บทที่ 14
เจ้าหนูหยิบของกลมๆ สีเหลืองออกมาแล้วยื่นให้กับยอนดู
ตอนแรกผมก็ระแวงว่าเขาอาจจะหยิบอะไรอย่างกบออกมาแกล้งอีก แต่โชคดีที่มันไม่ใช่แบบนั้น
สิ่งที่เจ้าหนูนั่นหยิบออกมาก็คือมันฝรั่งนั่นเอง
“…คือ… แม่บอกว่ามันฝรั่งฤดูใบไม้ผลิน่ะอร่อยนะ!”
ประโยคนี้มันคุ้นๆ เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนเลยแฮะ
ต่างจากเมื่อครู่ บนใบหน้าของเจ้าหนูไม่มีแววของความขี้เล่นหลงเหลืออยู่เลย
แก้มที่แดงก่ำของเขาเต็มไปด้วยความเขินอาย
เดี๋ยวนะ มาขอโทษแท้ๆ แต่ทำไมต้องหน้าแดงด้วยล่ะ?
ด้วยสัญชาตญาณของผู้ชายด้วยกันแล้ว ดูเหมือนว่าเจ้าเด็กนี่จะตกหลุมรักยอนดูตั้งแต่แรกเห็น
พอคิดแบบนั้น ก็พอจะเข้าใจได้ว่าทำไมเขาถึงเอากบมาแกล้งยอนดู
ตอนแรกคงอยากจะโชว์ความกล้าหาญที่จับกบที่ผมน่าจะกลัวได้
แต่แล้วความขี้เล่นก็คงจะกำเริบขึ้นมา เลยเผลอแกล้งยอนดูไป
นี่คงไม่ใช่สิ่งที่เจ้าเด็กนี่ตั้งใจจะทำแน่ๆ เพราะถ้าตั้งใจจริง เขาคงไม่กลับมาขอโทษแบบนี้
‘เด็กแบบนี้ต้องมีอยู่ทุกที่สิน่า’
สมัยที่ผมยังเด็ก ไม่ว่าจะเป็นเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิง ก็ต้องมีสักคนในห้องเรียน
ประเภทที่ชอบแสดงความรู้สึกดีๆ ต่อเพศตรงข้ามด้วยการแกล้ง
สุดท้ายแล้วเด็กพวกนั้นก็จะข้ามเส้นที่ไม่ควรข้ามไป
และที่น่าเศร้าปนขำก็คือ… ผมเองก็เคยเป็นเด็กประเภทนั้นเหมือนกัน
‘ให้ตายสิ’
ประวัติศาสตร์อันดำมืดผุดขึ้นมาในหัว
ผมสลัดความคิดนั้นทิ้งไปแล้วยิ้มเยาะพลางพูดกับเจ้าหนูว่า
…
“นี่ เจ้าหนู”
“ครับ”
“นายตกหลุมรักยอนดูของพวกเราเข้าแล้วล่ะสิ?”
ตามธรรมเนียมแล้ว คนประเภทเดียวกันก็ต้องหยอกล้อกันหน่อยถึงจะสนุก
หน้าของเจ้าหนูแดงก่ำเหมือนแครอท
“พะ… พูดอะไรน่ะครับ!”
พอเด็กผู้ชายคนนั้นโวยวายขึ้นมา ยอนดูก็ทำหน้างงๆ แล้วถามผมว่า
“พ่อจ๋า… ตก-หลุม-รัก คืออะไรเหรอฮะ…?”
อ้อ ยอนดูยังไม่รู้จักคำว่า ‘ตกหลุมรัก’ สินะ
นี่เป็นหนึ่งในสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาประมาณหนึ่งสัปดาห์
ยอนดูไม่รู้จักคำศัพท์อยู่หลายคำมาก
ก็แหงล่ะ เธอเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ปิดกั้นขนาดนั้น การที่จะไม่เข้าใจความหมายของคำศัพท์ต่างๆ ก็เป็นเรื่องธรรมดา
ดังนั้น ทุกครั้งที่ยอนดูถามเกี่ยวกับคำศัพท์ ผมก็จะอธิบายให้เธอฟังทันที
“คือว่านะ การตกหลุมรักเนี่ยมันหมายถึง…”
“อ๊ากกก! คุณลุง!!”
