บทที่ 9
ตี๊ดดดด—
- คุณยาย
สายโทรศัพท์ดังขึ้นจากคนที่ไม่คาดคิด ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นคุณยายของผมนั่นเอง
ขอย้ำอีกครั้งว่าผมกลายเป็นเด็กกำพร้าตอนอายุสิบเก้า ตอนนั้นผมไม่ได้รับความช่วยเหลือจากญาติคนไหนเลย ต้องยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเองมาตลอด ‘ทั้งคุณปู่คุณย่าฝ่ายพ่อก็เสียไปหมดแล้ว’ ในตอนนั้น คนเดียวที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือก็คือคุณยาย
แต่ผมก็ไม่ได้คว้ามือคู่นั้นไว้ ‘ก็เพราะไม่อยากย้ายไปอยู่บ้านนอกคอกนาน่ะสิ’
ที่ที่คุณยายอาศัยอยู่คือชนบทที่ห่างไกลความเจริญ สำหรับผมที่เกิดและเติบโตในโซลมาตลอด 19 ปี ยอมอดตายเสียดีกว่าที่จะต้องไปทนใช้ชีวิตแบบนั้น และที่สำคัญ ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมปฏิเสธความช่วยเหลือของคุณยาย
‘เพราะท่านไม่ได้ชอบผม’
คุณยายไม่เคยพูดออกมาตรงๆ ว่าเกลียดผม
แต่ผมก็รับรู้ได้เองโดยธรรมชาติมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้… ว่าคุณยายไม่ชอบผม
ผมรู้สึกได้จากสีหน้าและน้ำเสียงเวลาที่ท่านปฏิบัติต่อผม
ถามว่าทำไมถึงเกลียดหลานชายตัวเองน่ะเหรอ? ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจ แต่พอจะเดาได้ลางๆ
คงเพราะ…‘การตายของแม่’
การตายของแม่ที่ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำ น่าจะเป็นหนึ่งในสาเหตุนั้น ว่ากันว่าหลังจากคลอดผมออกมา ร่างกายของแม่ก็อ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว ท่านล้มป่วยอยู่พักหนึ่งก่อนจะจากโลกนี้ไป ซึ่งในมุมของคุณยาย นั่นคือการสูญเสียลูกสาว
‘และตามที่พ่อเคยเล่า…’ แม่ของผมเป็นลูกที่คุณยายรักและทะนุถนอมที่สุด ในเมื่อพ่อเรียกแม่ว่านางฟ้าเสมอ ผมก็พอจะเข้าใจได้ว่าทำไมท่านถึงรักแม่มาก ในทางกลับกัน ญาติฝ่ายแม่ทุกคนที่ผมเห็นในงานศพล้วนแต่เป็นพวกปัญญาอ่อน
โดยเฉพาะคุณน้าที่เป็นถึงขั้นไอ้สารเลวขยะสังคม
ต่อให้เป็นลูกในไส้ ก็คงไม่มีใครรักใคร่เอ็นดูมนุษย์ที่เห็นแก่ตัวแบบนั้นลงหรอก
‘บางทีคุณยายอาจจะ…’ คิดว่าผมเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุที่ทำให้ลูกสาวสุดที่รักต้องตายไปก็ได้
ในมุมของผมที่จำแม่ไม่ได้ด้วยซ้ำ มันก็เป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมเอาซะเลย แต่ผมก็ไม่เคยโกรธเกลียดคุณยาย ก็เพราะอย่างน้อยคุณยายก็ได้ทำหน้าที่ของตัวเองแล้ว และนั่นก็คงจะเป็นเพราะพ่อของผม หลังจากแม่เสียไปแล้ว พ่อก็ยังคงปฏิบัติต่อคุณยายเยี่ยงบุพการีอย่างเสมอต้นเสมอปลาย
ในระดับที่ผมเองก็ไม่เข้าใจ เอาตามตรงถ้าไม่มีแม่แล้ว ความสัมพันธ์มันก็แทบไม่ต่างจากคนอื่นคนไกลไม่ใช่เหรอ ยิ่งไปกว่านั้น คุณยายยังเป็นคนที่มีนิสัยแข็งกระด้างอีกด้วย ถึงอย่างนั้น พ่อที่ให้ความสำคัญกับมารยาทก็ยังคงปฏิบัติต่อคุณยายดีอย่างสม่ำเสมอ
