บทที่ 11

“ข้างหลังพ่อ… มีคนอยู่ฮะ”

คำพูดของยอนดูทำให้ผมหันขวับไปมอง

“…คุณจีฮเย?”

ผู้หญิงที่ในมือถือถุงอาหารเม็ดอยู่คือซอจีฮเย

งั้นก็หมายความว่าคนที่เอาอาหารมาให้เจ้าเหลืองช่วงนี้ก็คือเธอสินะ?

‘นึกไม่ถึงเลยแฮะ’

ซอจีฮเยอายุน้อยกว่าผมสี่ปี และมีหน้าตาที่จัดว่าสวยมากคนหนึ่ง

ในระดับที่ถ้าเดินสวนกันบนถนนก็ต้องเหลียวกลับไปมอง

ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจุบันเธอยังเป็นนักศึกษาหัวกะทิที่กำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยชื่อดังอีกด้วย

‘พูดกันตามตรงก็คือ…’

เธอเป็นคนที่ไม่คู่ควรกับผมเลย ไม่ใช่แค่ในแง่ของความสัมพันธ์ฉันชู้สาว แต่ในฐานะคนต่อคนด้วย

โดยพื้นฐานแล้ว คนเรามักจะคบค้าสมาคมกับคนประเภทเดียวกัน

นอกเหนือจากเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว ผมก็ไม่ได้อยู่ในกลุ่มคนประเภทเดียวกับซอจีฮเย

ไม่มีเงิน ไม่มีความสามารถในการหาเงิน แล้วก็ไม่ได้มีแผนการในชีวิตที่ยิ่งใหญ่อะไร

‘ถ้าเป็นปกติแล้ว คงเป็นคนที่จะไม่มีวันได้มาข้องเกี่ยวกันเลย’

ถึงอย่างนั้น เหตุผลที่ผมกับเธอพอจะรู้จักกันอยู่บ้างก็เป็นเรื่องง่ายๆ

เพราะช่วงปิดเทอม ซอจีฮเยเคยมาทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านสะดวกซื้อแห่งนี้

ถึงจะลาออกไปเมื่อประมาณหนึ่งเดือนก่อนตอนเปิดเทอมใหม่ก็เถอะ

แต่ก่อนหน้านั้น เธอคือคนที่ทำงานต่อกะจากผมนั่นเอง

‘จะว่าไปแล้ว ตอนแรกก็ทำตัวห่างเหินกันอยู่เลยนี่นา’

ตอนที่เธอเริ่มทำงานใหม่ๆ เราแทบจะไม่มีปฏิสัมพันธ์กันเลย

เป็นแค่ความสัมพันธ์ระดับที่พยักหน้าให้กันตอนเปลี่ยนกะเท่านั้น

อันที่จริงมันก็เป็นเรื่องธรรมดา

ไม่ได้ทำงานด้วยกัน เวลาทำงานก็ต่างกัน คงไม่มีเหตุผลที่จะต้องมาสนิทสนมอะไรกันอยู่แล้ว

แต่ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่กำแพงนั้นเริ่มทลายลง

‘เพราะเธอเป็นฝ่ายเข้ามาทักก่อน’

ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่เธอเริ่มที่จะเข้ามาพูดคุยกับผมก่อน

‘สวัสดีค่ะ คุณจูวอน! ทานมื้อเที่ยงอร่อยไหมคะ?’

‘…หา? อ้อ ครับ! ก็… ก็อร่อยดีครับ ฮ่าๆ’

‘คิกๆ ทำไมต้องตกใจขนาดนั้นด้วยล่ะคะ อ๊ะ ว่าแต่ว่าคุณจูวอนรู้ชื่อฉันไหมคะ?’

