บทที่ 16

“อยู่หน้าบ้านแกแล้ว รีบโผล่มาเปิดประตูเลย” “…?”

ในหัวของผมเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามตามที่ได้ยินมาไม่มีผิดเพี้ยน

เจ้าพวกนั้นอยู่หน้าบ้านผมตอนนี้เนี่ยนะ? ทำไม? ได้ยังไง?

หลังจากย้ายห้อง ผมเคยบอกที่อยู่ให้พวกมันด้วยเหรอ?

อ๊ะ!?

นั่นสิ เมื่อไม่กี่วันก่อน ยุนอูเพิ่งจะถามที่อยู่ในห้องแชทกลุ่มนี่นา

บอกว่าจะเอาไว้ใช้พิจารณาตอนนัดเจอกัน ผมเลยบอกไปโดยไม่ได้คิดอะไร

ก็ถ้าเกิดได้เจอกันจริงๆ การนัดเจอใกล้ๆ บ้านมันก็สะดวกดี

ไม่คิดเลยว่ามันจะนำมาซึ่งผลลัพธ์แบบนี้

อาจจะเพราะไม่ได้เจอกันนานเกินไป ผมเลยลืมไปสนิทว่าเจ้าพวกนี้มันเป็นพวกทำอะไรไม่ยั้งคิด

ให้ตายสิ วันนี้ไม่ได้เด็ดขาด

วันอื่นยังพอว่า แต่วันนี้ไม่ได้จริงๆ

เพราะวันนี้เป็นวันแรกที่ยอนดูไปเนิร์สเซอรี่

ผมวางแผนไว้แล้วว่าจะไปรับยอนดูกลับบ้าน แล้วก็นั่งคุยจู๋จี๋กันว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง

แต่แผนการทั้งหมดก็ต้องมาพังทลายลงเพราะแก๊งวายร้ายสามคนนี่ ความดันพุ่งปรี๊ดจนฝีเท้าของผมเริ่มเร็วขึ้นเรื่อยๆ

ผมตะโกนใส่โทรศัพท์

“เฮ้ย ไอ้บ้าเอ๊ย! อย่างน้อยก็ควรจะบอกกันก่อนสิว่าจะมาหา”

แต่แล้วคำพูดของยุนอูก็ยิ่งทำให้ผมหัวร้อนขึ้นไปอีก

“โว้วๆ ใจเย็นเพื่อน มันมีเหตุผลน่า”

“…เหตุผล?”

“ฟังให้ดีนะ เอาตามตรงแกก็ยอมรับใช่ไหมว่าแกน่ะมันพวกขี้เบี้ยว”

คำว่า ‘พวกขี้เบี้ยว’ หมายถึงพวกที่ไม่มีสัจจะ ผิดนัดอยู่เป็นประจำ

และถ้าให้คิดอย่างใจเย็น ผมก็เป็นพวกขี้เบี้ยวจริงๆ นั่นแหละ

ผมยอมรับแบบอ้อมๆ

“แล้วไง”

“จูวอนอา ฉันไม่คิดแบบนั้นเลยว่ะ”

“ไม่คิดอะไร”

“ไม่คิดว่าแกจะยอมโผล่หัวออกมา ถึงแม้ว่าเราจะนัดกันอย่างเป็นทางการแล้วก็ตาม”

“…แล้ว?”

“แล้วอะไรล่ะ ก็เลยมาหาถึงที่เลยไง คิกๆ”

สมแล้วที่เป็นหัวหน้าแก๊งวายร้าย

ถ้าคุยต่อมีหวังความดันขึ้นกว่าเดิมแน่ ผมเลยวางสายไป

ยังไงซะก็ใกล้จะถึงบ้านแล้วด้วย

ตุบ ตุบ

ฝีเท้าที่เคยเปี่ยมไปด้วยความสุขเพราะกำลังจะไปรับยอนดูได้หายไปหมดสิ้น

เหลือเพียงฝีเท้าที่ยังคงก้าวอย่างรวดเร็วด้วยความโกรธ

ไม่นานนัก ผมก็มาถึงหน้าอพาร์ตเมนต์

แก๊งวายร้ายสามคนยืนจับจองพื้นที่ตรงทางเข้าอย่างสง่าผ่าเผย

‘ฉันมันบ้าจริงๆ’