‘คงเพราะอย่างนั้นสินะ’
เหตุผลที่คุณยายยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือผมที่ท่านเกลียดชัง ก็คงเพราะเหตุผลนี้
เพราะพ่อของผม… คนที่ปฏิบัติต่อท่านดีเสียยิ่งกว่าลูกแท้ๆ ของตัวเอง
ถึงผมจะปฏิเสธที่จะย้ายไปอยู่ชนบท แต่ผมก็ได้รับความช่วยเหลือจากคุณยาย
แม้จะไม่ใช่เงินก้อนใหญ่ แต่ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากคุณยายในตอนนั้น ผมคงไม่มีทางตั้งตัวได้แน่
‘หลังจากนั้นเองก็…’
คุณยายก็ยังคงยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือผมอยู่เรื่อยๆ เพียงแต่ผมปฏิเสธความช่วยเหลือทางการเงินทั้งหมดหลังจากครั้งแรก ผมไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณไปมากกว่านี้ และก็ไม่เต็มใจที่จะรับความช่วยเหลือจากคนที่ไม่ชอบผมด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับคุณยายก็มีอยู่แค่นั้น
นานๆ ทีจะโทรคุยกันบ้าง แต่ก็เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ได้มีความผูกพันลึกซึ้งต่อกันเลย
ตี๊ดดดด—
พูดง่ายๆ ก็คือ ถึงความสัมพันธ์ของเราจะไม่ได้ดีเด่อะไรมากนัก แต่ก็ไม่ได้เป็นศัตรูกันถึงขั้นที่จะไม่รับโทรศัพท์
เพราะงั้นก็ต้องรับ
“ยอนดู แป๊บเดียวนะ พ่อขอคุยโทรศัพท์แป๊บเดียวแล้วเรากลับบ้านกัน”
“ค่ะ!”
แน่นอนว่ามันไม่ใช่สายที่น่าพิศมัยเท่าไหร่
ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วกดรับสาย “ฮัลโหลครับ”
น้ำเสียงแข็งกระด้างของคุณยายดังลอดออกมา “จูวอนเหรอ?”
“ครับ จูวอนครับ”
“ให้ตายสิ… นานๆ ทียายอุตส่าห์โทรหา ไม่คิดจะถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันสักคำเลยรึไง”
“…สบายดีไหมครับ?”
“ช่างเถอะ ไอ้โจแดแซ็กกีไร้มารยาท”
มีเรื่องที่ผมยังไม่ได้เล่า คุณยายเป็นคนปากคอเราะร้าย ท่านเรียกผมว่า ‘โจแดแซ็กกี’ มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่ผมก็ไม่รู้ว่ามันหมายความว่าอะไรเพราะไม่เคยถาม
“ขึ้นมาโซลแล้วเหรอครับ?”
“เออ”
“ไปงานศพมาแล้วด้วยเหรอครับ?”
“เออ”
“คงจะลำบากใจเพราะคุณน้ามากเลยสินะครับ ไม่เป็นไรมากใช่ไหมครับ?”
“…ก็ต้องไม่เป็นไรสิ จะเป็นอะไรไปได้? คนเราก็แค่แวะเวียนมาบนโลกนี้สั้นๆ แล้วก็จากไป”
ผมรู้ดีว่าท่านไม่เป็นไร แต่ผมก็ไม่มีคำปลอบใจใดๆ จะมอบให้ สำหรับการตายของลูกที่นอกลู่นอกทาง คำพูดปลอบใจจากคนอย่างผมคงไม่ได้ช่วยอะไร
ผมมีเรื่องอื่นที่ต้องพูด ซึ่งสำคัญมากกว่านั้น
…
“มีธุระอะไรถึงโทรมาเหรอครับ?”
คำตอบที่ได้กลับมานั้นเหนือความคาดหมาย “มาหาซะ”
“…หา?”
“บอกให้มาหาไงเล่า”
“ไปหาคุณยายเหรอครับ?”
“แล้วจะให้เป็นใครได้ล่ะ?”
“ทำไมเหรอครับ?”
“…”
“ทำไมเรอะ! ยายแค่อยากจะเจอหน้าหลานบ้างมันผิดนักรึไง!”
ถึงจะไม่เข้าใจเหตุผล แต่ก็ช่วยไม่ได้
“เข้าใจแล้วครับ งั้นเดี๋ยววันสุดท้ายของงานศพผมจะเข้าไปหานะครับ”
“ไม่”
“ครับ?”
