บทที่ 12

ป๊อก ป๊อก

เมื่อกะเทาะเปลือกออก เนื้อไข่สีน้ำตาลนวลก็เผยโฉมออกมา

นี่คือไข่ต้มหินภูเขาไฟที่เนื้อจะหนึบกว่าไข่ต้มทั่วไปหลายเท่า

ผมจัดการปอกเปลือกไข่อย่างคล่องแคล่ว

ยอนดูจ้องมองภาพนั้นด้วยแววตาเปี่ยมด้วยความสงสัย

‘เธอจะชอบไหมนะ?’

อันที่จริง ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ผมกินไข่มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว

คนอยู่ตัวคนเดียวส่วนใหญ่มักจะไม่ทำอาหารหรูหราอะไรนัก

เหตุผลแรกคือไม่มีเงิน และเหตุผลที่สองคือขี้เกียจ

สำหรับผมแล้ว ไข่จึงเป็นวัตถุดิบที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง

‘ไข่ดาว, ไข่ม้วน, ข้าวคลุกไข่กับโชยุ, ไข่...’

แค่มีไข่อย่างเดียว ผมก็สามารถรังสรรค์เมนูได้สารพัด

แม้แต่ตอนต้มรามยอนซึ่งเป็นเมนูสิ้นคิดประจำตัวของคนใช้ชีวิตคนเดียว ไข่ก็ยังเป็นวัตถุดิบที่ขาดไม่ได้

บางครั้งถ้าอยากจะพิถีพิถันขึ้นมาหน่อย อย่างมากก็แค่ทำข้าวผัด ซึ่งถ้าโปะไข่ดาวลงไปด้วยก็จะยิ่งอร่อยขึ้นไปอีก

สำหรับผมแล้ว มันแทบจะเป็นอาหารครอบจักรวาลเลยทีเดียว

‘ถึงแม้ว่าช่วงนี้ราคาจะแพงขึ้นจนน่าใจหายก็เถอะ’

ถึงอย่างนั้น ไข่ก็ยังเป็นอาหารที่ผมไม่อาจตัดใจทิ้งได้

หลังจบโชว์ปอกเปลือก ผมก็เอ่ยปากขึ้น

“เสร็จแล้ว! เอ้านี่ ยอนดู”

ผมจิ้มเกลือเล็กน้อยแล้วยื่นไข่ให้ยอนดู

แต่ยอนดูกลับไม่ยอมอ้าปากรับในทันที เธอถามขึ้นก่อน

“แล้วพ่อล่ะฮะ...?”

ทั้งที่สีหน้าบ่งบอกว่าอยากจะกินใจจะขาด แต่การที่เธอนึกถึงผมก่อนมันช่างน่าเอ็นดูเสียจริง

ผมเผลอยิ้มออกมาแล้วพูดว่า

“พ่อกินมาเยอะแล้ว ไม่เป็นไรหรอก ยังเหลืออีกตั้งห้าฟองแน่ะ”

“งั้น... พ่อกินฟองต่อไปนะฮะ?”

“ใช่แล้ว ฟองต่อไปเลย เพราะงั้นยอนดู อ้ำ~”

ในที่สุดยอนดูก็ยอมอ้าปากเล็กๆ ของเธอออก

แต่ในวินาทีนั้นเอง ผมก็นึกสนุกขึ้นมา

ผมยื่นไข่เข้าไปจนเกือบจะถึงปากของยอนดู แล้วก็ดึงกลับออกมาในจังหวะที่เธอกำลังจะงับ

“...เอ๊ะ?”

ชึ้บ

นี่คือสิ่งที่เรียกว่าการแกล้งเล่นกับของกิน

ปากเล็กๆ ของยอนดูขยับตามมือของผมที่เคลื่อนไหว

จากนั้น เหมือนจะรู้ตัวแล้วว่ามีอะไรแปลกๆ ยอนดูจึงเอ่ยปากขึ้น

“พ่อออ...”

