พ่อหมาป่าที่โกรธเกรี้ยว

ค่ำคืนอันหนาวเหน็บของทวีปอาร์กติก

“คลืด....คลืด....”

เสียงรถยนต์แล่นบดไปบนหิมะและน้ำแข็งดังมาจากที่ไม่ไกลนัก ทำให้ดวงตาของซูลินที่เปล่งแสงสีเขียวเข้มอยู่ในความมืด หันไปจ้องมองทันที


รถคันนี้เป็นรถออฟโรด กำลังเคลื่อนห่างออกไป ราวหนึ่งร้อยเมตรจากที่ที่ซูหลินอยู่ เขาไม่ได้ทำอะไร เพียงแต่เฝ้าจับตามองจนกระทั่งรถคันนั้นค่อย ๆ ลับสายตา


แม้อาร์กติกจะเป็นดินแดนที่หนาวเหน็บและรกร้าง แต่ก็ยังมีนักผจญภัยหรือคณะนักวิจัยมนุษย์เข้ามาสำรวจอยู่บ้าง ยุคนี้มนุษย์กับสัตว์ป่ามักอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล หลายพื้นที่ยังถูกจัดตั้งให้เป็นเขตอนุรักษ์ธรรมชาติ เพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสัตว์นานาชนิด ดังนั้นตราบใดที่ไม่ใช่พวกนักลักลอกล่าสัตว์เถื่อนที่โหดร้ายเกินไป ก็ถือว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร


ซูหลินในชาติก่อนก็เคยเป็นมนุษย์ ดังนั้นในใจของเขาจึงยังคงเหลือความรู้สึกดีต่อมนุษย์อยู่บ้าง


“อู้ววว”


เมื่อแน่ใจว่ารถจากไปแล้ว ซูหลินจึงส่งเสียงหอนต่ำเรียกเสี่ยวฮุยที่ยังคงซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้าให้ออกมา


เจ้าเสี่ยวฮุยนอนหมอบอยู่บนหิมะมาสองสามชั่วโมง ร่างกายแทบจะชาแข็งไปหมด พอได้ยินเสียงเรียกจากหัวหน้า มันรีบสลัดตัวแล้ววิ่งกระโดดดึ๋ง ๆ มาที่ซากวัวมัสก์ ก่อนจะก้มหน้าลงกัดกินเนื้ออย่างหิวโหย พร้อมส่งเสียงหอนเบา ๆ ด้วยความตื่นเต้นและแสดงความเคารพต่อหัวหน้าอันเกรียงไกรของมัน


ซูลินเองก็ไม่เสียเวลา เขาหาไม้พุ่มสองกิ่งกลม ๆ มาใช้เป็นตัวช่วยลากซากวัวมัสก์ กลับไปยังถ้ำ เช่นเดียวกับที่เคยทำเมื่อตอนล่าเรนเดียร์


วัวมัสก์เพียงตัวเดียว สามารถเลี้ยงดูฝูงหมาป่าได้หลายวัน แม้หมาป่าจะสามารถ อดอาหารได้เป็นสิบวัน แต่ถ้าหากมีอาหารอุดมสมบูรณ์ แน่นอนว่าพวกมันย่อมอยากกินอิ่มทุกวัน โดยเฉพาะเจ้าน้องสาวหมาป่าตัวเล็ก ที่ยังอยู่ในช่วงเติบโต อาหารทุกมื้อจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง


ตอนนี้ซูหลินพัฒนาขึ้นจนถึงระดับ 5 แล้ว พลังของเขามากกว่าที่ผ่านมาอย่างชัดเจน ความเร็วแตะได้เกือบสามสิบเมตรต่อวินาที กรงเล็บมีแรงฟาดมหาศาล เขี้ยวกัดแน่นราวกับเหล็กกล้า และพลังพุ่งโจมตีจากการวิ่งก็รุนแรงยิ่งนัก ร่างกายสูงใหญ่ยาวถึงหนึ่งเมตรหกสิบ หากนับรวมกับหางก็มีความยาวเกินสองเมตรแล้ว ขนาดนี้แทบไม่ต่างจากพ่อหมาป่าเลย