‘…ไม่ครับ’

‘เฮ้อ… จีฮเยค่ะ ซอจีฮเย ต่อไปเวลาทักกันช่วยเติมชื่อให้หน่อยนะคะ’

‘อ่า ครับ คุณจีฮเย’

เริ่มจากการทักทายที่เปลี่ยนไป เธอก็เริ่มพูดเก่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เพราะเธอเริ่มที่จะถามเรื่องนู้นเรื่องนี้กับผมในช่วงเวลาเปลี่ยนกะ

‘เฮ้อ จะบ้าตายอยู่แล้วค่ะ… ฉันก็เป็นคนความจำดีนะ แต่ทำไมจำยี่ห้อบุหรี่ไม่ได้สักทีก็ไม่รู้ หรือว่าพี่พอจะมีเคล็ดลับอะไรในการจำบ้างไหมคะ?’

‘ก็ลองสูบทีละยี่ห้อแล้วจำด้วยรสชาติ…’

‘อ๊าก! ไม่ใช่เคล็ดลับแบบนั้นสิคะ!’

‘พี่คะ ถ้าเจอคุณลูกค้าแบบนี้จะทำยังไงเหรอคะ?’

‘ผมยังไม่เคยเจอคุณลูกค้าแบบนั้นเลยครับ…’

‘เฮ้อ เด็กสมัยนี้นี่จริงๆ เลย… ดูแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นเด็กแท้ๆ ยังจะมาซื้อเหล้าอีกนะ? ต้องโดนดุซะให้เข็ด!’

‘ถ้างั้นคุณจีฮเยก็ต้องโดนดุด้วยสินะครับ’

‘คะ?’

‘ฮ่าๆ ล้อเล่นน่ะครับ พอดีเห็นคุณจีฮเยที่เพิ่งจะอายุยี่สิบเอ็ดพูดแบบนั้นแล้วมันตลกดี’

‘โห… ยี่สิบเอ็ดกับเด็กมัธยมปลายนี่มันต่างกันคนละโลกเลยนะคะ?’

‘หืม อย่างนั้นเหรอครับ’

‘อือ เหมือนจะโดนล้อยังไงก็ไม่รู้…’

ถึงผมที่ทักษะการเข้าสังคมต่ำเตี้ยเรี่ยดินจะตอบกลับไปอย่างทื่อๆ แต่ซอจีฮเยก็ยังคงชวนผมคุยอยู่เรื่อยๆ

ด้วยเหตุนั้น ผมที่เริ่มรู้สึกสบายใจขึ้นก็เริ่มที่จะพูดคุยกับเธอมากขึ้น

สุดท้ายเราก็สนิทกันถึงขั้นที่พอจะเล่นมุกตลกไร้สาระกันได้

‘ก็เลยรู้สึกเสียดายอยู่เหมือนกัน’

ตอนที่ซอจีฮเยลาออกจากร้านสะดวกซื้อ ผมรู้สึกเสียดายอยู่ไม่น้อย

แน่นอนว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ผมจะรู้สึกไปเองฝ่ายเดียว

ก็แหม… ถึงจะสนิทสนมกับเธออยู่พอสมควร แต่ผมก็รู้ดี

‘ว่าเราอยู่กันคนละโลก’

โลกทั้งใบของผมในตอนนี้มีแค่ร้านสะดวกซื้อกับบ้าน

แต่เธอคงจะอาศัยอยู่ในโลกที่กว้างใหญ่กว่านั้นมาก ซึ่งก็รวมถึงมหาวิทยาลัยด้วย

งานพาร์ทไทม์ที่ร้านสะดวกซื้อคงเป็นแค่ป้ายรถเมล์ที่แวะพักชั่วคราวแล้วก็ผ่านไปเท่านั้น

ผมเคยคิดแบบนั้น

‘เอาอันนี้ค่ะ!’

‘เอ่อ… คุณจีฮเย…? มาทำอะไรที่นี่เหรอครับ?’

‘ถามว่ามาทำอะไรได้ยังไงคะ เสียใจนะ! ก็มาในฐานะลูกค้าไงคะ ลูกค้า!’

‘อ่า เชิญครับ’

‘แล้วก็… ไม่ต้องทำเหมือนเป็นลูกค้าขนาดนั้นก็ได้ค่ะ’

‘ฮ่าๆ ครับ ชีวิตในมหาวิทยาลัยเป็นยังไงบ้าง? สบายดีไหม?’

