บทที่ 10
บอมแจหยิบถุงพลาสติกใบใหญ่ออกมาจากกระเป๋า
ข้างในถุงมีเสื้อผ้าอยู่หนึ่งตัว
ดูจากขนาดแล้วคงไม่ได้จะให้ผมใส่หรอก
เพราะมองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นเสื้อผ้าผู้หญิง
ถึงผมจะไม่ค่อยรู้เรื่องเสื้อผ้าผู้หญิง แต่ดูแล้วน่าจะเป็นชุดเดรสวันพีซ
‘จะให้ยอนดูสินะ’
สงสัยเพราะผมบอกไปว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว เขาเลยเตรียมของขวัญมาให้
ซึ้งใจจริงๆ ทั้งที่เป็นคนอื่นคนไกล เจอกันไม่กี่วันก็ยังอุตส่าห์เตรียมของขวัญมาให้
ยอนดูที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นของขวัญของตัวเอง เอาแต่เกาะอยู่ข้างๆ ผม แล้วมองชุดเดรสด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น
ว่าแต่… ผมเริ่มลังเล
ถึงจะขอบคุณในน้ำใจ แต่ผมควรจะรับของสิ่งนี้ไว้ดีเหรอ?
“ผมว่ามันน่าจะเหมาะกับยอนดูดีน่ะครับ ชื่อยอนดู ก็เลยเลือกเป็นเดรสสีเขียว…”
พอพูดขึ้นมาถึงได้สังเกตว่าสีของชุดเดรสเป็นสีเขียวอ่อน (ยอนดู) นี่เอง มีเซนส์ดีแฮะ
พวกเพื่อนๆ ที่อยู่ข้างๆ ก็พูดแทรกขึ้นมา “พี่ชาย ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ พ่อของบอมแจน่ะเป็นเจ้าของห้างเสื้อผ้าเด็กเลยนะ”
“ใช่แล้วครับ ความเท่ของลูกคุณหนูมันอยู่ตรงนี้แหละ~”
“เฮ้อ อยากลองใช้ชีวิตแบบบอมแจดูบ้างจัง…”
บอมแจรีบส่ายหน้าไปมาแล้วแก้ต่างกับผม “มะ… ไม่ใช่นะครับ! ไอ้พวก… เอ้ย พวกนี้มันพูดโกหกครับ พ่อผมแค่ทำห้างเล็กๆ เฉยๆ”
“อย่างนั้นเหรอ”
“ยังไงก็ไม่ต้องเกรงใจ รับไว้ได้เลยครับ มันเป็นของราคาถูกมากๆ”
“อืม… แต่ก็เกรงใจอยู่ดี อ๊ะ! ถ้างั้นให้พี่จ่ายเงินแทนแล้วกัน” ยังไงซะ ผมก็จำเป็นต้องซื้อชุดเดรสให้ยอนดูสักตัวอยู่แล้ว เมื่อไม่กี่วันก่อนตอนเลิกงาน ผมแวะซื้อเสื้อยืดกับกางเกงที่ยอนดูพอจะใส่ได้มาสองสามตัว แต่นั่นมันยังไม่พอ ในเมื่อเป็นเด็กผู้หญิง ก็ต้องมีเสื้อผ้าสวยๆ ไว้ใส่บ้างสิ
‘แต่ผมไม่มีหัวเรื่องเสื้อผ้าเด็กผู้หญิงเลย’
ไม่รู้เลยว่าควรจะซื้อแบบไหนมาให้ใส่ดี
เหตุผลที่ซื้อมาแค่เสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นธรรมดาๆ ก็เพราะอย่างนี้แหละ
แต่ในเมื่อเป็นลูกชายเจ้าของห้างเสื้อผ้า ก็น่าจะมีสายตาแหลมคมอยู่บ้าง และคงจะเลือกชุดที่เหมาะกับยอนดูมาให้ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ถือว่าโชคดีแล้วล่ะ งั้นก็จ่ายเงินตามราคาแล้วเอามาให้เธอใส่ดีๆ ดีกว่า แต่ทุกอย่างก็ไม่เป็นไปตามที่ผมคิด
“ไม่เป็นไรจริงๆ ครับ ถ้าทำแบบนั้นมันก็ไม่เรียกว่าของขวัญสิครับ รับไว้เถอะครับ”
เจ้าดงกอนที่อยู่ข้างๆ ก็พูดเสริมขึ้นมาอีก “ใช่ครับพี่ชาย รับไว้เถอะน่า บอมแจอุตส่าห์แอบจิ๊กของพ่อมาอย่างยากลำบากเลยนะ…”
“โอ๊ย ไม่ได้จิ๊กโว้ย! จะให้โทรหาพ่อฉันตอนนี้เลยไหมล่ะ?”
