พัฒนาการของทุกตัว

ถ้ำแห่งใหม่ตั้งอยู่บนภูเขาสูงเสียดฟ้า เส้นทางที่จะขึ้นไปยังถ้ำนั้นชันเอาการ ปกติแล้วนักล่าส่วนใหญ่แทบจะไม่มีใครปีนขึ้นมาได้ง่าย ๆ


แม้แต่เจ้า เสี่ยวฮุย ที่ตัวเบาและแข็งแรง ยังต้องใช้แรงปีนอย่างทุลักทุเล จะให้มันลากซากกวางเรนเดียร์ขึ้นมาด้วยก็แทบเป็นไปไม่ได้


ดังนั้น สุดท้ายจึงเป็น ซูหลิน ที่ต้องออกแรงถึงเก้ากระบวนสิบสองท่า กว่าซากกวางเรนเดียร์ตัวนั้นจะถูกลากขึ้นมาถึงถ้ำได้สำเร็จ


ยามนี้ฤดูหนาวของขั้วโลกเหนือได้มาถึงพร้อมกับห้วงรัตติกาลยาวนาน สัตว์น้อยใหญ่จำนวนมากต่างอพยพย้ายถิ่นออกไป ทำให้เหยื่อสำหรับล่านับวันยิ่งหายากขึ้นทุกที ด้วยเหตุนี้ การเก็บสะสมอาหารไว้ล่วงหน้าในถ้ำจึงถือว่าจำเป็นอย่างยิ่ง


อุณหภูมิของขั้วโลกเหนือปกติก็หนาวจัดอยู่แล้ว มักจะติดลบสิบกว่าถึงยี่สิบองศา และเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว ความหนาวก็โหดร้ายยิ่งกว่า บางคืนอาจลดต่ำถึงลบสามสิบหรือสี่สิบองศาเลยทีเดียว อุณหภูมิระดับนี้เปรียบเสมือนตู้แช่แข็งธรรมชาติ ทำให้เนื้อสัตว์ไม่เน่าเสีย แม้เก็บไว้นานก็ยังคงสภาพดี


เมื่อเข้ามาในถ้ำใหม่ ซูหลินก็ไม่รีรอ เขาโถมตัวลงซากกวางเรนเดียร์แล้วดูดเลือดสด ๆ ไปหลายอึก เลือดกวางนั้นจัดว่าเป็นสมุนไพรชั้นดี มีสรรพคุณมากมายต่อร่างกาย สำหรับซูหลินผู้เป็นหมาป่า เลือดสดยิ่งหวานหอมล้ำลึกกว่าที่มนุษย์จะเข้าใจเสียอีก รสชาติชวนให้ลุ่มหลงยิ่งกว่าน้ำหวานยี่ห้อดังในโลกก่อนด้วยซ้ำ แน่นอนว่านี่ก็อาจเป็นเพราะประสาทรับรสของหมาป่าต่างจากมนุษย์ด้วยเช่นกัน


ที่ผ่านมาเขายังไม่เคยล่ากวางเรนเดียร์สด ๆ ได้เลย นี่จึงเป็นครั้งแรกที่เขาได้ลิ้มรสเลือดของมัน ซูหลินดื่มอย่างเต็มอิ่ม จนกระทั่งพอใจแล้วจึงเงยหน้าขึ้น ส่งเสียงหอนต่ำ ๆ เรียกเสี่ยวฮุยให้เข้ามาร่วมกิน


เจ้าเสี่ยวฮุยซึ่งก่อนหน้านี้คอยเฝ้าระวังอยู่ที่ปากถ้ำ รีบวิ่งตรงเข้ามาด้วยท่าทางตื่นเต้น มันฉีกกัดซากกวางอย่างตะกละตะกราม ขณะเดียวกัน ซูหลินก็เดินไปที่ปากถ้ำ หยุดยืนมองออกไปยังผืนแผ่นดินขั้วโลกเหนือที่ปกคลุมด้วยรัตติกาลกว้างใหญ่สุดสายตา


ที่นี่นับว่าเป็นถ้ำที่มีทำเลชั้นยอดเพราะตั้งอยู่สูง มองลงไปเห็นพื้นที่กว้างไกล อีกทั้งทางขึ้นยังชันมาก จึงปลอดภัยต่อการอยู่อาศัย ภายในถ้ำก็กว้างขวางกว่าเดิมหลายเท่า แม้จะมีหมาป่านับสิบตัวมาอยู่รวมกันก็ยังไม่อึดอัด ด้วยเหตุนี้ ซูหลินจึงตัดสินใจทันทีว่า ที่นี่แหละ จะเป็นถ้ำหลักที่เขาใช้พักพิงในอนาคต


หลังออกไปสำรวจรอบ ๆ ถ้ำจนแน่ใจว่าไม่มีสิ่งผิดปกติ เขาก็กลับเข้ามา ตอนนั้นเอง เสี่ยวฮุยก็กินอิ่มแล้ว ทว่าคราวนี้มันกินไปเพียงสามถึงสี่กิโลพออิ่มไป 8 ส่วนก็หยุดลง


“อู้ว!”

