บทที่ 15
“จูวอนอา”
เพียงแค่ได้ยินท่านเรียกชื่อ ความรู้สึกแปลกประหลาดก็แล่นเข้ามาในใจ
ก็เพราะว่า… ปกติคุณยายไม่เคยเรียกผมแบบนี้
ผมรู้ได้โดยสัญชาตญาณ
ว่าคุณยายกำลังจะเปิดประเด็นพูดคุยเรื่องที่จริงจังบางอย่าง
อันที่จริง ผมก็พอจะเดาได้อยู่บ้างแล้ว
เพราะคิดว่าท่านคงไม่เรียกผมมาที่บ้านนอกนี่โดยไม่มีธุระอะไรหรอก
อย่างที่เคยบอกไปหลายครั้ง คุณยายไม่ได้ชอบผม
ไม่มีทางที่ท่านจะเรียกหลานชายที่ตัวเองเกลียดมาหาโดยไม่มีเหตุผลแน่
‘ถ้าอย่างนั้น… เหตุผลที่เรียกเรามาคืออะไรกันแน่’
ถึงจะไม่รู้แน่ชัด แต่ก็พอจะคาดเดาได้ไม่ยาก
แน่นอนว่าคงมีเรื่องที่อยากจะพูดเกี่ยวกับยอนดู
เพราะนอกจากเรื่องที่คุณน้าเสียชีวิตและผมรับยอนดูมาเลี้ยงแล้ว ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลย
“ครับ คุณยาย”
ผมตอบกลับไปหลังจากใช้เวลาสั้นๆ เรียบเรียงความคิด
คุณยายจึงพูดกับผมว่า
“ยายมีเรื่องอยากจะถามแกหน่อย”
“ถามมาได้เลยครับ”
“ยายได้ยินเรื่องคร่าวๆ มาบ้างแล้ว”
“เรื่องอะไรเหรอครับ?”
“เรื่องที่เกิดขึ้นในงานศพ”
เป็นหัวข้อที่ไม่ได้ผิดไปจากที่คาดการณ์ไว้เท่าไหร่
เพราะงานศพคือที่ที่ผมเจอกับยอนดูครั้งแรก
บางทีหลังจากที่ผมโมโหแล้วพายอนดูออกมา คุณยายคงจะไปถึงงานศพทีหลัง
ฟืด ฟืด
ก่อนจะตอบคุณยาย ผมลองโบกมือไปมาตรงหน้ายอนดูที่นอนหนุนตักผมอยู่
เพื่อเช็คให้แน่ใจว่าเธอหลับแล้ว เพราะผมไม่อยากให้ยอนดูได้ยินเรื่องแบบนี้
โชคดีที่ดูเหมือนยอนดูจะหลับสนิทไปแล้ว
‘ว่าแต่…’
ได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นในงานศพมาแล้วงั้นเหรอ
คนที่เล่าให้คุณยายฟังก็คงจะเป็นพวกญาติๆ อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่าพวกเขาเล่าอะไรให้ท่านฟังกันแน่
ผมจึงถามออกไปตรงๆ
“พวกเขาว่ายังไงบ้างเหรอครับ?”
“เขาว่าระหว่างที่กำลังคุยกันอยู่ เด็กคนนั้นก็โผล่มา แล้วแกก็บอกว่าจะรับไปเลี้ยงเอง” “…นั่นคือทั้งหมดเหรอครับ?”
“ใช่”
“หึ”
ก็คิดไว้อยู่แล้วล่ะว่าคนอย่างพวกเขาต้องทำแบบนี้แน่
เพราะพวกเขาไม่ใช่คนที่จะยอมพูดอะไรให้ตัวเองต้องเดือดร้อน
“ตอนแรกที่ได้ยินยายก็งง เลยถามกลับไปว่า งั้นก็ปล่อยให้จูวอนไปโดยที่ไม่ได้คุยอะไรกันเลยน่ะเหรอ”
“แล้วพวกเขาตอบว่ายังไงเหรอครับ?”
“เขาบอกว่าแกพายอนดูไปโดยที่ไม่เปิดโอกาสให้ได้พูดอะไรเลย”
“…”
เลวร้ายกว่าที่คิดไว้เสียอีก
แต่ที่น่าหัวเราะก็คือ พวกเขาไม่ได้พูดอะไรผิดไปจากความจริงเลยสักนิด
ผมหัวเราะเยาะออกมาแล้วพูดว่า
“แล้ว… คุณยายจะพูดอะไรกับผมเหรอครับ?”
“ยายไม่เชื่อ”
“ครับ?”