“คิกๆ ล้อเล่นน่า~”
“ชิ…”
ฮาจูยอนก็ร่วมวงแกล้งบอมแจด้วย
“คุณน้าคะ รับไว้เฉยๆ ก็ได้ค่า บอมแจน่ะเอาไปอวดที่โรงเรียนใหญ่เลยว่าจะให้ยอนดู แถมยังเอาชุดมาโบกไปมาตอนเรียนจนเกือบจะโดนครูยึดเลยนะคะรู้ไหม? ต้องไปอ้อนวอนครูแทบตายว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของยอนดูแล้ว ขอให้ยกโทษให้ครั้งหนึ่ง…”
“ยัยบ้า! จะเล่าเรื่องนั้นทำไมเล่า!”
พอได้ฟังบทสนทนาของพวกนั้นแล้ว ผมก็เผลอหลุดยิ้มออกมาอีก ได้ฟังที่มาที่ไปแบบนี้แล้ว คงจะปฏิเสธได้ยาก
“ขอบใจนะ ไว้วันหลังพี่เลี้ยงข้าวแล้วกันนะ บอมแจ”
“ครับ”
ผมรับชุดเดรสมาแล้วส่งต่อให้ยอนดู “ยอนดู นี่ชุดของหนูนะ”
“…ชุดของยอนดูเหรอฮะ?”
“อื้ม พี่บอมแจคนนั้นเขาให้เป็นของขวัญให้หนูใส่ไง ไปขอบคุณพี่เขากันไหม?”
“ค่ะ พ่อ!”
“อืม… แฮ่มๆ…”
บอมแจคงจะเขิน เลยแกล้งหันไปทางอื่นแล้วกระแอมออกมา ส่วนยอนดู หลังจากรับชุดมาแล้วก็วางมันลงบนเก้าอี้ที่โต๊ะ แล้วก็วิ่งตรงไปยังบอมแจทันที
‘ท่าทางแบบนั้นมัน…’
ผมเดาได้เลย เธอคงจะวิ่งเข้าไปกอดขาเขาแน่ๆ
เพราะเธอทำแบบนั้นกับผมมาหลายครั้งแล้ว ผมเลยจำท่าเตรียมของเธอได้ดี นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่จะกอดคนอื่นที่ไม่ใช่ผม
แต่ก็นะ เป็นการแสดงความขอบคุณนี่นา ไม่ห้ามดีกว่า
‘…เอ๊ะ?’
แต่การคาดเดาของผมผิด
ยอนดูหยุดยืนอยู่ตรงหน้าบอมแจ แล้วก็โค้งคำนับ 90 องศา
“ขอบคุณฮะ พี่ชาย!”
หลังจากโค้งคำนับอย่างนอบน้อมแล้ว ยอนดูก็วิ่งกลับมาหาผมแล้วกอดผมแทน
อ่า หรือว่าการกอดแบบนี้… เธอจะทำกับผมแค่คนเดียวเหรอ?
จะว่าไป ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาก็เจอคนมามากมาย แต่ยอนดูก็ไม่เคยกอดหรือทำอะไรแบบนี้กับใครเลย
‘เป็นอย่างนี้นี่เอง’
ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พอตระหนักถึงความจริงข้อนี้แล้วก็รู้สึกดีขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
กับการกระทำที่เธอมีให้ผมแค่คนเดียว
‘แต่เขาจะผิดหวังหรือเปล่านะ?’
ผมเริ่มเป็นห่วงบอมแจนิดๆ
เขาคงคิดว่ายอนดูจะเข้ามากอด แต่กลับไม่เป็นอย่างนั้น จะผิดหวังหรือเปล่านะ?
ผมลูบหัวยอนดูพลางมองไปที่บอมแจ
‘สงสัยจะคิดมากไปเองสินะ’
ผิดกับที่ผมคิด บอมแจกำลังทำหน้าเคลิบเคลิ้มสุดๆ
“เฮ้ย ฮาจูยอน เมื่อกี้น่ารักเป็นบ้าเลยใช่ปะ?”
