บทที่ 13

“คุณยายครับ… ช่วยรับยอนดูเป็นลูกบุญธรรมทีนะครับ”

“…ว่าไงนะ?”

ผมรู้สึกได้เลยว่าสีหน้าของคุณยายเปลี่ยนเป็นเย็นชาในทันที

แค่เห็นสีหน้าก็รู้แล้วว่าท่านคงอยากจะสาดคำด่าใส่ผมใจจะขาด

“จะให้ยายรับเลี้ยงไอ้ตัวกะเปี๊ยกนี่น่ะเหรอ?”

“ผมรู้ครับว่าเป็นคำขอร้องที่ยากลำบาก และผมก็รู้ว่าคุณยายไม่ได้ชอบผมถึงขนาดที่จะยอมทำเรื่องแบบนี้ให้… แต่ถึงอย่างนั้น… ผมก็ขอร้องล่ะครับ”

ผมอธิบายรายละเอียดต่างๆ ต่อไป

ทั้งเรื่องที่คุณยายมีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรม

ทั้งเรื่องที่ผมไม่สามารถเลี้ยงดูยอนดูในสภาพการณ์แบบนี้ต่อไปได้

และเรื่องของสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ผมจะได้รับหากดำเนินการเรื่องรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมสำเร็จ

น่าแปลกที่คุณยายยอมฟังเรื่องราวทั้งหมดโดยไม่พูดแทรกเลยแม้แต่คำเดียว

‘ต้องพูดต่อ’

ถ้าหยุดพูดกลางคันแค่นี้ คงไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการแน่

ต่อให้สุดท้ายจะโดนปฏิเสธ ก็ต้องพูดออกไปให้หมด จะได้ไม่มาเสียใจทีหลัง

พอคิดแบบนั้น เรื่องราวในวันนั้นก็พลั่งพรูออกมาจากปากผม

“ไม่รู้ว่าคุณยายจะทราบหรือเปล่านะครับ… แต่ที่นั่นไม่มีใครเลยแม้แต่คนเดียว”

“ตอนที่ผมไปงานศพของคุณน้า ไม่มีใครเลยสักคนที่จะนึกถึงความรู้สึกของยอนดู แน่นอนว่าผมก็พอจะเข้าใจเหตุผลของพวกญาติๆ อยู่หรอกครับ… ไม่สิ ผมไม่เข้าใจเลย ทำไมถึงได้…”

ทำไมถึงได้เห็นแก่ตัวกันขนาดนี้… ผมเกือบจะหลุดปากพูดออกไป แต่ก็ยั้งไว้ทัน

เพราะมัวแต่พล่ามไม่หยุด ผมเลยลืมไปชั่วขณะว่าคนเหล่านั้นคือลูกแท้ๆ ของคุณยาย

การที่พ่อแม่ต้องมาได้ยินคนอื่นพูดถึงลูกตัวเองในแง่ไม่ดีแบบนี้ คงเป็นเรื่องที่น่าเจ็บปวดน่าดู

ถึงแม้ว่าทั้งหมดนั่นจะเป็นเรื่องจริงก็ตาม

‘แถมยัง…’

ผมยังเผลอทำให้ยอนดูต้องนึกถึงเรื่องราวในวันนั้นขึ้นมาอีกจนได้

นี่เป็นข้อเสียของผมที่ต้องแก้ไข การทำอะไรหุนหันพลันแล่นแบบนี้

สิ่งที่ผมควรจะพูดตอนนี้ คือเรื่องที่เป็นแก่นแท้มากกว่าเรื่องพวกนั้นต่างหาก

“ผมอยากจะเลี้ยงดูยอนดูในสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดเท่าที่ความสามารถของผมจะเอื้ออำนวยครับ และการที่จะทำแบบนั้นได้… ผมต้องการความช่วยเหลือจากคุณยายครับ”

แน่นอนว่าสิ่งที่ผมต้องการจากคุณยายไม่ใช่เงินทอง

แค่ท่านยอมดำเนินการเรื่องรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมให้ก็เพียงพอแล้ว

‘เราเป็นคนก่อเรื่องเอง’

ไม่สำคัญว่ามันจะมีเหตุผลอะไรอยู่เบื้องหลัง

เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่ตัดสินใจพายอนดูออกมาจากงานศพก็คือผมเอง

ในเมื่อมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจของผม ผมก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด

และเงื่อนไขขั้นต่ำที่สุดที่จะทำเรื่องนั้นได้ ก็คือคุณสมบัติของ ‘ผู้ปกครอง’ นั่นเอง

“พ่อจ๋า…”

ทันทีที่คุณยายกำลังจะเอ่ยปากตอบผม ยอนดูก็พูดขึ้น

เธอมองผมด้วยสีหน้ากังวลแล้วพูดต่อ

“อิบ-ยัง… คืออะไรเหรอฮะ…?”