“หืม”

“พ่อไม่อยากให้ยอนดูกินของอร่อยเหาะเหรอฮะ...? มันหนีไปเรื่อยเลย...”

แย่ล่ะสิ ดูเหมือนว่ายอนดูจะไม่รู้ว่านี่คือการหยอกเล่น

สีหน้าของเธอสลดลงอย่างเห็นได้ชัด

“ขอโทษนะ พ่อแค่ล้อเล่นน่ะยอนดู เอ้า คราวนี้ให้กินจริงๆ แล้ว”

“จริงเหรอฮะ...?”

“อื้ม จริงสิ”

ยอนดูยิ้มออกมาแล้วอ้าปากรออีกครั้ง

พอเห็นสีหน้าคาดหวังนั่นแล้วก็ชักอยากจะแกล้งอีกรอบ แต่คราวนี้ผมตัดสินใจห้ามใจตัวเองไว้

ง่ำ

ในที่สุดยอนดูก็กัดไข่เข้าไปคำหนึ่ง

เรื่องแค่นี้ทำไมต้องลุ้นด้วยนะ ผมจ้องมองยอนดูด้วยสีหน้าจริงจัง

ยอนดูใช้ปากเล็กกระจิริดเคี้ยวไข่ตุ้ยๆ

ไม่นานหลังจากนั้น กล้ามเนื้อแก้มของเธอก็สั่นระริก ก่อนจะอุทานออกมา

“ว้าว...”

ทำไมแค่กินไข่คำเดียวยังน่ารักได้ขนาดนี้นะ?

มันไม่ใช่ปฏิกิริยาที่เสแสร้ง แต่เป็นความรู้สึกที่ออกมาจากใจจริง

เป็นปฏิกิริยาอันบริสุทธิ์ของคนที่ได้ลิ้มรสไข่ต้มหินภูเขาไฟเป็นครั้งแรกในชีวิต

“เป็นไงบ้าง ยอนดู?”

“อะ... อร่อยฮะ..!”

“อร่อยแค่ไหน?”

ยอนดูวาดแขนทั้งสองข้างเป็นวงกลมที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้อีกครั้ง

ดูเหมือนว่านี่จะเป็นการแสดงออกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยอนดูแล้ว

“ยอนดู”

“ค่ะ”

“เวลาแบบนี้ ต้องพูดว่าเท่าฟ้าเท่าดิน”

“เท่าฟ้าเท่าดิน...?”

“ใช่แล้ว”

ยอนดูที่กลืนไข่คำเมื่อครู่ลงท้องไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ กำลังจ้องมองไปที่ไหนสักแห่งตาไม่กะพริบ

ที่นั่นก็คือมือของผมนั่นเอง ถ้าจะให้พูดให้ถูกก็คือไข่ส่วนที่เหลือในมือผมนั่นแหละ

“เอ้า ยอนดู คราวนี้ลองถือแล้วกินเองนะ จิ้มเกลือตรงนี้กินได้เลย”

“ค่ะ!”

ถึงใจหนึ่งจะอยากป้อนเธอต่อ แต่ก็มีเรื่องที่สำคัญกว่านั้น

ติ๊ง

นั่นคือการบันทึกภาพนี้เก็บไว้ในวิดีโอ

ผมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายคลิปยอนดูตอนกำลังกินไข่

พอได้ถ่ายดูแล้วก็รู้สึกได้อย่างหนึ่ง ดูเหมือนว่าเวลาที่ยอนดูได้กินของอร่อย แก้มของเธอจะสั่นระริกเลยแฮะ

ตอนนั้นเอง ยอนดูก็หยุดกินกะทันหันแล้วหันมามองผม

“พ่อออ!”

“ว่าไง ยอนดู”

“คิกๆ ของอร่อยเหาะ อร่อยจริงๆ ฮะ!”

ยอนดูชูไข่ขึ้นมาแล้วยิ้มขยิบตาให้

ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูดเลย น่ารักของจริง

ผมรู้สึกว่าต้องถ่ายคลิปนี้เก็บไว้ให้ได้

ฉู่...

