีดร้อง แต่ไม่นานเสียงก็เปลี่ยนไป พอรู้ว่าปลอดภัยแล้ว ตอนนี้เธอก็ลืมตาขึ้นแล้วก็หัวเราะออกมา
ตุบ
ผมเหวี่ยงเธอไปมาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวางลงบนพื้นอย่างปลอดภัย
ยอนดูคงจะยังไม่จุใจ เธอเม้มปากเล็กน้อยแล้วทำหน้าเสียดาย
“สนุกไหมยอนดู?”
“ฮะ”
“มากแค่ไหน?”
ยอนดูวาดแขนสั้นๆ ของเธอให้เป็นวงกลมที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ “เท่านี้เลย…!”
“ฮ่าๆๆ… ไม่ไหวแล้วจริงๆ”
“มะ… ไม่ได้นะฮะ!”
“หืม?”
“พ่อไม่ไหวไม่ได้นะฮะ!”
ผมคงจะทนไม่ไหวเพราะเธอจริงๆ นี่แหละ…เพราะน่ารักเกินไป
.
.
.
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ในที่สุดก็ถึงเวลาพักกลางวัน
ถึงจะยังเด็ก แต่ยอนดูก็นั่งอยู่ที่เก้าอี้อย่างเรียบร้อย เธอนั่งถามนั่นถามนี่ไม่หยุดเลย ซึ่งก็ทำให้ผมไม่รู้สึกเบื่อ แต่ก็มีปัญหาที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นเหมือนกัน ตอนที่ลูกค้าชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินเข้ามา “มาร์ลโบโรซองหนึ่งครับ”
ผมหยิบบุหรี่มาร์ลโบโรหนึ่งซองส่งให้เขาเหมือนเช่นเคย
ปัญหาอยู่ที่ปฏิกิริยาของยอนดู
‘เธอตัวหดเลย’
ถึงจะไม่ได้ส่งเสียงดังโวยวาย แต่ยอนดูก็แสดงอาการหวาดกลัวและปฏิเสธอย่างชัดเจน ดูเหมือนว่าเธอจะมีความทรงจำที่ไม่ดีเกี่ยวกับบุหรี่ ทันใดนั้นภาพความทรงจำตอนที่เจอยอนดูครั้งแรกก็ผุดขึ้นมาในหัว
‘กลิ่นบุหรี่อันเหม็นอับนั่น’
เสื้อผ้าของยอนดูมีกลิ่นบุหรี่เหม็นอับติดอยู่ นั่นเป็นหลักฐานว่าไอ้พ่อที่ไร้สามัญสำนึกคนนั้นสูบบุหรี่จัดข้างๆ ตัวเด็ก นิสัยแย่ตั้งแต่คำพูดเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงรอยฟกช้ำที่ยังคงหลงเหลืออยู่บนร่างกาย และบุหรี่ แม้ภายนอกจะดูสดใส แต่ยอนดูยังคงมีความบอบช้ำทางจิตใจจากหลายๆ เรื่องอยู่
‘เราไม่มีทางรู้ได้ทั้งหมดหรอก’
ผมไม่มีทางรู้ถึงความบอบช้ำและบาดแผลทั้งหมดนั่นได้ ถึงจะขมขื่น แต่มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ตลอดห้าปีที่ผ่านมายอนดูต้องใช้ชีวิตมาอย่างไร มีความเจ็บปวดอะไรบ้าง ผมไม่มีทางรู้รายละเอียดทั้งหมดเหล่านั้นได้เลย
‘แต่ว่า…’
บาดแผลที่จะค่อยๆ เผยออกมาในชีวิตต่อจากนี้ บาดแผลเหล่านั้น ในฐานะพ่อ ผมจะต้องเป็นคนเยียวยาเอง
ผมเป็นคนสูบบุหรี่
ถึงจะไม่ใช่คนติดบุหรี่จัด แต่ก็มีบ้างที่สูบสักมวนเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ
ผมหัดสูบบุหรี่ตอนอยู่กรมทหาร และก็สูบมาเรื่อยๆ ตั้งแต่นั้น แต่เมื่อครู่ ตอนที่ยอนดูไม่ทันได้มอง ผมก็ทิ้งซองบุหรี่ในกระเป๋าลงถังขยะไปแล้ว ในซองบุหรี่นั้นยังเหลืออยู่ประมาณสิบมวนได้
‘ผมจะต้องห้ามใจตัวเองให้ได้’
มันเป็นความพยายามขั้นแรกสุดที่ผมจะต้องฝ่าฟันมันไป และต้องทำให้ได้ ผมจะต้องเป็นคนที่แตกต่างจากน้าคนนั้นสำหรับยอนดู
ผมจะปล่อยให้ภาพของผมกับน้าคนนั้นซ้อนทับกันในสายตาของยอนดูไม่ได้เด็ดขาด
ดังนั้น ผมจึงไม่รู้สึกเสียดายบุหรี่เลยแม้แต่น้อย
‘ยังไงก็ต้องเลิกอยู่แล้ว’
เพื่อที่จะประหยัดเงิน ยังไงก็ต้องเลิกบุหรี่ให้ได้
และ…
“พ่อจ๋า…!”
