หมาป่าจับปลาใส่อวน??

หลังจากที่เจ้าเสี่ยวฮุยกินอิ่มแล้ว มันก็คลานไปนอนข้างเจ้าหมาป่าสีเทาขาว ไม่นานทั้งถ้ำก็ตกอยู่ในความเงียบสงัดอีกครั้ง

...............

รุ่งเช้าวันถัดมา

ซูหลินที่นอนพักตลอดทั้งคืน ตื่นขึ้นมาก็ลุกเดินตรวจรอบถ้ำเหมือนทุกวัน เมื่อไม่พบสิ่งผิดปกติ เขาจึงส่งเสียงหอนต่ำเรียกเจ้าเสี่ยวฮุย แล้วพากันลงจากถ้ำ

ในยามนี้ ท่ามกลางความมืดมิดของฤดูหนาวขั้วโลกเหนือ พ่อหมาป่ากับแม่หมาป่าคงกำลังขาดแคลนอาหารอยู่แน่ ๆ เดิมทีซูหลินตั้งใจว่าจะเอาเนื้อปลาที่เหลือไปฝาก แต่เมื่อหันไปเห็นว่าน้องสาวหมาป่า ยังนอนละเมออยู่ข้าง ๆ ปลาแซลมอนอาร์กติก พลางน้ำลายไหลไม่หยุด เขาก็เปลี่ยนใจทันที เพราะในเมื่อแดนน้ำแข็งกว้างใหญ่กับทะเลอาร์กติกอยู่ตรงหน้า การหาปลาเพิ่มก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย

.............

วันนี้ ซูหลินจะพาเจ้าเสี่ยวฮุยกลับไปยังผืนน้ำแข็งที่เดิม ระหว่างทางเขาก็บอกให้มันไปล่าหนูเลมมิ่งมาสักหลายๆตัว เพื่อนำมาใช้เป็นเหยื่อล่อ

พูดถึงการล่าหนูเลมมิ่งแล้ว เจ้าเสี่ยวฮุยนับว่าเชี่ยวชาญจนไม่ต้องมีใครสอน เพียงไม่นาน มันก็คาบซากหนูเลมมิ่งหลายตัวมาวางไว้ตรงหน้าอวดซูหลิน

หลังจากนั้น ทั้งคู่ก็เดินมาถึงลานน้ำแข็ง ที่นี่คือโลกสีขาวโพลนกว้างใหญ่ มีทั้งหิมะและก้อนน้ำแข็งปกคลุมสุดลูกหูลูกตา เปรียบได้กับสวรรค์ของสัตว์นานาชนิด ในยามนี้ยังพอเห็นแสงออโรร่าเลือนรางส่องวับ ๆ อยู่บนฟ้า

บนผืนน้ำแข็งมีสัตว์หลายชนิดออกหากิน ไม่ว่าจะเป็นแมวน้ำ สิงโตทะเล หรือฝูงนกทะเลที่บินผ่านไปมา เพียงแต่จำนวนไม่มากนัก เพราะนกส่วนใหญ่ได้อพยพหนีไปก่อนหน้าที่ฤดูหนาวยาวนานจะมาเยือนแล้ว

ซูหลินเพียงเหลือบมองสัตว์เหล่านั้น ก่อนจะละสายตาไป เพราะเขารู้ดีว่าสัตว์เหล่านี้ต่างก็ล่าได้อย่างยากลำบาก ยิ่งพวกสัตว์ ที่สามารถมีชีวิตรอดในความมืดของฤดูหนาวเช่นนี้ได้ ก็ย่อมหมายความว่าพวกมันมีสัญชาตญาณระวังภัยสูงมาก

เขากวาดตามองรอบหนึ่ง ไม่พบร่องรอยหมีขั้วโลก จึงให้เจ้าเสี่ยวฮุยยืนเฝ้าอยู่ใกล้ ๆ ส่วนตนเดินไปยังช่องน้ำแข็งเพื่อเตรียมตกปลา

สำหรับเนื้อปลาแล้ว แม้แต่พ่อหมาป่ากับแม่หมาป่าที่ใช้ชีวิตในดินแดนนี้มานานก็คงไม่เคยลิ้มรส

เนื่องจากในทะเลอาร์กติก แม้จะมีปลาเฮร์ริงกับปลาแฮดด็อกอยู่มาก แต่ปลาที่มักจะถูกกลิ่นเลือดดึงดูดให้โผล่มากลับเป็นพวกสายพันธุ์ที่ดุดันเสียส่วนใหญ่

