สายลมหนาวแผ่วกร้าว

เผ่าพันธุ์หมาป่านั้นขึ้นชื่อเรื่องประสาทสัมผัสอันแหลมคม โดยเฉพาะการดมกลิ่นที่เฉียบไวเหนือสัตว์ส่วนใหญ่ และเพียงไม่นานหลังจากที่น้องสาวหมาป่าเดินเข้ามาอยู่ข้างกายของซูหลิน เธอก็สะดุดกับกลิ่นบางอย่างทันที

เพราะในขณะที่กำลังคลอเคลียอยู่ใกล้ๆ กัน จมูกของเธอก็จับได้ว่าบนตัวซูหลินนั้นมีกลิ่นของหมาป่าตัวอื่นเจือปนอยู่ และเมื่อสูดหายใจฟุดฟิดแรงๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดเธอก็แยกแยะออกมาได้ชัดเจนว่า นี่ก็คือกลิ่นของแม่หมาป่า

กลิ่นนี้…เป็นสิ่งที่น้องสาวหมาป่าไม่มีวันลืมเลือนไปได้เลย เพราะในอ้อมกอดอันอบอุ่นของแม่หมาป่า เธอเคยอาศัยอยู่อย่างปลอดภัยและพึ่งพิงอยู่เป็นเวลานาน ดังนั้นเมื่อสัมผัสได้ถึงความคุ้นเคยนี้อีกครั้ง ความตื่นเต้นและความดีใจจึงเอ่อล้นออกมาจนไม่อาจกักเก็บไว้ได้

เธอเงยหน้าขึ้นส่งเสียงหอนเล็ก ๆ ออกมา เสียงหอนใส ๆ ที่ยังไม่เต็มเสียงนักเพราะยังเป็นลูกหมาป่า ดังก้องสะท้อนอยู่ในโพรงถ้ำที่ปิดทึบไปทั่วทุกมุม ซูหลินเองได้ยินดังนั้นก็เลยต้องส่งเสียงหอนตอบกลับไป เพื่อเป็นการบอกกับน้องสาวโดยนัยว่า “ใช่แล้ว วันนี้เขาเพิ่งออกไปเจอทั้งพ่อหมาป่าและแม่หมาป่ามา”

น้องสาวหมาป่าแม้จะฟังถ้อยคำแฝงในเสียงหอนของซูหลินได้เพียงเล็กน้อย เข้าใจได้ไม่ทั้งหมด แต่ก็พอจับความหมายสำคัญได้ว่า พี่ชายของเธอเพิ่งไปพบแม่หมาป่ามาจริง ๆ ความรู้สึกที่เอ่อล้นจึงยิ่งแรงกล้ายิ่งขึ้น

เธอซุกหน้าเข้ากับขนหนานุ่มของซูหลิน สูดหายใจลึก ๆ ฟุดฟิดอีกหลายครั้งราวกับต้องการเก็บกลิ่นที่คุ้นเคยนี้ไว้ให้แน่นแนบ และเมื่อเงยหน้าขึ้นก็ส่งเสียงครางต่ำๆ คล้ายอยากบอกเล่าว่าตัวเองก็อยากจะไปพบแม่หมาป่าเช่นกัน

ซูหลินยื่นอุ้งเท้าใหญ่แตะลงบนศีรษะเล็กๆ ของน้องสาวเบา ๆ อย่างปลอบประโลม พร้อมกับส่งสัญญาณผ่านแววตาและการกระทำให้เธอเข้าใจว่า “ครั้งหน้า ถ้ามีโอกาส เขาจะพาเธอไปเจอพ่อหมาป่าและแม่หมาป่าด้วย” คำสัญญาเงียบ ๆ นี้ทำให้น้องสาวหมาป่าดีใจจนร่างเล็กสั่นระริกด้วยความตื่นเต้น

เธอถูไถตัวไปมากับลำตัวใหญ่โตของพี่ชาย พยายามหากลิ่นที่เหลือตกค้างของแม่หมาป่าในทุกซอกมุม ราวกับไม่อยากพลาดแม้เศษเสี้ยวเดียวของความอบอุ่นนี้

ทั้งที่จริงแล้วน้องสาวหมาป่ากับซูหลินก็เกิดไล่เลี่ยกัน เพิ่งผ่านวัยเพียงครึ่งปีเท่านั้นเอง