ผมเปิดกระป๋องไซเดอร์แล้วยื่นให้ยอนดู

นี่เป็นแค่การคาดเดาของผมนะ แต่ดูเหมือนว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่ยอนดูได้ดื่มไซเดอร์เหมือนกัน

“เดี๋ยวก็ติดคอหรอก ยอนดู เวลาแบบนี้ต้องจิบเจ้านี่นิดหน่อยแล้วค่อยกินต่อนะ”

“พ่อฮะ อันนี้ก็เป็นของอร่อยเหาะเหมือนกันเหรอฮะ?”

“อืม... ก็เป็นของอร่อยเหาะในอีกความหมายหนึ่งน่ะนะ แต่ลองกินดูก่อนสิ”

“ค่ะ!”

พอได้ยินคำว่าของอร่อยเหาะ ยอนดูก็ยกไซเดอร์ขึ้นดื่มทันที

ฉิบหายแล้ว เพิ่งจะเปิดกระป๋องแท้ๆ ดันดื่มเข้าไปแบบนั้น

ก็บอกแล้วไงว่าให้จิบแค่นิดเดียว

แค่กๆ

และก็เป็นไปตามคาด ยอนดูกระทืบเท้าไปมาแล้วก็สำลักออกมา

“มะ... ไม่เป็นไรนะ?”

“อะ... อะ...”

เธอพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ดูเหมือนจะไม่มีเสียงออกมา

หลังจากไออยู่หลายครั้ง ในที่สุดยอนดูก็มองมาที่ผมแล้วเอ่ยปาก

“ไม่เห็นจะอร่อยเหาะเลย! อันนี้อ่ะ!”

“ฮ่าๆ ยอนดู อันนั้นต้องค่อยๆ กินถึงจะอร่อยเหาะต่างหากล่ะ ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะยอนดูกินเข้าไปเยอะเกินไปไง”

...

“...ค่อยๆ เหรอฮะ?”

“ใช่แล้ว ค่อยๆ กิน”

คงจะตกใจมากสินะ ยอนดูลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือไปจับกระป๋องไซเดอร์

และคราวนี้เธอก็ค่อยๆ จิบอย่างระมัดระวัง

สีหน้าของยอนดูเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

“ว้าว... อร่อย...”

“ฮ่าๆ อร่อยใช่ไหมล่ะ?”

ยอนดูชี้มาที่คอของตัวเองแล้วพูดว่า

“ค่ะ มันจี๊ดๆ ตรงนี้ค่ะ”

“พ่อบอกแล้วไง ว่าพ่อไม่โกหกหรอก”

“ยอนดูผิดไปแล้วฮะ...”

“หืม? จู่ๆ ก็พูดอะไรน่ะ?”

“ก็เมื่อกี้บอกว่าไม่อร่อยเหาะ...”

“ฮ่าๆ ไม่หรอก พ่อต่างหากที่ผิดเอง ที่ไม่ได้อธิบายให้ดีๆ”

หลังจากนั้น ยอนดูก็กินไข่ต่ออย่างเอร็ดอร่อยไปอีกถึงสามฟอง

แถมยังดื่มไซเดอร์จนหมดกระป๋อง ก่อนจะผล็อยหลับไป

แน่นอนว่าหมอนของเธอก็คือแขนของผมนั่นเอง

“ฮึฮึ”

ผมรู้สึกได้เลยว่าตัวเองยิ้มบ่อยขึ้นมากหลังจากที่ได้เจอกับยอนดู

“คุณยายให้มารับครับ”

“อ้อ ขอบคุณมากครับ ลำบากคุณเปล่าๆ เลย”

“ไม่เป็นไรครับ คุณคือหลานชายของคุณยายมินใช่ไหมครับ?”

