ลำดับขั้นอันเข้มงวดของฝูงหมาป่า
เมื่อซูหลินก้าวเข้าไปในถ้ำ สิ่งที่เห็นตรงหน้าก็คือบรรดาหมาป่าตัวอื่น ๆ ต่างกำลังนอนหมอบหลับใหลอยู่เต็มไปหมด บรรยากาศโดยรอบช่างเงียบงันและกดดัน ราวกับว่าฝูงหมาป่าทั้งฝูงกำลังถูกปกคลุมด้วยความสิ้นหวังและความหดหู่ที่กดทับจนแทบหายใจไม่ออก
ซูหลินกวาดตามองไปทั่วถ้ำ เขาพบว่ามีหมาป่าสองตัวที่บนร่างกายยังคงมีบาดแผลสด เลือดยังแห้งกรังติดอยู่บนขน นี่ทำให้หัวใจที่เพิ่งจะตื่นเต้นดีใจเมื่อครู่ของเขาแปรเปลี่ยนไปเป็นความสงสัยทันที เขาอดคิดไม่ได้ว่า....ช่วงเวลาที่เขาหายไปนั้น เกิดเหตุการณ์ อะไรขึ้นกันแน่ หรือว่าจะมี ศัตรูบุกเข้ามาก่อกวนฝูงหมาป่าจริง ๆ
ไม่นานนัก สายตาของเขาก็ไปหยุดอยู่ที่แม่หมาป่า ผู้เป็นที่รักและเป็นศูนย์กลางของฝูง แม่หมาป่าดูไม่เปลี่ยนไปมากนัก เพียงแต่ร่างกายซูบผอมลงมาก ไม่ต่างจากพ่อหมาป่าเลย ขนที่เคยเงางามกลับหม่นหมอง ขาดประกายดั่งเช่นวันวาน
เมื่อซูหลินมองเห็นสภาพของแม่หมาป่าเช่นนี้ หัวใจเขาก็เจ็บแปลบ รู้สึกสงสารจับใจ และในเวลาเดียวกันนั้นเอง แม่หมาป่าที่ถูกเสียงหอนของเขาปลุกให้ตื่น ก็ลืมตาขึ้นมา และทันทีที่เห็นลูกน้อยที่จากไปกลับมาปรากฏตรงหน้า แววตาของเธอก็เปล่งประกายด้วยความยินดี เธอส่งเสียงหอนต่ำ ๆ ด้วยความดีใจ
“อ้าววว~”
ร่างของแม่หมาป่าที่เมื่อครู่ยังหมอบอยู่ริมผนังหินก็ยันตัวลุกขึ้น แม้จะอ่อนแรง แต่ก็ฝืนก้าวเดินมาหาซูหลินทีละก้าว จากนั้นเธอก็แลบลิ้นออกมาเลียขนของเขาอย่างอ่อนโยน เต็มไปด้วยความรักความคิดถึง
ซูหลินและน้องสาว เป็นลูกครอกแรกของแม่หมาป่า ความผูกพันที่แม่หมาป่ามีต่อเขาและน้องสาวนั้นลึกซึ้งยิ่งนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับซูหลิน ผู้ที่เพียงชั่วเวลาไม่นานก็เติบโตจนแข็งแกร่งไม่แพ้พ่อหมาป่าเลย สิ่งนี้ทำให้แม่หมาป่ารู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก
อาจเพราะความคิดแบบสัญชาตญาณภายใต้ค่ำคืนอันยาวนาน แม่หมาป่าจึงเข้าใจไปเองว่าซูหลินคงไม่ได้กินอิ่มเลยตลอดช่วงเวลาที่หายไป เธอจึงส่งเสียงหอนเบา ๆ แล้วผายมือให้เขาตามไปยังที่ที่เธอเพิ่งนอนอยู่ ก่อนจะใช้กรงเล็บคุ้ยกรวดหินออก เผยให้เห็นหนูเลมมิ่งตัวเล็ก ๆ สองสามตัว พร้อมกับผลไม้สีคล้ำที่ดูไม่น่ากินอยู่กองหนึ่ง
เธอใช้จมูกดุน ๆ สิ่งเหล่านั้นมาหาซูหลิน ราวกับจะบอกว่าให้ลูกชายรีบกินเสีย แววตาของเธอเต็มไปด้วยความรักความห่วงใย
ซูหลินรู้ดีว่านี่คือเสบียงเล็กน้อยที่แม่หมาป่าเก็บซ่อนไว้เพื่อความอยู่รอดในค่ำคืนอันยาวนาน ผลไม้ดำ ๆ กับหนูเลมมิ่งพวกนี้แม้จะดูไม่สวยงาม แต่กลับเต็มไปด้วยความรักของแม่ที่มอบให้แก่เขา
หัวใจของซูหลินอบอุ่นจนแทบเอ่ยคำพูดออกมาไม่ได้
“อ้าวว~”
เมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังของแม่หมาป่า ซูหลินก็ไม่ปฏิเสธ เขาเพียงก้มหัวลงเงียบ ๆ กัดกินผลไม้สีคล้ำลูกหนึ่ง แม้ว่ารสชาติจะไม่อร่อย แต่เขาก็ยอมกินเพื่อไม่ให้แม่ผิดหวัง
โดยสัญชาตญาณแล้ว หมาป่าจัดอยู่ในตระกูลสุนัข แม้จะกินผลไม้หรือแมลงได้บ้างยามจำเป็น แต่โดยปกติแล้วจะไม่เลือกกินอาหารประเภทนี้เลย เพราะสำหรับลิ้นและกระเพาะของพวกมัน รสชาติของผลไม้ถือว่าเลวร้ายยิ่งนัก
และก็เป็นจริงดังที่คิด ผลไม้ดำ ๆ ลูกนี้ไม่รู้ว่าเป็นพันธุ์ใด แต่เมื่อกัดลงไปกลับขมฝาดจนลิ้นชา น้ำในเนื้อผลก็น้อย แทบไม่อาจเติมสารอาหารใด ๆ ได้ การกินผลไม้เช่นนี้จึงแทบไม่ต่างอะไรกับการประทังชีวิตอย่างขัดสน
เมื่อได้ลิ้มรสเพียงเล็กน้อย ซูหลินก็ยิ่งรับรู้ได้ชัดเจนว่าแม่หมาป่าผ่านความยากลำบากมามากเพียงใด
แต่แล้วจู่ ๆ เสียงใสที่คุ้นหูก็ดังขึ้นในหัวเขา
“ติ๊ง! โฮสต์กินผลโครว์เบอร์รี่ ได้รับแต้มวิวัฒนาการ 6 หน่วย”
ซูหลินถึงกับชะงักงันทันที
“หือ? แบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ?”