แต่คราวนี้ คำอธิบายของผมกลับถูกขัดจังหวะโดยเจ้าเปี๊ยกที่เหมือนไปกินโทรโข่งมา
“อะไรของนาย เจ้าหนู”
“ยะ… อย่าพูดสิครับ”
ให้ตายสิ ดูสิ ตกหลุมรักจริงๆ ด้วยสินะ
ไม่อยากให้ความรู้สึกนี้ถูกเปิดโปงขนาดนั้นเลยเหรอ?
เอาน่า ในฐานะคนประเภทเดียวกัน จะยอมปล่อยไปก็ได้
ความหมายของคำว่า ‘ตกหลุมรัก’ เอาไว้ค่อยอธิบายให้ยอนดูฟังทีหลังก็ได้
ส่วนยอนดู เธอมองมันฝรั่งที่ยังไม่ได้รับมาแล้วเอ่ยปาก
“นี่… ให้ฉันเหรอ?”
“อื้ม แม่ฉันบอกว่ามันฝรั่งฤดูใบไม้ผลิน่ะอร่อย… อ๊ะ นี่ฉันพูดไปแล้วนี่นา”
“ขอบคุณนะ…!”
ยอนดูยิ้มอย่างสดใสแล้วรับมันฝรั่งมา
จากนั้นเธอก็ยื่นมันมาให้ผมทันที
“นี่อร่อยนะฮะ! พ่อกินสิฮะ…!”
เอ๊ะ? ขอบใจในความหวังดีนะ แต่ทำแบบนี้ไม่ได้สิ
เจ้าหนูทำหน้าเหมือนช็อกไปเลย ก็คงจะช็อกเป็นธรรมดา
นี่มันก็เหมือนกับได้รับช็อกโกแลตจากคนที่แอบชอบในวันวาเลนไทน์ แล้วก็ส่งต่อให้เพื่อนทันทีนั่นแหละ
ถามว่าทำไมคำเปรียบเทียบมันถึงได้ดูเฉพาะเจาะจงขนาดนั้นน่ะเหรอ? ขออนุญาตไม่ตอบแล้วกัน
“ยอนดู”
“ค่ะ พ่อ”
“นี่เป็นของขวัญที่ยอนดูได้รับมา เพราะฉะนั้นยอนดูต้องกินก่อนนะ ถ้าเหลือค่อยให้คนอื่น”
“ยอนดูกินก่อนเหรอฮะ…?”
“อื้ม ไม่เคยกินมันฝรั่งต้มนี่ใช่ไหม? ลองกินดูสิ”
ยอนดูพยักหน้าแล้วก็กัดมันฝรั่งไปคำหนึ่ง
อ้อ อุณหภูมิน่ะผมเช็คดูเมื่อกี้แล้ว มันอุ่นๆ
ไม่ต้องกังวลว่าจะลวกปาก
“อะ… อร่อย…”
ยอนดูเคี้ยวตุ้ยๆ ลิ้มรสมันฝรั่ง
เมื่อนั้นเอง เจ้าหนูก็ยิ้มออกมาด้วยสีหน้าโล่งอก
จากนั้นยอนดูก็ป้อนให้ผมคำหนึ่ง
เอาน่า ตอนนี้คงไม่เป็นไรแล้วล่ะมั้ง
“อ้าม”
โอ๊ะ? นึกว่าจะพูดไปตามมารยาทซะอีก แต่นี่มันอร่อยจริงๆ นี่นา?