ขนาดตัวผมเองยังไม่เข้าใจตัวเองเลย

ว่าไปเชื่อใจอะไรเจ้าพวกนี้ถึงได้ให้ที่อยู่แบบละเอียดไป

บางทีถ้าบอกเลขห้องไปด้วย พวกมันอาจจะงัดประตูเข้าไปแล้วก็ได้

ถ้าเป็นอย่างนั้นขึ้นมา… ไม่อยากจะคิดเลย

ผมถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วก็เดินเข้าไปหาพวกมัน

ในบรรดาสามคน ยูซองฮยอนเป็นคนแรกที่เห็นผมแล้วก็เอ่ยปากขึ้น

“เฮ้ยๆ! นั่นไง ฟอสซิลมีชีวิตโผล่มาแล้ว!”

ยูซองฮยอนเป็นหนึ่งในพวกที่กวนประสาทที่สุดในกลุ่มสามคนนี้

ส่วนชเวยุนอูน่ะเหรอ ไม่ต้องพูดถึง หัวโจกตัวจริงเลยล่ะ

ส่วนอีกคน พัคจุนซู เป็นคนที่ค่อนข้างจะสงบเสงี่ยมที่สุด แต่ถ้าได้รู้จักก็จะรู้ว่ามันก็เหมือนกันนั่นแหละ

ตั้งแต่สมัยเรียน ถ้ายุนอูหรือซองฮยอนเสนออะไรขึ้นมา มันไม่เคยปฏิเสธเลยสักครั้ง

‘ช่างเป็นทีมที่เข้าขากันดีจริงๆ’

จนผมเองก็ยังสงสัยว่าไปสนิทกับเจ้าพวกนี้ได้ยังไง

“โย่ จูวอน ไม่เจอกันนานหล่อขึ้นนี่หว่า”

“เฮ้ยๆ ปวดขาแล้ว รีบเข้าไปข้างในกันเถอะ เปิดประตูได้แล้ว~”

ผมเดินผ่านเจ้าพวกที่กวนประสาทไปหาชเวยุนอู

แล้วก็จัดการล็อกคอทันที

“อ๊าก! อะไรวะเนี่ย!”

“อะไรล่ะ ไอ้บ้าเอ๊ย”

“เฮ้ย พวกแกมองอะไรอยู่! ช่วยด้วย! อ억!”

ถึงจะร้องขอความช่วยเหลือ แต่เจ้าสองคนที่เหลือกลับเอาแต่หัวเราะคิกคักมองดูเหมือนนัดกันมา

พวกเราก็เป็นแบบนี้แหละ ในบรรดาสี่คน ไม่มีคำว่าพันธมิตรที่ยั่งยืนอยู่จริง

ระหว่างที่กำลังบีบคอสั่งสอนยุนอูอย่างเมามัน สายตาของผมก็เหลือบไปเห็นถุงที่ยุนอูถือไว้ในมืออย่างสุดชีวิต

ผมคลายล็อกคอแล้วก็เปิดดูข้างในถุง

“ไอ้บ้าเอ๊ย”

แค่เห็นเงาลางๆ ก็รู้แล้วว่าข้างในมีโซจูอยู่ประมาณสิบขวดได้

กะจะมาค้างคืนกันเลยสินะ เจ้าพวกนี้

“เฮ้อ…”

มันมาถึงจุดนี้ได้ยังไงกัน

สุดท้ายผมก็ปล่อยให้แก๊งวายร้ายสามคนเข้ามาในห้องจนได้

หมายความว่าผมไม่สามารถปกป้องบ้านของตัวเองไว้ได้

‘มันช่วยไม่ได้นี่นา’

เพราะความวุ่นวายเล็กๆ ที่เกิดขึ้นหน้าบ้าน ทำให้ผมสัมผัสได้ถึงสายตาเย็นชาของคุณลุงยาม

นอกจากจะพาเข้ามาในบ้านแล้ว ก็ไม่มีทางเลือกอื่น

“วันนี้ฉันดื่มไม่ได้เด็ดขาด”

“หา? ไม่เอาดิ ทำไมวะ?”