“ใช่ครับ”

“เชิญขึ้นรถได้เลยครับ”

เพราะมาถึงตอนกลางคืนแล้ว เลยจำเป็นต้องมีรถมารับ

ก็เพราะว่าบ้านที่คุณยายอาศัยอยู่มันคือบ้านนอกคอกนาของจริงเลยน่ะสิ

เท่าที่จำได้ ต้องวิ่งเข้าไปตามถนนที่ยังไม่ได้ราดยางอีกตั้งไกล

ผู้ชายคนนี้คือคนที่คุณยายส่งมารับผมที่เดินทางมาคนเดียว

ดูจากอายุแล้วน่าจะประมาณสามสิบกลางๆ ถึงปลายๆ

บรื๋น

รถเริ่มเคลื่อนตัวออกไป

เพราะรู้สึกเกร็งๆ ผมเลยชวนคุยขึ้นมา

“ไม่ทราบว่าคุณกับคุณยายของผมเป็นอะไรกันเหรอครับ...”

“ก็แค่เพื่อนบ้านที่รู้จักกันมานานครับ ผมเกิดแล้วก็โตที่นี่มาตลอด”

ไม่ได้โกรธอยู่ใช่ไหมนะ? น้ำเสียงของเขาห้วนน่าดูเลย

“อ๋อครับ ฮ่าๆ คุณยายของผมท่านค่อนข้างจะแข็งๆ หน่อยนะครับ คงจะรับมือลำบากน่าดูเลยใช่ไหมครับ?”

“ถึงอย่างนั้นท่านก็เป็นคนดีครับ”

ถึงอย่างนั้นเหรอ แสดงว่าไม่ปฏิเสธสินะ

เผลอแป๊บเดียวกลายเป็นว่าผมนินทาคุณยายไปซะแล้ว

ตอนนั้นเอง ชายคนนั้นก็พูดขึ้นมา

“ผมเคยเห็นคุณตอนเป็นเด็กทารกด้วยนะ”

“ใครนะครับ? ผมเหรอครับ?”

“ใช่ครับ พ่อแม่คุณเคยพามา”

“อ้อ... ตอนนั้นแม่ของผมก็มาด้วยเหรอครับ?”

“ใช่ครับ”

“ถ้างั้นตอนนั้นผมก็ยังเป็นทารกแรกเกิดเลยสินะครับ”

“เท่าที่จำได้ก็ประมาณนั้นครับ”

“...”

เมื่อเห็นผมที่พูดไม่ออก เขาก็พูดต่อ

“คุณยายมินเอ็นดูคุณมากเลยนะ”

ผมอดที่จะถามคำถามเดิมซ้ำไม่ได้

“ผมเหรอครับ?”

“ใช่ครับ ขนาดขาไม่ดี ยังอุ้มคุณไปทั่วทั้งวันเลย คอยอวดชาวบ้านไปทั่วว่าหลานชายน่ารัก”

เป็นไปไม่ได้ คุณยายไม่มีทางทำแบบนั้นแน่

อ้อ หรือว่าจะเป็นเพราะตอนนั้นแม่ยังไม่เสีย ผมเลยได้รับความเอ็นดูงั้นเหรอ?

พอคิดแบบนั้น ในใจก็รู้สึกขมขื่นขึ้นมา

ที่แท้เหตุผลที่ผมโดนเกลียดก็เพราะการตายของแม่จริงๆ สินะ

ว่าไปแล้ว เรื่องนี้มันก็น่าตกใจจริงๆ นั่นแหละที่คุณยายเคยอวดผมไปทั่ว

ผมนึกภาพนั้นไม่ออกเลยแม้แต่น้อย

ชายคนนั้นยังคงพูดด้วยน้ำเสียงห้วนๆ เหมือนเดิม

“รู้สึกแปลกใหม่ดีนะครับ”

“ครับ?”