…
“พอเห็นว่าพวกเขาเอาแต่อ้ำๆ อึ้งๆ ตอนที่ยายซักไซ้ละเอียดขึ้น ยายก็รู้ได้ทันที ว่ามันต้องมีอะไรปิดบังอยู่แน่ๆ ยายเลยจะมาถามความจริงจากแกนี่แหละ”
“ถึงจะฟังไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นหรอกนะครับ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงอยู่แล้วด้วย”
ผมไม่อยากจะเล่าเรื่องในวันนั้นสักเท่าไหร่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคุณยาย ก็เพราะว่า… ญาติพวกนั้นคือลูกๆ ของท่านทั้งหมด
แต่คุณยายก็ยังคงคะยั้นคะยอให้ผมเล่าความจริงออกมา สุดท้ายผมก็เลยเล่าเรื่องทั้งหมด
ตั้งแต่เรื่องที่พวกญาติๆ คุยกันก่อนที่ยอนดูจะมา, สภาพของยอนดูตอนที่มาถึง, และเรื่องราวหลังจากนั้น
“ผมก็แค่ไม่ชอบใจเท่านั้นเองครับ การที่ต้องมานั่งฟังบทสนทนาที่โหดร้าย… ไม่สิ ที่ไม่รู้จักคิดแบบนั้นต่อหน้ายอนดู ทั้งเรื่องที่จะส่งเธอไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้มีความสามารถจะเลี้ยงดูแท้ๆ ผมก็ยังพายอนดูออกมา ตอนนั้นผมแคไม่อยากให้ยอนดูต้องอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นอีกแม้แต่วินาทีเดียว”
คุณยายฟังเรื่องราวของผมด้วยสีหน้านิ่งเฉย
แต่ภายใต้สีหน้าที่เรียบเฉยนั้น ผมสัมผัสได้ถึงอารมณ์มากมายที่ผมไม่อาจอ่านออกได้
ในที่สุดคุณยายก็เอ่ยปาก
“ถ้าให้ยายไปคุยกับพวกนั้นเรื่องเงินสนับสนุน…”
“ไม่เป็นไรครับ”
“ว่าไงนะ?”
“ผมไม่ได้โกรธแค้นพวกญาติๆ หรอกครับ ก็เหมือนกับที่ใครบางคนในนั้นพูด ยอนดูไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับพวกเขาเลย การที่พวกเขาไม่อยากจะรับเลี้ยงก็เป็นเรื่องธรรมดา และในเมื่อผมเป็นคนพายอนดูออกมาเองโดยพลการ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปขอเงินสนับสนุนจากพวกเขาหรอกครับ และก็…”
ผมพูดต่ออย่างหนักแน่น
“ผมไม่ต้องการครับ ผมกับยอนดูเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ไม่อยากจะรับความช่วยเหลือจากญาติที่เหมือนคนแปลกหน้าหรอกครับ”
ผมพยายามเลือกใช้คำพูดที่นุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้
ถ้าพูดออกมาโดยไม่ผ่านการกรอง ผมคงจะบอกว่าไม่อยากจะรับเงินสกปรกๆ ของญาติฝั่งแม่
แต่จะให้พูดแบบนั้นต่อหน้าคุณยายก็คงจะไม่ได้
‘เราเข้าใจเหตุผลของพวกเขานะ’
แต่การกระทำที่พวกเขาแสดงออกมา ผมไม่อาจยอมรับได้โดยเด็ดขาด
ต่อให้ต้องทำงานพิเศษเพิ่มขึ้นจนร่างกายจะพัง ผมก็จะเลี้ยงดูยอนดูด้วยลำแข้งของตัวเองให้ได้
นี่ไม่ใช่ความหยิ่งในศักดิ์ศรีที่ไร้สาระ
ตอนนั้นเองที่เสียงของคุณยายก็ดังขึ้น
“…โตเป็นผู้ใหญ่แล้วสินะ”
“ฮ่าๆ”
“จู่ๆ ก็หัวเราะทำไม?”