ก็คงจะอร่อยอยู่หรอก เพราะมันฝรั่งมีรสชาติอยู่แล้ว ปรุงรสมาพอดีจนไม่ต้องจิ้มเกลือหรือน้ำตาลเลย
ตอนแรกนึกว่าจะเอามันฝรั่งดิบมาต้มให้ซะอีก แต่เจ้าหนูนี่ก็มีเซนส์ดีกว่าที่คิดแฮะ
“งั้นฉันไปก่อนนะ”
“อ๊ะ เดี๋ยวก่อนสิ เจ้าหนู นายชื่ออะไรเหรอ?”
“โอซอนดงครับ แล้วก็… ผมไม่ใช่เจ้าหนูนะครับ”
…
ดูท่าจะเป็นเด็กที่หัวรั้นไม่เบาเลยแฮะ
ผมยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วถามว่า
“ซอนดง นายเคยตักน้ำที่บ่อน้ำแร่ใช่ไหม?”
“ก็เคยครับ”
“งั้นช่วยตักน้ำให้หน่อยได้ไหม? พอดีลุงเพิ่งเคยทำเป็นครั้งแรกน่ะ”
“ไม่เอาครับ คุณลุงคนเดียวก็พอจะ…”
“ยอนดู คือว่านะ คำว่าตกหลุมรักน่ะ…”
“อ๊าก! คุณลุง!!”
“ช่วยตักน้ำให้หน่อยไม่ได้เหรอ?”
จ๋อม
เจ้าหนูรับขวดน้ำไปด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธแล้วก็เริ่มกรอกน้ำ
จริงๆ แล้วการตักน้ำมันไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผมเลยสักนิด
ที่ใช้ให้เจ้าเด็กนี่ทำก็แค่เพราะอยากจะแกล้งเฉยๆ
เหตุผลง่ายๆ เลยก็คือ… เขาขอโทษยอนดู แต่ไม่ได้ขอโทษผมนี่นา
ผมก็เป็นพวกเด็กไม่รู้จักโตแบบนี้แหละ
“เสร็จแล้วครับ”
“ขอบใจนะ งั้นก็ช่วยถือตามมาด้วยนะ ซอนดงอา”
“หา? ทำไมผมต้อง…”
“ยอนดู คือว่านะ ที่ซอนดงตกหลุมรักเธอน่ะ…”
“ถือให้ก็ได้ครับ! ถือให้ก็ได้!”
ผมจูงมือยอนดูแล้วก็เริ่มเดินอย่างสบายอารมณ์
ฮึดฮัด
ซอนดงเดินกระทืบเท้าปึงปังพลางถือขวดน้ำตามหลังผมมา
อ้อ ที่ต้องบอกไว้ก่อนเผื่อจะหาว่าผมเลวร้ายเกินไปก็คือ ขวดน้ำนั่นมันใบเล็กนิดเดียว ไม่หนักหรอก
แถมผมก็กะว่าจะให้เขาถือไปแค่แป๊บเดียวแล้วก็จะเอาคืนอยู่แล้ว
ส่วนยอนดู ดูเหมือนเธอจะรู้สึกผิด เลยเอาแต่หันกลับไปมองข้างหลังอยู่เรื่อย
“พ่อจ๋า…”
“หืม?”
“ถือคนเดียวมันหนักนะฮะ… ให้ยอนดูช่วยถือไหมฮะ…?”
…
“จะเอาอย่างนั้นเหรอ?”
“ค่ะ”
ยอนดูยังคงไม่ปล่อยมือจากผม แต่ก็เดินไปอยู่ข้างๆ ซอนดง
จากนั้นเธอก็เข้าไปยืนชิดเขาแล้วยื่นมือออกไป
“เรามาช่วยกังถือนะ…”
ซอนดงหน้าแดงขึ้นมาทันที
เจ้าหนูนี่… เป็นประเภทที่โกหกเรื่องสีหน้าไม่ได้เลยสินะ
“ถอยไปนะ! ฉันถือคนเดียวได้!”
