กลืนกินถุงน้ำดีหมี
เมื่อเจ้า เสี่ยวฮุย วิ่งเข้ามา มันก็ถึงกับกระโดดโลดเต้นวนรอบหัวหน้าอย่างตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก
แต่ไม่นานนัก มันก็เหลือบไปเห็นหมีสีน้ำตาลตัวใหญ่ที่นอนแน่นิ่งอยู่ข้างหลังหัวหน้า
ถึงแม้ว่าเจ้าหมีจะตายไปแล้ว แต่ทว่ากลิ่นสาบของมันยังคงหลงเหลืออยู่ในอากาศ ทำให้เสี่ยวฮุยขนลุกซู่ทั้งตัว มันเคยออกไปล่าสัตว์กับหัวหน้าหลายครั้ง และก็เคยเจอหมีสีน้ำตาลอยู่สองสามหน ดังนั้นจึงรู้ดีว่าหมีพวกนี้แข็งแกร่งเพียงใด
ทว่าเมื่อมันแน่ใจแล้วว่าหมีตรงหน้าขาดลมหายใจไปแล้ว มันก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงหอนต่ำออกมาอย่างไม่เชื่อสายตา
“อ้าววว...”
ในใจของมัน แม้หัวหน้าจะเป็นผู้กล้าไร้เทียมทานมาตลอด แต่ก็ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า หัวหน้าจะเก่งกล้าถึงขั้นสามารถล้มเจ้าหมีตัวโตได้จริง ๆ
พระเจ้า...
ดวงตาของเสี่ยวฮุยเต็มไปด้วยประกายระยิบระยับแห่งความศรัทธาและความหลงไหล
“เพี๊ยะ!”
ซูหลินยกอุ้งตบหัวมันเบา ๆ เป็นการบอกให้เลิกตื่นเต้น แล้วรีบลงมือช่วยกันลากซากหมีขึ้นไปยังถ้ำได้เเล้ว
การต่อสู้กับหมีสีน้ำตาลครั้งนี้ ทำให้ซูหลินบาดเจ็บไม่น้อย ร่างกายที่อ่อนแรงไม่อาจลากซากหนักกว่า 300โลขึ้นไปเพียงลำพังได้ สุดท้ายก็ต้องอาศัยแรงของเจ้าเสี่ยวฮุยมาช่วย จึงสามารถลากขึ้นไปจนถึงถ้ำได้สำเร็จ
เมื่อซากหมีถูกดึงเข้ามาในถ้ำ พวกลูกพี่ลูกน้อง และลูกหมาป่าตัวเล็ก ๆ ก็ถึงกับตะลึงงัน
พวกมันไม่เคยเห็นหมีสีน้ำตาลมาก่อนเลยสักครั้ง
น้องสาวหมาป่ากับลูกหมาป่าสีเทาขาว ต่างก็วิ่งวนอยู่รอบ ๆ ซากหมี พลางดมกลิ่นไปมาอย่างตื่นเต้นอยากรู้อยากเห็น
ตรงกันข้ามกับพี่สาว เธอกลับสังเกตเห็นบาดแผลบนตัวซูหลิน เห็นดังนั้นเธอจึงรีบเดินเข้ามาใกล้ แล้วใช้ลิ้นอุ่น ๆ เลียเลือดและบาดแผลบนขนของเขาอย่างอ่อนโยน
น้ำลายของหมาป่ามีสรรพคุณช่วยฆ่าเชื้อและลดการอักเสบได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่หมาป่าส่วนใหญ่มักเลียแผลตัวเองเมื่อบาดเจ็บ
เดิมทีซูหลินตั้งใจจะปฏิเสธ เพราะเขามีพรสวรรค์แห่งการฟื้นฟูที่เหนือกว่าน้ำลายธรรมดามากนัก แต่เมื่อสบตาเข้ากับสายตาอันเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย เขาก็เลือกที่จะเงียบไว้ไม่เอ่ยขัด
“อ้าววว...”
เขาส่งเสียงหอนต่ำเป็นสัญญาณบอกเสี่ยวฮุยให้เฝ้าระวังที่ปากถ้ำ
“อ้าววว!”
เสี่ยวฮุยรับคำอย่างว่าง่าย วิ่งปร๋อไปประจำที่หน้าถ้ำ แม้โดยปกติเจ้าตัวออกจะซุกซนไปหน่อย แต่เมื่อถึงเวลามีหน้าที่จริง ๆ มันก็น่าเชื่อถือไม่น้อย
หลังจากที่พี่สาวเลียแผลให้ซูหลินอยู่หลายครั้ง เขาก็ผงกหัวเบา ๆ ให้เธอพาน้อง ๆ ไปกินเนื้อหมีได้ตามสบาย ส่วนตัวเขาเองก็ถอยกลับไปพิงผนังหินในถ้ำ หลับตาพักผ่อนเพื่อฟื้นแรง
การต่อสู้กับหมีสีน้ำตาลเมื่อครู่ ใช้ทั้งแรงกายและพลังใจไปไม่น้อย เขาจำเป็นต้องหยุดพักเพื่อปรับสภาพร่างกาย
เมื่อเอนตัวลงได้ไม่นาน ความเหนื่อยล้าก็พาเขาหลับไปในทันที...