“ทำไมอะไรล่ะ พวกแกบ้าไปแล้วเหรอ? จะซื้อโซจูมาอะไรเยอะแยะขนาดนี้? พรุ่งนี้ไม่ไปทำงานกันรึไง?”

“คนที่บ้าคือแกต่างหาก พรุ่งนี้วันหยุดโว้ย ไอ้โง่”

อ้อ จริงด้วย ลืมไปสนิทเลย พรุ่งนี้เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์นี่นา

แต่สำหรับผมมันไม่เกี่ยวกัน

ที่เนิร์สเซอรี่นี่บอกว่าสามารถฝากเด็กในวันหยุดได้ ถ้าอย่างนั้นผมก็ต้องไปทำงานพิเศษที่ร้านสะดวกซื้อเหมือนเดิม

ค่าแรงวันหยุดนี่มันหวานเจี๊ยบเลย

“ฉันต้องไปทำงานพิเศษพรุ่งนี้”

“หา? จริงดิ?”

“อือ”

“โห เกินไปป่ะ? ทำงานวันหยุดเนี่ยนะ”

ระหว่างที่ผมคุยกับซองฮยอนอยู่ เจ้าสองคนที่เหลือก็เริ่มเดินสำรวจบ้านของผม

ท่าทางของพวกมันเป็นธรรมชาติซะจนผมเผลอหัวเราะแห้งๆ ออกมา

“โห ดูจูวอนซะก่อน ซื้อบาร์โหนมาด้วย กะจะปั้นกล้ามเหรอวะ”

“ดูหุ่นฉันสิ ซื้อมาแต่ไม่เคยได้ใช้หรอก”

“อืม ก็ดูออกอยู่”

ตอนนั้นเอง ยุนอูก็ตะโกนเสียงดังขึ้นมา

“เฮ้ยๆ! สนใจทางนี้หน่อย!”

“สนใจอะไร แกเป็นครูรึไง?”

“ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเว้ย มาดูนี่เร็ว จูวอนมีผู้หญิงแล้วว่ะ”

“บ้าไปแล้ว จริงดิ?”

จะเป็นเรื่องจริงไปได้ยังไง

คนที่ตกใจกับคำพูดของยุนอูที่สุดก็คือผมเองนี่แหละ

กำลังจะอ้าปากถามว่าจู่ๆ พูดบ้าอะไรออกมา ยุนอูก็ชิงพูดขึ้นก่อน

“ดูนี่สิ ใครดูก็รู้ว่าเป็นเสื้อผ้าผู้หญิงชัดๆ”

เจ้าตัวถือเสื้อผ้าขึ้นมาแล้วก็แกว่งไปมา

ซองฮยอนกับจุนซูเดินเข้ามาใกล้ๆ แล้วก็จ้องมองเสื้อผ้าในมือ

หลังจากพิจารณาดูแล้ว จุนซูก็เอียงคอแล้วเอ่ยปาก

“เฮ้ย ก็ใช่เสื้อผ้าผู้หญิงนะ แต่จะบอกว่ามีผู้หญิงแล้วมันก็ดูตัวเล็กไปหน่อยไหม? นี่มันระดับเสื้อผ้าเด็กเลยนะ”

“…เออ? จริงด้วย? แล้วเสื้อผ้าแบบนี้มาอยู่ในบ้านจูวอนได้ไงวะ?”