“ยอมรับเลย ถ้ารู้ว่าเป็นแบบนี้ฉันเอาของขวัญมาให้มั่งก็ดี กลัวว่าจะต่างจากแกเกินไปเลยไม่ได้เอามา ฉันก็อยากให้ยอนดูโค้งให้บ้างอะ ฮือ…”
ผมหลุดยิ้มออกมาแล้วพูดกับพวกเขา “พวกเธอนี่เป็นเด็กดีกว่าที่คิดไว้อีกนะเนี่ย?”
“ฟังดูแปลกๆ นะคะคุณน้า? ปกติคิดว่าพวกเราเป็นยังไงเหรอคะ…”
“เอาตรงๆ ตอนเห็นครั้งแรกก็นึกว่าเป็นพวกนักเลงอะไรแบบนั้นน่ะสิ เห็นชอบมากันเป็นฝูง”
“โห่ เกินไป…”
ดูเหมือนว่าผมจะผูกพันกับเจ้าพวกนี้มากขึ้นซะแล้ว
.
.
.
หลังจากพวกนั้นกลับไปด้วยสีหน้าอาลัยอาวรณ์ ก็ใกล้จะถึงเวลาเลิกงาน
ผมกำลังจะเตรียมตัวเปลี่ยนกะ แต่ก็มีโทรศัพท์เข้ามา
เป็นสายจากคุณเจ้าของร้าน
‘จะว่าไปแล้ว…’
ตั้งแต่ที่คุยกันเรื่องขึ้นค่าชั่วโมงเมื่อคราวก่อน ผมก็ยังไม่ได้เจอคุณเจ้าของร้านอีกเลย
เพราะวันถัดมา เขาก็ไปเที่ยวกับครอบครัว
เหมือนจะบอกว่าไปเซบูนะ?
ได้ยินว่าเป็นที่ที่น่าไปเที่ยวในช่วงนี้ แต่ผมก็ไม่ได้สนใจเป็นพิเศษ ในเมื่อผมเป็นคนที่ขนาดเกาะเชจูยังไม่เคยไป นับประสาอะไรกับต่างประเทศ
ติ๊ก
…
“ฮัลโหล คุณจูวอนเหรอ?” ทันทีที่รับสาย เสียงของคุณเจ้าของร้านก็ดังขึ้น
แต่ทำไมถึงได้ดูคึกคักขนาดนี้นะ?
เป็นน้ำเสียงที่ตื่นเต้นกว่าปกติมาก
“สวัสดีครับคุณเจ้าของร้าน เที่ยวสนุกไหมครับ?”
“ฮ่าๆ สนุกสิ สนุก! ได้มากับภรรยากับลูกๆ นานๆ ที ได้พักผ่อนหย่อนใจดีจริงๆ”
“ดีจังเลยนะครับ”
“คุณจูวอนก็พาลูกเมียมาเที่ยวเซบูสักครั้งสิ ที่นี่เหมาะให้เด็กๆ เล่นสุดๆ ไปเลยนะ!”
“…ฮะๆ ถ้ามีเวลานะครับ”
เมีย… คำที่จี้ใจดำแวบเข้ามาในหู แต่ทำเป็นไม่ได้ยินแล้วกัน ตอนนั้นเอง คุณเจ้าของร้านก็ตะโกนเสียงดัง
“อ๊ะ!”
ผมตกใจจนเกือบทำโทรศัพท์หลุดมือ
ขณะที่คุณเจ้าของร้านก็พูดต่อ “เรื่องที่ฉันจะพูดไม่ใช่เรื่องนี้นี่นา…คุณจูวอน”
“ครับ คุณเจ้าของร้าน”
“มัวแต่เที่ยวเพลินไปหน่อยเลยไม่ได้เช็คยอดขายมาหลายวัน แต่วันนี้พอได้เห็นแล้วตกใจเลยนะ! นี่มันเรื่องอะไรกัน? ทำไมยอดขายถึงได้พุ่งขึ้นหลายเท่าเฉพาะช่วงที่คุณจูวอนเข้ากะล่ะ?”