“อ้อ คือ… อิบ-ยัง หรือการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมเนี่ย มันหมายถึงการเป็นพ่อแม่กันตามกฎหมายน่ะ…”

ทันใดนั้น ยอนดูก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้แล้วพูดว่า

“พ่อบอกว่าจะอยู่ด้วยกังกับยอนดูไม่ใช่เหรอฮะ… ยอนดูไม่อยากอยู่กับคุณยายนะฮะ…”

ดูเหมือนว่าเธอจะเข้าใจผิดไปไกลแล้ว

แต่ก็นะ มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อนเกินกว่าที่เด็กอย่างยอนดูจะเข้าใจได้ การเข้าใจผิดจึงเป็นเรื่องธรรมดา

ผมรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธ

“ไม่ใช่แบบนั้นนะยอนดู! ถ้าคุณยายรับยอนดูเป็นลูกบุญธรรม พ่อกับยอนดูก็จะได้อยู่ด้วยกันตลอดไปไงล่ะ เพราะอย่างนั้นพ่อถึงได้…”

เอ๊ะ? นี่ฉันพูดบ้าอะไรออกไปวะเนี่ย

ถ้าพูดแบบนี้ มันก็เหมือนกับกำลังบอกว่า ‘ถ้าคุณยายไม่รับเลี้ยง เราก็จะไม่ได้อยู่ด้วยกัน’ น่ะสิ

สงสัยจะลนลานจนพูดผิดพูดถูกไปหมด

ทั้งที่ต่อให้คุณยายไม่ยอมรับเลี้ยง ผมก็ไม่เคยคิดจะแยกจากยอนดูเลยแม้แต่วินาทีเดียว

“ชิ”

คุณยายมองผมที่กำลังพูดจาติดๆ ขัดๆ แล้วก็เดาะลิ้นอย่างไม่สบอารมณ์

เห็นทีต้องรีบอธิบายใหม่แล้ว

“ยอนดู คือเมื่อกี้น่ะ…”

ตอนนั้นเอง ยอนดูก็เดินทั้งน้ำตาตรงไปที่คุณยาย

แล้วจู่ๆ เธอก็โผเข้ากอดท่าน

‘เอ๊ะ?’

ทั้งที่ระแวงแล้วก็กลัวคุณยายขนาดนั้น จู่ๆ ถึงเข้าไปกอดเนี่ยนะ?

หรือว่าเธอจะผิดหวังกับคำพูดพลาดๆ ของผมเมื่อกี้?

ก็เลยเปลี่ยนใจอยากจะไปอยู่กับคุณยายแทนงั้นเหรอ?

เดี๋ยวก่อนนะ… คราวนี้ดูเหมือนผมเองนี่แหละที่จะร้องไห้

“อะไร… อะไรของแก?”

ดูเหมือนคุณยายจะตกใจยิ่งกว่าผมเสียอีก

ก็คงจะตกใจเป็นธรรมดานั่นแหละ ก็เมื่อกี้นี้ยังเอาแต่คอยชำเลืองมองอยู่ห่างๆ แต่จู่ๆ ก็วิ่งเข้ามากอดซะอย่างนั้น

ยอนดูกอดคุณยายไว้แน่นพลางสะอื้นฮักๆ

“คุณยายฮะ…”

“อะไร”

“ช่วยรับยอนดูเป็นลูกบุญธรรมทีนะฮะ…”

ทันทีที่ตระหนักว่าการคาดเดาของตัวเองเป็นจริง ผมก็เริ่มรู้สึกเศร้าขึ้นมา แต่แล้วคำพูดประโยคถัดมาของยอนดูก็ดังขึ้น

“ยอนดู… อยากอยู่ด้วยกังกับพ่อฮะ… เพราะงั้น… ช่วยรับยอนดูเป็นลูกบุญธรรมทีนะฮะ…”

“ยอนดู…”

ความรู้สึกตื้นตันพลันจุกขึ้นมาที่อก

เหตุผลที่ยอนดูยอมเดินเข้าไปกอดคุณยายที่เธอไม่ชอบหน้า… ก็เป็นเพราะผมคนเดียว

‘เพราะไม่อยากแยกจากเรา’

พอได้ยินว่าวิธีที่จะไม่ทำให้เราต้องแยกจากกันคือการรับเลี้ยงบุธรรม เธอถึงได้ทำแบบนั้น

สำหรับยอนดูแล้ว ผมเป็นคนสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ?

