ความสัมพันธ์ พ่อ แม่ ลูก
ในเวลานี้ เมื่อเกิดการแย่งชิงอาหารอย่างดุเดือดระหว่างพวกหมาป่าระดับล่างสุดในฝูงขึ้นมา
ภาพเช่นนี้กลับไม่ทำให้เหล่าหมาป่าตัวอื่น ๆ แปลกใจแต่อย่างใด เพราะทุกตัวล้วนชินตากับเหตุการณ์ทำนองนี้มานานแล้ว จึงไม่ได้แสดงอาการตกใจแต่อย่างใด
ขณะเดียวกัน หัวหน้าฝูงหรือพ่อหมาป่า ก็ใช้เขี้ยวคาบปลาตัวหนึ่งที่เก็บไว้เป็นเสบียงสำรอง แล้วนำไปวางไว้ตรงบริเวณที่แม่หมาป่าเพิ่งขุดคุ้ยและซ่อนอาหารเอาไว้ก่อนหน้านี้ ส่วนแม่หมาป่าเอง เมื่อเห็นลูกชายอย่างซูหลินคาบปลาสองตัวมาวางตรงหน้าให้ เธอก็อดไม่ได้ที่จะเผยแววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจขึ้นมาอย่างชัดเจน
เธอไม่คิดเลยว่า แม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากภายใต้ความมืดมิดของคืนอันยาวนานเช่นนี้ ลูกชายของเธอจะยังสามารถล่าอาหารได้มากมายถึงเพียงนี้ และในเวลาเดียวกัน หัวใจของเธอก็อบอุ่นขึ้นมา เพราะซูหลินยังคงห่วงใยและนึกถึงเธอเสมอ แม้จะออกไปจากฝูงแล้วก็ตาม เขายังตั้งใจกลับมาและนำอาหารมาให้เธอ
ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้แม่หมาป่าอดไม่ได้ที่จะยื่นลิ้นออกมาเลียขนของซูหลินอย่างอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความรักใคร่อีกครั้งหนึ่ง
“อ้าววว...”
เธอส่งเสียงหอนต่ำๆ เบาๆ
ซูหลินเองก็รีบส่งเสียงหอนตอบกลับไป พร้อมทั้งออกอาการบอกเป็นเชิงเร่งให้แม่รีบกินเสียที เพราะเขารู้ดีว่า เนื้อปลานั้นทั้งสดใหม่ มีกลิ่นหอม และยังอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งสำหรับแม่หมาป่าที่ร่างกายกำลังอ่อนแรงและขาดพลังงานอยู่ในยามนี้ มันคือของบำรุงที่ดีที่สุด
แม่หมาป่าเหลือบตามองปลาสองตัวตรงหน้าอีกครั้ง ก่อนจะค่อย ๆ ใช้ปากกัดเบา ๆ ลองชิม แต่ทันทีที่ฟันสัมผัสกับเกล็ดแข็งของปลา เธอก็พบว่ามันยากเกินไปที่จะกัดเข้าไปได้โดยตรง เหมือนกับที่พ่อหมาป่าเคยพบมาก่อนหน้านี้ ทว่าแตกต่างกันตรงที่แม่หมาป่ามีไหวพริบและความฉลาดมากกว่า เธอจึงตัดสินใจยกอุ้งเท้าขึ้นกรีด เปิดท้องปลาจนแตกออก
เมื่อปลาถูกผ่าท้องออก กลิ่นคาวเลือดเข้มข้นผสมปนเปมากับกลิ่นหอมสดของเนื้อปลาที่พุ่งออกมา ทำให้ความหิวกระหายพวยพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง น้ำลายของแม่หมาป่าไหลซึมออกมาอย่างควบคุมไม่อยู่ แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังเลือกจะลองกัดกินเพียงเล็กน้อยก่อน
เมื่อเนื้อปลาที่แน่น เต็มไปด้วยความยืดหยุ่น และมีรสชุ่มฉ่ำลื่นไหลเข้าสู่ปากของเธอ ดวงตาของแม่หมาป่าก็พลันเปล่งประกายขึ้นทันใด ความอร่อยเช่นนี้ สำหรับรสสัมผัสของหมาป่าแล้ว ถือว่าเป็นของล้ำค่าอย่างแท้จริง
“อ้าววว...”