“…พุ่งขึ้นขนาดนั้นเลยเหรอครับ”
“ใช่แล้ว! ไม่น่าจะเป็นไปได้เลย แต่พอดูซ้ำกี่รอบๆ มันก็พุ่งขึ้นหลายเท่าจริงๆ เฉพาะช่วงที่คุณจูวอนเข้ากะเท่านั้นด้วย”
“คือจริงๆ แล้ว…”
สุดท้ายผมก็อธิบายที่มาที่ไปทั้งหมด ว่าลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนที่แวะมาดูยอนดู โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะพวกนักเรียนที่เอ็นดูยอนดู ทำให้ยอดขายพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และก็เล่าให้ฟังด้วยว่าตั้งแต่อาทิตย์หน้าไป ผมจะไม่พายอนดูมาด้วยแล้ว ซึ่งก็มีความเป็นไปได้สูงที่ลูกค้าจะลดลงฮวบฮาบ
หลังจากได้ฟังเรื่องราวของผม คุณเจ้าของร้านก็หัวเราะเสียงดังลั่น “เป็นอย่างนี้นี่เอง ที่แท้เจ้าหญิงน้อยคนสวยของเรานี่เองที่เป็นสาเหตุให้ยอดขายเพิ่มขึ้น ฮ่าๆ”
“ครับ พอดีมีพวกเพื่อนๆ เด็กนักเรียนมัธยมปลายช่วยโฆษณาให้น่ะครับ”
“คุณจูวอนก็เก่งเหมือนกันนะ”
“ผมเหรอครับ?”
“การมีลูกสาวแบบนั้นก็ถือเป็นความสามารถอย่างหนึ่งนะ แค่นั่งเฉยๆ ห้าวันยอดขายก็พุ่งขึ้นหลายเท่าได้ เรื่องแบบนี้ฉันไม่เคยได้ยินไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลย! แต่ก็นะ เด็กคนนั้นน่ารักเหมือนนางฟ้าจริงๆ นั่นแหละ”
“โอ๊ย ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ”
“ไว้วันหลังฉันจะเลี้ยงข้าวร้านหรูๆ เป็นการตอบแทนแล้วกันนะ ทั้งนายทั้งยอนดูเลย แล้วก็เรื่องค่าชั่วโมงน่ะ ฉันคุยกับภรรยาดูแล้ว แต่ว่า…”
อะไรกัน? พอได้ยินเสียงลากยาวแบบนั้นแล้วจู่ๆ ก็รู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมา คงไม่ใช่ว่าจะมาบอกว่าขึ้นให้ไม่ได้แล้วหรอกนะ? ในสถานการณ์ที่น่าตึงเครียด เสียงของคุณเจ้าของร้านก็ดังขึ้น “ฉันอุตส่าห์เลือกจังหวะดีๆ ตอนจิบไวน์กันตอนกลางคืนแล้วค่อยคุยเลยนะ เล่าเรื่องของนายให้ฟังไปด้วย แต่ว่า… ภรรยาฉันเขาบอกว่าไม่ได้”
เหมือนฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ
ลางสังหรณ์ไม่ดีมันดันเป็นจริงขึ้นมาซะได้
ตอนนั้นเอง คุณเจ้าของร้านก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงร่าเริง
เดี๋ยวนะตาแก่นี่ คิดจะแกล้งกันรึไง?
“เขาบอกว่ามีเพื่อนแบบนั้นอยู่ทั้งคน จะขึ้นให้แค่นิดเดียวได้ยังไง แล้วก็ว่าฉันใหญ่เลย…?”
“…หา?”
“ก็คือ… ดูเหมือนว่าจะขึ้นให้ได้เป็นสองเท่าจากที่ฉันเคยบอกไว้น่ะนะ”
คำพูดเมื่อกี้ขอถอน
คุณเจ้าของร้านคือเทพบุตร ภรรยาของคุณเจ้าของร้านนี่ยิ่งกว่านางฟ้าเสียอีก
“ขอบคุณมากครับ คุณเจ้าของร้าน”
“ไม่เป็นไรน่า ฮ่าๆ เลี้ยงยอนดูให้ดีๆ ล่ะ นานๆ ทีจะพามาก็ได้นะ”
บทสนทนาทางโทรศัพท์จบลงอย่างอบอุ่นแบบนั้น
.
.
.
“พ่อจ๋า…”
“หืม”
“ต่อไปยอนดู… มากับพ่อไม่ได้แล้วเหรอฮะ?”