พอคิดแบบนั้น น้ำตาก็พาลจะไหลออกมา

“ออกไปห่างๆ เลยนะ!”

พรึ่บ

ทว่าคุณยายกลับผลักยอนดูออก

ดูเหมือนว่าคำพูดของยอนดูจะทำให้ท่านหมดอารมณ์

“คุณยาย…”

แต่ยอนดูก็ยังคงเดินเข้าไปเกาะติดคุณยายอีกครั้ง

ผมไม่อาจทนดูอยู่เฉยๆ ได้อีกต่อไป

ขณะที่ผมกำลังจะเดินเข้าไปพายอนดูออกมา คุณยายก็เอ่ยปากขึ้น

“เออๆ รู้แล้วน่า! ออกไปห่างๆ ได้แล้ว”

คำพูดนั้นทำให้ผมเบิกตากว้าง

“คุณยายครับ เมื่อกี้พูดว่า…”

“บอกว่าจะรับเลี้ยงให้! เอาเด็กนี่ออกไปห่างๆ สิวะ!”

“จริงเหรอครับ?”

“คราวหน้าถ้าแกบอกว่าเลี้ยงไม่ไหวแล้วเอามาคืนล่ะก็… เดี๋ยวจะหักขาทิ้งซะเลย”

เมื่อนั้นเอง ยอนดูถึงได้ยิ้มออกมาแล้ววิ่งเข้ามากอดผม

อาจจะเพราะเพิ่งหยุดร้องไห้ ในดวงตาของเธอจึงยังคงมีน้ำตาคลออยู่

เขาว่ากันว่าร้องไห้แล้วหัวเราะ ตูดจะงอกเป็นเขานะ… ดูท่าพ่อลูกคู่นี้จะได้มีเขาที่ตูดงอกออกมาพร้อมกันซะแล้ว

“ให้ไปตักน้ำแร่เหรอครับ?”

“ก็ได้ยินแล้วจะถามซ้ำทำไมอีก?”

“เดี๋ยวก่อนสิครับคุณยาย ไม่ได้ดูข่าวเลยเหรอครับ?”

“จู่ๆ มาพูดเรื่องข่าวอะไรของแก?”

“เขาว่ากันว่าน้ำแร่สมัยนี้น่ะมันไม่ใช่น้ำแร่แล้ว แต่เป็นน้ำพิษต่างหาก ตรวจเจอทั้งธาตุเรดอนแล้วก็…”

“ไอ้โจแดแซ็กกี! ยายกินน้ำนั่นมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว! อย่ามาตุกติก”

“ไม่ใช่ว่าผมขี้เกียจไปตักนะครับ แต่เป็นห่วงคุณยายต่างหาก”

“น้ำนั่นผ่านการตรวจคุณภาพมาแล้ว! หุบปากแล้วรีบไปตักมา! อยากจะโดนเขกหัวนักใช่ไหม!”

“เข้าใจแล้วครับ จะไปเดี๋ยวนี้แหละครับ”

ถ้าถึงขั้นผ่านการตรวจคุณภาพน้ำมาแล้วก็คงช่วยไม่ได้

เอาตามตรงก็ขี้เกียจไปอยู่เหมือนกัน แต่ในเมื่อท่านยอมรับเลี้ยงยอนดูให้แล้ว เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อยมาก

“อย่ามาเขกหัวพ่อนะฮะ!”

“อ๋อเหรอ งั้นจะให้เขกหัวแกแทนไหมล่ะ?”

“คุณยายใจร้าย! เป็นคนไม่ดี!”

“ดูยัยหนูตัวเท่าเม็ดถั่วนี่พูดเข้าสิ กล้าพูดจาแบบนี้กับคนที่จะมาเป็นแม่แกได้ยังไง”

“คุณยายไม่ใช่แม่ของยอนดูซะหน่อย!”