ในฝูงหมาป่าทั่วไป ลูกหมาป่าวัยนี้เพิ่งจะเริ่มหัดหาอาหารกินเองได้ไม่นาน ยังถือว่าเล็กนัก แต่การที่ได้ติดตามซูหลินมาตลอด ทำให้เธอเติบโตเร็วกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันมาก บวกกับยาที่ช่วยเร่งศักยภาพและอาหารอุดมสมบูรณ์ไม่ขาดมือ เพียงแค่ครึ่งปีเศษ เธอก็พัฒนาจนมีพลังในระดับ 2 แล้ว ซึ่งหากเทียบกับลูกหมาป่าทั่วไป ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งถึงสองปีจึงจะมาถึงระดับนี้

อย่างไรก็ตาม แม้ร่างกายและพลังจะเติบโตไว แต่จิตใจของเธอยังคงเป็นเด็กน้อย การคิดถึงแม่หมาป่านั้นจึงยังคงหนักแน่นและลึกซึ้งเหมือนเดิม

ซูหลินเองเมื่อเห็นน้องสาวซุกไซ้ดมกลิ่นไปมาในขนหนาของตนเช่นนี้ ก็อดที่จะตัดสินใจ ในใจไม่ได้ว่า “ครั้งหน้า หากมีโอกาสจริง ๆ เขาจะพาเธอไปพบแม่หมาป่าแน่นอน”

แต่ตอนนี้ สิ่งที่ต้องทำก่อนก็คือการพักผ่อน เพื่อฟื้นฟูพลังและร่างกายที่ใช้ไปในแต่ละวัน ดังนั้นเขาจึงส่งเสียงหอนต่ำๆ ออกมาเบา ๆ เพื่อบอกให้น้องสาวสงบลง เพราะเขาต้องการพักแล้ว

น้องสาวหมาป่าเมื่อได้ยินก็หยุดขยับตัวพล่าน แม้ยังคงแนบชิดข้างกายพี่ชายอย่างไม่ยอมผละ แต่ก็ยอมหลับตาลงไปพร้อมกัน ในขณะที่กลิ่นหอมอุ่นคุ้นเคยของแม่หมาป่าก็ยังคงอบอวลอยู่รอบๆ ตัว ทำให้เธอเข้าสู่นิทราได้อย่างรวดเร็ว และหลับสนิทไปอย่างมีความสุข

...........

รุ่งเช้าวันต่อมา เมื่อซูหลินตื่นขึ้น เขาก็ลุกขึ้นยืน เเล้วก้าวออกไปยืนตรงปากถ้ำ พลางทอดสายตามองออกไปเบื้องนอก

สิ่งที่เห็นคือท้องฟ้าที่ถูกความมืดมิดของฤดูราตรีนิรันดร์ปกคลุม และสายลมหนาวก็เริ่มพัดหอนดังระงมอีกครั้ง พัดพาก้อนหิมะและน้ำแข็งที่สะสมมานานให้ปลิวว่อนไปทั่วอากาศ

แม้จะยังไม่ถึงขั้นกลายเป็นพายุหิมะเต็มรูปแบบ แต่สภาพอากาศเช่นนี้ก็อันตรายเกินกว่าจะออกไปไกล ดังนั้นซูหลินจึงตัดสินใจละทิ้งความคิดที่จะออกล่าในวันนี้

แต่ทันทีที่ก้าวพ้นปากถ้ำ เสียงแจ้งเตือนที่หายไปนานก็กลับมาดังขึ้นในหัวของเขาอีกครั้ง

【สภาพอากาศหนาวจัดเกินไป ร่างกายของโฮสต์จะใช้พลังงานมากกว่าปกติเป็นสองเท่า โปรดระมัดระวังในการใช้แรง】

ซูหลินที่จัดสรรแต้มคุณสมบัติอิสระทั้งหมดไปเพิ่มความเร็ว แม้จะทำให้เขามีความว่องไวเหนือชั้นกว่าหมาป่าตัวใด แต่ด้านความอึดของร่างกายกลับยังคงอยู่ในระดับกลาง ๆ ไม่ได้โดดเด่นนัก ดังนั้นแม้เขาจะมีความแข็งแกร่งในระดับ 6 แต่ถ้าหากต้องเผชิญกับลมหนาวแผ่วกร้าวเช่นนี้ไปนานๆ ก็ยากที่จะทนไหวเช่นกัน