“สุดสัปดาห์นี้ลงมาที่บ้านนอกเลย ไม่ต้องรอวันสุดท้ายโน่นหรอก”
“…ไปที่บ้านคุณยายเหรอครับ?”
“เออ แล้วก็พาเด็กคนนั้นมาด้วย”
จู่ๆ ก็พูดถึงยอนดู? ท่านไปได้ยินเรื่องเด็กมาจากพวกญาติๆ เหรอ?
ผมลองหยั่งเชิงดู “เอ่อ…คุณยายจะเลี้ยงเด็กคนนี้เองเหรอครับ…” ยังไม่ทันจะพูดจบดี เสียงตวาดของคุณยายก็ดังลั่น
“เลี้ยงเรอะ! ฉันจะไปเลี้ยงทำไม! ไอ้เจ้าโจแดแซ็กกีตัวกะเปี๊ยกนั่นน่ะ”
“แล้วจู่ๆ ทำไมถึง…”
“ช่างเถอะ ถือว่าตกลงตามนี้แล้วนะ แค่นี้แหละ”
ติ๊ด
คุณยายวางสายไปดื้อๆ แบบนั้น
ช่างเป็นคนที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยจริงๆ ว่าแต่… ผมต้องไปจริงๆ เหรอ?
ในเมื่อยังเป็นหนี้บุญคุณท่านอยู่ จะทำเป็นไม่สนใจก็ไม่ได้
‘แต่ห้าชั่วโมงเลยนะ’
นั่นคือเวลาที่ใช้ในการเดินทางไปบ้านคุณยาย
เท่ากับว่าวันหยุดสุดสัปดาห์ต้องหายไปทั้งวัน คงต้องคิดดูให้ดีหน่อยแล้ว ระหว่างนั้นเอง ผมก็ได้ยินเสียงฮึดฮัดดังมาจากข้างๆ
พอหันไปมองยอนดู ก็รู้สึกว่ามีอะไรแปลกๆ ควรจะเรียกว่าสีหน้าโกรธเคืองดีไหมนะ?
“เป็นอะไรไป ยอนดู?”
“คนนั้น… คือใครเหรอฮะ?”
“หืม? อ๋อ ก็แค่คุณยายน่ะ คุณยายของพ่อเอง” ผมจงใจไม่ตอบว่าเป็นแม่ของน้าสารเลวนั่น
ตอนนั้นเอง ยอนดูก็เอ่ยปาก
“ยอนดู… ไม่ชอบคุณยาย!”
“…เอ๊ะ? ทำไมล่ะ?”
“หนูไม่ชอบที่เขาว่าพ่อ! เป็นคนไม่ดี!”
ตั้งแต่เรื่องที่เธอโกรธแทนผมตอนอยู่ที่ร้านทำผม มาจนถึงการคุยโทรศัพท์เมื่อครู่นี้ มันทำให้ผมมั่นใจในเรื่องหนึ่งอย่างชัดเจน ยอนดูจะโกรธก็ต่อเมื่อมีใครมาทำไม่ดีกับผมเท่านั้น
‘โกรธขนาดไหนกันนะ’
ใบหน้าของเธอแดงก่ำไปหมด
แต่… ดูเหมือนผมจะมีรสนิยมที่แปลกประหลาดอยู่เหมือนกัน
ทุกครั้งที่ยอนดูโกรธ ผมกลับรู้สึกดีขึ้นมาที่ผมมีลูกสาวที่โกรธเรื่องของผมได้มากกว่าตัวผมเองเสียอีก
‘ลูกสาวแบบนี้…’
คงจะมีแค่คนเดียวในโลกเท่านั้น
.
.
.
บ่ายวันเสาร์, ภายในร้านสะดวกซื้อ
สำหรับผมที่ทำงานวันอังคาร พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ นี่คือวันทำงานวันสุดท้ายของสัปดาห์ ในช่วงที่ไม่มีลูกค้า ผมก็ใช้ไม้กวาดทำความสะอาดพื้น
ยอนดูเดินต้อยๆ ตามผมมาแล้วพูดว่า “พ่อ! เดี๋ยวยอนดูช่วยเองฮะ!”
“ไม่เป็นไรๆ เพราะว่า… ไม้กวาดมันใหญ่เกินไปสำหรับยอนดูนะ”
“…ยะ… ยอนดูก็ทำได้นะฮะ!”
“เหรอ?”