ผมไม่อยากเห็นรอยยิ้มอันสดใสนั้นเปลี่ยนเป็นสีหน้าหวาดกลัว แค่เหตุผลนั้นก็เพียงพอแล้วที่จะเลิกบุหรี่ ผมยิ้มแล้วพูดกับยอนดู “กินข้าวกลางวันกันเถอะ ยอนดู”
“ค่ะ!”
ผมอุ้มยอนดูขึ้นไปนั่งบนโต๊ะ
ว่าแต่… กินอะไรดี? ถ้าอยู่คนเดียวผมคงไม่ต้องคิดมาก เพราะระหว่างทำงานพิเศษ จะกินอะไรก็ตาม ค่าอาหารของผมก็แทบจะเป็นศูนย์อยู่แล้ว
‘จัดการของเหลือ’
มื้ออาหารของผม ปกติจะจัดการได้ง่ายๆ ด้วยทักษะพิเศษอย่างการเคลียร์อาหารที่ค้างระหว่างวันลงท้อง สินค้าที่เพิ่งหมดอายุไปไม่นานจะขายไม่ได้ และของพวกนั้นก็จะกลายเป็นอาหารประทังชีวิตของผม
กินแล้วก็ไม่เคยท้องเสียเลยสักครั้ง แต่ถึงผมจะไม่เป็นไร ผมก็ไม่อยากให้ยอนดูกินของหมดอายุ
นี่สินะที่เรียกว่าหัวอกคนเป็นพ่อ?
“สารอาหาร… สารอาหาร… สารอาหาร”
ผมพึมพำขณะมองไปที่ชั้นวางข้าวกล่อง กำลังคิดอยู่ว่าข้าวกล่องแบบไหนถึงจะมีสารอาหารที่สมดุลที่สุด ผลจากการวัดส่วนสูงที่โรงพยาบาล ยอนดูตัวเล็กกว่าเด็กวัยเดียวกันนิดหน่อย ตั้งแต่นี้ไปต้องให้เธอกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ
แต่เสียงของยอนดูก็ดังขึ้นมาตั้งแต่ตอนที่ลุกจากโต๊ะเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ “พ่อ… ทำไรอยู่เหรอฮะ?”
“กำลังเลือกของที่ยอนดูจะกินอยู่น่ะ”
“แล้วโตชิจิละฮะ…?”
โตชิจิคืออะไร?
พอหันไปมองยอนดู ผมก็ได้คำตอบ เพราะในมือของเธอมีไส้กรอกอยู่ ผมยิ้มอย่างอ่อนโยนแล้วพูดว่า “ไม่ได้จ้ะ ต้องกินข้าวก่อนนะ”
ยอนดูเบะปากทันที ถึงจะเป็นสีหน้าที่ดูเสียใจมาก แต่ครั้งนี้ผมจำเป็นต้องเด็ดขาด “เอาไปเก็บที่เดิมนะ”
“ฮะ พ่อ…”
“แต่ถ้าตั้งใจกินข้าวจนหมด ตอนกลับบ้านพ่อจะซื้อให้หนึ่งอัน”
ยอนดูเบิกตากลมโตมองผมแล้วถามว่า “จริงๆ นะฮะ…?”