เธอส่งเสียงหอนอย่างดีใจออกมา
ซูหลินเมื่อเห็นดังนั้นก็รีบส่งเสียงหอนตอบ พร้อมสื่อความหมายให้แม่ว่า ถ้าอร่อย เช่นนั้นก็ขอให้กินมาก ๆ จะได้เติมเต็มร่างกายที่อ่อนล้า
ในตอนนั้นเอง พ่อหมาป่าก็เดินเข้ามาพอดี ซูหลินมองออกทันทีว่า ด้วยร่างกายใหญ่โตของพ่อหมาป่าแล้ว ปลาซอลมอนตัวหนึ่งย่อมไม่เพียงพอที่จะทำให้อิ่ม
ดังนั้นเขาจึงส่งเสียงหอนเรียกเชิญให้พ่อหมาป่าเข้ามาร่วมกินด้วย เพราะเขาจำได้ดีว่า ตอนที่ยังเป็นลูกหมาป่าตัวเล็ก ๆ พ่อกับแม่ต่างก็เอ็นดูและคอยทะนุถนอมเขามาโดยตลอด เพียงแต่พ่อมักรักษาภาพลักษณ์ของหัวหน้าฝูง ไม่ค่อยแสดงออกมากนักเท่านั้น
“อ้าววว...”
พ่อหมาป่าส่งเสียงหอนต่ำ ๆ เช่นกัน ก่อนจะโน้มตัวลงร่วมกินเนื้อปลาเคียงข้างแม่หมาป่า และยังคอยเตือนแม่หมาป่า ให้ระวังหนามแหลมบนตัวปลาไปด้วย
เมื่อกินพร้อมกันเช่นนี้ พ่อหมาป่าก็ยังตั้งใจ ฉีกเอาชิ้นเนื้อที่แทบไม่มีเกล็ดและหนามคม แยกไว้ให้แม่หมาป่ากิน เพื่อไม่ให้เธอเจ็บปากเจ็บคอ
ถัดจากนั้น กลิ่นหอมหวานของเนื้อปลาและเสียงเคี้ยวกิน ก็ดังสะท้อนก้องอยู่ทั่วทั้งถ้ำ ทุกตัวที่ได้อาหารต่างก็ละเลียดกินอย่างไม่เหลือแม้แต่เศษเล็กเศษน้อย เพราะในค่ำคืนอันยาวนานเช่นนี้ อาหารถือเป็นสิ่งที่หายาก อย่างยิ่งยวด
แม้กระทั่งหมาป่าระดับรอง หรือ “อี่หลาง” ที่ได้ปลาตัวละห้าถึงหกกิโล ก็ยังเลียนแบบหัวหน้าฝูง พยายามจะเคี้ยวกินกระดูกปลาเข้าไปด้วย แต่เมื่อโดนหนามแหลมทิ่มแทงปากอยู่หลายครั้งก็ต้องยอมแพ้ไป ทว่าแทนที่จะปล่อยทิ้ง พวกมันกลับยื่นลิ้นออกมาเลียซ้ำ ๆ อย่างเพลิดเพลิน เพื่อดูดซับรสอร่อยของเนื้อปลาที่เหลือติดอยู่บนหนามนั้นอย่างไม่ยอมปล่อยไปง่าย ๆ
ส่วนการแย่งชิงกันของบรรดาหมาป่า "ไฮ่หลาง" ก็ยุติลงไปตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้ว เพราะสองตัวที่ได้บาดเจ็บสาหัสต้องถอยออกไป ทำให้ผู้แข็งแรงกว่ากลายเป็นผู้ ได้เนื้อปลาไปครอง
ขณะที่หมาป่าที่บาดเจ็บยังคงนั่งหอนโหยหวนอยู่ข้าง ๆ หวังเพียงว่าจะได้กินเศษอาหารบ้างเล็กน้อย เสียงหอนนี้ทั้งเศร้าสร้อยและน่าสงสาร ทว่าไม่มีใครสนใจ เพราะทุกตัวชินกับภาพเช่นนี้มานานแล้ว นี่แหละคือวิถีชีวิตจริงของฝูงหมาป่า
ในยามที่อาหารมีมากมาย ทุกตัวแม้แต่ผู้ที่อ่อนแอก็ยังได้กินจนอิ่ม แต่เมื่ออาหารขาดแคลน เศษเล็กเศษน้อยก็ถือว่าเป็นความฟุ่มเฟือยที่น้อยคนจะได้สัมผัส
ไม่นานนัก พ่อกับแม่หมาป่าก็กินปลาซอลมอนขนาดใหญ่ไปจนหมดทั้งตัว และยังตะครุบกิน ครึ่งหนึ่งของปลาไพค์เหนืออีกตัวจนท้องอิ่มในที่สุด
ความรู้สึกอิ่มหนำหลังจากมื้อใหญ่เช่นนี้ ทำให้เงามืดแห่งความหิวโหยที่เกาะกุมมานานคลายตัวลงไปมาก แม้มันจะไม่สามารถทำให้ร่างกายที่ซูบผอมและขนที่หมองหม่นกลับคืนความงดงามได้ในทันที แต่ก็ช่วยให้สภาพร่างกายและจิตใจของทั้งคู่สดใสและกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
............