ผมยิ้มแล้วส่งไม้กวาดให้ยอนดู และก็เป็นไปตามคาด ยอนดูทำเสียงอึ้กอั้ก พยายามจับไม้กวาดอย่างทุลักทุเล
“ฮ่าๆ หนักใช่ไหมล่ะ?”
“มะ… ไม่หนัก… อือ…” เพราะเป็นไม้กวาดด้ามยาวที่สูงถึงอกผม แค่ประคองไว้ก็ดูจะลำบากแล้ว ควรจะพูดว่าเหมือนไม้กวาดกำลังลากยอนดูไปซะมากกว่า สุดท้ายผมก็ต้องรับไม้กวาดกลับคืนมา
“ไว้ยอนดูโตกว่านี้อีกหน่อยแล้วค่อยช่วยนะ โอเคไหม?”
“ค่ะ…” ยอนดูตอบด้วยสีหน้าสลด
พอเห็นท่าทางหงอยๆ ของเธอแล้วผมก็เผลอหลุดยิ้มออกมาอีก “ถ้างั้นยอนดู ช่วยถือที่ตักผงไว้กับพื้นให้พ่อหน่อยได้ไหม?”
“ที่ตักผง…?”
“อื้ม ถ้ายอนดูถือที่ตักผงไว้ พ่อก็จะกวาดฝุ่นเข้าไปใส่ไง แบบนั้นจะช่วยได้เยอะเลยนะ”
“คิกๆ ได้เลยฮะ!”
คงจะดีใจที่ได้ช่วยผม ยอนดูยิ้มร่าเริงขึ้นมาทันที
ที่ตักผงไม่ได้หนัก ยอนดูเลยควบคุมมันได้อย่างสบายๆ เธอนั่งยองๆ ลงกับพื้นแล้วถือที่ตักผงไว้
“เอาล่ะนะ ฝุ่นมาแล้ว! ชู่ววว~~”
“ว้าว… พ่อฮะ ฝุ่นเยอะมากๆ เลย!”
พอได้ยินว่าฝุ่นเยอะ ผมก็เผลอถอนหายใจออกมา ก็แหม… มันมีเหตุผลที่ฝุ่นจะเยอะอยู่แล้วนี่นา
‘ไม่ได้พูดเกินจริงเลยนะ’
ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา จำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างน้อยสามถึงสี่เท่าได้ ลูกค้าที่เคยเจอยอนดูครั้งหนึ่ง ก็จะแวะเวียนมาที่ร้านในวันถัดไป และวันถัดไปอีก ให้ความรู้สึกเหมือนแวะมาที่ร้านสะดวกซื้อเพื่อมาเจอยอนดูโดยเฉพาะ แต่การเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่านั้นก็คือ
เอี๊ยด
“พี่ชาย พวกผมมากันอีกแล้วคร้าบ~”
“คิกๆ สวัสดีค่ะ! ยอนดูสุดน่ารักของเราสบายดีมั้ยจ๊ะ?”
“เลิกดัดเสียงได้แล้วน่ารังเกียจ ฮาจูยอน”
“อ๊ะ โจดงกอน นายหุบปากไปเลยนะ!”
“คุณน้าคะ วันนี้ก็พาเพื่อนใหม่มาเพียบเลย! หนูเก่งไหมคะ! ชมหน่อยสิ คิๆ”
จังหวะมาได้พอดีเป๊ะ เจ้าพวกนี้แหละคือตัวการหลักที่ทำให้ลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างล้นหลาม ลางสังหรณ์ไม่ดีที่ผมรู้สึกในวันแรกที่พวกนี้มา มันแม่นเหมือนจับวางเลย
ผมจงใจทักทายกลับไปอย่างเฉยชา “ยินดีต้อนรับครับ”
“โอ้ย พี่ชาย ทำไมทำงั้นล่ะครับ บอกแล้วไงว่าพูดกับพวกผมแบบกันเองก็ได้…”
“ใช่ค่ะคุณน้า คิดซะว่าพวกเราเป็นน้องแท้ๆ เลยก็ได้ค่า”
“แหม ดูสายเลือดเขาด้วย ลูกสาวเขาน่ารักขนาดนี้ หน้าอย่างแกจะไปเป็นน้องสาวแท้ๆ เขาได้ไงวะ?”
“ห๊า ดูหนังหน้าตัวเองก่อนไหมค่อยมาว่าคนอื่น?”