“มันหนักนะ…”
“ยัยโง่ มีแต่จะเกะกะน่ะสิ”
“ยอนดูไม่ใช่คนโง่นะ!”
ดูเหมือนว่านิสัยในวัยนี้จะยังแก้ไม่หายจริงๆ
เจ้าหนูเผลอพูดจาแกล้งคนที่ชอบออกมาอีกแล้ว
ผมยิ้มเยาะแล้วเอ่ยปาก
“ซอนดงอา นายอายุกี่ขวบแล้วเหรอ?”
เจ้าหนูตอบกลับมาอย่างห้วนๆ
“หกขวบครับ”
“อ้อ เหรอ? แก่กว่ายอนดูปีหนึ่งสินะ”
“ยอนดูอายุห้าขวบเหรอครับ?”
“อื้ม ซอนดงเป็นพี่ชายนะ”
ยอนดูดูจะตกใจ
“พี่ชาย…?”
ต้องขอบคุณลูกค้าประจำที่เป็นเด็กมัธยมปลายที่ร้านสะดวกซื้อ ยอนดูเลยจำคำว่า ‘พี่ชาย’ กับ ‘พี่สาว’ ได้ขึ้นใจแล้ว
เพียงแต่ ดูเหมือนเธอจะคิดไม่ถึงว่าซอนดงจะเป็นพี่ชาย
ก็เพราะว่าส่วนสูงของทั้งคู่แทบจะเท่ากันเลยนี่นา
…
“พี่ชาย ให้ยอนดูช่วยถือนะ…”
พอได้ยินคำว่า ‘พี่ชาย’ หน้าของเจ้าหนูก็แดงก่ำเหมือนซอสมะเขือเทศ แล้วก็เผลอพูดจาไม่เข้าเรื่องออกมาอีกจนได้
“ฉันอายุหกขวบนะ? อย่ามาพูดจาไม่สุภาพกับฉันนะ!”
“…ช่วยถือนะคะ พี่ชาย”
เมื่อนั้นเอง ซอนดงถึงได้ยื่นขวดน้ำออกมาพลางมองไปที่อื่น
ยอนดูจับขวดน้ำไว้ด้วยกันแล้วก็เริ่มเดิน
“พรืด”
ภาพของทั้งสองคนน่ารักซะจนผมเผลอให้พวกเขาถือไปนานกว่าที่ตั้งใจไว้
เอาน่า คงไม่เป็นไรหรอก เจ้าหนูนั่น… ดูมีความสุขดีออก
หลังจากแยกกับซอนดง ผมก็ถือขวดน้ำที่เต็มเปี่ยมกลับมาถึงบ้าน
“กลับมาแล้วครับ”
“เอาขวดน้ำมานี่”
“ครับ”
คุณยายรับขวดน้ำไปแล้วก็เอาไปใส่ในตู้เย็นทันที
นึกว่าท่านจะไม่ชอบดื่มน้ำเย็นซะอีก ผิดคาดแฮะ
“มีอะไรให้ทำอีกไหมครับ คุณยาย?”
“จะทำอะไรล่ะ จะนอนก็นอนไปสิ”
โอ้ย ถ้าใจอยากจะกลับก็คงจะกลับไปโซลแล้ว
แต่ดันจองตั๋วรถไฟไว้พรุ่งนี้ เลยกลับไม่ได้
เอางั้นก็ได้ ทำตามที่คุณยายบอก พักผ่อนให้เต็มที่ดีกว่า
“งั้นผมนอนจริงๆ นะครับ?”
