จำนวนนักล่า ในรอบๆเขตร้อยลี้

เมื่อบอกกล่าวแม่หมาป่ากับซูหลินแล้ว พ่อหมาป่าก็เดินออกไปตรวจตรารอบๆ ทั้งภายในและภายนอกถ้ำ

โดยการออกไปตรวจตราครั้งนี้มีเหตุผลสำคัญสองประการ หนึ่งคือเพื่อทิ้งร่องรอยกลิ่นไว้ตามเส้นทางและรอบๆถ้ำ อันเป็นการประกาศเขตแดนชัดเจนว่า บริเวณนี้เป็นอาณาเขตของตน ส่วนอีกประการหนึ่งก็คือเพื่อคอยสอดส่องดูว่ามีผู้บุกรุกหรือไม่ เพราะในช่วงฤดู “กลางคืนอันยาวนาน” เช่นนี้ เหล่านักล่าที่กำลังหิวโหยสุดขีด ย่อมพร้อมจะทำเรื่องบ้าบิ่นได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการบุกรุกหรือการสังหารเพื่อแย่งอาหาร

เมื่อพ่อหมาป่าเดินออกจากถ้ำไปแล้ว เจ้าเสี่ยวฮุย ที่แต่เดิมยังแอบเกรงกลัวบรรยากาศในฝูงหมาป่า ก็พลันรู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที เมื่อไม่ต้องเกรงสายตาของพ่อหมาป่า มันก็เริ่มซุกซนขึ้นมาอีกครั้ง

สำหรับเสี่ยวฮุยนั้น นับว่าอยู่กับฝูงหมาป่านี้มานานพอสมควร มันจึงคุ้นเคยกับหมาป่าแทบทุกตัวในฝูง และเมื่อเห็นว่าในตอนนี้ ซูหลิน กำลังนอนคุยกับแม่หมาป่าอย่างใกล้ชิด มันจึงกระโดดโลดเต้นอย่างร่าเริงแล้ววิ่งตรงไปยังกลุ่มหมาป่าระดับ ไฮ่หลาง ที่กำลังนอนพักอยู่

ด้วยขนาดตัวที่โตขึ้นอย่างมาก เจ้าเสี่ยวฮุยตอนนี้นับว่าตัวใหญ่เป็นรองเพียงพ่อหมาป่าเท่านั้น ส่วนเมื่อเทียบกับหมาป่าระดับ อี่หลาง ทั้งสองตัวแล้ว ก็แทบไม่ต่างกันนัก ดังนั้นเมื่อมันเดินเข้าไปหากลุ่มหมาป่าไฮ่หลาง ร่างกายสูงใหญ่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า ก็ย่อมทำให้พวกมันรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง

ทันทีที่เข้าไปถึง เจ้าเสี่ยวฮุยก็หันไปมองหมาป่าไฮ่หลางสองตัวที่บาดเจ็บจนพลาดการแย่งอาหาร มันจำได้ดีว่าหมาป่าสองตัวนี้เป็นใคร หนึ่งคือแม่ของเจ้าหมาป่าสีเทาขาว และอีกหนึ่งคือแม่ของหมาป่าลูกพี่ลูกน้อง ทั้งคู่ต่างเป็นหมาป่าที่มีพลังอ่อนแอที่สุดในฝูง และเมื่อมาบาดเจ็บเช่นนี้ สภาพก็ยิ่งน่าสมเพชเข้าไปใหญ่

เจ้าเสี่ยวฮุยมองดูแล้วก็ไม่อยากให้พวกมันต้องลำบากถึงขั้นแม้แต่เศษอาหารยังไม่ได้กิน จึงตัดสินใจพุ่งเข้าไปแย่งชิ้นปลาเก่าที่เหลือเพียงครึ่งหนึ่งจากหมาป่าไฮ่หลางอีกสองตัว แม้การแย่งชิงนี้จะต้องออกแรงไม่น้อย แต่ด้วยพลังที่แข็งแกร่งระดับหมาป่าอาร์กติกขั้นที่ 5 เจ้าเสี่ยวฮุย ก็สามารถเอาชนะได้อย่างง่ายดาย