ยอนดูถามผมด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยอย่างเห็นได้ชัด
การที่จะต้องไปสถานรับเลี้ยงเด็กแทนร้านสะดวกซื้อคงจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากสินะ
แต่มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้
จะให้พายอนดูไปที่ร้านสะดวกซื้อตลอดไปก็คงไม่ได้
ถึงที่ผ่านมาจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ก็รับประกันไม่ได้ว่าในอนาคตจะเป็นอย่างนั้นต่อไป
อาจจะมีใครมาร้องเรียนเรื่องที่ผมพาเด็กมาทำงานด้วยก็ได้
“ใช่แล้วล่ะ ตั้งแต่อาทิตย์หน้า ยอนดูต้องไปสถานรับเลี้ยงเด็กนะ”
“ยอนดูไม่ชอบสถานรับเลี้ยงเด็ก ให้หนูมากับพ่อเหมือนวันนี้ไม่ได้เหรอฮะ…”
ถึงจะเข้าใจความรู้สึก แต่ก็ทำตามที่ขอไม่ได้
“ยอนดู”
“ฮะ…”
“สถานรับเลี้ยงเด็กเป็นที่ที่ดีนะ จะได้เจอเพื่อนใหม่ๆ ดีๆ ได้เล่นด้วยกัน แล้วก็ได้เรียนหนังสือด้วย”
“แต่หนูชอบพ่อนะ…”
“หืม?”
“มากกว่าเพื่อน มากกว่าเรียนหนังสือ… ยอนดูชอบพ่อที่สุด…”
“ฮ่าๆ ไม่ได้จะจากกันไปไหนสักหน่อย พอเลิกเรียนแล้วพ่อก็จะไปรับไง ส่วนที่นี่ก็มากับพ่ออีกได้”
“จริงเหรอฮะ…? มาอีกได้เหรอ?”
“แน่นอนสิ จริงแท้แน่นอน เพราะงั้น… ไปสถานรับเลี้ยงเด็กได้ใช่ไหม?”
“…ค่ะ”
“โอ๊ย เด็กดีจริงๆ ยอนดูของพ่อ”
ปกติถ้าพูดแบบนี้จะต้องยิ้มกว้างแล้ว แต่สีหน้าเศร้าๆ ของเธอก็ยังไม่จางหายไป ดูเหมือนว่าจะเสียดายมากกว่าที่ผมคิดไว้เยอะ ตอนนั้นเองก็มีไอเดียหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว
“ยอนดู”
“ฮะ”
“ไปดูของสวยๆ งามๆ กับพ่อไหม?”
“ของสวยๆ งามๆ เหรอฮะ…?”
“อื้ม ของสวยๆ งามๆ”
ยอนดูเอียงคอสงสัยอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ
“ค่ะ”
ผมหยิบทูน่ากระป๋องหนึ่งกระป๋องจากร้านสะดวกซื้อ
หลังจากเปลี่ยนกะกับพนักงานคนถัดไป ผมก็ออกจากร้าน
เลี้ยวเข้าซอยทางซ้าย
เดินไปตามทางที่มีรั้วกั้น ก็จะเจอสถานที่ที่เต็มไปด้วยพงหญ้าอยู่ทางขวา
เป็นทางที่ไม่ค่อยมีคนเดินผ่านเท่าไหร่
ผมเองก็บังเอิญเจอเจ้าตัวนั้นเข้าโดยบังเอิญเหมือนกัน
‘จะว่าไปแล้ว…’
ตั้งแต่ยอนดูมาอยู่ด้วย ก็ไม่ได้มาที่นี่เลยสักครั้ง
จะสบายดีไหมนะ? ด้วยความเป็นห่วง ผมรีบเดินเข้าไปในพงหญ้า
ยอนดูก็ถูกจูงมือเข้ามาด้วยกัน
บ้านหลังเล็กๆ ที่สร้างขึ้นใต้ร่มไม้ ยอนดูมองดูด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น
ผมยิ้มแล้วเอ่ยปาก
“เจ้าเหลือง ฉันมาแล้วนะ”
หลังจากนั้น เสียงร้องที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น
“เหมียว~”
สิ่งมีชีวิตสีเหลืองปรากฏตัวออกมาจากในบ้าน
เป็นแมวที่ผมเจอแล้วก็ตั้งชื่อให้ว่า ‘เจ้าเหลือง’
เหตุผลที่ตั้งชื่อว่าเจ้าเหลืองก็ง่ายๆ เพราะตัวมันสีเหลือง
ยอนดูตกใจที่จู่ๆ ก็มีแมวโผล่ออกมา เลยรีบไปหลบอยู่ข้างหลังผม
“ไม่ต้องกลัวนะ ยอนดู เป็นแมวใจดีนะ”
เป็นแมวที่ผมเจอตอนเริ่มทำงานพิเศษใหม่ๆ แล้วก็ให้อาหารอยู่บ่อยๆ
จะว่าไปแล้ว บ้านหลังนี้ผมก็เป็นคนสร้างให้เอง
โชคดีที่เจ้าตัวดูจะถูกใจ เลยมาใช้บริการอยู่เรื่อยๆ
“มานี่เร็ว เจ้าเหลือง”
เจ้าเหลืองก็เดินเข้ามาแล้วเลียมือผมแผล็บๆ
เจ้าตัวนี้กับผมสนิทกันมาก
“ยอนดู ไม่เป็นไรหรอก ลองลูบดูไหม?”