เขาคิดไม่ถึงเลยว่าตนเองจะไม่ได้พัฒนาความสามารถจากเนื้อสัตว์เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงผลไม้หรือพืชพันธุ์ด้วย
‘โครว์เบอร์รี่’...เขาเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน มันคือพืชที่เติบโตได้เฉพาะในพื้นที่หนาวจัดสูงชัน อดทนต่อความหนาว ความแห้งแล้ง และความกันดารได้อย่างน่าทึ่ง พืชชนิดนี้แข็งแกร่งจนสามารถอยู่รอดได้ในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายที่สุด และผลของมันยังมีคุณค่าเชิงสมุนไพรกับเชิงวิจัยด้วย
เมื่อรู้ว่าผลไม้เหล่านี้สามารถให้แต้มวิวัฒนาการได้ ซูหลินก็อดไม่ได้ที่จะกินต่อ เขาคาบผลไม้ดำ ๆ ขึ้นมาอีกหลายลูก แล้วเสียงแจ้งเตือนก็ดังขึ้นต่อเนื่อง
“ติ๊ง! โฮสต์กินผลโครว์เบอร์รี่ ได้รับแต้มวิวัฒนาการ 5 หน่วย”
“ติ๊ง! โฮสต์กินผลโครว์เบอร์รี่ ได้รับแต้มวิวัฒนาการ 4 หน่วย”
“ติ๊ง! โฮสต์กินผลโครว์เบอร์รี่ ได้รับแต้มวิวัฒนาการ 3 หน่วย”
แต่ทว่าแต้มวิวัฒนาการจากผลไม้นั้นกลับลดลงอย่างรวดเร็ว ซูหลินกินไปเพียงห้าหกผล ก็แทบไม่เหลือแต้มให้เก็บเกี่ยวแล้ว ดังนั้นเขาจึงหยุดทันที
แม่หมาป่าเห็นดังนั้นก็ใช้จมูกดุนหนูเลมมิ่งที่เหลือมาหาเขาอีกครั้ง ราวกับจะบอกให้ลูกชายกินสิ่งที่ดีกว่านี้แทน เธอเองก็รู้ดีว่าผลไม้เหล่านี้รสชาติเลวร้าย เธออยากเก็บสิ่งที่ดีที่สุดไว้ให้ลูก
ซูหลินรู้สึกได้ทันทีว่า ความรักของแม่คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกนี้
ในจังหวะนั้นเอง เสียงครืดคราดก็ดังขึ้นจากปากทางเข้าถ้ำ เมื่อหันไปก็เห็นเสี่ยวฮุยลากอวนเข้ามาในถ้ำ ซูหลินจึงส่งเสียงหอนบอกแม่หมาป่า ว่าเขาได้นำอาหารสดใหม่มาให้ ครั้งนี้เป็นปลาที่ทั้งอร่อยและสดใหม่ แน่นอนว่าแม่หมาป่าคงไม่เคยได้ลิ้มรสมันมาก่อน
นี่จะเป็นมื้ออาหารที่เธอได้กินอย่างเต็มอิ่ม
ความซูบผอมของพ่อและแม่หมาป่า ล้วนมีสาเหตุจากการขาดแคลนอาหารมาตลอดช่วงค่ำคืนอันยาวนาน ไม่เคยมีโอกาสได้กินอิ่มเลยแม้แต่ครั้งเดียว
เสี่ยวฮุยเมื่อได้ยินเสียงหอนของหัวหน้า ก็ลากอวนมาวางตรงหน้าแม่หมาป่าอย่างว่าง่าย ปลาในอวนถูกซูหลินตบด้วยกรงเล็บจนสิ้นใจแล้ว เลือดสดไหลนอง ส่งกลิ่นคาวรุนแรงไปทั่วถ้ำ
ทันทีที่กลิ่นคาวโชยออกมา เหล่าหมาป่าที่กำลังหลับใหลเพื่อเก็บแรง ต่างก็สะดุ้งตื่น ลุกพรวดขึ้นมา ดวงตาเปล่งประกายเขียวมรกตอย่างหิวโหย พวกมันไม่ได้กินเนื้อสดมาหลายวันแล้ว และสำหรับพวกมัน กลิ่นเลือดนี้ช่างเป็นสิ่งที่เย้ายวนยิ่งกว่าสิ่งใด
“อู้ววววว~”