“ที่ได้เห็นหลานชายของคุณยายมินที่เคยเป็นแค่ทารก กลับมาพร้อมกับลูกสาวที่น่ารักขนาดนี้ ว่าไปแล้ว ตอนนั้นผมก็เพิ่งจะสิบขวบเอง”

ถ้าตอนนั้นเขาอายุสิบขวบ ก็แสดงว่าผู้ชายคนนี้น่าจะอายุสามสิบกลางๆ อย่างที่ผมคิดไว้จริงๆ

ดูเหมือนว่าเขาจะไม่รู้เรื่องราวของยอนดูสินะ

เอี๊ยด

“ถึงแล้วครับ ลงได้เลย”

“ขอบคุณที่มาส่งนะครับ ยอนดู ทักทายคุณลุงสิลูก”

ยอนดูที่ตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ตอบกลับมาอย่างสดใส

“ค่ะ พ่อ! ขอบคุณค่ะ คุณลุง!”

“อืม”

ผมเผลอยิ้มออกมา

ถึงจะเป็นคำตอบที่ห้วนๆ เหมือนเดิม แต่ผมก็เห็นได้อย่างชัดเจน

ตอนที่เขาตอบว่า ‘อืม’ มุมปากของคุณลุงก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม

ตุ้บ

ทันทีที่ลงจากรถ กลิ่นอายของบ้านนอกที่คุ้นเคยก็ปะทะเข้าจมูก

และเบื้องหน้าของผมก็คือบ้านของคุณยาย

“พอลงมาแล้วก็นึกออกเลยแฮะ”

สภาพของบ้านยังคงเหมือนเดิมกับตอนที่ผมมากับพ่อไม่มีผิด

ถึงจะจำไม่ได้ว่าเคยเจอคุณลุงคนนี้ก็เถอะ

“ยอนดู ลองสูดหายใจเข้าลึกๆ สิ เป็นอากาศดีต่อสุขภาพนะ”

“ค่ะ ฮืบ..!”

“เป็นไงบ้าง?”

“ตัวเย็นเจี๊ยบเลยฮะ!”

ยอนดูไม่เคยให้คำตอบที่ผมคาดเดาได้เลยจริงๆ

ควรจะพูดว่าเธอถ่ายทอดความรู้สึกออกมาตามที่สัมผัสได้จริงๆ สินะ

ระหว่างนั้น คุณลุงก็เปิดประตูบ้านของคุณยาย

“ผมพามาส่งแล้วครับ คุณยาย”

ไม่ได้เจอคุณยายตัวเป็นๆ นานแค่ไหนแล้วนะ

ในที่สุดคุณยายก็เดินออกมาจากประตู

เพราะมันมืด เลยมองหน้าไม่ค่อยชัดเท่าไหร่

“ขอบใจนะ กลับไปได้แล้ว”

ดูเหมือนว่าน้ำเสียงแข็งกระด้างนั่นจะยังคงเหมือนเดิม

คุณลุงทำเหมือนเป็นเรื่องคุ้นเคย ขับรถจากไปโดยไม่พูดอะไร

“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ คุณยาย”

“กล้าพูดนะ ไอ้หลานชายตัวดี ไม่เคยโผล่หัวมาให้เห็นเลยสักครั้ง”

“ก็ผมนึกว่าคุณยายจะไม่อยากเจอผมนี่ครับ”

“...เออออ ไอ้โจแดแซ็กกี”

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว คราวนี้ต้องถามให้ได้เลย

ว่าไอ้โจแดแซ็กกีมันแปลว่าอะไรกันแน่

“เข้ามาได้แล้ว”

“ครับ”

ขณะที่กำลังจะเข้าไป ยอนดูก็คว้าชายเสื้อของผมไว้

“ไม่ชอบคุณยาย...”

เมื่อได้ยินคำพูดนั้น คุณยายก็หันขวับมาทันที

ยอนดูตกใจจนตัวสั่นระริก

“ไอ้ตัวกะเปี๊ยกนี่ เกลียดใครเป็นด้วยเหรอ?”