“อื้ม พ่อไม่โกหกหรอก”
“หนูจะรีบไปเก็บเดี๋ยวนี้เลยฮะ!” ยอนดูรีบวิ่งตื๋อไปที่ชั้นวางไส้กรอก
เดี๋ยวก็ได้หาของในร้านสะดวกซื้อเก่งกว่าผมแล้วมั้งนั่น
“ฮึบ”
รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากอีกแล้ว
ผมรู้สึกว่าตัวเองยิ้มบ่อยขึ้นมากหลังจากที่ได้เจอกับยอนดู “เอาอันนี้แล้วกัน”
ระหว่างที่ยอนดูเอาไส้กรอกไปเก็บ ผมก็ตัดสินใจเลือกข้าวกล่องได้ เป็นเมนูที่ประกอบไปด้วยปลาชุบเกล็ดขนมปังทอด ไข่ม้วน กิมจิผัด และบุลโกกิ ถึงผมจะไม่ใช่นักโภชนาการ แต่ก็คิดว่ามันไม่เลวเลย ‘ส่วนเงินค่อยหาเพิ่มทีหลังก็ได้ ไม่เป็นไรหรอก’
ผมหยิบของเหลือที่ใกล้หมดอายุส่วนของตัวเองมาหนึ่งกล่อง หลังจากอุ่นในไมโครเวฟเสร็จ ผมกับยอนดูก็นั่งกินข้าวหันหน้าเข้าหากันที่โต๊ะ
อ้ำอึ้ง…
ยอนดูจ้องมองข้าวกล่องนิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปาก “ใช้มือหยิบกินได้มั้ยฮะ?”
“ไม่ได้จ้ะ”
“…”
จะว่าไป เมื่อวานตอนเย็นยอนดูก็พยายามจะใช้มือกินเหมือนกัน แถมยังใช้ตะเกียบไม่เป็นอีกด้วย
“วันนี้พ่อป้อนให้นะ แต่ต่อไปต้องฝึกใช้ตะเกียบนะ จะได้กินเองเป็น”
“ฮะ”
“มา อ้าเร็ว!”
ยอนดูอ้าปากกว้าง ให้ผมตักบุลโกกิกับข้าวสวยคำโตๆ ป้อนเข้าปากเธอ
“เคี้ยวให้ละเอียดนะ” ยอนดูพยักหน้าแล้วขยับปากเคี้ยวตุ้ยๆ ไม่นานมุมปากของยอนดูก็ยกขึ้นเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว
“…อาหย่อย”
“ฮ่าๆ ใช่ไหมล่ะ คราวนี้ไข่ม้วนบ้างนะ”
“ค่ะ!”
ถึงจะอร่อยสู้ไข่ที่ผมทอดไม่ได้ แต่มันก็เป็นแหล่งโปรตีนชั้นเยี่ยม
ง่ำ!
รอยยิ้มแห่งความสุขปรากฏขึ้นบนใบหน้าของยอนดูอีกครั้ง จู่ๆ ผมก็นึกสนุกขึ้นมาเลยถามว่า “ยอนดู”
“ฮะ”
“ระหว่างไข่เจียวที่พ่อทำให้เมื่อวานกับไข่ม้วนที่กินตอนนี้ อันไหนอร่อยกว่ากัน?” น่าแปลกที่ยอนดูตอบโดยไม่ลังเลเลยสักนิด เธอชูนิ้วชี้ขึ้นมาในอากาศแล้วพูดว่า
“ของพ่อ!”
แค่ท่าทางเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ก็น่ารักแล้ว
ผมยิ้มกว้างแล้วถามกลับไปว่า “จริงเหรอ?”
“ยอนดูไม่โกหกฮะ!”
“โอ๊ย เด็กดีจริงๆ”
ผมกำลังจะป้อนคำที่สามพอดี จู่ๆ ประตูร้านสะดวกซื้อก็เปิดออกพร้อมกับกลุ่มนักเรียนที่กรูกันเข้ามา อันที่จริง งานพาร์ทไทม์ร้านสะดวกซื้อแทบจะไม่มีเวลาพักเลย ต่อให้กำลังกินข้าวอยู่ แต่ถ้ามีลูกค้าเข้ามาก็ต้องรีบลุกไปบริการทันที
“ยอนดู แป๊บเดียวนะ เดี๋ยวพ่อมาป้อนต่อ”
แต่แปลกแฮะ
ยังไม่ถึงเวลาที่นักเรียนจะมาเลยนี่นา ใส่ชุดนักเรียนมัธยมปลายอยู่ แต่ไม่มีทางเลิกเรียนเร็วขนาดนี้แน่ วันนี้มีอะไรพิเศษหรือเปล่า?