หลังจากตรวจดูรอบ ๆ ไม่พบอันตราย เขาก็ตัดสินใจลากซากวัวมัสก์ออกเดินทางกลับถ้ำ


เจ้าเสี่ยวฮุยยังคงกินไม่หยุดจนท้องป่องตุ่ย แต่การกินอิ่มเกินไปท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายเช่นนี้ ถือว่าเป็นความผิดพลาด เพราะจะทำให้เคลื่อนไหวเชื่องช้า


ดังนั้นซูหลินจึงฟาดกรงเล็บลงไปที่หัวมันหนึ่งทีแรง ๆ จนกลิ้งไปสองรอบ เจ้าหมาป่าน้อยลุกขึ้นพร้อมหอนเสียงโหยหวนอย่างน้อยใจ แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่ง เพราะมันรู้ดีว่าในโลกนี้ ความจริงอันโหดร้ายและกำลังเท่านั้นที่จะทำให้มันจดจำได้


“อ้าววว!”


ซูหลินหอนสั่งให้ออกแรงช่วยลากซาก เจ้าเสี่ยวฮุยแม้จะงอแง แต่ก็รีบมาช่วยอย่างว่าง่าย สำหรับมัน หัวหน้าคือผู้มีอำนาจสูงสุด ไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ


เสี่ยวฮุยเองก็ใกล้จะเลื่อนขั้นเป็นระดับ 3 แล้ว แถมยังเป็นหมาป่าสายพันธุ์พิเศษ มีกำลังไม่น้อย การที่มันช่วยลากจึงทำให้ซูหลินไม่ต้องเปลืองแรงมากนัก


ระหว่างทางกลับ พวกเขายังเจอฝูงหมาป่าอาร์กติกอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งประกอบไปด้วยหนึ่งตัวผู้กับสองตัวเมีย รวมสามตัว เป็นฝูงขนาดเล็กทั่วไป ตัวผู้แข็งแกร่งที่สุดมันอยู่เพียงระดับ 5 ส่วนตัวเมียอยู่ที่ระดับ 4 และ 3 เท่านั้น


สำหรับซูหลินแล้ว ฝูงนี้ไม่ต่างอะไรจากแมลง หากพวกมันคิดจะลองดี เขาก็พร้อมจะสั่งสอนให้รู้ซึ้ง แต่ตัวผู้เหมือนจะดูออกว่ามันไม่ใช่คู่ต่อสู้ของซูหลิน ดังนั้นมันจึงเลือกที่จะหอนสั่งถอยแทนการเผชิญหน้า


เมื่อมาถึงใกล้ ๆ ถ้ำ พวกเขาก็เห็นพ่อหมาป่ากำลังออกลาดตระเวนอยู่พอดี พ่อหมาป่าในฐานะจ่าฝูงมีความรับผิดชอบมาก มันมักจะออกลาดตระเวนรอบอาณาเขตเป็นประจำ


ซูหลินปล่อยเหยื่อที่ลากมาแล้วกระโดดขึ้นไปบนก้อนหินขนาดใหญ่ ก่อนจะส่งเสียงคำรามบอกพ่อหมาป่าว่าเขากลับมาแล้ว


เมื่อพ่อหมาป่าได้ยินเสียงคำรามขณะลาดตระเวน ดวงตาสีเขียวของมันก็หันไปมองทันที


“เจ้าหมาป่าน้อย กลับมาแล้วงั้นหรอ”


หัวใจที่เคยเต้นแรงด้วยความกังวลค่อย ๆ คลายลง เพราะตั้งแต่ตื่นมาแล้วไม่พบซูหลินกับเสี่ยวฮุยมันก็เป็นห่วงมาตลอด อาร์กติกในตอนนี้แร้นแค้น สัตว์นักล่าหลายชนิดแทบจะกินทุกอย่างที่ขวางหน้า มันกลัวว่าลูกหมาป่าจะตกอยู่ในอันตราย