เมื่อกินจนอิ่มแล้ว แม่หมาป่าก็มองลูกชายด้วยสายตาเปี่ยมความรักและปลื้มใจ ก่อนจะส่งเสียงหอนอ่อนโยนออกมาอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับตระหนักว่า ซูหลินในตอนนี้นั้นมีรูปร่างสูงใหญ่กว่าตอนที่ออกจากถ้ำไปมากนัก เขาโตจนกระทั่งใหญ่กว่าพ่อของตนเสียอีก หากนับรวมความยาวหางแล้ว ตัวของเขายาวเกือบสองเมตรครึ่ง ถือว่าเป็นขนาดที่หายากยิ่งในหมู่หมาป่าอาร์กติก
ยิ่งไปกว่านั้น ขนสีขาวสะอาดดุจหิมะของซูหลินยังนุ่มสลวยและเป็นประกายมันวาว แสดงให้เห็นได้ชัดว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น เขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและได้รับอาหารอย่างเพียงพอ ภาพเช่นนี้ทำให้แม่หมาป่ารู้สึกสบายใจยิ่งนัก
“อ้าววว... อ้าววว...”
เธอหอนเบา ๆ ซ้ำสองครั้งอย่างเต็มไปด้วยความชื่นชม
จากนั้น ทั้งแม่หมาป่าและซูหลินก็เริ่มใช้เสียงหอนสื่อสารกัน แม้แม่หมาป่าจะไม่อาจถ่ายทอดความหมายที่ซับซ้อนได้มากนัก แต่ด้วยเวลาที่อยู่ร่วมกันมานาน ซูหลินก็สามารถเข้าใจสิ่งที่แม่หมาป่าพยายามจะบอกได้เป็นอย่างดี
แม่ของเขาถามถึงน้องสาว และถามถึงเหล่าลูกหมาป่าตัวอื่น ๆ ว่าปลอดภัยดีหรือไม่ อีกทั้งยังสงสัยใคร่รู้ด้วยว่า ปลาสดอร่อยเช่นนี้เขาไปจับมาจากที่ไหนกันแน่ เพราะรสชาติช่างแปลกใหม่เกินกว่าจะหาได้ในพื้นที่ทั่วไป
ซูหลินจึงตอบกลับทุกคำถามไปทีละข้อ ทว่าเขาก็รู้ดีว่า สำหรับพ่อกับแม่หมาป่าแล้ว การล่าปลาเช่นนี้แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะต้องอาศัยทั้งไหวพริบในการใช้กลิ่นคาวเลือดล่อปลา และยังต้องพึ่งพาอุ้งเท้าขวาที่แข็งแกร่งและแหลมคมเกินกว่าหมาป่าอาร์กติกทั่วไปจะมีได้
ในระหว่างที่ซูหลินกำลังสื่อสารกับแม่หมาป่าอยู่นั้น พ่อหมาป่าก็ส่งเสียงหอนต่ำ ๆ ขึ้นสองครั้ง พร้อมทั้งใช้ศีรษะถูไถไปที่ขนของแม่หมาป่าและซูหลินอย่างอ่อนโยน ก่อนจะบอกเป็นนัยว่า เขาจำเป็นต้องออกไปตรวจตรารอบ ๆ ถ้ำแล้ว เพราะที่ซุกหัวนอนแห่งนี้ยังไม่อาจเรียกได้ว่าปลอดภัย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องคอยเฝ้าระวังภัยอยู่เสมอ
---------------