ซูหลินใช้กรงเล็บกรีดเปิดท้องหนูเลมมิ่งที่เจ้าเสี่ยวฮุยคาบมา จนเลือดสด ๆ ไหลนองไปทั่ว จากนั้นเขาก็โยนมันลงไปในช่องน้ำแข็ง ไม่นานกลิ่นคาวเข้มก็ฟุ้งกระจายไปทั่วผืนน้ำ

เพียงชั่วครู่ ปลาหลายตัวก็ว่ายตาม กลิ่นเลือดเข้ามา แต่ละตัวมีขนาดไม่น้อยกว่า 40–50 เซนติเมตร และที่ใหญ่ที่สุดยาวราว 70 เซนติเมตร พวกมันรุมแย่งกันกินซากหนูอย่างเอาเป็นเอาตาย กระทั่งปลาตัวใหญ่ที่สุดยังฟาดหางใส่ปลาแซลมอนที่อยู่ใกล้ ๆ เพื่อขับไล่ หวังจะยึดเหยื่อแต่เพียงผู้เดียว

ทว่าปลาที่สามารถตามกลิ่นเลือดมาได้ ต่างก็เป็นพวกดุร้ายทั้งนั้น การแย่งชิงจึงทวีความดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ

ซูหลินเพียงเฝ้ามองอย่างนิ่งสงบ รอคอยโอกาสที่ดีที่สุด ไม่นาน ปลาตัวใหญ่สุดก็ขับไล่คู่แข่งไปจนหมด มันเผยฟันแหลมคมแล้วงับใส่ซากหนูทันที

และในวินาทีนั้นเอง แววตาของซูหลินก็วาบขึ้นด้วยแสงคมกริบ กรงเล็บแหลมคมที่ซ่อนอยู่ในขนหนาพุ่งออกมา ฟาดลงสู่ผืนน้ำอย่างรวดเร็วและหนักหน่วง แรงกระแทกทำให้น้ำกระเซ็นกระจาย กรงเล็บแทงทะลุเข้าที่ท้องของปลายักษ์ ซึ่งแทบไม่มีเกล็ดคอยป้องกัน จากนั้นเขาก็กระชากมันขึ้นมาเต็มแรง ร่างปลาขนาดใหญ่ยาวเกือบเจ็ดสิบเซนติเมตรถูกยกขึ้นมาเหนือน้ำ มันดิ้นพล่านสุดชีวิต แต่ก็ไม่อาจหลุดพ้นเงื้อมมือแห่งความตายได้ หลังถูกซูหลินฟาดกระแทกต่ออีกไม่กี่ครั้ง ร่างนั้นก็ค่อย ๆ อ่อนแรงลง ก่อนจะนิ่งสนิทไร้การเคลื่อนไหว

ปลาตัวนี้ก็คือ ปลาไพค์เหนือ อีกหนึ่งตัวนั้นเอง เพียงแต่ว่าเจ้าตัวนี้ ตัวเล็กกว่าที่เขาจับได้เมื่อวานนี้

.............

หลังจากนั้น ฝูงปลาด้านล่างที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็แตกกระเจิงไปหมด ถึงอย่างนั้น ซูหลินก็ยังไม่เร่งร้อน เขาผ่าหนูเลมมิ่งอีกตัวแล้วโยนลงน้ำตามเดิม แต่ปลาที่เหลือไม่กล้าว่ายกลับมาแล้ว พวกมันเรียนรู้ได้ว่าที่นี่มีอันตราย

แต่สำหรับซูหลิน นี่ไม่ใช่ปัญหา เพราะทะเลอาร์กติกไม่เคยขาดแคลนปลา

ระหว่างรอ เขาก็เงยหน้ามองผืนน้ำแข็งกว้างใหญ่ ทันใดนั้นซูหลินก็สังเกตุเห็นว่ามีเศษขยะทะเลจำนวนไม่น้อยกองอยู่ เช่น ถุงพลาสติก ก้นบุหรี่ ก้อนโฟม เศษอวน และขวดแก้ว

ขยะเหล่านี้ลอยมาตามกระแสน้ำจากมหาสมุทรต่าง ๆ ก่อนจะติดค้างสะสมที่นี่

ซูหลินคุ้ยหาดูเล็กน้อย จนกระทั่งพบเข้ากับอวนขนาดเล็กที่ยังพอใช้งานได้ เขารีบคาบมันติดปากไว้ทันที เพราะหากต้องอาศัยเพียงปากคาบปลา เขากับเจ้าเสี่ยวฮุยก็คงขนกลับไปได้เพียงครั้งละไม่กี่ตัว ทว่าเมื่อมีอวนอยู่ในมือ การเก็บปลาไว้คราวละมาก ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

................