‘ก็ต้องสบายดีสิคะ ดูด้วยว่าใคร’

‘ดีแล้วล่ะครับ อ๊ะ แต่ว่าคุณจีฮเยไม่ได้ทำอะไรแบบนั้นเหรอ?’

‘แบบนั้นเหรอคะ?’

‘ก็พวกคู่รักในคณะอะไรแบบนั้นน่ะครับ’

‘…ไม่ค่ะ ไม่ได้เป็น!’

ตอนนั้นเธอจะโกรธทำไมผมก็ยังไม่เข้าใจมาจนถึงทุกวันนี้

ยังไงก็ตาม หลังจากที่ลาออกไปแล้ว เธอก็ยังแวะมาที่ร้านสะดวกซื้อแทบทุกวัน

ด้วยเหตุนั้น ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดก็ยังคงดำเนินต่อไป

ไม่รู้ว่ามีธุระอะไรหรือเปล่า แต่สัปดาห์นี้เธอไม่ได้มาเลยสักครั้ง

“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ คุณจีฮเย”

“…”

แปลกจัง สีหน้าของเธอดูต่างไปจากปกติ

ไม่เคยเห็นสีหน้าแบบนั้นมาก่อนเลย เหมือนกับเห็นอะไรที่ไม่ควรจะเห็นเข้า

อ่า หรือว่าจะตกใจเหมือนกันกับผม? ที่ผมรู้จักเจ้าเหลืองด้วย?

ผมค่อนข้างจะมั่นใจ เลยเอ่ยปากขึ้น

“คุณจีฮเยคงจะตกใจสินะครับ ฮ่าๆ ผมเองก็ตกใจเหมือนกัน ไม่คิดเลยว่าคนที่เอาอาหารมาให้เจ้าเหลืองช่วงนี้จะเป็นคุณจีฮเย”

ตอนนั้นเองเธอก็เม้มปากแน่นแล้วพูดว่า

“ห่วยแตกชะมัด…”

“…หา?”

“เซนส์การตั้งชื่อของคุณจูวอนห่วยแตกชะมัดเลยค่ะ แมวที่ไหนชื่อเจ้าเหลืองกันคะ”

อะไรกัน? โกรธเพราะเรื่องเซนส์การตั้งชื่อเหรอ?

คำที่ใช้เรียกผมก็เปลี่ยนจาก ‘พี่’ มาเป็น ‘คุณจูวอน’ กะทันหัน

ตอนนั้นเอง ยอนดูที่อยู่ข้างๆ ก็คว้าตัวผมไว้แน่นแล้วเอ่ยปาก

“ไม่ใช่นะคะ!”

“หืม?”

“พะ… พ่อของหนูไม่ใช่คนห่วยแตกซะหน่อย!”

“ฮ่าๆ ยอนดู ไม่เป็นไรลูก พี่เขาก็แค่ล้อเล่นน่ะ”

ผมที่เริ่มจะงงๆ ก็หันไปพูดกับซอจีฮเยด้วยเสียงเบาๆ

“นี่โกรธเหรอครับ? ผมก็แค่เห็นว่าตัวมันสีเหลืองเลยตั้งชื่อว่าเจ้าเหลืองน่ะ อ๊ะ ถ้างั้นคุณจีฮเยช่วยบอกชื่อที่ตั้งให้หน่อยสิ เดี๋ยวผมจะเปลี่ยนไปเรียกชื่อนั้นแทน”

“ฉะ… ฉันจะไปโกรธทำไมกันล่ะคะ!”

“ถ้าไม่โกรธก็ดีแล้วครับ… ว่าแต่สัปดาห์นี้คงจะยุ่งสินะครับ ไม่เห็นมาเลย”

“…สอบค่ะ”

“อ้อ สอบเสร็จแล้วเหรอครับ งั้น?”