“วันนี้บอมแจเลี้ยง! เลือกเลยพวกเรา! คิกๆ เอาของแพงๆ เลย!”
“เฮ้ย ฉันพูดตอนไหนวะ!!”
“แกบอกเองว่าถ้าสอบได้คะแนนดีจะเลี้ยงไง!”
“ฉันบอกว่าจะเลี้ยงแกคนเดียวโว้ย ไอ้บ้า!”
“คิกๆ บอมแจเพื่อนรัก ขอกินล่ะนะ”
“โอ้ หวานเจี๊ยบ! บอมแจจัดให้ ต้องยอมรับเลย~”
อ้อ สงสัยวันนี้มีสอบเลยเลิกเรียนเร็วสินะ ดูเหมือนว่านักเรียนชายสามคนกับนักเรียนหญิงสามคน ยกเว้นเพื่อนที่ชื่อบอมแจ จะพากันเดินไปที่ชั้นวางเพื่อหาของกิน ท่าทางวันนี้บอมแจจะโดนรับน้องเป็นเจ้ามือซะแล้ว
‘ว่าแต่… หวานเจี๊ยบ?’
เป็นคำศัพท์ฮิตสมัยนี้เหรอ? เพิ่งเคยได้ยินครั้งแรกเลย ไม่น่าเชื่อว่าผมจะมาถึงวัยที่รู้สึกว่ามีช่องว่างระหว่างวัยกับเด็กมัธยมปลายแล้วแฮะ ระหว่างนั้น นักเรียนหญิงคนหนึ่งที่กำลังเลือกบะหมี่ถ้วยอยู่ก็เหลือบไปเห็นยอนดูที่กำลังอมตะเกียบไม้อยู่
“เฮ้ย…?” นักเรียนหญิงคนนั้นรีบวิ่งไปหายอนดูแล้วพูดว่า “พวกแก มานี่เร็ว! บ้าไปแล้ว! เด็กคนนี้น่ารักโคตร!”
“เอ๋? เด็กอะไรวะ?”
“เออน่า รีบมาดูเร็ว!”
นักเรียนที่กระจัดกระจายกันอยู่ก็พากันกรูเข้ามาหายอนดู
บอมแจก็เข้ามาร่วมวงกับเขาช้าๆ
“บะ… บ้าไปแล้ว!”
“หน้าตาแบบนี้คืออะไรวะ! แถวบ้านเรามีเด็กแบบนี้ด้วยเหรอ?”
“อ๊า… หนูน้อยจ๋า หนูอายุเท่าไหร่จ๊ะ? ชื่ออะไรเหรอ?”
“ดูตาน้องดิ ขนตาก็ยาวเป็นบ้าเลย เด็กอะไรจะหน้าตาแบบนี้ได้วะ?”
“ลูบ… ลูบหัวได้ไหมอะ…?”
แม้แต่บอมแจที่เมื่อกี้ยังทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อยู่ก็จ้องมองยอนดูอย่างกับต้องมนตร์
แต่ถ้าไปรุมล้อมกันขนาดนั้น ยอนดูอาจจะตกใจกลัวก็ได้ “เอ่อ… คุณลูกค้าครับ? สักครู่นะครับ”
สุดท้ายผมก็ต้องเข้าไปแทรก
ยอนดูยื่นแขนมาหาผมแล้วพูดว่า
“พ่อจ๋า…?” คำพูดนั้นที่หลุดออกมาจากปากของยอนดูอีกครั้ง ทำให้สายตาของนักเรียนทุกคนหันมาจับจ้องที่ผม
“โอ้… โอปป้า… ไม่สิ คุณน้าคะ ลูกสาวเหรอคะ?”
“ทำไมถึงได้มีนางฟ้าแบบนี้…”
“ทำไมน้องถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะคะ?”