หลังจากเดินคุ้ยขยะอยู่นาน เมื่อกลับมาที่ช่องน้ำแข็ง ซูหลินก็พบว่ามีปลาแซลมอนสองตัวผู้มาใหม่ ว่ายตาม กลิ่นเลือดมา และหนึ่งในนั้นก็อยู่ใกล้ปากช่องพอดี

ซูหลินไม่ลังเล กรงเล็บคมวาบขึ้นภายใต้แสงออโรร่า แล้วแทงลงไป คว้าปลาแซลมอนยาวสามสี่สิบเซนติเมตรขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย จากนั้นเขาก็โยนมันใส่อวน

เหล่าสัตว์บนผืนน้ำแข็งที่เห็นการกระทำของเขาต่างก็ทำหน้าแปลกใจ พวกมันสงสัยว่าทำไมซูหลินถึงไม่กินปลาเลย แต่กลับโยนใส่ในอวนเก่า ๆ ทว่าด้วยสติปัญญาที่จำกัด พวกมันไม่มีวันเข้าใจว่า “เครื่องมือ” คืออะไร

ซูหลินยังนำปลาไพค์เหนือตัวใหญ่ที่จับได้ก่อนหน้านี้โยนใส่อวนตามไปอีก จากนั้นก็เฝ้ารออยู่ข้างช่องน้ำแข็งต่อ

วิธีตกปลาแบบนี้ อาจเป็นวิถีดั้งเดิม แต่สำหรับซูหลินในตอนนี้ถือว่าได้ผลดีมาก ภายในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง เหยื่อหนูเลมมิ่งก็หมดไป แต่เขากลับได้ปลามาถึงเจ็ดตัว

ในจำนวนนั้น ตัวใหญ่ที่สุดคือปลาไพค์เหนือ หนักราวสามสิบกิโลกรัม ส่วนที่เหลือเป็นปลาแซลมอนยาวสี่สิบถึงห้าสิบเซนติเมตร รวมๆกันแล้วน่าจะหนักกว่าเจ็ดสิบกิโลกรัมทีเดียว

ซูหลินคิดในใจว่า หากนำเนื้อปลาเหล่านี้ กลับไปให้พ่อหมาป่าและแม่หมาป่า นี่คงเป็นของฝากที่ทำให้ทั้งคู่ตื่นเต้นไม่น้อย

“โฮ่ว!”

เมื่อเหยื่อหมดลง ซูหลินจึงส่งเสียงเรียกเจ้าเสี่ยวฮุย ส่วนเจ้าเสี่ยวฮุย เมื่อได้ยินเสียงจากหัวหน้า มันก็รีบวิ่งกระดิกหางเข้ามาเตรียมจะคาบปลา

“เพียะ!”

กรงเล็บของซูหลินตวัดฟาดเบา ๆ กันเอาไว้ ก่อนจะเริ่มสอนให้มันหัดคาบอวน แทนที่จะคาบปลาเป็นตัว ๆ

บางครั้ง สัตว์ที่อยู่กลางธรรมชาติก็ต้องการ การฝึกที่เข้มงวดเล็กน้อย จึงจะจดจำได้อย่างรวดเร็ว

“โฮ่ว!”

เจ้าเสี่ยวฮุย ซึ่งฉลาดกว่าหมาป่าทั่วไปหลายเท่า พอถูกสอนเพียงไม่กี่ครั้งก็เริ่มเข้าใจ และสามารถลองลากอวนไปมาได้อย่างคล่องแคล่ว มันถึงกับรู้สึกตื่นตะลึง เมื่อพบว่าเพียงแค่คาบเชือกเส้นเล็ก ๆ ก็สามารถลากปลาได้หลายตัวพร้อมกัน ราวกับว่าโลกทั้งใบของมันพลันถูกเปิดออกในมุมมองใหม่

------------

ตอนก่อน

จบบทที่ หมาป่าจับปลาใส่อวน??

ตอนถัดไป