“เสร็จอาทิตย์หน้าค่ะ…”

“อย่างนั้นเหรอครับ คุณจีฮเยนี่ใจดีจริงๆ เลยนะ ขนาดช่วงสอบยังอุตส่าห์เอาอาหารแมวมาให้”

วันนี้แปลกจริงๆ หรือว่าสอบตกยับเลยนะ?

แต่จะให้ถามตรงๆ ว่า ‘สอบตกเหรอครับ?’ ก็คงจะดูไม่ดีเท่าไหร่

ที่สำคัญที่สุดคือตอนนี้มันเสียเวลามามากแล้ว

‘ต้องไปบ้านคุณยายแล้วนี่นา’

ถ้าจะไปให้ทันเวลารถไฟที่จองไว้ก็ต้องรีบแล้ว

สุดท้ายผมก็ต้องเอ่ยปาก

“ไม่ได้เจอกันนานก็อยากจะคุยด้วยอีกหน่อย แต่ขอโทษด้วยนะครับ พอดีผมต้องรีบไปบ้านคุณยายเลยไม่มีเวลาแล้ว”

“ถ้างั้น…”

“ครับ ไว้คุยกันวันหลังนะครับ!”

ผมทิ้งซอจีฮเยไว้ข้างหลังแล้วเดินออกจากพงหญ้า

.

.

.

“ฟู่…”

เพราะรีบมา เลยมาถึงก่อนเวลารถออกได้ทัน

ยังพอมีเวลาเหลืออีกหน่อยก่อนที่รถไฟจะมา

“ยอนดู”

“ฮะ”

“เรารู้ใช่ไหมว่าตอนนี้กำลังจะไปไหนกัน?”

“บ้านคุณยายใจร้าย…”

“ฮ่าๆ ไม่ใช่หรอก คุณยายเป็นคนดีนะ”

ดูเหมือนว่าน้ำเสียงของคุณยายตอนคุยโทรศัพท์จะฝังใจเธอไปในทางลบซะแล้ว

ก็นะ ใครได้ยินก็คงไม่รู้สึกชอบใจกับน้ำเสียงแบบนั้นหรอก

“ยอนดูของพ่อ ในเมื่อจะไปเจอคุณยายแล้ว เรามาเปลี่ยนชุดสวยๆ กันดีไหม? เอาชุดเดรสที่พี่บอมแจให้เป็นของขวัญไง”

“วันพีซคืออะไรเหรอฮะ…?”

“อืม… เสื้อผ้าที่เจ้าหญิงใส่ล่ะมั้ง?”

นั่นมันชุดราตรีหรือเปล่านะ? เอาจริงๆ ผมก็ไม่ค่อยรู้เหมือนกันเลยตอบไปมั่วๆ

โชคดีที่ยอนดูยิ้มหวานแล้วพูดว่า

“ใส่ฮะ! ยอนดูจะใส่ชุดวันพีซ!”

“ฮ่าๆ ได้เลย”

ผมพายอนดูไปที่ห้องน้ำ

แล้วก็หยิบถุงเสื้อผ้าที่เจ้าบอมแจให้มาจากกระเป๋า

ซรึ่ก

ชุดเดรสที่พับไว้อย่างดีก็ปรากฏโฉม

พอคลี่ออกมาดูแล้ว ดีไซน์สวยกว่าตอนที่เห็นผ่านถุงใสๆ เยอะเลย

การตัดเย็บก็ดูเรียบร้อย เหมือนจะเป็นเสื้อผ้าแบรนด์เนมเลยแฮะ

ถ้ายอนดูได้ใส่ชุดนี้ล่ะก็ ต้องน่ารักเป็นบ้าแน่ๆ

แค่ตอนนี้ก็น่ารักอยู่แล้ว ถ้าเกิดน่ารักขึ้นไปอีกจะทำยังไงดีล่ะเนี่ย

‘เอ๊ะ?’

ระหว่างนั้นเอง ก็มีบางอย่างที่ติดอยู่กับชุดห้อยต่องแต่งอยู่

อะไรน่ะ? หรือว่าจะเป็นป้ายราคา?

ผมมองดูโดยไม่ได้คิดอะไร

“เฮือก!”