เขาจึงเพียงแค่เดินตรวจตรารอบถ้ำอย่างระมัดระวัง ก้อนน้ำแข็งที่ถูกสายลมพัดกระแทกยังคงกระจายตกใส่ร่าง แม้ขนสีขาวจะหนาแน่นปกคลุม แต่เขาก็ยังสัมผัสถึงความเย็นเยียบที่แทรกซึมเข้ามาได้

เมื่อแน่ใจว่ารอบๆ ไม่มีสิ่งผิดปกติ ซูหลินจึงกลับเข้าไปในถ้ำอีกครั้ง และพบว่าน้องสาวหมาป่าและลูกหมาป่าขนเทาขาวยังคงนอนหลับสนิทไม่ตื่น ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะลูกหมาป่าวัยเยาว์นั้น จะนอนมากหน่อยก็เป็นเรื่องธรรมดา

แต่เจ้าเสี่ยวฮุยกลับตื่นแล้ว มันชะเง้อมองออกไปนอกถ้ำเหมือนอยากออกไปวิ่งเล่นบ้าง ทว่าทันทีที่ก้าวพ้นถ้ำไปเจอลมหนาวแผ่วกร้าวที่เหมือนจะก่อตัวเป็นพายุหิมะ ก็รีบวิ่งกลับเข้ามาแทบไม่ทัน แม้มันจะเป็นหมาป่าสายพันธุ์พิเศษระดับ 4 ก็ตาม แต่ก็ยังไม่อาจทนต่อแรงกัดกร่อนของอากาศเช่นนี้ได้

ส่วนหมาป่าลูกพี่ลูกน้อง ยังคงนอนเฝ้าอยู่ตรงปากถ้ำในตำแหน่งที่ลมไม่พัดแรงนัก ซูหลินอาศัยจังหวะนี้กวาดตามองตรวจสอบค่าสถานะของทุกตัว แล้วพบว่าลูกพี่ลูกน้องของเขาแข็งแกร่งขึ้นมาก จนเกือบจะก้าวสู่ระดับ 4 เต็มขั้นแล้ว

เธอเองก็เคยใช้ยาเพิ่มศักยภาพเช่นกัน เมื่อบวกกับอาหารที่ไม่เคยขาด ทำให้พัฒนาการรวดเร็วก็เป็นเรื่องธรรมดา อีกเพียงเดือนสองเดือนก็น่าจะทะลุขึ้นสู่ระดับ 4 ได้ และเมื่อนั้นเธอก็จะถือว่าเติบโตเต็มวัยเป็นหมาป่าอาร์กติกที่แท้จริง

ขณะเดียวกัน เจ้าเสี่ยวฮุยก็มีพลังเพิ่มขึ้นบ้าง แม้จะยังห่างไกลจากระดับ 5 แต่ถ้าเมื่อไรที่มันทะลุขึ้นไปได้ ความแข็งแกร่งคงไม่แพ้พ่อหมาป่าเลยทีเดียว และเมื่อนั้น ซูหลินก็จะมีผู้ช่วยที่แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งตัว

ส่วนเจ้าหมาป่าขนเทาขาวกับน้องสาวหมาป่า การเติบโตของทั้งสองถือว่าเร็วกว่าลูกหมาป่าทั่วไปมาก แต่สำหรับซูหลินแล้ว ยังนับว่าเป็นแค่ระดับปกติ การจะก้าวสู่ระดับ 3 คงต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีกสามถึงสี่เดือน

โดยรวมแล้วพลังของฝูงกำลังค่อย ๆ เพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง แต่หากพูดถึงแล้วผู้ที่พัฒนาเร็วที่สุดกลับเป็นซูหลินเอง ตั้งแต่วันที่เขาล้มหมีสีน้ำตาลได้จนถึงตอนนี้ แต้มวิวัฒนาการ ของเขาก็สะสมจนใกล้จะเลื่อนขึ้นสู่ระดับ 7 แล้ว