จากนั้นแก๊งวายร้ายทั้งสามก็หันมามองผมพร้อมกัน

เป็นสายตาที่ต้องการคำอธิบาย

‘ให้ตายสิ’

เสื้อผ้าที่ชเวยุนอูถืออยู่คือเสื้อยืดกับกางเกงที่ผมซื้อให้ยอนดูใส่

ก็ผมอุตส่าห์เลือกสีที่ดูเป็นผู้หญิงให้แล้วนี่นา จะคิดว่าเป็นเสื้อผ้าผู้หญิงก็ไม่แปลก

‘จะอธิบายยังไงดี’

ยังไงซะก็คิดไว้แล้วว่าจะเล่าเรื่องยอนดูให้พวกมันฟังอยู่แล้วถ้าได้เจอ

แต่พอจะพูดจริงๆ ก็นึกไม่ออกว่าจะเริ่มจากตรงไหนดี

สุดท้ายผมก็เลยพูดออกไปตรงๆ

“ฉันมีลูกสาวแล้ว”

“…?”

คราวนี้ บนใบหน้าของเจ้าพวกนั้นกลับเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามแทน

“คืออย่างนี้นะจูวอนอา”

“อือ”

“สรุปที่แกพูดก็คือ คุณน้าของแกมีลูกสาวคนหนึ่ง แต่ลูกสาวคนนั้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดกับแกหรือญาติๆ เลยสักนิด พ่อแม่ที่แท้จริงของเด็กก็เสียไปแล้ว เด็กคนนั้นโตมาโดยถูกคุณน้าของแกทารุณกรรม แต่แกเพิ่งจะเคยเจอเด็กคนนั้นครั้งแรกที่งานศพ ญาติๆ ของแกก็เป็นคนไม่ดีกันหมด แกเลยโมโหขึ้นมาคนเดียวแล้วก็พาเด็กออกมา แล้วตอนนี้เด็กคนนั้นก็กลายเป็นลูกสาวของแกแล้วใช่ไหม?”

“ใช่ สรุปได้ดีนี่”

“…”

หลังจากที่ยุนอูสรุปคำอธิบายของผมได้อย่างน่าทึ่ง ทั้งสามคนก็มองมาที่ผมด้วยสีหน้าที่แปลกประหลาด

คนที่ทำลายความเงียบคือยูซองฮยอน

“โห ฉันทึ่งจริงๆ ว่ะ”

ยุนอูตอบกลับ

“เรื่องอะไร?”

“ฉันนึกว่าจูวอนจะลืมความทรงจำระหว่างพวกเราไปหมดแล้วซะอีก แต่ไม่ใช่เลยว่ะ”

“ทำไมวะ?”

“อุตส่าห์เตรียมเรื่องโม้ที่น่าทึ่งขนาดนี้มาเพื่อต้อนรับการกลับมาเจอกันในรอบหลายปีเนี่ยนะ? นี่มันมีคุณภาพสูงกว่าเรื่องที่ฉันโม้ว่าไปเป็นเพื่อนกับเลดี้กาก้าที่ร้านไก่ทอดซะอีก”

“พรืด”

“…ทึ่งจนน้ำตาจะไหลเลยว่ะ เหมือนได้ดูหนังจบไปเรื่องหนึ่งเลย”

ชเวยุนอูกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่

สำหรับผมแล้ว เป็นสถานการณ์ที่น่าเหลือเชื่ออย่างยิ่ง

‘ไม่คิดเลยว่าจะคิดว่าเราแต่งเรื่องขึ้นมา’

อันที่จริง ถ้าลองคิดดูแล้ว การที่พวกมันไม่เชื่อก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

เพราะตั้งแต่สมัยก่อน เวลาพวกเราสี่คนเจอกันก็จะมีเรื่องที่ทำกันอยู่เป็นประจำ

นั่นก็คือ ‘ศึกประชันเรื่องโม้’

เป็นเกมที่เราคิดค้นขึ้นมาเอง โดยการเล่าเรื่องที่ไม่น่าเชื่อให้ตลกที่สุด

ตัวอย่างเช่น เรื่อง ‘ไปเป็นเพื่อนกับเลดี้กาก้า’ ที่ซองฮยอนพูดเมื่อกี้ หรือเรื่องที่ยุนอูเคยเล่าว่า ‘ไปสอนโรนัลโด้เตะบอล’

“โห จูวอน ไม่เจอกันนานพัฒนาขึ้นเยอะเลยนี่หว่า ปกติเรื่องที่แกเล่าแต่ละเรื่องนี่โคตรจะไม่สนุกเลย แต่อันนี้ถึงจะไม่ตลก แต่ในแง่ของคุณภาพแล้วต้องยอมรับเลยว่ะ”

