ทำลายโดรนสำรวจ
แสงสว่างนั้นมีประกายสีแดงจาง ๆ แผ่วออกมา ดวงตาของเผ่าหมาป่าในยามค่ำคืนไวต่อแสงมาก ต่อให้เป็นเพียงแสงเล็กน้อยก็สามารถมองเห็นได้ทันที
ซูหลินค่อย ๆ เคลื่อนร่างกายอย่างระมัดระวัง เขาลัดเลาะผ่านพุ่มไม้ไม่กี่ต้น ก่อนจะเห็นชัดเจนว่าแสงที่กระพริบอยู่นั้นคืออะไร
“กล้องอินฟราเรดงั้นเหรอ”
สิ่งที่เขาเจอ คือกล้องอินฟราเรดสำหรับบันทึกภาพหนึ่งตัว ซึ่งถูกติดตั้งอยู่ในลักษณะคล้ายโดรนเล็ก ๆ ไม่ได้เป็นเทคโนโลยีล้ำยุคอะไรนัก เพราะในชาติก่อนตอนที่ออกสำรวจ เขาเองก็เคยใช้กล้องลักษณะนี้มาแล้ว กล้องประเภทนี้สามารถบังคับให้บินจากระยะไกลได้
คิดไปแล้วก็คงมีเพียงสัตว์ทั่วไปในแถบอาร์กติกเท่านั้น ที่จะกลัวสิ่งประหลาดลักษณะนี้จนต้องถอยห่างออกไป แต่ซูหลินกลับไม่เป็นเช่นนั้น ตรงกันข้าม เขาเดินเข้ามาสำรวจใกล้ ๆ
เห็นได้ชัดว่า แม้ในห้วงยามแห่ง “รัตติกาลนิรันดร์” ของทวีปอาร์กติก ก็ยังคงมีมนุษย์บางกลุ่มยอมเสี่ยงชีวิต มาคอยเฝ้าบันทึกพฤติกรรมของเหล่าสัตว์ป่าอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเพื่อการศึกษา หรือเพื่อสร้างสารคดีสัตว์ป่าก็ตาม เพราะรายการแนวนี้ยังมีผู้ชมอยู่มาก
แต่สำหรับซูหลินแล้ว เขาไม่ได้รู้สึกดีกับเจ้ากล้องนี้แม้แต่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะเหยื่ออย่างหมีสีน้ำตาลที่เขาจดจ้องเอาไว้ ก็คือ “เป้าหมายของเขา” เพียงผู้เดียว
ซูหลินยืนอยู่ห่างจากกล้องโดรนไม่ถึงยี่สิบเมตร แค่เพียงหนึ่งจังหวะพุ่งตัว เขาก็ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งวินาทีก็ถึงตรงหน้า ต่อให้มีใครบังคับอยู่เบื้องหลังก็คงไม่ทันได้ตอบสนอง
เขากระโจนขึ้นสูง ตะปบอุ้งเท้าหนักหน่วงใส่กล้องอินฟราเรดทันที
“ปัง!”
กล้องกระแทกพื้นแตกกระจาย ชิ้นส่วนกระเด็นกระดอนเกลื่อน แต่ยังคงกระพริบไฟสีแดงอ่อน ๆ อยู่
ซูหลินจึงฟาดซ้ำอีกสองครั้ง คราวนี้โครงสร้างภายในแตกละเอียด ไฟแดงวูบไหวเพียงเล็กน้อยก่อนจะดับสนิทลง
เมื่อทำลายเสร็จสิ้น เขาก็หันหลังเดินจากไป มุ่งหน้ากลับเส้นทางเดิม ท่ามกลางความเงียบงันของค่ำคืน
..............