ยอนดูคงจะกลัวจนต้องไปหลบอยู่ข้างหลังผม

ผมถอนหายใจออกมาแล้วพูดว่า

“ก็ช่วยพูดจาอ่อนโยนหน่อยสิครับ มาถึงก็เรียกโจแดแซ็กกีอะไรนั่น เด็กก็ต้องกลัวเป็นธรรมดาสิครับ”

“ให้ตายสิ ก็เรียกโจแดแซ็กกีว่าโจแดแซ็กกีแล้วมันผิดตรงไหน?”

“เอาอีกแล้ว ตอนผมเด็กๆ คุณยายยังอุ้มผมไปอวดชาวบ้านอยู่เลยไม่ใช่เหรอครับ”

ตอนนั้นเอง ผมก็ได้ยินเสียงลนลานของคุณยายเป็นครั้งแรกในชีวิต

“...อะไรนะ?”

“คุณลุงที่มาส่งผมเมื่อกี้เล่าให้ฟังครับ ว่าคุณยายเอ็นดูผมมากขนาดไหน”

“ไอ้คนปากมากนั่นพูดจาไร้สาระ... หุบปากแล้วเข้ามาได้แล้ว!”

“ครับ ครับ”

ดูจากปฏิกิริยาแล้ว เรื่องที่ท่านเคยเอ็นดูผมคงจะเป็นความจริงสินะ

โชคดีที่ผมจี้ถูกจุดพอดี ต่อไปนี้พอมีโอกาสต้องเอามาพูดให้ท่านเสียหลักบ่อยๆ ซะแล้ว

ผมกระซิบกับยอนดู

“ยอนดู เข้าไปด้วยกันนะ ไม่ต้องห่วงหรอก พ่อแข็งแรงกว่าคุณยายอีก”

แน่นอนว่าผมไม่ได้คิดจะอกตัญญูหรอกนะ

ที่พูดไปก็เพื่อทำให้ยอนดูสบายใจขึ้นเท่านั้นเอง

“เข้าใจแล้วฮะ...”

ยอนดูจับมือผมไว้แน่นแล้วก้าวเท้าเข้ามา

“นอนห้องนี้นะ”

“แล้วคุณยายล่ะครับ?”

“ห้องมันเหลือเฟือโว้ย”

ก็แหงล่ะ เดิมทีบ้านหลังนี้เคยอยู่กันหลายคน แต่ตอนนี้ท่านอยู่คนเดียวนี่นา

“ผมมีเรื่องจะคุยด้วยเหมือนกันครับ... แต่ดึกแล้ว เอาไว้พรุ่งนี้แล้วกันนะครับ”

“ถ้าพูดจาไร้สาระล่ะก็เจอดีแน่”

ผมสะดุ้งแล้วพูดว่า

“ยังไม่ทันได้ฟังเลยก็หาว่าไร้สาระแล้วเหรอครับ!”

“กล้าขึ้นเสียงกับยายเรอะ! ไอ้โจแดแซ็กกี!”

เพียะ!

“อ๊าก!”

ใช่แล้ว... ฝ่ามือของคุณยายก็หนักใช่ย่อยนี่นา

จำได้ว่าเมื่อก่อนถ้าทำอะไรไม่ถูกใจ ท่านก็จะเขกหัวผมแบบนี้แหละ

ยอนดูที่หลบอยู่ข้างหลังผมตะโกนขึ้น

“อย่ามาตีพ่อของหนูนะ! คุณยายใจร้าย..!”

“ไอ้ตัวจ้อยนี่”

“ยะ... ยอนดูไม่ชอบคุณยาย!”

“แล้วแกคิดว่าฉันชอบแกรึไง?”

เป็นไปตามที่คาดไว้ไม่มีผิด

การพบกันครั้งแรกระหว่างคุณยายกับยอนดู มันเลวร้ายที่สุดจริงๆ

วันแรกที่บ้านนอกผ่านพ้นไปอย่างทุลักทุเล

ตอนที่ผมตื่นขึ้นมา ยอนดูก็ตื่นอยู่ก่อนแล้ว

‘ทำอะไรอยู่น่ะ?’