คำถามน่าลำบากใจถาโถมเข้ามาไม่หยุด
“พอดีมีธุระเลยพามาด้วยน่ะครับ แต่ว่า…”
“โห สุดยอดเลยจริงๆ”
เพราะเป็นเด็กมัธยมปลายวัยกำลังคึกคะนอง พวกเขาเลยพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุดจนผมแทบจะพูดแทรกไม่ได้
“เฮ้ย ไอ้บอมแจโง่ ดูหน้าคุณพี่เขาดิ โคตรหล่อเลยเห็นไหม”
“ไม่ใช่ แต่ว่าน้องน่ารักเกินไปปะ? นี่มันตัวบั๊กสุดโกงชัดๆ ลูกของวอนบินกับคิมแทฮีก็คงไม่ขนาดนี้มั้ง…”
“คุณพ่อครับ โปรดยกลูกสาวให้ผมเถ…”
ทันใดนั้น คำพูดเย็นชาก็หลุดออกจากปากผม “อย่ามาพูดจาไร้สาระนะเด็กน้อย”
“ขะ… ขอโทษครับ…”
ระหว่างนั้น นักเรียนหญิงคนหนึ่งก็เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงร่าเริง “เดี๋ยวหนูช่วยโปรโมทร้านให้เลยค่ะ หนูพาเพื่อนที่โรงเรียนมาได้หมดเลยนะ!”
“ไม่เป็นไรครับ น้องจะมาอยู่ที่นี่แค่ไม่กี่วัน…”
“เอาน่า ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ! แค่บอกว่ามีพนักงานหล่อกับเด็กน่ารักเว่อร์ๆ อยู่ ใครๆ ก็มากันทั้งนั้นแหละค่ะ”
เดี๋ยวก่อนสิ อย่าทำแบบนั้น ผมก็แค่พนักงานพาร์ทไทม์คนหนึ่งนะ ต่อให้ลูกค้าเยอะขึ้น ค่าชั่วโมงของผมก็ไม่ได้ขึ้นตามไปด้วยสักหน่อย
“เออ ความคิดดีนี่หว่า?”
“ฮาจูยอน เธอนี่ถึงจะโง่แต่ก็หัวไวนะ? แต่หัวไวยังไงวะวิชาคณิตถึงได้ 13 คะแนน คิกๆๆ”
“หุบปากไปเลย” สุดท้าย ไม่ทันที่ผมจะได้พูดอะไร พวกนักเรียนก็เอาแต่ชื่นชมความน่ารักของยอนดูอยู่พักหนึ่งก่อนจะสลายตัวไปอย่างเงียบๆ
ผมห้ามไม่ให้พวกเขาถ่ายรูปอย่างสุดชีวิต
อันที่จริง ร้านสะดวกซื้อที่ผมทำงานอยู่ไม่ใช่ร้านที่มีนักเรียนมาเยอะ ส่วนใหญ่จะไปร้านของคู่แข่งที่ตั้งอยู่ตรงทางกลับบ้านมากกว่า
‘ใจคอไม่ดีเลย…’ จู่ๆ ผมก็เริ่มรู้สึกกังวลกับวันพรุ่งนี้ขึ้นมาอย่างมาก
“ฟู่…”
แต่ถึงจะกังวลไปก็ช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดี
ผมกลับมานั่งเผชิญหน้ากับยอนดูอีกครั้ง
“ข้าวเย็นหมดแล้ว”
ผมเริ่มป้อนข้าวยอนดูเหมือนแม่นกอีกครั้ง
หลังจากมื้อกลางวันจบลง เวลาผ่านไป
‘อีกสิบนาทีก็จะถึงเวลาเลิกงานแล้วสินะ’
เวลาผ่านไปเร็วแค่ไหนผมก็ไม่แน่ใจ แต่ก่อนอื่น เวลานี้ผมต้องหยิบไส้กรอกหนึ่งชิ้นตามที่สัญญาไว้ก่อน
“ว้าว… โตชิจิ…!”
“ไม่ใช่โตชิจิ โซ-ซิ-จิ”
“…โตชิจิ?”
“ฮ่าๆ ก็ได้ๆ โตชิจิ เอ้านี่”
“ขอบคุงก๊ะ!”
…
แอบกังวลนิดหน่อยแฮะ ถ้าชอบไส้กรอกมากเกินไปก็ไม่ดีนะ
จากนั้นเมื่อถึงเวลาเลิกงาน ผมก็เริ่มเตรียมตัวเก็บของเตรียมกลับบ้านเช่นเคย
จี๊ดดดด
แต่จู่ๆ โทรศัพท์ในกระเป๋าก็สั่นขึ้นมา
พวกนั้นอีกแล้วเหรอ? ผมคิดว่าคงเป็นข้อความในกลุ่มแชทพวกมันเลยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
‘…เอ๊ะ?’
แต่เมื่อเห็นชื่อผู้โทรเข้า ผมก็อดที่จะตกใจไม่ได้ เพราะเป็นสายจากคนที่ไม่คาดคิดเลยจริงๆ