เพราะแบบนี้เจ้าเพื่อนบ้าคนนี้ถึงได้ไม่เชื่อผมเลยสักนิด

ดูจากสีหน้าของคนอื่นๆ แล้วก็คงไม่ต่างกัน

โอ้ย อึดอัดโว้ย! นี่แหละข้อเสียของเจ้าพวกนี้ ถึงจะไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร แต่ก็โง่

“จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่ แต่ยังไงซะฉันก็ต้องรีบออกไปแล้ว”

“ไปไหน?”

“ไปรับยอนดูที่เนิร์สเซอรี่”

เจ้าพวกนั้นทำหน้าเหมือนไม่เชื่อแล้วก็เอ่ยปาก

“เฮ้ยๆ พอแล้วก็ได้ เริ่มจะน่ากลัวแล้วนะ”

“ขนลุกว่ะ ตั้งชื่อให้ด้วย…”

สุดท้ายผมก็เลยตะคอกออกไป

“โอ้ย โธ่เว้ย! ไม่ต้องเชื่อก็ได้! ยังไงซะฉันก็จะไปแล้ว!”

ยุนอูเลยตอบกลับมาว่า

“ถ้าเป็นเรื่องจริง พวกเราตามไปด้วยได้ไหม?”

“ตามใจพวกแกสิ แต่ช่วยระวังคำพูดต่อหน้ายอนดูด้วย”

“แกไม่ได้วางแผนจะไล่พวกเรากลับใช่ไหม?”

“ไม่ใช่โว้ย ไอ้บ้า”

จากนั้นทั้งสามคนก็ลุกขึ้นพร้อมกัน

“เฮ้ย มาดูกันหน่อยสิว่าเจ้าหมอนี่จะเล่นไปถึงเมื่อไหร่”

“เออ เล่นกับมันหน่อยแล้วกัน ถือซะว่าโดนหลอก”

“เล่นละครกันอยู่รึไง?”

แอ๊ด

สุดท้ายผมก็ต้องพาแก๊งวายร้ายสามคนออกไปรับยอนดูด้วยกัน

เนิร์สเซอรี่อยู่ใกล้แค่จมูก เลยใช้เวลาไม่นานก็ถึง

ขณะที่ผมกำลังจะกดกริ่ง ซองฮยอนก็จับไหล่ผมไว้

“เฮ้ย จะเข้าไปจริงๆ เหรอ? พอเถอะ ถึงจะเป็นพวกเราแต่ทำแบบนี้มันก็เกินไปหน่อยนะ”

“หนวกหูน่า”

ผมสะบัดมือของเจ้าตัวออกแล้วก็กดกริ่งเนิร์สเซอรี่

เจ้าพวกที่เมื่อกี้ยังหัวเราะคิกคักตามมา ตอนนี้กลับยืนกระสับกระส่ายแล้วก็หันหลังให้

ให้ตายสิ เจ้าพวกขี้ขลาดเอ๊ย

แอ๊ด

ประตูเนิร์สเซอรี่เปิดออกพร้อมกับคุณครูที่เดินออกมา

เจ้าสามคนตกใจจนตัวสะดุ้ง

“สวัสดีครับ ผมมารับยอนดูครับ”

“อ้อ ค่ะ เชิญค่ะ!”

“ยอนดูอยู่ดีไหมครับ?”

“ค่ะ น้องยอนดูน่ารักแล้วก็เป็นเด็กดีมากเลยค่ะ เด็กๆ ชอบน้องมากเลย แต่ว่า…”

“…แต่ว่าอะไรเหรอครับ?”

หางเสียงที่ลากยาวทำให้ผมเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ

หรือว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น?