เธอกำลังแอบมองออกไปข้างนอกผ่านรอยแยกของประตู ผมไม่เข้าใจเลยว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่

ผมค่อยๆ ลุกขึ้นไปดูว่ายอนดูกำลังมองอะไรอยู่

‘...คุณยาย?’

ยอนดูกำลังมองคุณยายผ่านรอยแยกของประตูนั่นเอง

ดูเหมือนว่าคุณยายกำลังทำอาหารเช้าอยู่

แย่ล่ะสิ กะว่าจะรีบตื่นมาทำอาหารเช้าทำคะแนนซะหน่อย

ว่าแต่ทำไมยอนดูถึงทำแบบนั้นกันนะ?

นอกจากจะถาม ก็ไม่มีทางอื่นที่จะรู้ได้แล้ว

“ทำอะไรอยู่เหรอยอนดู?”

“ฮึ้ย!”

ตุ้บ

ยอนดูตกใจเสียงของผมจนล้มก้นจ้ำเบ้า

จากนั้นเธอก็รีบลุกขึ้นมาแล้วเอานิ้วชี้มาแตะที่ริมฝีปากของผม

“ชู่ว...”

“เอ๊ะ? หรือว่าฉี่ราดเหรอ?”

ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะก็หายนะของจริงเลย

โชคดีที่ยอนดูส่ายหน้าไปมาแล้วตอบว่า

“เดี๋ยวคุณยายก็มาตีพ่ออีกหรอก ยอนดูจะไม่ยอมให้ตีแล้ว..!”

“ฟืด... ไม่ต้องห่วงนะยอนดู พ่อไม่เจ็บเลยสักนิด”

ดูเหมือนว่าเรื่องที่ผมโดนตีเมื่อวานจะทำให้เธอเป็นกังวลมากสินะ

ถึงขนาดต้องตื่นมาคอยสอดส่องให้ตั้งแต่เช้าเลย

ตอนนั้นเอง ประตูก็ถูกกระชากเปิดออก

อึก

ยอนดูตกใจจนสะอึก

“ตื่นแล้วก็รีบไสหัวออกมาสิ มัวทำอะไรกันอยู่! มาซะ มาซัดข้าวได้แล้ว!”

และแล้ว มื้อเช้าที่เหมือนนั่งอยู่บนลานน้ำแข็งก็ได้เริ่มต้นขึ้น

อืม ถึงบรรยากาศจะไม่ค่อยดี แต่กับข้าวอร่อยมาก

โดยพื้นฐานแล้วอาหารส่วนใหญ่จะมีรสชาติของเครื่องดองเป็นหลัก แต่ก็มีรสกลมกล่อมที่กระตุ้นต่อมรับรสได้ดี

ถ้าแม่ยังมีชีวิตอยู่ ผมก็คงจะได้กินอาหารรสชาติแบบนี้มาตั้งแต่เด็กสินะ

ยอนดูก็เหลือบมองคุณยายเป็นระยะๆ ขณะที่กินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย

“เอ้านี่ ยอนดู กินกับข้าวนะ”

ผมแกะเนื้อปลาแล้ววางลงบนช้อนของยอนดู

“ขอบคุณฮะ!”

คุณยายมองภาพนั้นแล้วก็พูดแขวะขึ้นมา

“ดูดีนี่ ไม่สนใจยายแก่คนนี้เลย เอาแต่ดูแลไอ้ตัวกะเปี๊ยกนั่น”

“ทานเยอะๆ นะครับ คุณยาย”

“ไม่ต้องโว้ย!”

