น้องสาวหมาป่า จอมอวดอ้าง
และในบรรดาทั้ง 5 ตัวนี้ มีหมีสีน้ำตาล (กริซลี) เพศเมียตัวหนึ่ง ได้ถูกซูหลินล่าจนสิ้นชีวิตไปแล้ว และตอนนี้พวกมันยังคงเหลืออยู่เพียงแค่สี่ตัวเท่านั้น
หลังจากที่ซูหลินได้พักฟื้นร่างกายอยู่ช่วงหนึ่ง อีกทั้งพละกำลังของเขายังพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาสีเขียวมรกตที่ลึกล้ำดุจผืนป่าลึกของเขา ก็กำลังฉายประกายอันตรายออกมาในเงามืดอย่างชัดเจน ตอนนี้เขาเริ่มคิดอยากออกไปหาหมีอีกสักตัว เพื่อทดสอบพลังที่เขามีอยู่ในเวลานี้ ว่าจะแกร่งกล้าเพียงใด
กรงเล็บข้างขวาของเขาที่ได้รับการเสริมความแข็งแกร่งนั้น ทั้งคมกริบและเปี่ยมด้วยพละกำลังมหาศาล หากได้กลับไปต่อสู้กับหมีสีน้ำตาล อีกครั้ง ก็คงไม่ต้องลำบากเหมือนการต่อสู้ที่ผ่านมาอย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น หมีสีน้ำตาลที่มีอายุเกินสิบปี นอกจากเนื้อที่สามารถมอบสารอาหารจำนวนมากให้แล้ว อวัยวะสำคัญอย่างถุงน้ำดีของมัน ก็ยังสามารถนำมาสร้างแต้มวิวัฒนาการที่สูงล้ำได้อีกด้วย
ในระหว่างที่ครุ่นคิดอยู่นั้น ซูหลินและเจ้าเสี่ยวฮุยก็ใช้เวลาไม่นานนัก เดินทางกลับมาถึงถ้ำของตนเอง
ทันทีที่มาถึงปากถ้ำ ทั้งสองก็ได้ยินเสียงหอนแผ่วบางและยังไม่ชัดเจนของลูกหมาป่าดังแว่วออกมาจากภายในถ้ำ
เมื่อซูหลินก้าวเข้าไป ก็พบว่าน้องสาวหมาป่ากำลังต่อสู้เล่นอยู่กับเจ้าหมาป่าขนสีเทาขาวอีกครั้งหนึ่ง
จากสายตาที่มองออกไป เขาก็พอจะเข้าใจได้ว่าน้องสาวหมาป่ายังคงเก็บความโกรธเคืองจากเรื่องราวเมื่อหลายวันก่อนเอาไว้ในใจ จึงตั้งใจจะสั่งสอนคู่ต่อสู้อย่างไม่ลดละ
และในระหว่างการต่อสู้นั้น น้องสาวหมาป่าก็ได้ฝึกฝนท่วงท่าการล่าและการต่อสู้หลากหลายแบบจนคล่องแคล่ว ชนิดที่เรียกได้ว่าความสามารถรุดหน้าไปมาก ร่างเล็ก ๆ ของเธอ แม้ยังไม่ใหญ่โตนัก แต่กลับแผ่ออกมาซึ่งรังสีแห่งอำนาจอันน่าเกรงขาม
“อ้าว!”