แต่ในฐานะหัวหน้าฝูงผู้เด็ดขาด การที่ลูกหมาป่ากล้าแอบออกไปเอง ย่อมทำให้มันโกรธไม่น้อย หากลูก ๆ เริ่มไม่เชื่อฟัง ต่อไปมันจะปกครองฝูงได้อย่างไร


ความโกรธพุ่งพล่านในอกพ่อหมาป่า มันตั้งใจจะสั่งสอนเจ้าตัวเล็กให้หลาบจำสักครั้ง แต่แล้วจมูกอันเฉียบคมของมันก็จับกลิ่นคาวเลือดได้อย่างฉับพลัน


ในความมืด ดวงตาสีเขียวสะท้อนแสงวาบ มองเห็นชัดว่าขนสีขาวสะอาดของซูหลินเปรอะเปื้อนด้วยเลือดนองเต็มตัว


“ลูกของมัน ได้รับบาดเจ็บงั้นหรอ”


หมาป่าพ่อแยกเขี้ยวคำราม ก่อนจะวิ่งพุ่งตรงเข้ามาทันที


ซูหลินเองก็ส่งเสียงหอนตอบรับ


พอวิ่งมาถึง พ่อหมาป่าก็ไม่รีรอ ใช้ลิ้นเลียขนของซูหลินไปทั่วร่าง สีหน้าเต็มไปด้วยความร้อนใจ แม้ปกติมันจะดูเคร่งขรึม ไม่อ่อนโยนเท่าแม่หมาป่า แต่ความห่วงใยต่อลูกนั้นไม่ได้ต่างกันเลยแม้แต่น้อย


เมื่อเห็นเลือดเปรอะทั่วร่าง ลูกตาที่เคยแข็งกร้าวกลับเปลี่ยนเป็นดุดัน เต็มไปด้วยโทสะและความดุร้าย


แต่ไม่นานนัก มันก็จับกลิ่นได้ชัดว่า… เลือดนี้ไม่ใช่ของลูกหมาป่า


ซูหลินหอนต่ำเป็นสัญญาณให้มันมองไปด้านหลัง พ่อหมาป่าหันไปก็เห็นเสี่ยวฮุยกำลังลากซากวัวมัสก์ด้วยแรงเฮือกสุดท้าย ลิ้นห้อยหอบหายใจอย่างเหนื่อยล้า


สายตาหมาป่าพ่อไม่ใส่ใจกับมันนัก แต่ไปหยุดอยู่ที่ซากวัวใหญ่แทน


มันเดินเข้าไปดมใกล้ ๆ แล้วขนลุกเกรียวด้วยความไม่อยากเชื่อ


“นี่…วัวมัสก์”


ครั้งก่อนที่ซูหลินล่าได้เพียงกระต่ายอาร์กติก เขายังพอรับได้ เพราะกระต่ายพวกนั้นไม่มีพิษไม่มีภัยอะไรมากนัก แค่หูไวและวิ่งเร็วเท่านั้น หากมีประสบการณ์ก็พอจับได้


แต่ครั้งนี้คือวัวมัสก์ สัตว์ร่างใหญ่เขาแหลมดุร้าย แม้แต่มันเองยังไม่กล้าเผชิญหน้า เพราะถ้าพลาดแค่เพียงนิดเดียว เขาอาจถูกเขาขวิดจนพิการได้


เดิมทีมันตั้งใจจะลงโทษลูกหมาป่า แต่เมื่อเห็นซากวัวมัสก์ตรงหน้า มันก็เงียบไปในทันที


พอหันมามองอีกครั้งก็เห็นว่าร่างของซูหลินโตขึ้นอีกขั้น จนเกือบเทียบเท่ากับมันแล้ว ทั้งพลัง อำนาจการล่า และซากอาหารที่หามาได้ ทุกสิ่งกำลังบอกเล่าเรื่องเดียวกัน…

ลูกหมาป่าตัวนี้ กำลังก้าวล้ำหน้ามันไปอีกก้าวแล้ว

-----------

ตอนก่อน

จบบทที่ พ่อหมาป่าที่โกรธเกรี้ยว

ตอนถัดไป