ในระหว่างที่ซูหลินกำลังกลับสู่ถ้ำอยู่นั้น บนถนนห่างจากถ้ำของหมีสีน้ำตาลราวสองกิโลเมตร มีรถออฟโรดสีเทาคันหนึ่งจอดอยู่
ภายในรถ หญิงสาวผิวขาว ริมฝีปากแดงสด “ทิฟฟานี” กำลังจ้องหน้าจอแท็บเล็ต ที่บัดนี้กลายเป็นภาพมืดสนิท ใบหน้าเธอฉายแววหงุดหงิด
“โอ้ มาย ก็อด! เงาขาวเมื่อกี้มันคืออะไรกันแน่เนี่ย?” ทิฟฟานีเอ่ยอย่างสิ้นหวัง เธอมาอาร์กติกครั้งนี้ก็เพื่อการบันทึกและถ่ายทำโดยเฉพาะ
เพราะถ้าต้องการตีพิมพ์ผลงานเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตลึกลับในแดนน้ำแข็งแห่งนี้ การเก็บข้อมูลในช่วงรัตติกาลก็ถือเป็นสิ่งสำคัญ
แม้ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เธอจะยังไม่พบเจอหมาป่าขาวตัวนั้น แต่กลับได้พบหมีสีน้ำตาลเพศเมียที่เพิ่งออกลูกได้ไม่นาน หากสามารถบันทึกภาพการเลี้ยงลูกของมันในช่วงที่อาหารขาดแคลนลงได้ ก็นับว่าเป็นข้อมูลอันล้ำค่า
ทว่า กลับมีเงาขาวลึกลับปรากฏขึ้นฉับพลัน แล้วทำลายกล้องโดรนจนพังเสียหายหมด แถมความเร็วก็เร็วเกินกว่าจะจับภาพได้ เธอจึงอดคิดไม่ได้ว่ามันอาจเป็น “นกฮูกหิมะ” ก็เป็นได้
“หืม เกิดอะไรขึ้นเหรอ ทิฟฟานี”
เพื่อนสนิท “ดิเวียนา” ที่นอนพักอยู่เบาะหลัง ลืมตาขึ้นถามด้วยน้ำเสียงงัวเงีย ดิเวียนาเป็นเพื่อนร่วมสถาบันของทิฟฟานี ทั้งคู่หลงใหลในสัตว์ป่าเหมือนกัน และครั้งนี้เธอเลือกจะตามมา เพราะไม่อยากให้เพื่อนรักเสี่ยงอันตรายเพียงลำพัง
แต่พอได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง เธอกลับตกหลุมรักดินแดนอาร์กติกเข้าอย่างจัง ความมืดเงียบงันในรัตติกาลช่างมีเสน่ห์ราวกับพวกเธอเป็น “วิญญาณแห่งรัตติกาล” คอยเดินทางไปทั่วผืนทวีปเพื่อบันทึกวิถีชีวิตของสัตว์นานาชนิด
ที่นี่ เธอได้เห็นทั้งลูกแมวน้ำตัวน้อยเกาะตามเกาะน้ำแข็งอย่างน่าเอ็นดู ได้เห็นราชันผู้ยิ่งใหญ่อย่างหมีขั้วโลกว่ายน้ำล่าเหยื่ออย่างว่องไว และยังได้เห็นฝูงหมาป่าอาร์กติกออกล่าโดยใช้การประสานงานอย่างชาญฉลาด
ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังเคยได้ยินทิฟฟานีเล่าว่า แถวนี้มี “หมาป่าขาวเดียวดาย” ตัวหนึ่ง รูปร่างใหญ่โต ขนขาวสะอาด เฉลียวฉลาดและกล้าหาญอย่างยิ่ง มันสามารถล่าเหยื่อขนาดใหญ่ได้เพียงลำพัง
บางครั้งตอนที่ทิฟฟานีเปิดถ่ายทอดสด เหล่าผู้ชมในห้องสนทนาก็ยังเอ่ยถึงหมาป่าขาวตัวนี้อยู่บ่อยครั้ง จนทำให้ดิเวียนาเกิดความอยากรู้ขึ้นมา ว่าหมาป่าตัวนี้เป็นเช่นไร
“ที่รัก ดูสิ กล้องโดรนถูกทำลายหมดแล้ว” ทิฟฟานียื่นแท็บเล็ตที่มืดสนิทไปให้เพื่อนรักดู