“เออสิ”
“คุณยายครับ ว่าแต่รู้จักเด็กผู้ชายที่ชื่อซอนดงไหมครับ? โอซอนดงน่ะครับ”
“ไอ้หนูหัวเกาลัดนั่นน่ะเหรอ มีอะไร”
ดูเหมือนว่าแถวนี้จะแคบ คงจะรู้จักกันหมดสินะ
ผมยิ้มแล้วก็ถามเล่นๆ ว่า
“ยอนดูเป็นหนูตัวเท่าเม็ดถั่ว แล้วซอนดงเป็นหนูหัวเกาลัดเหรอครับ?”
“แกนี่ชักจะอวดดีใหญ่แล้วนะ ไอ้โจแดแซ็กกี”
“อ๊ะ จริงสิ! คุณยายครับ ผมอยากจะถามมานานแล้วว่า ไอ้โจแดแซ็กกีเนี่ยมันแปลว่าอะไรเหรอครับ?”
เพิ่งจะได้ถามตอนนี้เอง
ตอนแรกนึกว่าเป็นภาษาถิ่น เลยลองไปค้นหาในอินเทอร์เน็ตว่า ‘โจแดแซ็กกี’ แต่ก็ไม่เจออะไร
แสดงว่ามันไม่ใช่คำที่ใช้กันโดยทั่วไปสินะ ยิ่งทำให้อยากรู้เข้าไปใหญ่
“จะรู้ไปทำไม”
“ก็คุณยายเรียกผมแบบนั้นอยู่เรื่อยนี่ครับ ผมก็ต้องรู้ความหมายสิ”
หลังจากที่ตื๊อถามไม่เลิก ในที่สุดผมก็ได้คำตอบ
เป็นไปตามที่คาด ‘โจแดแซ็กกี’ เป็นคำที่คุณยายของผมสร้างขึ้นมาเอง
เป็นคำผสมที่น่าสยดสยอง โดยเอาคำว่า โจ (鳥) ที่แปลว่านก มารวมกับคำว่า แด ที่มาจากคำว่า แดการี ที่แปลว่าหัว
‘พูดง่ายๆ ก็คือ ไอ้ลูกนกหัวขวานสินะ’
พอรู้ความหมายแล้วก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไร้สาระเข้าไปใหญ่
“เดี๋ยวก่อนสิครับคุณยาย หลานชายแท้ๆ นะครับ จะมาเรียกว่าไอ้ลูกนกหัวขวานได้ยังไง”
“ก็มันเหมาะกับแกดีออก”
“เหอะ… ทั้งที่ตอนผมยังเป็นเด็กทารก ท่านยังเอาไปอวดคนทั้งหมู่บ้านอยู่เลย”
“หุบปากไปเลยนะ!”
ถ้าพูดมากไปกว่านี้อีก สงสัยจะได้โดนเขกหัวแน่ๆ ผมเลยหุบปากเงียบ
วันอันน่าเบื่อหน่ายเล็กน้อยผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ถึงจะนอนกลิ้งไปกลิ้งมา แต่เพราะเมื่อวานนอนเต็มอิ่มแล้ว วันนี้เลยนอนไม่หลับ
ยอนดูก็เหมือนกัน ผมเลยพายอนดูไปเดินเล่นรอบๆ บ้าน
…
อาจจะเพราะเป็นฤดูใบไม้ผลิ ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็สวยไปหมด
ทุ่งนาก็ให้ความรู้สึกเรียบง่ายในแบบของมัน ส่วนสถานที่ที่ดอกไม้บานสะพรั่งก็งดงามไปอีกแบบ
‘แบบนี้เหรอฮะ?’
‘อื้ม ยอนดู ขยับไปทางซ้ายอีกนิดนึง’
‘ทางซ้าย…?’
‘ก็คือ… ทางที่นิ้วของพ่อชี้ไปไง’ ‘ค่ะ พ่อ!’