คำอุทานหลุดออกจากปากโดยไม่รู้ตัว

บนป้ายราคามีเลข 11 เขียนอยู่อย่างชัดเจน

เดี๋ยวนะ บอมแจ ไหนบอกว่าของถูกไง

ถึงจะเทียบกับแบรนด์หรูๆ ไม่ได้ แต่สำหรับผมแล้วมันเป็นเสื้อผ้าที่แพงมากเลยนะ

‘ต้อง… ต้องเอาไปคืนไหม?’

ไม่ได้สิ แบบนั้นไม่ได้

ผมเปิดถุงเสื้อผ้าต่อหน้ายอนดูไปแล้ว และเธอก็กำลังจ้องมองชุดเดรสด้วยแววตาเป็นประกาย

ถ้าเป็นเงินของผมซื้อเองก็คงจะสบายใจกว่านี้

แต่ก็นะ ช่วยไม่ได้แล้ว

‘เรื่องของบอมแจ ไว้วันหลังค่อยหาทางตอบแทนแล้วกัน’

ตอนนี้คงต้องใส่ชุดให้เธอก่อน

ผมรีบใส่ชุดเดรสสีเขียวอ่อนให้ยอนดูทันที

นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ได้ใส่ชุดเดรสให้ใครสักคน เลยอาจจะทุลักทุเลไปบ้าง แต่ก็ใส่ให้ได้สำเร็จ

สมกับที่เป็นลูกชายเจ้าของห้างเสื้อผ้า ไซส์พอดีตัวเป๊ะเลย

หลังจากใส่ชุดให้เสร็จ ผมก็ถอยออกมายืนห่างๆ แล้วมองยอนดู

“โห…”

มันจะเป็นไปได้ยังไงกันเนี่ย? น่ารักจนหาคำพูดมาบรรยายไม่ถูกเลย

ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าสีเขียวอ่อนจะเป็นสีที่สวยงามขนาดนี้

ใบหน้าขาวนวล แก้มอมชมพูราวกับลูกเชอร์รี่ทั้งที่ไม่ได้แต่งแต้มอะไร เส้นผมสีดำยาวสลวย และยิ่งมาเสริมด้วยชุดเดรสสีเขียวอ่อนอีก

สีสันทุกอย่างผสมผสานกันอย่างลงตัว

เหมือนกำลังมองดูภูติตัวน้อย ไม่ใช่คน

“ยอนดู ลองดูกระจกสิ”

“มอง… มองไม่เห็นฮะ… ยอนดูอยู่ไหนเหรอ?”

“คิกๆ”

เพราะความสูงไม่ถึงอ่างล้างหน้า ยอนดูเลยมองไม่เห็นตัวเอง

ภาพที่เธอมองกระจกเปล่าๆ ด้วยความงุนงงทำให้ผมหลุดยิ้มออกมา

“อึ๊บ!”

“กรี๊ดดด..! บิน… บินเหรอฮะ?”

“ฮ่าๆ คราวนี้ไม่ใช่เครื่องบินหรอกน่า มองไปข้างหน้าสิ ยอนดู”

ยอนดูที่อยู่ในอ้อมแขนของผมมองไปที่กระจก

“ว้าว… ยะ… ยอนดูเหรอฮะ?”

“อื้ม ใครดูก็รู้ว่าเป็นยอนดูนี่นา? สวยไหมล่ะ?”

ยอนดูจ้องมองกระจกอย่างเหม่อลอยแล้วพยักหน้า

.

.

.

“ฟู่…”

มัวแต่ตะลึงในความงามของยอนดูจนเกือบจะสาย

โชคดีที่ขึ้นรถไฟได้ทันแบบฉิวเฉียด

“เกือบไปแล้ว ที่นั่งของเรา… นั่งตรงนี้ก็ได้”

“ยอนดูนั่งตรงนี้กับพ่อเหรอฮะ?”

“อื้ม นั่งข้างๆ พ่อนี่แหละ”

“คิๆ”

ยอนดูยิ้มกว้าง

ไม่นานรถไฟก็ออกเดินทาง

“โห… ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้นะ?”