“โอ้โห! อะไรกันเนี่ย?” ดิเวียนายังงัวเงีย แต่ก็แปลกใจไม่น้อย เพราะตามปกติแล้ว สัตว์ในอาร์กติกไม่ค่อยแตะต้องสิ่งแปลกปลอม โดยเฉพาะเครื่องบินโดรนที่เคลื่อนไหวและส่งเสียงได้
“มีเงาขาว! เร็วมาก! มันพุ่งเข้ามาทำลายกล้องในพริบตาเลย” ทิฟฟานีเล่าด้วยสีหน้าหม่นหมอง
“เงาขาว? เร็วขนาดนั้น? หรือว่าจะเป็นนกฮูกหิมะจริง ๆ?” ดิเวียนาเอ่ยออกมาเหมือนกับทิฟฟานีไม่มีผิด
“ฉันก็ไม่รู้!” ทิฟฟานีเพียงยกมือขึ้นทำท่าเบื่อหน่ายและจนปัญญา
หลังจากปรึกษากัน ทั้งสองก็เห็นตรงกันว่า ในเมื่อกล้องโดรนถูกทำลาย ก็ควรกลับไปพักเสียก่อน แล้วค่อยซื้อกล้องใหม่มาแทน และครั้งหน้าจะซื้อโดรนเล็กลง เพื่อให้สามารถบินเข้าไปบันทึกภาพลูกหมีในรังได้ด้วย
ทว่า ทั้งคู่ไม่รู้เลยว่า หากกลับมาอีกครั้ง สิ่งที่อาจเห็น มีเพียงร่องรอยเลือดที่หลงเหลืออยู่บนผืนน้ำแข็งเท่านั้น
................
ในความมืดมิด ซูหลินกลับมาถึงถ้ำแล้วพบว่าผู้ทำหน้าที่เฝ้ายามคือหมาป่าลูกพี่ลูกน้องของเขา เมื่อเห็นเขากลับมา เธอส่งเสียงหอนทักทายด้วยความอบอุ่น
“อ้าวว~”
ซูหลินเองก็ส่งเสียงตอบกลับ
ส่วน “น้องหมาป่าสาว” นั้นนอนซุกตัวอยู่ข้าง ๆ พี่สาวหลับสนิท ขณะที่ “ลูกหมาป่าเทาขาว” ยังหนุนหัวอยู่กับ “เสี่ยวฮุย” เพื่อคลายความหนาวเย็น
ซูหลินกวาดสายตามองทั่วถ้ำเล็กน้อย ก่อนจะกลับไปนั่งตรงมุมประจำ พิงผนังหินแล้วเอนตัวหลับ เพื่อเก็บแรงให้เต็มเปี่ยม เตรียมพร้อมสำหรับการล่าในวันรุ่งขึ้น
.............
รุ่งเช้า ซูหลินลืมตาตื่นก็เห็นเสี่ยวฮุยนั่งเฝ้าอยู่ข้างกาย
“อ้าวว~ อ้าวว~”
ทันทีที่เห็นหัวหน้าตื่น มันก็ส่งเสียงหอนดีใจ พร้อมกับแลบลิ้นออกมาเลียขนของเขา
“เพียะ!”
ซูหลินจึงยกอุ้งตบใส่ทันที แม่หมาป่ากับน้องสาวหมาป่านั้นเขาปฏิเสธไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะยอมรับความสนิทสนมแบบนี้จากเจ้าเสี่ยวฮุย
“อ้าวว!”
แม้จะโดนตบ แต่เสี่ยวฮุยก็ไม่โกรธสักนิด กลับยิ่งส่งเสียงหอนด้วยความตื่นเต้น เพราะตราบใดที่ “หัวหน้า” ยังอยู่ ไม่ได้ทอดทิ้งมันไป นั่นก็เพียงพอแล้ว สำหรับมัน การถูกสั่งสอนถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา
ซูหลินยืดกายลุกขึ้น ขยับเนื้อขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะส่งเสียงหอนต่ำ แล้วพาเสี่ยวฮุยออกจากถ้ำ เพื่อไปตรวจตรารอบ ๆ
ในฐานะผู้นำฝูง การลาดตระเวนคือหน้าที่ประจำวันที่ต้องทำ และเขาเองก็คุ้นชินกับภารกิจนี้แล้ว นอกจากนี้ การออกสำรวจรอบถ้ำ ยังอาจได้เจอ “เหยื่อที่หลงเข้ามา” โดยไม่ตั้งใจอีกด้วย
---------------