วางแผนสร้างฝูงใหม่

พ่อหมาป่าช่วยซูหลินลากซากวัวมัสก์กลับมาถึงถ้ำ ระหว่างทางก็เงียบไม่ส่งเสียงอะไรตลอดทาง

ประสาทรับกลิ่นของหมาป่านั้นไวมาก พอได้กลิ่นคาวเลือดที่เข้มข้น เหล่าหมาป่าที่นอนพักอยู่ในถ้ำก็ทยอยตื่นขึ้นมา

“อ๊าววว!”

เสียงหอนต่ำดังขึ้นต่อเนื่องทั่วทั้งถ้ำ

พวกมันต่างพากันจ้องมองซากวัวมัสก์ด้วยความงุนงง นี่มันเรื่องอะไรกัน? หรือว่าหัวหน้าฝูงออกไปล่าเพียงลำพังแล้วได้มันมา?

แววตาของหมาป่าทุกตัวเต็มไปด้วยความสงสัย

พ่อหมาป่าไม่ได้พูดอะไร แต่ก็ยังไม่อนุญาตให้ใครเริ่มกิน เนื่องจากในฝูงนั้น หากหัวหน้าฝูงยังไม่ลงมือ ตัวอื่นย่อมไม่กล้าแตะต้องซากเหยื่อ

ท้ายที่สุด มันหอนต่ำพร้อมหันสายตาไปทางซูหลิน

เหล่าหมาป่าจึงได้รู้ความจริงว่า ซากวัวมัสก์ตัวนี้คือผลงานของซูหลิน

พวกมันต่างก็เลี้ยงดูซูหลินมาตั้งแต่ยังเป็นลูกหมาป่าตัวเล็กที่แทบยืนไม่ไหว จนถึงวันนี้ที่แข็งแกร่งขนาดนี้ การเติบโตเร็วเกินไปเช่นนี้ทำให้พวกมันไม่อาจมองเขาเป็นลูกหมาป่าอีกต่อไป แต่ต้องมองเป็นหมาป่าโตเต็มวัย แถมยังเป็นหมาป่าที่ทรงพลังยิ่ง

แววตาที่เหล่าหมาป่าใช้มองซูหลิน จึงเริ่มแฝงไว้ด้วยความเคารพเกรงกลัว

บรรดาหมาป่าเพศเมียหลายตัวส่งเสียงหอนต่ำ แล้วเข้ามาเลียขนที่เปื้อนเลือดของซูลิน พลางสะบัดหางเบา ๆ คล้ายแสดงความชื่นชมและเอ่ยความในใจอย่างเงียบงัน

“ฮืออ”

แต่เมื่อแม่หมาป่าส่งสายตากราดเกรี้ยว พวกตัวเมียก็รีบหางจุกก้นถอยห่างออกไปอย่างหดหู่

ในฝูง แม่หมาป่ากับพ่อหมาป่ายังคงมีอำนาจสูงสุด

ซูหลินแอบโล่งใจที่แม่หมาป่าเข้ามาช่วยไว้ ไม่อย่างนั้นเขาเองก็คงทำตัวไม่ถูก แม้เขาจะยอมรับแล้วว่าตัวเองเกิดใหม่เป็นหมาป่า แต่ให้มาคลอเคลียกับหมาป่าเพศเมียเหล่านี้ เขาก็ยังรู้สึกขนลุกอยู่ดี

“อ๊าววว!”

แม่หมาป่าหอนต่ำติดต่อกัน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในลูกชาย

“อ๊าววว!”

ซูหลินหอนตอบ แล้วเรียกแม่หมาป่ากับน้องสาวให้มากินเนื้อด้วยกัน

น้องสาวหมาป่ายังเล็ก ไม่รู้เรื่องอะไรมาก พอเห็นพี่ชายหอบเหยื่อกลับมาก็วิ่งไปซุกซนแทะซากวัวมัสก์อย่างตื่นเต้น ตอนนี้เธออายุราวสองเดือน เขี้ยวยาวเริ่มงอกแล้ว ทำให้สามารถกัดกินเนื้ออ่อนได้บ้าง แม้จะล้มลุกคลุกคลาน แต่ก็รีบลุกขึ้นมากินต่อทุกครั้ง

ลูกพี่ลูกน้องที่ยังอยู่ในวัยเจริญเติบโต ก็เข้ามาร่วมกินหลังจากส่งเสียงปรึกษากับแม่ของตน