ด้วยเพียงการออกกงเล็บไม่กี่ครั้ง มันก็แสดงให้เห็นถึงพลังที่เกือบเทียบเท่าพ่อหมาป่า

ในที่สุด มันก็สอนให้หมาป่าระดับ ไฮ่หลางทั้งสองตัวเรียนรู้ว่า ในฝูงหมาป่า ทุกชีวิตต้องพึ่งพาอาศัยกัน และการแบ่งปันอาหารคือสิ่งที่ขาดไม่ได้ หากไม่แบ่งปัน หมาป่าที่อ่อนแออย่างแม่ของเจ้าหมาป่าสีเทาขาว และแม่ของลูกพี่ลูกน้อง อาจจะเอาชีวิตไม่รอดในฤดูรัตติกาลอันโหดร้ายนี้

ตอนนี้ เจ้าเสี่ยวฮุยเริ่มมีสติปัญญาสูงกว่าหมาป่าทั่วไปมากแล้ว สมองเล็ก ๆ ของมันเริ่มรู้จักความสงสารและความเห็นใจ แม้จะยังเป็นเพียงความรู้สึกเลือนรางก็ตาม และในยามนี้ แม่ของเจ้าหมาป่าสีเทาขาว และแม่ของลูกพี่ลูกน้องก็กำลังก้มหน้ากินเศษเนื้อปลาด้วยท่าทีหิวกระหาย พร้อมกับเงยหน้าขึ้นส่งเสียงหอนเบา ๆ แสดงความขอบคุณต่อมัน

ทว่าไม่นานนัก เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อแม่ของเจ้าหมาป่าสีเทาขาว เผลอกลืนกระดูกก้างปลาลงไปจนติดคอ เพราะกินอย่างรีบร้อนเกินไป เธอทรมานจนต้องล้มกลิ้งไปมากับพื้น ส่งเสียงครางอย่างเจ็บปวด

เมื่อเห็นดังนั้น เจ้าเสี่ยวฮุยก็รีบก้าวเข้าไปสอนวิธีให้เธอใช้แรงไอเพื่อขับก้างปลาออกมา ในที่สุด หลังจากที่ไอแรงอยู่นาน แม่ของเจ้าหมาป่าสีเทาขาว ก็ขับก้างปลาที่เปื้อนเลือดออกมาได้สำเร็จ เธอหอบหายใจแรง แต่ถึงกระนั้นก็ยังหันมาส่งเสียงหอนแผ่วเบาเป็นการขอบคุณเสี่ยวฮุย

ส่วนเจ้าเสี่ยวฮุยเพียงส่ายหัวพลางทำท่าทางซุกซนเหมือนจะบอกว่า “เวลากินปลา ต้องค่อย ๆ กิน ไม่อย่างนั้นจะติดคอเอาง่าย ๆ”

ขณะนั้นเอง ซูหลินที่นอนอยู่ก็ลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปหาแม่หมาป่าสองตัวที่บาดเจ็บ เขากวาดตามองแผลบนร่างของพวกเธออย่างละเอียด ก็เห็นว่าแผลลึกและสาหัสนัก อีกทั้งยังไม่มีวี่แววว่าจะตกสะเก็ดเสียด้วยซ้ำ จึงหอนต่ำออกมาเป็นเชิงถามว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

แม่หมาป่าสองตัวนี้ แม้มีสติปัญญาพอใช้ แต่ก็ยังไม่อาจสื่อความหมายได้ชัดเจนนัก พวกเธอหอนอยู่หลายครั้ง ซูหลินจึงค่อย ๆ จับใจความได้ว่า “ต้นตอของบาดแผลนี้ มาจากการปะทะกับหมีสีน้ำตาล”