แก๊งเด็กมัธยมปลายจอมเสียงดังนี่มากันทุกวันจริงๆ แถมยังพาเพื่อนใหม่ๆ มาอีกเพียบ
แน่นอนว่าผมไม่ได้มีความรู้สึกไม่ดีอะไรกับพวกนี้หรอก เพราะถ้าเทียบกับเด็กสมัยนี้แล้ว พวกนี้ถือว่าเป็นเด็กดีมากๆ เลยล่ะ ถึงจะอยู่ในร้านนาน แต่พวกเขาก็จัดการเก็บกวาดเรียบร้อยเสมอ แถมบางครั้งยังอาสาช่วยผมทำความสะอาดร้านอีกด้วย
แต่เพราะพวกนี้ไปช่วยโฆษณาให้ไปทั่ว จำนวนลูกค้าเลยเพิ่มขึ้นอย่างบ้าคลั่ง และผมก็ยุ่งกว่าเดิมแบบเทียบไม่ติด ‘ไม่คิดเลยว่าอิทธิพลเด็กพวกนี้จะเยอะแยะขนาดนี้’
ไม่เคยคิดเลยว่าพลังการตลาดของเด็กมัธยมปลายไม่กี่คนจะมหาศาลขนาดนี้ เรียกได้ว่าไม่แพ้พนักงานขายเก่งๆ ของบริษัทใหญ่ๆ เลย
‘ถ้าผมเป็นเจ้าของร้านนะ จะยอมจ่ายเงินจ้างเลย’
แต่ผมไม่ใช่เจ้าของร้านน่ะสิ
ให้ตายเถอะ ถ้ารู้ว่าเป็นแบบนี้ วันแรกน่าจะอัดให้เละแล้วห้ามไว้ซะก็ดี ตอนนี้มาเสียใจไปก็ไม่มีประโยชน์ มันคือน้ำที่ไหลไปแล้ว
“สวัสดีค่ะ…! พี่ๆ ทุกคน!” ยอนดูโค้งคำนับให้พวกเด็กมัธยมปลาย
เพราะเจอหน้ากันมาหลายวัน เธอเลยค่อนข้างจะสนิทกับพวกเขาแล้ว
ทั้งยอนดู แล้วก็ทั้งผมด้วย
“โห ตอนโค้งตัวน่ารักระเบิดเลยว่ะ”
“วันนี้ยอนดูแต่งตัวน่ารักกว่าเดิมอีกนะ!”
“คิกๆ ดูสีเสื้อดิ ยอนดูใส่สีม่วงด้วย”
“เลิกเล่นมุกแป้กได้แล้ว น่ารังเกียจ”
ผมเอ่ยปากขัดจังหวะพวกที่กำลังคุยกันไม่หยุด “นี่ พวกเธอ ยังจำกันได้ใช่ไหม?”
“เรื่องอะไรเหรอครับ?”
“ว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว”
เมื่อไม่กี่วันก่อน สถานรับเลี้ยงเด็กโทรมา บอกว่าสามารถเริ่มฝากเด็กได้ตั้งแต่อาทิตย์หน้า ผมเลยบอกลูกค้าที่ถามไว้ล่วงหน้าแล้วว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ยอนดูจะมาที่ร้าน แน่นอนว่าผมก็ได้บอกพวกเด็กๆ นี่ไว้ล่วงหน้าแล้วเช่นกัน
“ฮือ… เศร้าจัง”
“การมาเจอยอนดูคือความสุขในชีวิตช่วงนี้เลยนะ…” สีหน้าของพวกเขาก็เศร้าหมองลงทันที
ผมหลุดยิ้มออกมาแล้วพูดว่า “ยังไงก็ตาม ต่อไปก็ตั้งใจเรียนกันล่ะ แล้วก็เป็นผู้ใหญ่ที่ดีด้วยนะพวกเธอ”
อ๊ะ เมื่อกี้พูดจาเหมือนพวกคนแก่ชอบสั่งสอนลูกๆ หลานๆ มากไปหรือเปล่านะ? ให้ความรู้สึกเหมือนคนสูบบุหรี่ที่พูดว่า ‘พวกเธออย่าไปสูบของแบบนี้เลยนะ’ ยังไงก็ไม่รู้
ถึงอย่างนั้น มันก็เป็นคำพูดที่ออกมาจากใจจริง
‘ถ้าไม่มียอนดูแล้ว’
ก็ไม่มีเหตุผลที่พวกนี้จะมาที่นี่อีก
เพราะถ้านับตามระยะทางจากโรงเรียนแล้ว มีร้านสะดวกซื้อที่ใกล้กว่าและดีกว่านี้อยู่เยอะแยะ
คงไม่ได้เจอกันบ่อยๆ แล้วสินะ
ในฐานะรุ่นพี่ใช้ชีวิตล้มเหลวมาก่อน ก็แค่อยากจะพูดในสิ่งที่อยากพูดก็เท่านั้น
จะยังไงก็ตาม ผมก็ค่อนข้างจะผูกพันกับพวกนี้บ้างแล้วเหมือนกัน
ตอนนั้นเอง
“เอ๋?”