“น้องก็อยู่ดีๆ นะคะ แต่ก็เอาแต่ถามหาคุณพ่ออยู่เรื่อยเลยค่ะ ถามฉันตลอดเลยว่าคุณพ่อจะมารับจริงๆ ใช่ไหม ความสัมพันธ์พ่อลูกนี่น่ารักน่าเอ็นดูจริงๆ เลยนะคะ โฮะๆ”

“อ้อ อย่างนั้นเหรอครับ”

“เดี๋ยวจะไปพาน้องยอนดูออกมาให้นะคะ!”

“ขอบคุณครับ”

“ว่าแต่… ท่านที่อยู่ข้างหลังนั่น…?”

“อ้อ เพื่อนผมเองครับ ไม่ต้องใส่ใจก็ได้ครับ”

พอได้ยินว่ายอนดูถามหาผมก็รู้สึกดีใจ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกใจหาย

พอคิดถึงยอนดูที่คงจะตัวสั่นด้วยความกลัวว่าผมอาจจะไม่มารับ

อาจจะเพราะเราเพิ่งจะใช้เวลาอยู่ด้วยกันไม่นาน ยอนดูเลยยังคงหวาดกลัว

กลัวว่าอาจจะต้องแยกจากผม

‘ต้องทำให้เธอมั่นใจ’

ต้องทำให้เธอมั่นใจว่าจะไม่มีวันเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นเด็ดขาด

นั่นคือหน้าที่ของผมในฐานะพ่อ

ในขณะเดียวกัน ข้างๆ ผมก็เกิดความโกลาหลขึ้นมา

“บะ… บ้าไปแล้ว! เรื่องจริงเหรอเนี่ย?”

“ไม่ใช่เรื่องโม้เหรอวะ?”

“จูวอนเป็นพ่อคนจริงๆ เหรอ?”

ผมทำท่าทางให้พวกมันเงียบ

จากนั้นทุกอย่างก็เงียบกริบเหมือนป่าช้า

ในที่สุดคุณครูก็จูงมือยอนดูออกมา

“อ๊ะ…!”

ทันทีที่เห็นผม ยอนดูก็วิ่งสุดฝีเท้าเข้ามาสวมกอด

“พ่อจ๋า…!”

“ฮ่าๆ ยอนดู อยู่ดีไหม?”

“ยอนดู… คิดถึงพ่อจังเลยฮะ! คิดถึงพ่อมากๆ เลย!”

“เหรอ? มากแค่ไหน?”

“ทะ… เท่าฟ้าเท่าแผ่นดินเลย!”

ผมว่ายอนดูแค่ยังไม่ได้เรียนรู้อะไรเท่านั้นเอง แต่จริงๆ แล้วเธอเป็นเด็กที่ฉลาดมาก

ดูจากการที่ผมเพิ่งจะสอนไปครั้งเดียวแต่เธอก็เอามาปรับใช้ได้ทันที

“…เรื่องจริงเหรอวะเนี่ย?”

เจ้าสามสหายได้แต่ยืนทำอะไรไม่ถูกพลางมองไปที่ยอนดู

ภาพนั้นทำให้ผมนึกถึงหนังอินเดียเรื่อง ‘3 Idiots’ ขึ้นมา

ยอนดูกอดผมแน่นแล้วก็มองไปที่พวกนั้น

“พ่อจ๋า… ใครเหรอฮะ?”

“เพื่อนพ่อเอง”

“เพื่อนๆ…?”

“อื้ม แล้วยอนดูหาเพื่อนที่เนิร์สเซอรี่ได้ไหม?”

“ค่ะ!”

ถึงตอนนี้แล้ว เจ้าสามสหายก็คงจะเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดแล้ว

ว่าเรื่องที่ผมเล่าไม่ใช่เรื่องที่แต่งขึ้นมา

ผมพายอนดูกลับมาที่บ้านทันที

“เรื่องจริงสินะ…”

“เป็นเรื่องที่ยิ่งกว่าหนังซะอีก จูวอนมีลูกสาวที่น่ารักขนาดนี้…”

“เฮ้ย จู่ๆ ก็รู้สึกผิดที่เมื่อกี้ไม่เชื่อเลยว่ะ ไม่ใช่เรื่องครอบครัวที่จะเอามาหัวเราะคิกคักได้เลย”

ทั้งสามคนที่ตามกลับมาด้วยกันอย่างงงๆ กระซิบกระซาบกันเสียงเบาเหมือนมด

พอเห็นท่าทางที่ดูหงอๆ ของพวกมันแล้วก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้

ผมยิ้มแล้วก็พูดกับยอนดูว่า

“ยอนดู ให้เพื่อนพ่ออยู่ด้วยแป๊บนึงได้ไหม?”