“แต่อร่อยจริงๆ นะครับ”

“หึ”

จากนั้นคุณยายก็พูดกับผม

“แล้ว... เมื่อวานแกจะพูดอะไร”

ความอยากอาหารของผมหายวับไปในทันที

มันไม่ใช่เรื่องที่จะพูดออกมาได้ง่ายๆ เลย

ผมเอ่ยปากขึ้นอย่างระมัดระวัง

“มันใกล้เคียงกับคำขอร้องมากกว่าครับ”

“แล้วมันคืออะไรล่ะ”

อันที่จริง ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ผมได้ลองหาข้อมูลหลายๆ อย่างเพื่อที่จะได้เป็นผู้ปกครองของยอนดู

เงินสนับสนุนจากรัฐบาลที่จะได้รับเมื่อต้องเลี้ยงดูยอนดู

ในความเป็นจริงแล้ว ผมต้องการมันมาก

คุณน้ากับแม่แท้ๆ ของยอนดูไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

นั่นหมายความว่าชื่อของยอนดูไม่ได้อยู่ในทะเบียนบ้านของฝั่งแม่ผม

ซึ่งก็หมายความว่าตามกฎหมายแล้ว ผมกับยอนดูไม่ได้เป็นญาติกันเลย

‘แต่ว่า’

ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน ผมก็ไม่สามารถเป็นผู้ปกครองของยอนดูตามกฎหมายได้

วิธีเดียวที่จะเป็นผู้ปกครองได้ก็คือการรับยอนดูเป็นลูกบุญธรรม

ทว่า ผมกลับไม่มีคุณสมบัติพอที่จะทำแบบนั้นได้เลย

‘ผู้ชายโสดที่จะรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมได้ต้องมีอายุสามสิบห้าปีขึ้นไป’

ผมอายุน้อยกว่านั้นถึงสิบปี

แน่นอนว่ามันก็มีวิธีที่คนอายุยี่สิบห้าจะรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมได้เหมือนกัน

ถ้ามีคู่สมรสก็สามารถทำได้ แต่ต้องมีทรัพย์สินเพียงพอที่จะเลี้ยงดูเด็กได้

คนถังแตกอย่างผมไม่มีทางมีคุณสมบัติพอกับเงื่อนไขนั้นได้เลย อีกอย่าง ก็ไม่มีผู้หญิงที่ไหนจะมาแต่งงานกับคนไร้ความสามารถอย่างผมหรอก

สรุปคือ ผมไม่มีทางที่จะเป็นผู้ปกครองของยอนดูได้เลย

‘ระหว่างที่กำลังสิ้นหวังอยู่นั้น ผมก็นึกขึ้นมาได้’

คนคนนั้นก็คือคุณยายมินฮงอิม

คุณยายอายุหกสิบสี่ปี ซึ่งถือว่ายังไม่มาก

ท่านคลอดแม่ของผมตอนที่ยังสาวมากๆ และแม่ของผมก็คลอดผมตอนที่ยังสาวมากๆ เช่นกัน

‘ห่างกับยอนดู 59 ปี’

ยิ่งไปกว่านั้น ท่านยังมีทรัพย์สินอยู่พอสมควรจึงมีคุณสมบัติพอที่จะรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมได้

นี่มันหมายความว่าอะไรน่ะเหรอ? ก็หมายความว่าผมกำลังจะขอร้องคุณยายนั่นเอง

ให้ท่านรับยอนดูเป็นลูกบุญธรรม

‘ฉันรู้ดี’

ผมรู้ดีว่านี่เป็นคำขอร้องที่ยากลำบากขนาดไหน

แต่ถ้าจะให้ผมเลี้ยงดูยอนดูด้วยความสามารถของตัวเองแล้วล่ะก็ มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น

‘พูดง่ายๆ ก็คือ’

ให้คุณยายเป็นผู้ปกครองตามกฎหมาย แล้วให้ผมเป็นคนเลี้ยงดูยอนดู

ถึงทำแบบนั้นแล้วลำดับญาติมันจะยุ่งเหยิงไปหน่อย แต่ผมก็จะสามารถเลี้ยงดูยอนดูโดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลได้

ผมกำหมัดแน่น รวบรวมความกล้าแล้วเอ่ยปากขึ้น

“คุณยายครับ... ช่วยรับยอนดูเป็นลูกบุญธรรมทีนะครับ”



ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 12

ตอนถัดไป