พ่อหมาป่ารีบแยกเขี้ยว ส่งเสียงคำรามขู่ก้อง เพื่อกดดันฝูงที่กำลังหิวจนตาลาย ให้ยอมสงบลง ถึงอย่างนั้นหมาป่าทั้งหลายก็ยังคงกลืนน้ำลายเอื๊อก ๆ อย่างอดกลั้นแทบไม่อยู่
นี่ไม่ได้หมายความว่าพ่อหมาป่าสูญเสียอำนาจ หากแต่ความหิวโหยได้ผลักดันให้พวกมันแทบคลั่งไปแล้ว
ก่อนหน้านี้ ฝูงหมาป่ายังเคยพยายามบุกล่าเจ้าหมีสีน้ำตาล ที่เข้ามายั่วยุในเขตแดน แต่ผลกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า แถมยังมีหมาป่าสองตัวบาดเจ็บกลับมาอีก ทำให้สถานการณ์ในฝูงเลวร้ายลงไปยิ่งกว่าเดิม
เมื่อได้กลิ่นอาหารสดใหม่เช่นนี้ ความหิวโหยก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นแววตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนาสุดขีด
ซูหลินใช้เขี้ยวคาบปลาไพค์เหนือตัวใหญ่กับปลาแซลมอนขนาดมหึมาออกมาจากอวน ทั้งสองตัวรวมกันหนักเกือบสี่สิบกิโล กินกันแค่พ่อหมาป่ากับแม่หมาป่าก็เหลือเฟือแล้ว จากนั้นเขาก็ส่งเสียงหอนต่ำ ๆ บอกพ่อหมาป่าให้จัดการปลาอีกส่วนที่เหลือเอง
ทันทีนั้น ฝูงหมาป่าที่หิวโหยก็ส่งเสียงหอนระงม ขอร้องอ้อนวอนหวังจะได้กินบ้าง
ภายในฝูง พ่อหมาป่าในฐานะหัวหน้า มีสิทธิ์เด็ดขาดในการจัดสรรอาหาร เขี้ยวขาวแวววาวของมัน เผยออกมาขู่กดดัน พร้อมกับตวัดกรงเล็บตบใส่หมาป่าสองตัวที่กล้าเข้ามาใกล้ เป็นการแสดงอำนาจ หากไม่เช่นนั้น ความหิวอาจนำมาซึ่งความวุ่นวายในทันที
เมื่อกดฝูงได้แล้ว มันจึงหยิบปลาอีกหนึ่งตัวเก็บไว้เป็นเสบียง แล้วแจกจ่ายปลาที่เหลืออีกสี่ตัวให้กับสมาชิกที่เหลือ
นี่ไม่ใช่เพราะพ่อหมาป่าใจอ่อน แต่เพราะในฐานะจ่าฝูง มันมีหน้าที่รับผิดชอบให้ฝูงอยู่รอดต่อไป
ลำดับชั้นในฝูงหมาป่าถูกจัดไว้อย่างเข้มงวด ภายในฝูงที่พ่อหมาป่านำอยู่นั้น มีรองหัวหน้าหรือ “อี่หลาง” อยู่สองตัว พวกมันคือกำลังหลักที่แข็งแกร่งรองลงมา ทั้งสองตัวต่างได้รับปลาไปคนละหนึ่งตัว น้ำหนักแต่ละตัวราวห้าหกกิโล กินแล้วสามารถฟื้นพลังได้ไม่น้อย
“อ้าวว~ อ้าวว~”
เมื่อได้อาหาร สองอี่หลางก็ส่งเสียงหอนอย่างตื่นเต้นดีใจ
ส่วนหมาป่าชั้นล่างสุด หรือที่เรียกว่า “ไฮ่หลาง” อีกสี่ตัว กลับไม่ได้รับสิทธิ์มากเท่าไร พ่อหมาป่าเพียงโยนปลาให้สองตัวโดยไม่แบ่งแยกชัดเจน ทำให้ทั้งสี่ต่างพุ่งเข้าหา เกิดการแย่งชิงอย่างดุเดือด
ในโลกของหมาป่า กฎแห่งผู้แข็งแกร่งคือสิ่งสูงสุด ภาพตรงหน้าได้ตอกย้ำความจริงข้อนี้อีกครั้งอย่างชัดเจน ผู้แข็งแรงย่อมได้กินมาก ส่วนผู้ที่อ่อนแอก็ทำได้เพียงเก็บกินเศษที่เหลือเท่านั้น
ถึงการแย่งชิงจะดุเดือด แต่เพราะยังอยู่ภายใต้สายตากดดันของพ่อหมาป่า พวกมันจึงไม่กล้าล้ำเส้นเกินไป
----------------