“ก็มันแปลกดีน่ะครับ ไม่คิดว่าในชีวิตนี้จะได้ยินคำพูดแบบนั้นจากคุณยาย”
“ไร้สาระน่า ไอ้โจแดแซ็กกี”
“คิกๆ แบบนี้สิครับถึงจะเป็นคุณยาย”
บทสนทนาของเรายังไม่จบเพียงเท่านั้น
คุณยายยังคงต้องการให้ผมเล่าความจริงที่เจ็บปวดกว่านั้นออกมาอีก
หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน ผมก็ตัดสินใจ บอกตามตรงว่าผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่านี่เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือเปล่า
ผมแค่คิดว่าในฐานะที่เป็นแม่ของคุณน้า คุณยายก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับรู้
“…เรื่องมันก็เป็นแบบนั้นแหละครับ”
คราวนี้ไม่ใช่เรื่องของพวกญาติๆ แต่เป็นเรื่องของยอนดู
เรื่องที่ว่ายอนดูเติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบไหน ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดอะไรมาบ้าง
และคนที่สร้างสภาพแวดล้อมนั้นขึ้นมา ก็คือคุณน้าของผมนั่นเอง
ครั้งนี้คุณยายก็ยังคงรับฟังอย่างสงบนิ่ง
หลังจากเงียบไปชั่วครู่ คุณยายก็เอ่ยปาก
“ดูท่าทางจะติดแกน่าดูเลยนะ”
“ครับ”
“ในเมื่อตัดสินใจจะเลี้ยงแล้ว ก็เลี้ยงให้ดี อย่าไปกลัว”
“ไม่ต้องห่วงครับ ในเมื่อคุณยายยอมรับเลี้ยงให้แล้ว ผมคงจะเลี้ยงเธอได้ดีแน่นอนครับ ขอบคุณจากใจจริงเลยนะครับ”
“พอแล้วน่า ไปนอนได้แล้ว”
“เดี๋ยวล้างจานก่อน…”
“ไว้พรุ่งนี้ค่อยทำ!”
สุดท้ายผมก็พายอนดูไปนอนบนที่นอนแล้วก็ล้มตัวลงนอนข้างๆ
ทว่า ผมก็ไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ง่ายๆ เพราะภาพที่เห็นผ่านช่องว่างของประตู
แผ่นหลังของคุณยายที่นั่งอยู่เงียบๆ จนถึงรุ่งสาง
“งั้นพวกเรากลับก่อนนะครับ”
หลังจากทานอาหารเช้ากันง่ายๆ ผมก็กล่าวคำอำลากับคุณยาย
คุณยายโบกมือไปมาแล้วตอบกลับว่า
“รีบไปเลยไป๊ ขี้เกียจจะเห็นหน้าเต็มทนแล้ว”
“อ้อ กับข้าวนี่จะทานให้อร่อยเลยนะครับ”
“จะกินหรือไม่กินก็เรื่องของแก ยังไงซะก็แค่กำจัดของเหลือ”
“ฮ่าๆ…”
คุณลุงคนเดิมอาสาไปส่งผมที่สถานีรถไฟอีกครั้ง
‘แต่ก็ยังดีนะ’
เมื่อคืนผมแอบเป็นห่วงคุณยายอยู่เหมือนกัน แต่พอได้ยินคำอำลาที่ยังคงห้วนๆ เหมือนเดิม ก็รู้สึกโล่งใจอย่างน่าประหลาด
คุณยายต้องเป็นแบบนี้สิถึงจะสมกับเป็นท่าน
ผมยิ้มเยาะแล้วหันไปพูดยอนดู
“ยอนดู ลาคุณยายก่อนไปกันเถอะ”
“ค่ะ…”
น่าแปลกที่ยอนดูกล่าวคำอำลาด้วยสีหน้าที่เศร้าสร้อย
“ยอนดูไปก่อนนะฮะ… คุณยาย”
ผมจึงถามยอนดูว่า
“ยอนดู เสียดายที่ต้องจากกับคุณยายเหรอ?”
“ค่ะ…”
สายตาของเด็กๆ นี่แม่นยำกว่าที่คิดไว้เสียอีก
บางทียอนดูคงจะรู้ได้จากการใช้ชีวิตอยู่กับคุณยายมาสองวัน
ว่าอย่างน้อยคุณยายก็ไม่ใช่คนไม่ดี
ทันใดนั้นคุณยายก็หัวเราะเยาะบทสนทนาของผมกับยอนดู
…
“เหอะ ถ้าเสียดายนักก็อยู่แต่แกที่นี่สิ”
“มะ… ไม่ได้นะฮะ!”
“แกกล้าขึ้นเสียงกับยายเรอะ!”
ให้ตายสิ อุตส่าห์จะจบแบบซึ้งๆ ซะหน่อย แต่ก็ไม่สำเร็จสินะ
ยอนดูนี่ก็เป็นเด็กที่แสดงออกเรื่องชอบไม่ชอบได้ชัดเจนจริงๆ
ตอนนั้นเอง ยอนดูก็อ้ำๆ อึ้งๆ แล้วเอ่ยปากถามอย่างระมัดระวัง
“คุณยายฮะ…”
“อะไร”
“ยอนดูมากับพ่ออีกได้ไหมฮะ…?”