ใช่แล้ว... แผลเช่นนี้คงไม่มีสิ่งใดนอกจากหมีตัวใหญ่ที่สามารถทำได้

และในช่วงฤดูรัตติกาลที่ขาดแคลนอาหารนี้ หมาป่าที่หิวโหยก็พร้อมจะล่าหมีเพื่อเอาชีวิตรอด ขณะเดียวกัน หมีที่หิวโหยก็พร้อมจะฆ่าหมาป่าเพื่อความอยู่รอดเช่นกัน การต่อสู้และการสังหารกันระหว่างนักล่าจึงกลายเป็นเรื่องปกติในธรรมชาติ เพราะทุกสิ่งล้วนเพื่อความอยู่รอดทั้งสิ้น กฎของโลกคือ “ผู้แข็งแกร่งย่อมอยู่รอด ผู้ที่อ่อนแอย่อมถูกกำจัด” เพราะธรรมชาติไม่เคยปรานีใคร

..............

เมื่อเข้าใจต้นเหตุแล้ว ซูหลินก็เดินกลับไปหาแม่หมาป่า จากนั้นเขาฉีกเนื้อ จากครึ่งตัวปลาที่เหลืออยู่ออกมาหลายชิ้น แล้วคาบไปวางตรงหน้าแม่หมาป่าทั้งสองตัวที่บาดเจ็บ การ กระทำนี้ทำให้ทั้งคู่ดีใจจนส่งเสียงหอนแผ่วเบาออกมาพร้อมกับสายตาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง พวกเธอรู้ดีว่าอาหารทั้งหมดในวันนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ซูหลินนำมา หากไม่ได้เขา พวกเธอก็คงสิ้นหวังไปแล้ว

นอกจากนี้ การที่ซูหลินสามารถนำอาหารมามอบให้ได้ ก็เป็นการบอกอย่างชัดว่า ฝูงหมาป่าที่เขาดูแลอยู่นั้น ย่อมมีอาหารพอเพียง ไม่ต้องกลัวอดอยากอีก

หลังจากทำเช่นนั้น ซูหลินก็กลับไปนอนลงข้างแม่หมาป่าอย่างเงียบ ๆเช่นเดิม

แต่ในใจเขากลับกำลังครุ่นคิด ถึงฝูงหมีที่อยู่แถวนี้ว่า ตัวใดกันแน่ที่เคยปะทะกับหมาป่า หากหมีเหล่านั้นตามกลิ่นมาเมื่อใด คงเป็นปัญหาใหญ่แน่ แต่ซูหลินกลับคิดอย่างอุกอาจว่า “ฆ่าหมีหนึ่งตัวก็เหมือนฆ่าสองตัว ยังไงเนื้อหมี ก็ถือว่ารสชาติค่อนข้างดี เอามาเป็นเสบียงสำรองก็นับว่าคุ้มค่า”

แน่นอนว่าแม่หมาป่าไม่รู้เลยว่าลูกน้อยของตนกำลังคิดการใหญ่ถึงเพียงนี้ หากรู้เข้า เธอคงห้ามสุดกำลัง เพราะการล่าหมีนั้นเป็นเรื่องเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่งและแทบไม่มีโอกาสสำเร็จ แต่แม่หมาป่าก็หารู้ไม่ว่า ลูกชายวัยเพียงครึ่งปีของตน เคยล่าหมีจนสำเร็จมาแล้วด้วยตัวคนเดียว!

.............