“เหรอ? งั้นยายไม่รับแกเป็นลูกบุญธรรมแล้ว”

ให้ตายสิ การจะมาต่อล้อต่อเถียงกับเด็กห้าขวบแบบนี้ได้มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ

ในแง่นี้แล้ว ท่านเป็นคนที่น่าทึ่งจริงๆ

ส่วนยอนดู พอได้ยินแบบนั้นก็หงอยลงไปทันที

“หนูผิดไปแล้วฮะ คุณยาย…”

“คราวหน้าถ้ายังทำตัวอวดดีอีกแม้แต่ครั้งเดียวล่ะก็…”

“ค่ะ…”

“จูวอน! แกน่ะรีบไปรีบมาเลยนะ!”

“ครับ ครับ”

แอ๊ด…

ผมปิดประตูแล้วเดินออกมาเพื่อไปตักน้ำแร่

เพิ่งจะกินข้าวเช้าเสร็จก็ต้องออกมาตักน้ำแร่แบบนี้ รู้สึกเหมือนได้กลายเป็นคนบ้านนอกจริงๆ เลยแฮะ

ต็อกแต็กๆ

แต่แล้วยอนดูก็เดินตามผมออกมาด้วย

“เดี๋ยวจะเหนื่อยเปล่าๆ อยู่ที่บ้านก็ได้นะ”

“ยอนดูไม่เหนื่อยฮะ! คุณยายน่ากลัว…”

“ฮ่าๆ งั้นเหรอ งั้นไปด้วยกันเถอะ”

จะว่าไปแล้ว การต้องอยู่กับคุณยายแค่สองต่อสองในบ้าน ผมเองก็คงจะกลัวเหมือนกัน

ผมเดินไปตามทางที่คุณยายบอกอย่างช้าๆ

ก้าวเดินไปพร้อมๆ กับยอนดู

‘ก็ไม่เลวเหมือนกันนะ’

การได้เดินพลางสูดกลิ่นอายของชนบทไปด้วยทำให้รู้สึกสดชื่นดี

ยอนดูเองก็คงจะอารมณ์ดีเหมือนกัน เธอเดินกระโดดหย็องแหย็งไปตลอดทาง

ระหว่างทาง เราก็เจอคุณป้าคนหนึ่งเข้า

“โอ๊ยตาย เด็กอะไรน่ารักขนาดนี้ หลานสาวเหรอจ๊ะ?”

เป็นคำถามที่ผมได้ยินบ่อยที่สุดในช่วงนี้

ผมเลยเตรียมคำตอบเอาไว้แล้ว

“ลูกสาวครับ”

จากนี้ไป ผมจำเป็นต้องทำตัวให้สมกับเป็นพ่อต่อหน้ายอนดู

คุณป้าตบมือฉาดแล้วพูดว่า

“อุ๊ยตาย! คุณพ่อยังหนุ่มอยู่เลยนะเนี่ย แล้วมาทำอะไรแถวนี้ล่ะจ๊ะ?”

“ไม่รู้ว่าคุณป้าจะรู้จักหรือเปล่านะครับ แต่ผมเป็นหลานของคุณยายมินฮงอิมน่ะครับ พอดีแวะมาเยี่ยมท่าน”

“โฮะๆ อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกันมาตั้งหลายสิบปี จะไม่รู้จักได้ยังไงกัน ไม่ยักรู้เลยนะว่าคุณยายมินมีหลานชายที่หน้าตาดีขนาดนี้ด้วย~”

“ขอบคุณครับ ว่าแต่บ่อน้ำแร่ต้องเดินตรงไปทางนี้ใช่ไหมครับ?”

ผมถามเพื่อความแน่ใจ คุณป้าก็ช่วยบอกทางอย่างละเอียดและใจดี

ยอนดูก้มหัวคำนับ

“โอ๊ย น่ารักจริงๆ เลย อยากจะหาอะไรให้กินจัง แต่บ้านป้าอยู่คนละทางเลย”

“ฮ่าๆ ไม่เป็นไรครับ”

หลังจากแยกกับคุณป้า ผมก็เดินต่อไป

ระหว่างทาง ด้านขวามือมีทุ่งนาสีเขียวขจีทอดยาวสุดลูกหูลูกตา

“ยอนดู ถ่ายรูปตรงนี้สักใบไหม?”

“ถ่ายรูปเหรอฮะ…?”