มีเสียงอุทานแปลกๆ ดังขึ้นมา
เป็นเสียงของเจ้าดงกอนที่ขี้เล่นที่สุด
เอ๋เรอะ ไอ้เด็กนี่ รุ่นพี่อุตส่าห์ให้คำแนะนำอย่างจริงจังเป็นครั้งสุดท้ายแท้ๆ
เจ้าเด็กนั่นไม่สนใจใบหน้าที่บูดบึ้งของผมแล้วพูดต่อ แต่คำพูดที่ตามมาของเขาก็ทำให้ผมประหลาดใจเล็กน้อย
“โธ่ ไม่เอาน่าครับพี่ชาย พูดอะไรน่าเศร้าแบบนั้น”
“หืม?”
“ทำไมพูดเหมือนจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วล่ะครับ”
“ก็วันนี้ยอนดูมาวันสุดท้ายแล้วนี่…”
“ไม่ใช่ซะหน่อยครับ ถึงยอนดูจะมาวันสุดท้าย แต่ความผูกพันที่พวกเรากับพี่ชายสร้างกันมาก็ยังอยู่นะครับ ยังไงก็ต้องมาที่นี่สิครับ ถึงจะเรียกว่ามีสัจจะลูกผู้ชาย”
ฮาจูยอน นักเรียนหญิงที่ชอบทะเลาะกับเจ้าเด็กนี่เป็นประจำก็เอ่ยปากเสริมขึ้น “ใช่ค่ะ ยังไงก็ต้องมาที่นี่เพราะคุณน้าอยู่แล้ว! ถึงไม่มียอนดูแล้ว หนูก็จะโฆษณาให้ต่อไปค่ะ คิๆ”
เดี๋ยวนะ ความรู้สึกนี้มันอะไรกัน?
เหมือนจะซึ้งใจเลยแฮะ แต่เรื่องที่จะโฆษณาต่อเนี่ย ขอผ่านได้ไหม
ยังไงก็ตาม ดูเหมือนว่าพวกนี้จะเป็นเด็กดีกว่าที่ผมคิดไว้เยอะ
ระหว่างนั้น บอมแจก็ค่อยๆ แทรกตัวออกมาจากกลุ่ม
เป็นเพื่อนที่รับบทเจ้ามือในวันแรกที่พวกนี้มาที่นี่ และก็เป็นคนที่โดนแกล้งในกลุ่มเป็นพิเศษด้วย
คล้ายกับภาพของผมในกลุ่มแชท เลยรู้สึกผูกพันกับเขาอย่างน่าประหลาด
เมื่อครู่เขายังทำหน้าเศร้าลูบหัวยอนดูอยู่เลย แต่จู่ๆ ก็เดินมาตรงหน้าผม “พี่จูวอน”
การที่เขาเรียกชื่อผมแล้วตามด้วยคำว่าพี่มันให้ความรู้สึกแปลกๆ แฮะ
“ฮ่าๆ ว่าไง บอมแจ มีอะไรจะพูดเหรอ?”
“…ผมมีของจะให้ครับ”
“หืม? ให้พี่?”
“ครับ”
จู่ๆ บอมแจก็บอกว่ามีของจะให้ แล้วก็รูดซิปกระเป๋า
พวกเพื่อนๆ ที่อยู่รอบๆ คงจะรู้เรื่องมาก่อนแล้ว เลยหลุดขำออกมา
“คิกๆ”
“พวกเรา ตั้งใจดูนะ ท่านบอมแจจะใช้ท่าไม้ตายแล้ว”
“ตึกๆๆๆๆ…”
บอมแจไม่สนใจปฏิกิริยาของคนรอบข้าง เขาหยิบของบางอย่างออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้ผม และสิ่งนั้น คือสิ่งที่ผมไม่คาดคิดมาก่อนเลยแม้แต่น้อย