แม่หมาป่าจึงส่งเสียงหอนเบา ๆ ราวกับชวนให้ซูหลินอยู่กับฝูงต่ออีกสักพัก แต่ซูหลินพลันนึกถึงลูกหมาป่าตัวเล็ก ๆ ที่รออยู่ในถ้ำของเขาเอง จึงจำใจปฏิเสธไป อย่างไรก็ดี เขาก็ตัดสินใจในใจแล้วว่า วันหน้าเขาจะกลับมาเยี่ยมพ่อหมาป่าและแม่หมาป่าเป็นครั้งคราว พร้อมนำอาหารและเสบียงมาฝาก

เมื่อได้ยินคำตอบ แม่หมาป่าแม้จะเสียดาย แต่ก็ไม่ได้ฝืนรั้งไว้ เพียงแต่ก้มลงเลียขนของซูหลินอย่างอ่อนโยนเพื่อแสดงความรักใคร่

หลังจากนั้น ซูหลินและแม่หมาป่ายังนั่งอยู่ด้วยกันอีกครู่หนึ่ง จนกระทั่งพ่อหมาป่ากลับเข้ามาในถ้ำ ซูหลินจึงลุกขึ้น พาเจ้าเสี่ยวฮุยออกมาเอ่ยคำอำลากับฝูง

เสียงหอนยาวของพ่อหมาป่าและแม่หมาป่าดังสะท้อนออกมาจากปากถ้ำ เต็มไปด้วยทั้งความอาลัยและความภูมิใจที่ได้เห็นลูกชายเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง

ซูหลินที่เดินออกไปไกลแล้วก็ยังหันกลับไปมอง ก่อนจะเชิดหัวส่งเสียงหอนยาวตอบกลับไปหนึ่งครา ส่วนเจ้าเสี่ยวฮุยที่เดินเคียงข้างก็หอนตอบออกไปเช่นกัน เพราะมันเองก็ถูกแม่หมาป่าเก็บมาเลี้ยง จึงถือว่าเป็นลูกอีกตัวของพ่อหมาป่าและแม่หมาป่าเช่นเดียวกัน

เสียงหอนทั้งสองประสานก้องไปในความมืดมิดของค่ำคืน แล้วทั้งซูหลินและเจ้าเสี่ยวฮุยก็เร่งฝีเท้าวิ่งไปในความมืด จนลับสายตาของพ่อแม่หมาป่าไป

.............

ระหว่างทางกลับ บรรยากาศยังคงเงียบสงัด มีเพียงเสียงกงเล็บกดลงบนพื้นน้ำแข็งและหิมะดังกรอบแกรบเป็นจังหวะเท่านั้น

ซูหลินในเวลานี้ ใช้ชีวิตอยู่ในเขตล่าสัตว์แห่งนี้มาครึ่งปีเต็มแล้ว และเพราะตั้งใจสังเกต เขาจึงรู้จักบรรดานักล่า ที่อาศัยอยู่รอบๆนี้ได้พอสมควร โดยรอบนอกนับร้อยลี้นี้ หากไม่นับพื้นที่ชั้นน้ำแข็ง ก็มีนักล่าที่แข็งแกร่งอยู่เพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น จากการเฝ้าสังเกต เขาพบว่ามีฝูงหมาป่าอยู่ทั้งหมดเก้าฝูง และยังมีหมีอยู่อีกห้าตัว ส่วนพวกแมวป่าลิงซ์ นกฮูกหิมะ หรือสุนัขจิ้งจอกอาร์กติกนั้น ไม่ถือเป็นภัยคุกคามนัก เขาจึงไม่ได้สนใจพวกมัน

ในบรรดาฝูงหมาป่าเก้าฝูงนี้ มีเพียงฝูงเดียวที่แข็งแกร่งกว่าฝูงของพ่อแม่หมาป่า ส่วนที่เหลือก็เป็นเพียงฝูงเล็ก ๆ ไม่ถึงกับน่ากังวลนัก อีกทั้งฝูงใหญ่ที่ว่านั้นก็อยู่บริเวณชายขอบ จึงแทบไม่มีเหตุให้ต้องเผชิญหน้ากัน ส่วนหมีทั้งห้านั้น กลับปรากฏตัวให้เห็นบ่อยครั้งในพื้นที่นี้…

------------------

ตอนก่อน

จบบทที่ จำนวนนักล่า ในรอบๆเขตร้อยลี้

ตอนถัดไป