“ได้ฮะ! ถ้าเป็นเพื่อนพ่อ… ก็ไม่ใช่คนไม่ดี!”

“ฮ่าๆ ใช่แล้วล่ะ”

โชคดีที่ดูเหมือนยอนดูจะไม่ได้ระแวงเพื่อนๆ ของผม

ยุนอูเป็นคนแรกที่เดินเข้าไปหายอนดู

“สวัสดีจ้ะยอนดู อาชื่อยุนอูนะ”

“ยูนู…?”

“ใช่ อายุนอู”

ยุนอูค่อยๆ ลูบหัวยอนดูอย่างเบามือ

ยอนดูไม่ได้หลบ แต่กลับจ้องมองยุนอูนิ่ง

จากนั้นยุนอูก็สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วหันไปหาอีกสองคน

“ทำไงดีวะ? เหมือนจะหายใจไม่ออกเลยว่ะ นี่มันความน่ารักที่ไม่อยู่บนโลกใบนี้ชัดๆ”

อีกสองคนก็ไม่ยอมน้อยหน้า รีบเดินเข้าไปหายอนดู

“อาชื่อพัคจุนซูนะ ยอนดู สนิทกับพ่อของหนูที่สุดเลยล่ะ”

“ยอนดู! อาชื่อซองฮยอน! จำไว้ว่าเป็นอาที่หล่อที่สุดในนี้ก็ได้นะ”

“…ไม่ใช่ซะหน่อย”

“หืม?”

“พ่อของหนูหล่อที่สุดต่างหาก…”

“อ้อ”

ปกติถ้าได้ยินคำพูดแบบนี้ ซองฮยอนคงจะหัวเราะเยาะไปแล้ว แต่คราวนี้กลับพยักหน้ายอมรับอย่างแรง

“แน่นอนอยู่แล้ว อาเป็นอาที่หล่อรองจากพ่อไง พ่อกับอามันคนละส่วนกัน”

“คิกๆ ค่ะ คุณอา!”

ตอนนั้นเอง ยอนดูก็มองไปที่ถุงที่วางอยู่บนพื้น

“พ่อจ๋า… นั่นอะไรเหรอฮะ?”

แย่ล่ะ! ลืมเรื่องนั้นไปสนิทเลย

ยอนดูมีอาการหวาดกลัวไม่ใช่แค่บุหรี่ แต่รวมถึงขวดเหล้าด้วย

ทุกครั้งที่เห็นขวดเหล้าที่ร้านสะดวกซื้อ เธอก็จะหวาดกลัวจนตัวสั่น

ผมรีบส่งสัญญาณมือให้จุนซูที่อยู่หน้าถุง

จุนซูดูเหมือนจะเข้าใจความหมายของผม เลยหยิบถุงขึ้นมาแล้วเอ่ยปาก

“เฮ้ย ซองฮยอน! จะเอาถุงขยะเข้ามาในบ้านทำไมเนี่ย!”

“เอ๋?”

“ขยะต้องเอาไปไว้ข้างนอกสิ!”

จากนั้นจุนซูก็ถือถุงออกไปทิ้งนอกประตู

โชคดีที่จุนซูไหวพริบดี ถึงแม้ซองฮยอนผู้น่าสงสารจะต้องมารับเคราะห์ไปเต็มๆ ก็เถอะ

แต่เพื่อส่วนรวมแล้ว การเสียสละส่วนน้อยก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี

ชูนิ้ว

ผมชูนิ้วโป้งให้จุนซู จุนซูก็ยักไหล่ตอบ

แล้วเวลาก็ผ่านไปในบรรยากาศที่ครื้นเครง

ยอนดูกับเพื่อนๆ ของผมสนิทกันได้อย่างรวดเร็ว

‘ก็โดยพื้นฐานแล้ว พวกมันไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรอยู่แล้ว’

ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมคงไม่แม้แต่จะเอ่ยถึงเรื่องราวของยอนดูตั้งแต่แรก

เพราะใช้เวลาอยู่ด้วยกันมานาน ผมเลยรู้จักเจ้าพวกนี้ดี

ไม่รู้ตัวเลยว่าเมื่อไหร่ที่ผมอารมณ์ดีจนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา

“นี่เป็นวิดีโอตอนที่ยอนดูกินไข่ต้มรมควันบนรถไฟ”

“โอ้โห!”

“ดูปากที่เคี้ยวตุ้ยๆ นั่นสิ! ไม่ใช่นางฟ้าแล้วจะเป็นอะไรได้วะ จริงๆ?”

“กินไซเดอร์ยังไงให้น่ารักขนาดนี้วะเนี่ย? เหมือนผึ้งกินน้ำผึ้งเลย คิกๆ น่ารักระเบิด”

พอให้ดูอันหนึ่ง ก็มีคำพูดตามมาอีกเป็นสิบ

พอรีแอคชั่นดี คนให้ดูก็มีกำลังใจ

“อันนี้ถ่ายที่ทุ่งดอกไม้ ตอนถ่ายนี่สับสนจริงๆ นะ ว่ายอนดูเป็นดอกไม้หรือดอกไม้เป็นยอนดู”

“เข้าใจเลยว่ะ ดูแล้วก็สับสนเหมือนกัน”

“เฮ้ย! ไม่ใช่สิ! เป็นพ่อคนแล้วจะมาสับสนเรื่องแบบนี้ได้ยังไง! ยอนดูสวยกว่าดอกไม้ตั้งเยอะ”

พอโดนดุ ผมก็ตอบกลับไปด้วยเสียงแผ่วเบา

“…ยอมรับก็ได้”

ก็แค่แกล้งทำเสียงหงอยๆ เล่นๆ เท่านั้นเอง

แต่ยอนดูก็ไม่ปล่อยโอกาสนั้นให้หลุดลอยไป เธอวิ่งเข้ามาแล้วพูดว่า

“พ่อจ๋า… เป็นไรไหมฮะ?”

“ฮ่าๆ ไม่เป็นไร ล้อเล่นน่ะ ล้อเล่น”

“อืง…”

พอเห็นยอนดูเป็นห่วงผม เจ้าพวกนั้นก็ดูเหมือนจะมีอาการหายใจไม่ออกขึ้นมาอีกรอบ

แล้วยุนอูก็มองมาที่ผมแล้วเอ่ยปาก

“ตอนนี้เข้าใจแล้วว่ะ”

“เรื่องอะไร”

“ตอนที่ฉันส่งลิงก์ช่องคิดส์ทูปในห้องแชทกลุ่ม ทำไมแกถึงได้เงียบขนาดนั้น”

ยูซองฮยอนพูดเสริมเหมือนเห็นด้วย

“นั่นสิ มีลูกสาวที่น่ารักขนาดนี้อยู่แล้ว จะมีเด็กคนอื่นเข้าตาได้ยังไง”

ผมส่ายหัวไปมาแล้วพูดว่า

“ไม่หรอก เด็กคนนั้นก็น่ารักเหมือนกัน ถึงยอนดูจะน่ารักกว่าเยอะก็เถอะ”

“มันก็ความหมายเดียวกันนั่นแหละ”

“…งั้นเหรอ?”

“เออสิ!”

ตอนนั้นเอง ยุนอูก็ตะโกนขึ้นมา

สายตาของทั้งสามคนรวมถึงผมจับจ้องไปที่เขา

“อะไรวะ จู่ๆ ก็”

“จูวอนอา”

“อือ”

“มีอะไร”

“พอดูวิดีโอแล้วจู่ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่ะ”

ยุนอูพูดในสิ่งที่ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อน

“แกกับยอนดู… ลองทำช่องคิดส์ทูปดูไหม?”



ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 16

ตอนถัดไป