เสียงหอนใส ๆ ของน้องสาวหมาป่าดังขึ้นมาอีกครั้ง
เธอใช้ร่างเล็ก ๆ ของตนเองก้มต่ำหลบการโจมตีของเจ้าหมาป่าขนเทาขาวได้อย่างคล่องแคล่ว จากนั้นจึงอาศัยจังหวะที่พ้นการปะทะ พลิกตัวกลับไปใช้กรงเล็บหน้า ฟาดลงเต็มแรงที่หน้าท้องของคู่ต่อสู้
หน้าท้อง…เป็นจุดที่อ่อนแอที่สุดของเหล่าหมาป่า แม้กระดูกหัวจะหนาและแข็งราวเหล็ก แต่ท้องนั้นกลับอ่อนนุ่มเหมือนเต้าหู้ และปกป้องได้ยากที่สุด
โชคดีที่น้องสาวหมาป่าเพียงใช้ฝ่ากรงเล็บตบลงไปโดยไม่ได้ยืดเล็บอันแหลมคมออกมา หากเป็นเช่นนั้นจริง ๆ เกรงว่าท้องของเจ้าหมาป่าขนเทาขาวคงจะถูกผ่ากลางร่างเอาได้ง่าย ๆ
แต่ถึงอย่างนั้น เพียงแค่แรงจากฝ่ากรงเล็บที่ตบลงไป ก็ทำให้เจ้าหมาป่าขนเทาขาวร้องหอนด้วยความเจ็บปวดออกมาเสียงดังลั่น
กระนั้น น้องสาวหมาป่าก็หาได้หยุดมือไม่ เธอพลิกกายหมุนตัว ลดศีรษะลงเพื่อปกป้องท่อนล่าง จากนั้นจึงก้าวประชิดเข้าหาคู่ต่อสู้อีกครั้ง และเมื่อเข้าใกล้ ทั้งสองก็พุ่งเข้าปะทะกันอีกรอบ
ทว่าเจ้าหมาป่าเทาขาวที่ท้องเพิ่งโดนโจมตีไปเมื่อครู่ บัดนี้เริ่มทรงตัวไม่อยู่ จึงไม่อาจต้านทานการโจมตีต่อเนื่องได้อีก ร่างของมันก็ถูกน้องสาวหมาป่ากดล้มลงไปนอนแนบพื้น
กรงเล็บสีขาวสะอาดของเธอตรึงลงบนศีรษะของมัน และเขี้ยวเล็กคมกริบก็จ่อแนบอยู่ตรงลำคออย่างพอดิบพอดี เพียงเธอกดลงไปอีกนิดเดียว เขี้ยวเล็ก ๆ เหล่านั้นก็จะสามารถกัดหลอดลมขาดและปลิดชีพคู่ต่อสู้ได้ในทันที
แม้เจ้าหมาป่าขนเทาขาวจะรู้ดีว่านี่เป็นเพียงการเล่นต่อสู้ แต่วินาทีที่ถูกคุมคอไว้เช่นนี้ กลับทำให้มันหวาดกลัวและสั่นสะท้านโดยสัญชาตญาณ จนส่งเสียงหอนราวกับกำลังขอความเมตตา เพราะความหวาดกลัวต่อการถูกกัดคอนั้นเป็นสิ่งที่ฝังรากลึกอยู่ในสายเลือดของเผ่าหมาป่ามาแต่กำเนิด
น้องสาวหมาป่าที่ได้ชัยชนะในครั้งนี้ เมื่อได้ยินเสียงขอความเมตตาของคู่ต่อสู้ ดวงตาก็ทอแววสะใจออกมาเล็กน้อย เธอถอนเขี้ยวออกจากลำคอ แต่กลับใช้กรงเล็บขาวสะอาดนั้น ตบหัวของเจ้าหมาป่าขนเทาขาวต่ออีกหลายครั้ง ราวกับเป็นการเอาคืนที่เมื่อวันก่อนมันเคยทำให้เธอเสียหน้าในสายตาของพี่ชาย
“เพียะ! เพียะ!”
ทุกครั้งที่ตบลงไป ล้วนมีเสียงหอนแหลมเล็กของหมาป่าน้อยดังตามมาอย่างน่าสงสาร
จนกระทั่งมันเหลือบไปเห็นร่างสีขาวสง่างามของซูหลินที่กำลังเดินเข้ามาในถ้ำ เสียงหอนขอความเมตตาของมันก็ยิ่งดังขึ้นอย่างโหยหวน ราวกับจะบอกให้พี่ใหญ่เห็นว่าตนต้องทนทุกข์ทรมานเพียงใดในช่วงที่เขาไม่อยู่
น้องสาวหมาป่าที่เห็นพี่ชายกลับมา เดิมทีก็คิดจะปล่อยคู่ต่อสู้ไปแล้ว แต่เมื่อได้ยินเสียงหอนโอดครวญราวกับกำลังกล่าวหาว่าเธอรังแก จึงยิ่งโกรธจัด ตวัดกรงเล็บลงไปตบหัวเจ้าหมาป่าเทาขาวซ้ำอีกหลายครั้ง พร้อมทั้งขู่คำรามต่ำ ๆ ราวกับจะเตือนว่าอย่าได้แกล้งทำเป็นน่าสงสารต่อหน้าพี่ชายของเธอ
ในที่สุด เจ้าหมาป่าขนเทาขาวก็ฝืนกลั้นเสียงหอนไว้ หันสายตาเว้าวอนมองน้องสาวหมาป่าแทน จากนั้นจึงแลบลิ้นเล็ก ๆ ออกมาเลียขนบนกรงเล็บของเธออย่างอ่อนน้อม ราวกับเป็นการขออภัยและแสดงความจริงใจ
น้องสาวหมาป่าที่เห็นดังนั้น จึงพอใจแล้วถอนกรงเล็บออกมา
............