ส่วนหมาป่าตัวอื่น ๆ หากไม่มีคำสั่งจากพ่อหมาป่า ก็ไม่กล้าแตะต้องเหยื่อแม้แต่น้อย ความเป็นระเบียบและลำดับชั้นในฝูงปรากฏให้เห็นชัดเจน

ด้วยสติปัญญาที่จำกัด หมาป่าส่วนใหญ่ก็ไม่ต่างจากเด็กมนุษย์วัยสองสามขวบ ต่อให้พ่อหมาป่าที่เป็นหัวหน้าฝูง เคยผ่านประสบการณ์โชกโชน ก็เพียงแค่มีสติปัญญาสูงกว่าเล็กน้อย สิ่งที่พวกมันทำได้ก็คือเชื่อฟังคำสั่งและยึดกฎฝูงเป็นหลัก ใครคิดแข็งข้อก็มีหนทางเดียว นั่นคือท้าทายอำนาจของหัวหน้า

ทว่าพลังและความเกรียงไกรของพ่อหมาป่า เป็นสิ่งที่ทุกตัวในฝูงเห็นกับตา ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะคิดคัดค้าน

เวลาผ่านไปพักใหญ่ เมื่อยังไม่ได้ยินคำสั่งให้กินเนื้อ เหล่าหมาป่าอื่นก็ได้แต่กลืนน้ำลายแล้วกลับไปนอนต่อ

แม่หมาป่าเดินมานั่งข้างพ่อหมาป่า ใช้ลิ้นเลียขนเบา ๆ ราวกับปลอบใจมันอย่างเงียบ ๆ

“อ๊าววว!”

ซูหลินหอนต่ำ เชื้อเชิญให้พ่อหมาป่ามากินเนื้อด้วยกัน

ทว่าพ่อหมาป่ากลับเงียบ ไม่ส่งเสียงอะไร แล้วล้มตัวนอนลงราวกับไม่สนใจ

นี่ทำให้ซูหลินที่อุตส่าห์ล่าเหยื่อใหญ่กลับมาแบ่งปัน รู้สึกถอนหายใจด้วยความผิดหวัง

ความจริงแล้วในหมู่หมาป่า ความคิดเรื่อง “ผู้แข็งแกร่งคือผู้ครองฝูง” ฝังรากลึกเกินไป ตอนนี้พลังของเขากลายเป็นภัยคุกคามต่อสถานะของพ่อหมาป่าแล้ว และนี่คือสาเหตุที่มันเงียบไปตั้งแต่แรกเห็นซากวัวมัสก์

ต่อให้เป็นลูกแท้ ๆ ของจ่าฝูง เมื่อเติบโตจนแข็งแกร่ง ก็ย่อมต้องออกไปสร้างฝูงของตัวเองในที่สุด

“อ๊าววว!”

ซูหลินหอนเรียกเจ้าเสี่ยวฮุย

เจ้าเสี่ยวฮุยที่กินจนอิ่มจนท้องป่อง กำลังจะไปนอนหนุนซากเนื้อเป็นหมอน ได้ยินเสียงหัวหน้าก็รีบวิ่งกลับมาหาอย่างว่องไว

ความหม่นหมองของพ่อหมาป่าทำให้ซูหลินตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ว่าเขาจะออกไปสร้างฝูงใหม่ และเจ้าเสี่ยวฮุยผู้ภักดีนี้ก็ต้องไปกับเขาด้วย

ส่วนลูกหมาป่าตัวเล็กในถ้ำ หากพ่อหมาป่ายินยอม เขาก็อยากพาไปด้วย เพราะตอนนี้พวกมันเป็นภาระต่อฝูง และเมื่อสภาวะ “ราตรีขั้วโลก” ขยายกว้างขึ้นเรื่อย ๆ อาหารก็จะหายากมากขึ้นตามมา

เวลาล่วงเลยไปอีกครึ่งเดือน

กลางวันบนแผ่นดินอาร์กติกเริ่มสั้นลงเรื่อย ๆ บริเวณที่ซูหลินอยู่ มีแสงอาทิตย์เพียงวันละสี่ถึงห้าชั่วโมงเท่านั้น ที่เหลือล้วนจมอยู่ในความมืด หากมุ่งขึ้นเหนือไปอีกหน่อย พื้นที่ใกล้ขั้วโลกก็จะถูกปกคลุมด้วย “ราตรีขั้วโลก” ทั้งหมดแล้ว