เสี่ยวฮุยส่งเสียงหอนต่ำสองครั้ง แสดงท่าทีเหมือนยังห่วงใยหนูเลมมิงที่มันฝังไว้ มันอยากเอากลับไปให้พวกหมาป่าน้อยตัวอื่นๆ ได้ลองชิมบ้าง


“อ้าวว~”

ซูหลินรับเสียงตอบ ก่อนจะนำมันลงจากภูเขา มุ่งหน้ากลับไปยังถ้ำเดิม ระหว่างทางก็ขุดหนูเลมมิงที่เสี่ยวฮุยฝังไว้ขึ้นมาได้ราวเจ็ดถึงแปดตัว มันคาบเองสี่ห้าตัว ที่เหลือซูหลินช่วยคาบไป


เมื่อกลับมาถึงถ้ำเก่า ก็พบว่าพ่อกับแม่หมาป่าเพิ่งกลับมาจากการล่าเช่นกัน ทว่าบรรยากาศภายในถ้ำกลับเงียบขรึม แสดงชัดว่าการออกล่าครั้งนี้ไม่ประสบผลเท่าไรนัก ถึงจะมีของติดมือกลับมา แต่ก็คงไม่ได้มากมายอะไรนัก


ทันทีที่เห็นซูหลินกับเสี่ยวฮุยกลับมา จ่าฝูงอย่างพ่อหมาป่า ก็พลันแสดงท่าทีเคร่งเครียด ดวงตาคมกริบจ้องมองทั้งคู่ไม่วางตา โชคยังดีที่ทั้งสองเพียงคาบหนูเลมมิงกลับมาไม่กี่ตัวเท่านั้น ไม่งั้นหากพวกเด็กน้อยสองตัวนี้หอบเหยื่อใหญ่ ๆ กลับมาเหนือกว่าที่ฝูงล่าได้ จ่าฝูงอย่างมันคงเสียหน้าและเสียศักดิ์ศรีอย่างร้ายแรง


การเป็นหัวหน้าฝูงแต่กลับทำผลงานได้น้อยกว่าหมาป่าลูกเล็ก ๆ แบบนี้ คงกระทบต่อความน่าเชื่อถือและบารมีไม่น้อย


“ฮ้าวว~ ฮ้าวว~”


เมื่อเห็นว่าเด็ก ๆ กลับมาโดยไม่ได้ของใหญ่ พ่อหมาป่าจึงยกซากกระต่ายอาร์กติก ตัวเต็มวัยขึ้นมาอวด ก่อนจะโยนไปข้างหน้าพวกเขา นี่คือสิ่งที่มันจงใจเก็บไว้ให้โดยเฉพาะ


เพียงแต่ว่าซากกระต่ายตัวนี้หนักไม่ถึง 5 กิโล ปกติแล้วเสี่ยวฮุยกินคนเดียวก็หมด ส่วนซูหลินเองยิ่งมีท้องที่ใหญ่กว่า จะให้กินแค่นี้ย่อมไม่พอ แต่ถึงอย่างนั้น เสี่ยวฮุยก็ไม่กล้าแสดงอาการดูถูกออกมาตรง ๆ เพียงแค่ส่ายหัวเบา ๆ ด้วยท่าทีไม่พอใจนัก ก่อนจะยืนนิ่งเงียบเคียงข้างหัวหน้ามันอย่างนอบน้อม



“อ้าวว~”


ซูหลินกลับส่งเสียงหอนตอบรับอย่างดีใจ ทำให้แม่หมาป่าเดินเข้ามาเลียแก้มเขาอย่างอ่อนโยน แม่หมาป่ารู้มานานแล้วว่าสามีและลูกชายเริ่มมีความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกัน ทว่าฝูงหมาป่านั้นยึดถือพลังเป็นใหญ่ เธอจึงไม่อาจทำอะไรได้มากไปกว่าหวังให้ทุกตัวอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข


ซูหลินหอนตอบกลับเบา ๆ อย่างแสดงความรักใคร่ ก่อนที่พ่อหมาป่าจะวางซากกระต่ายแล้วหันกลับไปยังตำแหน่งหัวหน้าฝูง นอนนิ่งอย่างเงียบสงบอีกครั้ง วันนี้พวกมันต้องออกแรงมาก เพราะสัตว์ใหญ่นั้นมักรวมฝูง หรือไม่ก็อพยพหนีไปไกล ทำให้ได้เพียงกระต่ายอาร์กติกไม่กี่ตัวเท่านั้น