คุณยายสะบัดหน้าหนีแล้วตอบกลับว่า
“…ถ้าจะเอาของแพงๆ มาฝากก็มา ไม่งั้นก็ไม่ต้องมา! ถ้ามามือเปล่าเหมือนคราวนี้ล่ะก็ ฝันไปเถอะ!”
เหมือนจะพูดกับผมมากกว่ายอนดูแฮะ รู้สึกร้อนตัวขึ้นมาเลย
ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาอีกเมื่อไหร่กันนะ
“งั้นพวกเราไปจริงๆ แล้วนะครับ”
หลังจากกล่าวคำอำลากับคุณยายเป็นครั้งสุดท้าย ผมก็เดินไปที่รถที่จอดอยู่ด้านล่าง
แต่แล้วก็มีใครบางคนโผล่พรวดออกมาขวางทางไว้
“เฮือก!”
“ว้าย! ตกใจหมดเลย!”
ผมกับยอนดูตกใจจนร้องออกมาพร้อมกัน
พอตั้งสติได้แล้วมองดูก็พบว่าเป็นเด็กผู้ชายที่เจอเมื่อวาน โอซอนดงนั่นเอง
เจ้าเด็กนี่มีงานอดิเรกเป็นการโผล่มาให้คนอื่นตกใจหรือไงกันนะ?
เจ้าหนูทำหน้าเก้อๆ แล้วพูดกับยอนดูว่า
“จะ… จะกลับแล้วเหรอ? ยัยเปี๊ยก”
เป็นเด็กที่ตลกจริงๆ อายุห่างกับยอนดูแค่ปีเดียวแท้ๆ แต่กลับเรียกยอนดูว่ายัยเปี๊ยก
ดูเหมือนจะเลียนแบบน้ำเสียงของผมเมื่อวานด้วย
…
“ค่ะ พี่ชาย…”
อาจจะเพราะโดนดุไปเมื่อวานว่าอย่าพูดจาไม่สุภาพ ยอนดูเลยตอบกลับอย่างนอบน้อม
ซอนดงดูพึงพอใจแล้วก็ยื่นบางอย่างออกมา
คราวนี้ไม่ได้มีแค่อันเดียว แต่เป็นถุงที่เต็มไปด้วยมันฝรั่งหลายหัว
“…เห็นเมื่อวานกินอย่างเอร็ดอร่อยน่ะ เอาไว้กินระหว่างทางสิ!”
“ว้าว… ขอบคุณค่ะ!”
เจ้าหนูยื่นถุงให้แล้วก็ชำเลืองมองพวกเราพลางถามว่า
“จะมาอีกไหม…?”
คำถามนั้นผมเป็นคนตอบเอง
“มาสิ”
ถึงจะต้องหาของแพงๆ มาฝากคุณยายก็เถอะ แต่ก็คงจะหาทางได้นั่นแหละ
ผมทิ้งเจ้าหนูซอนดงที่ทำหน้าเศร้าสร้อยไว้ข้างหลังแล้วก็ขึ้นรถ
“ขอโทษนะครับ ที่ให้รอ”
“ไม่เป็นไรครับ”
และแล้วชีวิตในชนบทสองวันก็สิ้นสุดลง
วันต่อมา ชีวิตประจำวันที่แสนธรรมดาก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
ผมยืนอยู่ที่เคาน์เตอร์ร้านสะดวกซื้อเหมือนทุกวัน รอเวลาเลิกงาน
‘ถ้าจะมีอะไรที่ต่างไปจากชีวิตประจำวันเดิมๆ ล่ะก็’
ก็มีแค่เรื่องเดียว คือการที่ไม่มีนอนดูอยู่ข้างๆ
อาจจะฟังดูแปลกๆ แต่ผมอยากจะเปรียบเทียบมันกับการสูบบุหรี่
วันนี้เป็นวันที่ผมเลิกบุหรี่มาได้ประมาณหนึ่งสัปดาห์แล้ว แต่กลับไม่มีอาการอยากบุหรี่เลยแม้แต่น้อย
ไม่มีความคิดที่อยากจะสูบมันเลยสักนิดเดียว
…
แต่กับยอนดูมันไม่ใช่แบบนั้น
‘นี่เพิ่งจะแยกกันได้แค่แปดชั่วโมงกว่าๆ เองนะ’
คิดถึงจะแย่อยู่แล้ว ไม่ได้ล้อเล่นนะ คิดถึงจนมือไม้สั่นไปหมด
อาจจะเพราะตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาเรามาทำงานด้วยกันตลอด พอวันนี้ต้องมาคนเดียวเลยรู้สึกว่ามันแตกต่างกันมาก
ภาพของยอนดูที่คอยมองผมแล้วก็ยิ้มกว้างอยู่ข้างๆ มันยังคงติดตาอยู่เลย
‘ไอ้บ้าเอ๊ย’
ผมส่ายหัวไปมาเพื่อสลัดความคิดนั้นทิ้งไป
แค่วันแรกก็เป็นซะขนาดนี้แล้ว ต่อไปจะทนได้ยังไงกัน
แต่ก็ยังดีที่วันนี้พอจะทนความคิดถึงยอนดูได้บ้างก็เพราะเจ้าพวกนั้น
“พี่ชาย นี่สิครับถึงจะเรียกว่ามิตรภาพ!”