‘เอาล่ะ ยอนดู ทำท่าเท้าคางสิ’
สมัยก่อนผมเคยมีงานอดิเรกเป็นการถ่ายรูป
ไม่ใช่การถ่ายเซลฟี่ แต่เป็นการถ่ายรูปวิวทิวทัศน์หรือสิ่งของต่างๆ
ดังนั้น ถึงจะไม่ใช่ระดับมืออาชีพ แต่ก็พอจะถ่ายรูปออกมาให้ดูดีกว่าคนทั่วไปได้อยู่
‘ถึงจะเลิกสนใจไปพักใหญ่แล้วก็เถอะ’
แต่งานอดิเรกนั้นก็กลับมาอีกครั้งหลังจากที่ยอนดูเข้ามาในชีวิต
แน่นอนว่าตัวแบบก็คือยอนดูนั่นเอง พอเห็นยอนดูทีไร ผมก็อยากจะถ่ายรูปเธอขึ้นมาทุกที
วันนี้ผมสอนให้เธอโพสท่าอยู่สองสามท่า เธอก็ทำตามได้ดี
ท่าเท้าคางก็เป็นหนึ่งในนั้น
แชะ
‘ฮ่าๆ ไม่รู้เลยว่าดอกไม้เป็นยอนดู หรือยอนดูเป็นดอกไม้กันแน่’
ยอนดูดูเหมือนจะไม่เข้าใจว่าผมพูดอะไร
เอาน่า ไม่เป็นไรหรอก ไม่ได้พูดเพื่อให้เข้าใจอยู่แล้ว
แค่พูดความคิดของตัวเองออกมาก็เท่านั้นเอง
‘โห ถ่ายไปเยอะขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย’
อาจจะเพราะเดินไปถ่ายไปเรื่อยๆ เลยมีรูปถูกบันทึกไว้เยอะมาก
รูปที่ถ่ายตอนที่ซอนดงช่วยถือขวดน้ำด้วยกันก็มีนะ ถ่ายออกมาได้ดีทีเดียว
แน่นอนว่าหมายถึงยอนดูนะ ส่วนเจ้าซอนดงนั่นเอาแต่ยืนเก้ๆ กังๆ มองไปที่อื่น
‘แล้วพ่อล่ะฮะ?’
‘พ่อไม่ชอบถ่ายรูปตัวเองหรอก ชอบเป็นคนถ่ายให้มากกว่า’
‘ยอนดูอยากถ่ายรูปด้วยกังกับพ่อนี่นา…’ ‘ฮ่าๆ งั้นคราวหน้าเรามาถ่ายด้วยกันนะ’
แล้ววันหนึ่งก็ผ่านไปในพริบตา
“คุณยายครับ ให้ผมย่างก็ได้นะครับ”
“ไม่ต้องหรอกน่า ไปเอาผักกิมจิในตู้เย็นมาสิ”
มื้อเย็นวันนี้คือหมูสามชั้นย่าง
ชี่~
แค่ได้ยินเสียงก็น้ำลายสอแล้ว
ไม่ได้กินหมูสามชั้นย่างมานานแล้วนี่นา
สำหรับคนจนๆ ที่อยู่ตัวคนเดียวอย่างผมแล้ว หมูสามชั้นย่างก็ถือว่าเป็นอาหารที่ค่อนข้างหรูหราเลยทีเดียว
“แต่ว่าคุณยายไม่ชอบกินเนื้อไม่ใช่เหรอครับ? เหมือนจะเคยได้ยินตอนเด็กๆ หรือว่าเตรียมไว้ให้พวกเรา…”
“ของเหลือ ของเหลือ!”
“อ้อ”
ในเมื่อท่านบอกว่าเป็นของเหลือ ก็ไม่มีอะไรจะพูดต่อ
อืม จะว่าไปแล้ว สำหรับของเหลือมันก็ดูจะเยอะไปหน่อยนะ
ยังไงก็ตาม ระหว่างที่คุณยายย่างเนื้อ ผมก็จัดเตรียมเครื่องเคียง
“กินซะ”
หมูสามชั้นย่างถูกวางอยู่บนโต๊ะอย่างน่ากิน
ไม่รู้ว่าเคยหรือไม่เคย แต่ดูเหมือนยอนดูจะรู้ได้โดยสัญชาตญาณ
ว่ามันจะต้องอร่อยสุดๆ แน่ๆ
“ยอนดู เคยทานหมูสามชั้นไหม?”