“อื้ม มาเที่ยวที่แบบนี้ทั้งทีก็ต้องถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกหน่อยสิ ลองไปยืนตรงนั้นดูนะ”

ยอนดูคงจะไม่เคยถ่ายรูปมาก่อน เลยยืนเก้ๆ กังๆ

ก็แหงล่ะ ที่ผ่านมามีแต่ผมที่แอบถ่ายเธอเหมือนพวกโรคจิต

ก็เพราะเธอน่ารักเกินไป พอมีโอกาสผมก็เลยเผลอทำแบบนั้นอยู่เรื่อย

“ยอนดู มองกล้องแล้วก็ยิ้มหน่อยนะ”

“ค่ะ”

ยอนดูประสานมือไว้อย่างเรียบร้อยแล้วก็ยิ้มพลางมองมาที่โทรศัพท์

“จะนับหนึ่งถึงสามแล้วถ่ายนะ เอาล่ะ หนึ่ง สอง สาม!”

แชะ

“กรี๊ดดดด!!”

แต่ทันทีที่ถ่ายรูป ยอนดูก็ตวาดร้องออกมา

ภาพที่ยอนดูกำลังตกใจเลยถูกบันทึกไว้ได้อย่างสมจริง

ยอนดูวิ่งหน้าตาตื่นมาหาผม

กบ กบ

ตัวการที่ทำให้ยอนดูตกใจก็คือกบนั่นเอง

จู่ๆ มันก็กระโดดมาอยู่ตรงหน้ายอนดู

แต่ก็นะ บริเวณทุ่งนาที่มีน้ำขัง การที่จะมีกบโผล่ออกมาก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

แถมยังว่ากันว่าฤดูใบไม้ผลิเป็นฤดูที่กบตื่นจากการจำศีลอีกด้วย

ยอนดูไปหลบอยู่ข้างหลังผมแล้วเอ่ยปาก

“ปะ… ปีศาจ!”

“คิกๆ ยอนดู นั่นไม่ใช่ปีศาจ แต่เป็นกบต่างหาก”

“กะ…บ?”

“ไม่ใช่กะบ ต้องพูดว่ากบ”

ตอนนั้นเอง

ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหน แต่มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามาตะครุบกบตัวนั้นอย่างรวดเร็ว

เด็กคนนั้นถือเจ้ากบแล้วเดินตรงมาทางพวกเราทันที

ผมตกใจจนต้องถอยหลัง

บอกตามตรงว่าผมเองก็กลัวเหมือนกันที่จะให้กบเข้ามาใกล้ๆ

“เดี๋ยว… เดี๋ยวก่อนสิหนู หยุดก่อน”

เป็นเด็กผู้ชายที่ดูแล้วน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับยอนดู

เด็กคนนั้นหัวเราะคิกคักแล้วเอ่ยปาก

“คุณลุงขี้ขลาดจังเลย”

จู่ๆ ก็โดนว่าซึ่งๆ หน้า ทำเอาผมถึงกับงง

“ว่าไงนะ?”

“ผมเพิ่งเคยเห็นคุณลุงขี้ขลาดที่กลัวกบเป็นครั้งแรกเลย”

“ฮ่าๆ หนูจ๋า ลุงขอโทษนะ แต่ลุงไม่ได้กลัว แค่ไม่อยากจะจับมันก็เท่านั้นเอง”

“ฟืด”

ไอ้เด็กนี่… เป็นเด็กประเภทที่ผมไม่ชอบหน้าเลยแฮะ

“เฮ้! พ่อของฉันไม่ใช่คนขี้ขลาดนะ!”

“ยัยโง่ ถ้าไม่ใช่คนขี้ขลาดแล้วทำไมถึงจับกบไม่ได้ล่ะ?”

“พ่อของฉันไม่ใช่คนขี้ขลาด! แล้วยอนดูก็ไม่ใช่คนโง่ด้วย!”

เด็กคนนั้นถือเจ้ากบแล้วเดินเข้ามาใกล้ยอนดูอีก

“ถ้างั้นก็ลองจับดูสิ”

“…เอ๊ะ?”

“ถ้าจับกบได้ ฉันจะยอมรับ ว่าลุงน่ะไม่ใช่คนขี้ขลาด แล้วเธอก็ไม่ใช่คนโง่ด้วย”

นี่มันตรรกะอะไรกัน

ถึงจะเป็นเด็ก แต่ดูท่าเจ้าเด็กนี่จะต้องโดนสั่งสอนซะหน่อยแล้ว

แต่ก่อนที่ผมจะได้ทันพูดอะไร มือของยอนดูก็ยื่นออกไปก่อน

ลูบ

ยอนดูลูบเจ้ากบตัวนั้น

และในเวลาเดียวกัน เด็กผู้ชายคนนั้นก็ปล่อยกบออกจากมือ

“กรี๊ดดด! ฮือออ!!”