“อือ ไม่ใช่เลยจ้ะ~ ลุง! พวกเรามาแล้วครับ!”
เจ้าพวกเด็กมัธยมปลายยังคงมาที่ร้านสะดวกซื้อเหมือนเดิมถึงแม้วันนี้จะไม่มีอนดู
ต้องขอบคุณที่เจ้าพวกนั้นคอยชวนคุยระหว่างที่กินบะหมี่ถ้วย เลยทำให้ผมลืมเรื่องของยอนดูไปได้ชั่วขณะ
‘จะเป็นยังไงบ้างนะ’
จู่ๆ ก็เป็นห่วงขึ้นมา
ยอนดูจะปรับตัวเข้ากับที่เนิร์สเซอรี่ได้ไหมนะ
ในฐานะคนเป็นพ่อก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้
เพราะนี่เป็นการส่งยอนดูที่เคยอยู่ตัวคนเดียวมาตลอดเข้าไปอยู่ในสังคมเล็กๆ
‘จะไม่มีใครแกล้งใช่ไหม?’
ความกังวลหนึ่งก็ชักนำไปสู่ความกังวลอื่นๆ
เอาน่า คงไม่มีอะไรหรอกมั้ง พอพวกคุณครูเห็นยอนดู ต่างก็อ้าปากค้างแล้วก็เอ็นดูเธอกันทั้งนั้น
เพราะยอนดูเป็นเด็กที่ขาวสะอาดและบริสุทธิ์ ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็เป็นที่รักของทุกคน
ระหว่างที่ผมกำลังกังวลแล้วก็หาคำตอบให้ตัวเองซ้ำไปซ้ำมา ก็ถึงเวลาเปลี่ยนกะพอดี
“งั้นขอตัวก่อนนะครับ”
“ครับ เดินทางดีๆ นะครับ”
…
ผมเปลี่ยนกะกับพนักงานพาร์ทไทม์คนถัดไปแล้วก็รีบตรงกลับบ้าน
กะว่าจะแวะกลับบ้านแป๊บนึงแล้วก็จะไปรับยอนดูทันที
กลับบ้านไปต้องคุยกับยอนดูให้หนำใจเลย
หาเพื่อนได้ไหม คุณครูใจดีหรือเปล่า ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ บ้างไหม
พอจินตนาการแบบนั้น รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าโดยไม่รู้ตัว
วี้~
อะไรกันเนี่ย? กำลังจินตนาการเรื่องมีความสุขอยู่แท้ๆ แต่กลับมีโทรศัพท์เข้ามาขัดจังหวะ
ผมขมวดคิ้วแล้วก็ดูชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ
-ชเวยุนอู
ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นชเวยุนอู เพื่อนของผมนั่นเอง
ผมรับโทรศัพท์ระหว่างที่เดินกลับบ้าน
“อะไร”
“เฮ้ย จูวอนอา เมื่อไหร่จะมาวะ?”
จู่ๆ ก็ถามว่าจะมาเมื่อไหร่
นี่มันเมาหรือเปล่าเนี่ย?
“ยังไม่ได้นัดกันสักหน่อย จะให้ไปเมื่อไหร่อะไรของแก”
“คิกๆ”
เสียงหัวเราะคิกคักดังออกมาจากโทรศัพท์
แค่ฟังเสียงหัวเราะก็รู้แล้วว่าเป็นใคร
“จุนซูกับซองฮยอนอยู่ด้วยกันเหรอ?”
จากนั้นคำตอบที่น่าตกใจก็ดังกลับมา
“เออ อยู่หน้าบ้านแกแล้ว รีบโผล่มาเปิดประตูเลย” “…?”