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ ซูหลินเห็นอยู่เต็มตา แต่เขาก็ไม่คิดจะห้ามปราม เพราะเขารู้ดีว่าการต่อสู้เล่นของลูกหมาป่าตัวเล็ก ๆ นั้นเป็นเรื่องธรรมดา ยิ่งได้ตัดสินกันแต่เนิ่น ๆ ว่าใครเหนือกว่าใคร เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ก็จะได้ไม่ต้องมาต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งในฝูงอย่างเอาเป็นเอาตายอีก
อีกทั้งยังมีลูกพี่ลูกน้องคอยเฝ้าดูแลอยู่ตลอด จึงไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงใด ๆ ขึ้น
หลังจากที่ซูหลินและเสี่ยวฮุยกลับเข้ามาในถ้ำ ต่างก็พากันกลับไปนอนหมอบอยู่ที่มุมของตนเอง
ส่วนเจ้าหมาป่าขนเทาขาวที่เพิ่งถูกปล่อยตัวออกมาอย่างน่าสงสาร ก็ค่อยๆ เดินอย่างเชื่องช้าไปหาซบเจ้าเสี่ยวฮุย ในความคิดของมัน แม้เจ้าเสี่ยวฮุยจะชอบแกล้ง แต่มันก็มักจะเล่นด้วยและคอยสอนทักษะการล่ากับการต่อสู้เล็กๆ น้อยๆ ให้เสมอ ตั้งแต่ที่ต้องจากแม่มา มันก็ถือว่าเจ้าเสี่ยวฮุยคือเพื่อนแท้ที่ไว้ใจได้
ส่วนสำหรับซูหลินนั้น ในสายตาของเจ้าหมาป่าขนเทาขาว เขาก็คือหัวหน้าฝูง คือหมาป่าผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด คือสิ่งมีชีวิตที่มีแต่จะต้องเคารพและเชื่อฟังอย่างไม่มีเงื่อนไข
เมื่อมาถึงข้างเจ้าเสี่ยวฮุย มันก็ส่งเสียงหอนเบา ๆ สองครั้ง เจ้าเสี่ยวฮุยได้ยินแล้วก็พลันนึกถึงแม่ของมันที่ยังบาดเจ็บอยู่ในฝูงเก่า จึงเกิดความรู้สึกสงสารขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ มันเพียงส่งเสียงหอนตอบกลับหนึ่งครั้ง และพยักหน้าเล็กน้อยให้เจ้าหมาป่าขนเทาขาวไปนอนพักบนหนังจิ้งจอก ไม่ได้กดมันลงเป็นหมอนข้างเหมือนทุกที ถือเป็นการเมตตาครั้งใหญ่ในวันนี้
ส่วนน้องสาวหมาป่า ก็ตื่นเต้นยินดียิ่งนัก เมื่อเห็นพี่ชายกลับมา เธอกระโดดโลดเต้นอยู่รอบตัวซูหลินด้วยท่าทีร่าเริง ดวงตากลมใสสุกสว่าง ราวกับกำลังเล่าให้เขาฟังว่า เมื่อครู่เธอแสดงฝีมือได้อย่างน่าเกรงขามเพียงใด และสามารถปราบเจ้าหมาป่าขนสีเทาขาวได้อย่างสมบูรณ์แบบเพียงไหน
---------------