เจ้ากบกระโดดหนึ่งครั้งแล้วก็อาศัยจังหวะนั้นกระโจนลงไปในทุ่งนา

“เฮ้ย ไอ้หนู! นี่แกทำอะไร…”

ระหว่างนั้น เด็กผู้ชายคนนั้นก็วิ่งหนีหายไปอย่างรวดเร็ว

เป็นสถานการณ์ที่น่าโมโหจริงๆ

“ไม่เป็นไรนะยอนดู?”

“ค่ะ…”

ให้ตายสิ นึกว่าเด็กบ้านนอกจะนิสัยดีกันทุกคนซะอีก ที่แท้ก็คิดไปเอง

กล้าดียังไงมาแกล้งยอนดูลูกสาวของผมแบบนี้

ถ้าเจออีกครั้งล่ะก็ จะจับมาสั่งสอนให้เข็ดเลย

“ยอนดู”

“ค่ะ”

“คราวหน้าถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้อีก ไม่ต้องไปจับกบก็ได้นะ ต่อให้ใครจะว่าพ่อขี้ขลาด พ่อก็ไม่ได้กลายเป็นคนขี้ขลาดจริงๆ ซะหน่อย”

“แต่ว่า… หนูก็โมโหนี่ฮะ…”

“ฮ่าๆ รู้แล้วน่า รู้แล้ว”

ผมลูบหัวยอนดูด้วยสีหน้าเอ็นดู

โชคดีที่ดูเหมือนยอนดูจะหายตกใจแล้ว บนใบหน้าของเธอกลับมามีรอยยิ้มอีกครั้ง

“ถึงแล้วล่ะ”

เผลอแป๊บเดียวเราก็มาถึงบ่อน้ำแร่จนได้

‘คุณยายพูดถูกแฮะ’

แค่ดูก็รู้ว่าบ่อน้ำแร่แห่งนี้สะอาดมาก

ไม่เห็นมีสิ่งสกปรกเลยสักนิด ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นน้ำบริสุทธิ์

แต่ก็นะ ในเมื่อท่านบอกว่าผ่านการตรวจคุณภาพน้ำมาแล้ว ก็คงไม่จำเป็นต้องสงสัยอะไร

ก่อนจะกรอกน้ำใส่ขวด ผมก็ลองใช้มือรองน้ำขึ้นมาดื่มดูก่อน

“อ่า!”

เย็นเจี๊ยบชื่นใจจริงๆ

ที่ดื่มก่อนก็เพื่อเช็คดูว่ามันปลอดภัยดีไหม แต่ในเมื่อเป็นแบบนี้แล้ว ก็น่าจะให้ยอนดูดื่มได้

“คอแห้งไหม ยอนดู?”

“ค่ะ พ่อ!”

“มา เดี๋ยวพ่อจะรองน้ำใส่ฝ่ามือให้ ลองดื่มดูนะ”

ผมใช้สองมือรองน้ำจนเต็มแล้วยื่นให้ยอนดู

ยอนดูดื่มน้ำเข้าไปอึกใหญ่แล้วก็เบิกตากลมโต

“ว้าว… เย็นเจี๊ยบเลยฮะ!”

“ฮ่าๆ นี่แหละที่เขาเรียกว่าน้ำแร่”

“เดี๋ยวยอนดูให้พ่อบ้างนะฮะ!”

“โอ้ ยอนดูจะให้พ่อเหรอ?”

“ค่ะ”

ขณะที่กำลังมีความสุขอยู่ที่บ่อน้ำแร่นั้นเอง

“นี่”

แขกที่ไม่ได้รับเชิญก็ปรากฏตัวขึ้น

ผมหันไปมองด้วยสีหน้าเย็นชาแล้วพูดว่า

“เจ้าเด็กนี่”

เป็นเจ้าเด็กแสบคนเมื่อกี้นี้เอง

กำลังจะดุให้เข็ดหลาบซะหน่อย แต่สีหน้าของเจ้าเด็กนั่นดูไม่ค่อยดีเลย

ในมือมีถุงอะไรบางอย่างอยู่ด้วย แถมยังหอบแฮ่กๆ เหมือนเพิ่งจะวิ่งมา

เจ้าเด็กนั่นเดินไปหายอนดูแล้วพูดว่า

“ขอโทษนะ”

จากนั้นเขาก็หยิบบางอย่างออกมาจากในถุง

ของกลมๆ สีเหลืองบางอย่าง




ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 13

ตอนถัดไป