ราตรีขั้วโลกและทิวาขั้วโลก เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มีเฉพาะที่อาร์กติกและแอนตาร์กติก

ช่วงเวลานี้ พ่อหมาป่ากับแม่หมาป่าออกล่ารวมแล้วสี่ถึงห้าครั้ง แต่ก็แทบไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ครั้งที่พอใช้ได้ที่สุดคือการลุกล่า “ลูกสิงโตทะเล” ที่พักอยู่บนชั้นน้ำแข็งริมฝั่ง แต่ลูกสิงโตทะเลหนักเพียงสี่สิบห้าสิบกิโลกรัม ไม่อาจอิ่มท้องหมาป่าโตเต็มวัยถึงแปดตัวได้

สุดท้ายก็ยังต้องหน้าไม่อายมาแบ่งกินซากวัวมัสก์ที่ซูหลินหามาให้

ซากนี้มีเนื้อถึง250ร้อยกิโลกรัม ลูกหมาป่าทั้งฝูงกินเท่าไรก็ไม่หมด

อย่างไรก็ตาม ซูหลินยังไม่รีบร้อนแยกตัวออกจากฝูง เขาเพียงพาเสี่ยวฮุยออกไปค้นหาถ้ำใหม่ที่ปลอดภัยในระดับสูงก่อน

ในช่วงเวลานี้ เขาก็กินเนื้อวัวมัสก์ไปอีกราวสี่สิบถึงห้าสิบกิโลกรัม แม้รสชาติจะดี แต่แต้มวิวัฒนาการที่ได้กลับลดลงเรื่อย ๆ จนเหลือเพียง 0.1 ทำให้เขาไม่สนใจจะกินต่อ

ส่วนเจ้าเสี่ยวฮุยกลับกินไม่ยั้งทุกวัน ซูหลิน จึงปล่อยให้มันกินเต็มที่เพื่อเร่งการเติบโต และมันก็ทำได้สำเร็จเลื่อนระดับเป็นขั้นที่ 3 แล้ว

ร่างกายของมันโตจนใหญ่กว่าลูกพี่ลูกน้องของซูหลินสองถึงสามรอบ ขนาดเกือบเทียบเท่าแม่หมาป่า และพลังยังเหนือกว่าหมาป่าอาร์กติกทั่วไปที่อยู่ระดับ 4 เสียอีก ตอนนี้มันสามารถช่วยเหลือซูหลินได้จริงๆแล้ว

ระหว่างนี้ ซูหลินยังได้ตรวจสอบของรางวัลในระบบด้วย

【ยาเพิ่มแต้มวิวัฒนาการ: เมื่อกินเนื้อของเหยื่อ จะได้แต้มวิวัฒนาการเพิ่มขึ้นสามเท่า มีผลต่อเนื่อง 72 ชั่วโมง】

ยาเพิ่มแต้มวิวัฒนาการนี้เป็นของใหม่ มีคุณสมบัติชัดเจนคือเพิ่มอัตราแต้มวิวัฒนาการ ถือว่ามีประโยชน์มากทีเดียว

ส่วนอีกชนิดคือ “ยาเพิ่มศักยภาพ” ที่ซูหลินใช้มาตลอด มันใช้เพื่อกระตุ้นศักยภาพร่างกาย

ในช่วงครึ่งเดือนนี้ ซูหลินกินยาเพิ่มศักยภาพไปอีกห้าขวด ขนของเขานุ่มลื่นขึ้น โครงกระดูกแข็งแรงกว่าเดิม อวัยวะภายในอบอุ่นและทรงพลัง ปอดรับอากาศได้มากขึ้น หัวใจสูบฉีดเลือดได้แรงขึ้น ทำให้ทั้งการล่าและการต่อสู้มีความอึดทนยิ่งกว่าเดิม

ตอนนี้ หากเขาวิ่งสุดแรงด้วยความเร็วสามสิบเมตรต่อวินาที ก็สามารถวิ่งต่อเนื่องได้นานถึงสิบ นาที เต็มๆ

แต่ยาชนิดนี้ ยิ่งใช้มากผลลัพธ์ก็ลดลงตามไปด้วย หลังจากใช้ไปห้าขวด ผลลัพท์ของมันก็แทบจะไม่ปรากฏอีกต่อไป

-----------------

ตอนก่อน

จบบทที่ วางแผนสร้างฝูงใหม่

ตอนถัดไป