“ค่ะ!”
“โอ้ จริงเหรอ? ตอนไหน?”
“กินของเหลือ…”
“…งะ งั้นเหรอ?”
…
ความรู้สึกสับสนถาโถมเข้ามาในใจ
เพราะพอจะเดาได้ว่าเธอได้กินของเหลือจากใคร
‘ไอ้สารเลว’
ผมสบถในใจอีกครั้ง
ต่อหน้าคุณยาย ผมไม่กล้าพูดออกมาหรอก
“กินซะสิ”
จู่ๆ คุณยายก็คีบเนื้อชิ้นหนึ่งขึ้นมาเป่าให้เย็นลง แล้วก็วางลงบนข้าวของยอนดู
ยอนดูเอ่ยปากถามอย่างระมัดระวัง
“ยอนดูกินได้เหรอฮะ…?”
“ก็ให้กินสิ จะให้มองเฉยๆ หรือไง?”
“ขอบคุณฮะ คุณยาย!”
ยอนดูเอาเนื้อเข้าปาก
เธอดูมีความสุขที่ได้กิน แต่ไม่รู้ทำไม ครั้งนี้ผมกลับรู้สึกเจ็บปวดใจ
ลูบ
ผมลูบหัวยอนดูเบาๆ ครั้งหนึ่ง แล้วก็ห่อผักกาดหอมคำใหญ่
จากนั้นก็ยื่นให้คุณยาย
“อะไรของแก?”
“ก็เมื่อเช้าท่านน้อยใจไม่ใช่เหรอครับ ที่ผมดูแลยอนดูก่อน”
“ไม่ต้องเลยน่า แกน่ะกินเข้าไปเถอะ”
“อย่าเลยน่าครับ ทานเถอะครับ นี่เป็นครั้งแรกที่หลานชายห่อให้เลยนะ”
ให้ตายสิ ปกติผมไม่เคยพูดอะไรเลี่ยนๆ แบบนี้เลยนะ
สุดท้ายคุณยายก็ยอมอ้าปากรับคำห่อผักกาดนั้น
“ห่อซะใหญ่เชียวนะ ไอ้เวรนี่ จะให้ยายปากฉีกตายหรือไง” “…”
ให้ตายสิ ไม่น่าให้เลย
ผมเริ่มทานอาหารของตัวเองด้วยความรู้สึกเสียใจเล็กน้อย
ฟุบ
ระหว่างนั้น ยอนดูก็รีบกินข้าวหมดชาม แล้วก็มานอนหนุนตักผมหลับไป
คงจะง่วงเพราะเดินเล่นมาทั้งวัน สุดท้ายแล้วก็เลยเหลือแค่ผมกับคุณยายที่นั่งทานอาหารกันเงียบๆ
อร่อยก็จริง แต่มันเป็นความรู้สึกที่เหมือนกับว่าข้าวไม่ได้ตกถึงท้องเลย
ในที่สุดเมื่อผมทานข้าวหมดชามแล้วก็พูดขึ้นว่า
“ทานแล้วนะครับ เดี๋ยวผมล้างจานเอง”
ตอนนั้นเองที่เสียงของคุณยายก็ดังขึ้น
“จูวอนอา”
ผมตกใจจนต้องหันไปมองหน้าท่าน
ก็เพราะว่า… ผมไม่เคยได้ยินคุณยายเรียกผมว่า ‘จูวอนอา’ มาก่อนเลยนี่นา
“…คุณยายครับ?”
พอเห็นสีหน้าของท่านแล้วก็มั่นใจได้เลย
นี่ไม่ใช่สีหน้าที่คุณยายเคยใช้มองผมมาก่อน