“ตายจริง ดูตอนยิ้มสิ นางฟ้าชัดๆ เลย~”

“โตขึ้นต้องให้เป็นดาราแน่ๆ เลยค่ะ เป็นนักแสดงเด็กก็ต้องดังเปรี้ยงปร้างแน่…”

ถึงขั้นนี้แล้วคงต้องหาหน้ากากมาให้ใส่เดินแล้วมั้ง

รูปลักษณ์ภายนอกของยอนดูดึงดูดความสนใจได้มากกว่าที่ผมคิดไว้เยอะ

ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ตาม

แต่ก็นะ ผมก็ไม่ได้คิดมากอะไรหรอก

‘ในเมื่อที่ผ่านมา ยอนดูมีแต่โดนเกลียดชังมาตลอด’

ตลอดห้าปีที่ต้องอาศัยอยู่กับลุงสารเลวคนนั้น ยอนดูต้องเผชิญกับความเกลียดชังและความเจ็บปวดมาสารพัด

ดังนั้น ผมจึงอยากให้ยอนดูได้รู้

ว่าเธอเป็นคนที่ใครๆ ก็รักได้ ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน

‘ถึงเหตุผลที่ถูกจับตามองจะเป็นเพราะรูปลักษณ์ภายนอกก็เถอะ’

แต่ตอนนี้ผมรู้แล้ว

ว่ารูปลักษณ์ภายนอกเป็นเพียงส่วนหนึ่งของยอนดูเท่านั้น

ยอนดูเป็นเด็กที่น่ารักในตัวของเธอเองอยู่แล้ว

และไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่รู้สึกแบบนั้น

‘เจ้าพวกนั้นก็ด้วย’

ทั้งบอมแจ จูยอน เจ้าดงกอนจอมขี้เล่น และพวกที่เหลือก็รู้ดี

ว่ายอนดูเป็นเด็กที่น่ารักและไร้เดียงสาขนาดไหน

แน่นอนว่าผมก็ไม่ได้จะตัดสินยอนดูด้วยคำพูดแค่คำเดียวหรอก

‘ก็อาจจะมีด้านที่เราไม่เคยเห็นอยู่ก็ได้’

เพราะมีช่วงเวลาที่ต้องอยู่กับลุงคนนั้น ก็อาจจะมีด้านที่ผมไม่เคยเห็นอยู่ก็ได้

และหน้าที่ของผมก็คือการโอบกอดทุกๆ ด้านของเธอนั่นแหละ

หน้าที่ของผมในฐานะพ่อ

“ฮ่าๆ ขอบคุณที่เอ็นดูลูกสาวผมนะครับ”

“ชื่อยอนดูเหรอคะ?”

“ครับ”

“ตายจริง ยอนดูใส่ชุดสีเขียวยอนดูด้วยนะ”

คำพูดของคุณป้าทำให้คนรอบข้างหัวเราะออกมา

ดูเหมือนว่ามุกคุณลุงจะใช้ได้ผลทุกที่จริงๆ

“ยอนดู ต้องนั่งรถไปอีกนานเลยนะ ถ้าง่วงก็นอนได้เลยนะ”

“ค่ะ! แต่ยอนดูยังไม่ง่วงเลย!”

“อื้ม ถ้าง่วงเมื่อไหร่ก็พิงพ่อแล้วนอนนะ”

“ยัง… ยังไม่นอนตอนนี้ แต่พิงได้เหรอฮะ?”

“แน่นอนสิ”

ฟุบ

ยอนดูยิ้มกว้างแล้วเอนศีรษะลงบนท่อนแขนของผม

ถ้าทำแบบนี้เดี๋ยวก็หลับเร็วหรอกน่า แค่เห็นท้ายทอยยังน่ารักเลย ผมหลุดยิ้มออกมา

‘ว่าแต่ว่า…’

จู่ๆ ก็นึกถึงเรื่องเมื่อกี้ขึ้นมา

ทำไมซอจีฮเยถึงได้โกรธกันนะ? ไม่เคยเห็นเธอมีปฏิกิริยาแบบนั้นมาก่อนเลย

ผมค่อยๆ นึกย้อนถึงสถานการณ์ในตอนนั้น

ตอนที่คุณจีฮเยมาถึงครั้งแรก ยอนดูก็พูดขึ้นมาสินะ

‘ข้างหลังพ่อ… มีคนอยู่ฮะ’

เดี๋ยวนะ พ่อ?