“ลูบ… ลูบได้เหรอฮะ…?”
“อื้ม”
“มะ… ไม่กัดเหรอฮะ?”
“ไม่กัดหรอก”
“มะ… ไม่ตบด้วยมือเหรอฮะ?”
“ฮ่าๆ ไม่หรอก”
ยอนดูลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ยื่นมือเข้าไปอย่างระมัดระวัง
คราวนี้เจ้าเหลืองก็เลียมือของยอนดูแผล็บๆ
“กรี๊ด..!”
โชคดีที่ยอนดูคลายความระแวงลงอย่างรวดเร็วแล้วก็ลูบตัวเจ้าเหลือง ต่างจากเมื่อครู่ บนใบหน้าของเธอมีรอยยิ้มเบ่งบาน
“เจ้าเหลืองน่ารักไหม?”
“คิกๆ ค่ะ!”
“วันนี้มาให้ขนมเจ้าเหลืองน่ะ เจ้าเหลืองชอบกินเจ้านี่มากเลย ยอนดูลองให้ดูไหม?”
ยอนดูพยักหน้า
ผมเปิดกระป๋องแล้วยื่นให้ยอนดู
ว่าแต่… มีเรื่องที่ผมสังเกตเห็นมาสักพักแล้ว
‘ใครกันนะ?’
หน้าบ้านของเจ้าเหลืองมีชามอาหารวางอยู่
ข้างในก็มีอาหารเม็ดอยู่หน่อยๆ ไม่ใช่แค่วันนี้ที่เป็นแบบนี้
ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ มีคนเริ่มเอาข้าวมาให้เจ้าเหลืองกิน
“ว้าว… กินเก่งจังเลยฮะ พ่อ!”
ถึงจะมีอาหารเม็ดเหลืออยู่ แต่ขนมก็ยังกินเก่ง
เพราะไม่ใช่ที่ที่คนจะหาเจอง่ายๆ ผมเลยสงสัยมากว่าใครเป็นคนเอาอาหารมาให้
‘คงไม่ใช่เจ้าพวกนั้นหรอกนะ…’
ส่วนยอนดู คงจะเอ็นดูเจ้าเหลืองมาก เลยลูบหัวไม่หยุดระหว่างที่มันกินขนม
นี่มันน่ารักคูณสองของแท้เลย
หลังจากเจ้าเหลืองกินจนหมดกระป๋อง ผมก็เอ่ยปาก
“ยอนดู กลับกันได้แล้วล่ะ”
วันนี้อยู่นานไม่ได้
ถ้าคิดถึงเวลาที่ต้องเดินทางไปบ้านคุณยายแล้ว ก็ต้องรีบออกเดินทาง
“แล้วเจ้าเหยืองล่ะฮะ…?”
“เจ้าเหลืองน่ะ วันหลังค่อยมาหาใหม่ก็ได้ไง”
“ค่ะ!”
ยอนดูลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง
แต่ยอนดูที่ลุกขึ้นยืนแล้ว สีหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างน่าประหลาด
“พ่อจ๋า…”
“หืม”
“ข้างหลังพ่อ… มีคนอยู่ฮะ”
คำพูดนั้นทำให้ผมหันขวับไปมอง
“…คุณจีฮเย?”
ผู้หญิงที่ในมือถือถุงอาหารเม็ดอยู่ ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นเธอ คนที่ผมรู้จัก