คืนนั้นผ่านไปอย่างเงียบสงบ
ในช่วงฤดู “ราตรีนิรันดร์” แบบนี้ จะไม่มีทั้งกลางวันและกลางคืนอีกต่อไป กาลเวลากลายเป็นสิ่งที่แทบจะเลือนหาย ทุกครั้งที่ลืมตาขึ้นมาก็ยังคงมีเพียงความมืดมิดล้อมรอบ
ซูหลินตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกปวดแปลบทั่วร่าง สิ่งนี้ยืนยันได้ชัดว่าบาดแผลจากการปะทะกับหมีนั้นรุนแรงเพียงใด
เมื่อวานเขาไม่รู้สึกเจ็บมากนัก คงเพราะเส้นประสาทตึงเครียดจนกดทับความเจ็บปวดเอาไว้
อย่างไรก็ตาม ความเจ็บนี้ยังอยู่ในระดับที่ทนได้ อีกทั้งด้วยพรสวรรค์แห่งการฟื้นฟู แผลที่เคยเลือดไหลก็เริ่มตกสะเก็ดแล้ว และกำลังค่อย ๆ สมานตัว
“อ้าววว...”
หลังจากลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย เขาก็ส่งเสียงหอนเรียกเสี่ยวฮุยให้ตามออกไปตรวจตรารอบถ้ำตามกิจวัตร
เสี่ยวฮุยเองเมื่อเห็นบาดแผลของหัวหน้า ก็พยายามจะเข้ามาช่วยเลียแผล แต่ซูหลินรีบส่ายหัวห้ามทันที เพราะไม่อยากให้เจ้าตัวซุกซนนี่ไปเลียจนสะเก็ดหลุดออกมา
พวกเขาออกเดินลาดตระเวนรอบบริเวณถ้ำได้ไม่นาน ก็เจอกับกระต่ายอาร์กติก ที่พลัดหลงมาตัวหนึ่ง
“อ้าววว!”
เสี่ยวฮุยอยากอวดฝีมือให้หัวหน้าเห็นบ้าง มันจึงส่งเสียงหอนต่ำแล้วก้าวออกไปล่า
คราวนี้มันไม่ได้พุ่งเข้าใส่อย่างผลีผลามเหมือนครั้งแรก แต่เลือกใช้ภูเขาและกองหิมะเป็นที่กำบัง ค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้าใกล้เป้าหมาย
กระทั่งถึงจังหวะเหมาะ มันจึงพุ่งตัวออกมาจากกองหิมะ ฟาดอุ้งเล็บแหลมคมใส่กระต่าย
ทว่ากระต่ายอาร์กติกมีหูที่ไวต่อเสียง มันจึงกระโจนหนีทันทีที่เสี่ยวฮุยโผล่ออกมา
“ปั่ก!”
อุ้งเล็บฟาดลงบนหิมะจนแตกกระจาย ทำให้เสี่ยวฮุยหงุดหงิดสุด ๆ รู้สึกขายหน้าอีกครั้งต่อหน้าหัวหน้า
“อ้าววว!!”
มันคำรามด้วยความโกรธ ก่อนจะพุ่งไล่ตาม กระต่ายตัวนั้นดูเหมือนจะไม่คุ้นกับพื้นที่ จึงถูกเสี่ยวฮุยไล่ต้อนจนจนมุมอยู่ตรงกองหิมะ
เสี่ยวฮุยกดร่างกระต่ายลงกับพื้น แล้วฝังคมเขี้ยวลงไปที่คอของมันจนเลือดพุ่งกระเซ็น กระต่ายดิ้นทุรนทุรายเพียงครู่เดียวก็แน่นิ่งไป
จากนั้นมันก็คาบเหยื่อกลับมาหาหัวหน้าอย่างภาคภูมิ
“อ้าววว...”
ซูหลินส่งเสียงหอนเบา ๆ ยอมรับฝีมือการล่าในครั้งนี้ของมัน ถือว่ามีความก้าวหน้ากว่าครั้งก่อน ทำให้เสี่ยวฮุยดีใจจนกระโดดโลดเต้นไม่หยุด
เมื่อเสร็จสิ้นการตรวจตรา ทั้งคู่ก็พากันกลับถ้ำ โดยมอบกระต่ายตัวนี้ให้เหล่าลูกหมาป่าไว้เปลี่ยนรสชาติอาหารบ้าง
ส่วนซูหลินเองไม่ได้แตะเลยแม้แต่น้อย
เขายังคงอาศัยผลของยาเพิ่มแต้มวิวัฒนาการ ที่กินไปเมื่อวันก่อน ตรงไปยังซากหมีเพื่อเริ่มกินอีกครั้ง
เนื้อหมีสีน้ำตาลนั้นอุดมไปด้วยสารอาหาร ยิ่งกินมากเท่าไร ก็ยิ่งช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้นเท่านั้น และที่สำคัญ มันยังสามารถมอบแต้มวิวัฒนาการ ให้กับเขาได้อีกด้วย
“ติ๊ง! โฮสต์กินเนื้อหมีสีน้ำตาล ได้รับแต้มวิวัฒนาการ 9.5 หน่วย”
“ติ๊ง! โฮสต์กินเนื้อหมีสีน้ำตาล ได้รับแต้มวิวัฒนาการ 9 หน่วย”
“ติ๊ง! โฮสต์กินเนื้อหมีสีน้ำตาล ได้รับแต้มวิวัฒนาการ 8.5 หน่วย”
ซูหลินกินอย่างเอร็ดอร่อย ในครั้งนี้เพียงรอบเดียว เขาก็จัดการไปกว่า 10 กิโล
และไม่เพียงเท่านั้น เขายังขุดหาถุงน้ำดีของหมีขึ้นมากินด้วย
ว่ากันว่าถุงน้ำดีหมี คือหัวใจแห่งพลังของพวกมัน มีคุณสมบัตินานัปการ ทั้งแก้พิษ ลดความร้อนในร่างกาย บำรุงสายตาและตับ
ดังนั้นหลายประเทศในอดีต จึงมีธรรมเนียมฆ่าหมีเพื่อนำถุงน้ำดีไปกิน...
---------------