จะว่าไปแล้ว ยอนดูก็เรียกผมว่าพ่อ หลังจากนั้นก็ด้วย

หรือว่าจะเข้าใจผิดเรื่องนั้นแล้วก็เลยโกรธ? ไม่สิ ถึงจะอย่างนั้นก็ไม่เข้าใจอยู่ดี

ซอจีฮเยกับผมไม่ได้มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวอะไรกันเลย ถึงจะเข้าใจผิดแบบนั้นก็ไม่ใช่สถานการณ์ที่จะต้องมาโกรธกัน

‘แปลกจัง…’

หรือว่าเธอไม่ได้โกรธ แต่ผมตีความไปเองกันนะ

คิดคนเดียวไปก็คงไม่ได้อะไร ไว้ค่อยหาโอกาสคุยกันน่าจะเร็วกว่า

ถ้ามีโอกาสนะ

ครืด

ตอนนั้นเอง ประตูท้ายขบวนรถไฟก็เปิดออก และมีบางสิ่งที่ดึงดูดสายตาเข้ามา

ครืดๆๆ

เป็นคุณลุงที่ลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่เข้ามา

ผมรู้ได้ทันทีเลยว่าเขามาขายอะไร

‘สมัยนี้ยังมีขายแบบนี้อยู่อีกเหรอ’

ส่วนยอนดู ตกใจจนเงยหน้าขึ้นมา

ผมยิ้มกว้างแล้วเอ่ยปาก

“ยอนดู หิวไหม?

“หิวนิดหน่อยฮะ…”

“อยากกินของที่อร่อยเหาะของจริงจากพ่อไหม?”

“อะ… อร่อยเหาะของจริง…?”

“อื้ม”

ดูเหมือนจะไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร แต่ยอนดูก็พยักหน้า

แต่ก็ช่างเถอะ พอเข้าปากไปเดี๋ยวก็รู้เอง

ว่าอร่อยเหาะของจริงมันเป็นยังไง

ครืดๆ

ตอนที่กระเป๋าเดินทางลากผ่านหน้าไป ผมก็เรียกให้เขาหยุด

“คุณลุงครับ”

“ครับ”

“เอาไข่ต้มหกฟองกับไซเดอร์สองขวดครับ”

“ขอบคุณครับ แต่ไม่รับปลาหมึกแห้งหน่อยเหรอ? อันนี้ก็อร่อยนะ”

“ถ้างั้นอันนั้นเอาแค่หนึ่งตัวครับ”

คุณลุงยิ้มแล้วส่งของที่ผมสั่งให้

“ยอนดู เคยกินไข่ต้มไหม?”

ยอนดูส่ายหน้าไปมาแล้วตอบ

“ไม่เคยกินฮะ อันนั้นเหรอฮะอร่อยเหาะของจริง?”

“อื้ม นี่แหละอร่อยเหาะของจริง”

เวลาที่ต้องนั่งรถไฟนานๆ ไข่ต้มเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย

ถ้าความทรงจำในวัยเด็กของผมถูกต้องล่ะก็ ไข่ต้มที่กินบนรถไฟจะอร่อยกว่าปกติหลายเท่าเลยล่ะ

ป๊อก ป๊อก

เสียงเปลือกไข่แตกดังขึ้นอย่างสดใส

ยอนดูมองดูภาพนั้นด้วยความทึ่ง

ตอนนี้ถึงเวลาที่จะให้ยอนดูได้รู้แล้วว่าอร่อยเหาะของจริงมันเป็นยังไง



ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 11

ตอนถัดไป