การล่าในครั้งนี้ทำให้หมาป่าทุกตัวเหนื่อยล้ามาก ฝูงผู้ใหญ่ทั้งแปดตัวแบ่งกินไปห้าตัว อีกตัวแบ่งให้น้องสาวหมาป่ากับลูกพี่ลูกน้อง รวมถึงหมาป่าน้อยสีเทาขาว ส่วนอีกตัวก็ถูกเก็บไว้ให้ซูหลินกับเสี่ยวฮุยโดยเฉพาะ หลังเสร็จสิ้นหน้าที่ พ่อหมาป่าก็นอนหลับไปในทันที


เสี่ยวฮุยเองก็รีบนำหนูเลมมิงที่คาบใว้มามอบให้หมาป่าน้อย ทั้งสามตัว ซึ่งแทบไม่เคยออกจากถ้ำเลย พวกมันจึงไม่เคยลิ้มรสหนูเลมมิงมาก่อน ต่างก็จ้องมองอย่างสนใจและตื่นเต้น


ในที่สุด เสี่ยวฮุยต้องใช้ปากฉีกผ่าท้องหนูออกแล้วโยนให้ ทุกตัวจึงได้ลองกินอย่างเอร็ดอร่อย จากนั้นมันยังส่งเสียงหอนเรียกซูหลิน ก่อนจะคายหนูสองตัวให้กับหมาป่าน้อยสีเทาขาว แม้มักจะแกล้งอีกฝ่ายอยู่บ่อยครั้ง แต่ลึก ๆ ในใจมันก็ยังห่วงใยอยู่ไม่น้อย


ซูหลินเดินเข้ามาหาลูกหมาป่าทั้งกลุ่ม มอบซากกระต่ายและหนูเลมมิงเพิ่มเติมให้กิน น้องสาวหมาป่าและลูกพี่ลูกน้องต่างดีใจ แม้จะเพิ่งกินเนื้อวัวมัสก์ที่เหลืออยู่ไม่กี่วันก่อน แถมยังได้ชิมกระต่ายไปบ้างแล้ว แต่เพราะฤทธิ์ยาของน้ำยาเพิ่มศักยภาพ ทำให้ความอยากอาหารของพวกเธอเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล กินมากแค่ไหนก็ย่อยหมด จนตอนนี้ท้องร้องหิวอีกครั้ง


น้องสาวหมาป่ายังไร้เดียงสา เมื่อเห็นพี่ชายยกอาหารให้ก็กระโดดโลดเต้นกินอย่างร่าเริง ส่วนลูกพี่ลูกน้องกับหมาป่าสีเทาขาวกินเพียงเล็กน้อยก็หยุดไป


เวลาล่วงเลยไปอีกหลายวัน ภายใต้การเอาใจใส่ของซูหลินที่มักแบ่งอาหารให้เป็นพิเศษ บวกกับผลของน้ำยาปลุกศักยภาพ ทำให้ทั้งน้องสาวหมาป่าและลูกพี่ลูกน้องเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด


ร่างกายของลูกพี่ลูกน้องใหญ่ขึ้นกว่าแต่ก่อนถึงหนึ่งรอบเต็ม ระดับพลังก็ทะลุถึงขั้นสาม ขนขาวนวลนุ่มเงางามขึ้น หูแหลมชัดเจน ที่สำคัญคือประสาทการฟังได้รับการปลุกเร้า กลายเป็นหมาป่าที่มีหูไวกว่าใคร ๆ


ส่วนน้องสาวหมาป่าก็เลื่อนขึ้นสู่ขั้นหนึ่ง เขี้ยวและกรงเล็บแข็งแรงคมกว่าก่อน กัดแทะอาหารได้ง่ายขึ้น แม้จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ มากนักก็ตาม


สำหรับเสี่ยวฮุย การเติบโตนั้นก้าวกระโดดทุกด้าน ร่างกายใหญ่ขึ้นอีก เริ่มขยับเข้าใกล้ระดับสี่ ความทนทานต่อการโจมตีก็แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ที่เห็นชัดคือสี่ขาที่หนาแข็งและทรงพลัง ทำให้การกระโดดและการโจมตีรุนแรงกว่าหมาป่าอาร์กติกทั่วไปในระดับเดียวกันหลายเท่า


----------------

ตอนก่อน

จบบทที่ พัฒนาการของทุกตัว

ตอนถัดไป