เพราะไม่ว่าจะเป็นเนื้อและถุงน้ำดีของหมี เนื้อปลาแซลมอนอาร์กติก เนื้อปลาไพค์เหนือ หรือแม้กระทั่งผลไม้เล็กๆ ที่ได้กินจากตอนไปหาแม่หมาป่า ทั้งหมดล้วนช่วยเพิ่มแต้มวิวัฒนาการให้กับเขาไม่น้อย

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ซูหลินก็เปิดหน้าต่างสถานะตรวจสอบอีกครั้ง

【ชื่อ】: ซูหลิน

【เผ่าพันธุ์】: หมาป่าอาร์กติก

【ระดับ】: 6 (ต้องใช้แต้ม วิวัฒนาการ 640 แต้ม เพื่อเลื่อนระดับ)

【พลังชีวิต】: 600

【ความอดทน】: 60

【พลังการโจมตี】: 60

【การป้องกัน】: 60

【ความเร็ว】: 120

【แต้มวิวัฒนาการ】: 593

【พรสวรรค์】: นักล่า (ระดับ D), การฟื้นฟู (ระดับ D)

เหลืออีกไม่ถึงห้าสิบหน่วย เขาก็จะสามารถเลื่อนขั้นได้อีกครั้ง และเมื่อถึงเวลานั้น ความแข็งแกร่งของเขาก็จะยิ่งก้าวกระโดดเข้าใกล้ตำแหน่ง “จ้าวแห่งขั้วโลกเหนือ”ขึ้นไปอีกขั้น

เมื่อคิดได้ดังนั้น ซูหลินก็เลิกใส่ใจเรื่องอื่น เขาส่งเสียงหอนต่ำ ๆ เรียกพวกพ้องในถ้ำให้ลุกขึ้นมาเริ่มกินอาหารที่เก็บสะสมไว้

ในถ้ำยังคงมีเสบียงจำนวนมาก แม้ปลาแซลมอนอาร์กติกที่จับมาเมื่อวาน จะถูกน้องสาวหมาป่ากับเจ้าหมาป่าขนเทาขาว แบ่งกันกินไปหมดแล้ว แต่ก็ยังมีเนื้อหมีสีน้ำตาลราว 150 กิโลกรัม และปลาไพค์เหนืออีกประมาณยี่สิบถึงสามสิบกิโลกรัมกักตุนอยู่

ซูหลินในฐานะหัวหน้าฝูงย่อมมีสิทธิ์เลือกกินก่อน แต่เขาไม่เลือกแตะเนื้อหมีสีน้ำตาล เพราะแต้มวิวัฒนาการที่ได้จากมันเหลือน้อยมาก เพียง 0.1 หน่วยต่อชิ้น แม้จะใช้ยาเพิ่มแต้มวิวัฒนาการช่วย ก็เพิ่มได้แค่ 0.3 ซึ่งไม่คุ้มค่า แต่ปลาไพค์เหนือ ยังคงให้แต้มวิวัฒนาการได้อยู่

แม้เนื้อปลาจะถูกแช่แข็งจนแข็งทื่อด้วยอากาศหนาวเหน็บ มีน้ำแข็งเกาะหนาไปทั่ว แต่ด้วยแรงขากรรไกรของเขามันไม่ใช่อุปสรรค เขากัดฉีกเนื้อปลาชิ้นใหญ่แล้วกลืนลงคอ รสสัมผัสเย็นเยียบแผ่ซ่านทั่วลิ้น แต่กลับช่วยรักษาความสดใหม่ของเนื้อไว้ได้อย่างดี

เมื่อกลืนลงท้อง เสียงแจ้งเตือนก็ดังตามขึ้นมาไม่ขาดสาย

“ติ๊ง! โฮสต์กินเนื้อปลาไพค์เหนือ ได้รับแต้มวิวัฒนาการ 4 หน่วย”

“ติ๊ง! โฮสต์กินเนื้อปลาไพค์เหนือ ได้รับแต้มวิวัฒนาการ 3.5 หน่วย”

“ติ๊ง! โฮสต์กินเนื้อปลาไพค์เหนือ ได้รับแต้มวิวัฒนาการ 3 หน่วย”

--------------

ตอนก่อน

จบบทที่ สายลมหนาวแผ่วกร้าว

ตอนถัดไป