หมาป่าเดียวดายผู้สิ้นเรี่ยวแรง
ซูหลินหันกายออกจากที่ตรงนั้น แล้วก็พาเจ้าเสี่ยวฮุย มุ่งหน้าออกไปค้นหาตำแหน่งของหมีตัวอื่นๆ ต่อ และแน่นอนว่าระหว่างทางเขาก็ไม่ลืมที่จะกวาดสายตาเสาะหาสัตว์เล็กสัตว์น้อยที่อาจเป็นเหยื่อเติมท้องได้ด้วยเช่นกัน
แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะนอกจากผืนพื้นน้ำแข็งอันหนาทึบที่ยังคงปกคลุมไปทั่วกับหิมะที่กว้างขาวสุดสายตาแล้ว บริเวณนี้ก็แทบไม่ปรากฏร่องรอยของสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ให้เห็นเลย ความเงียบเหงาและความหนาวเย็นแผ่ซ่านจนแทบจะทำให้โลกทั้งใบดูไร้ซึ่งความหวัง
อย่างไรก็ตาม เจ้าเสี่ยวฮุยยังพอมีโชคอยู่บ้าง มันใช้ประสาทสัมผัสอันแหลมคมขุดเจาะลงไปในโพรงหิมะ แล้วก็สามารถคว้าจับเอาหนูแลมมิ่งออกมาได้สองสามตัว พอมันหันไปมอง ก็เห็นซูหลินเพียงส่งสายตาเป็นสัญญาณบอกว่าให้กินเสียเอง ไม่จำเป็นต้องแบ่ง เพราะเหยื่อตัวเล็กแค่นี้ไม่อาจทำให้ซูหลินสนใจได้
ดังนั้น เจ้าเสี่ยวฮุยจึงรีบลงฟันกัดแล้วก็กลืนกินหนูแลมมิ่งเหล่านี้ด้วยความหิวโหยทันที ใช้เวลาไม่กี่นาทีซากเล็กๆ ก็หายเข้าไปในท้องมันจนหมด
หลังจากนั้น ระหว่างที่ทั้งสองยังคงเดินทางไปบนพื้นน้ำแข็งและกองหิมะอันเวิ้งว้าง ซูหลินก็พบเข้ากับสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อน
นั่นคือหมาป่าตัวหนึ่งที่ถูกทอดทิ้งและต้องพเนจรอย่างเดียวดาย
ในธรรมชาติอันโหดร้าย ความจริงแล้วหมาป่าเดียวดายไม่ได้แข็งแกร่งน่าเกรงขามเหมือนกับภาพลักษณ์ที่คนมักจินตนาการกัน ตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำ ผลลัพธ์ที่รอพวกมันมักจะน่าเวทนาเป็นที่สุด เพราะหากปราศจากพละกำลังที่เหนือชั้นจริงๆ แล้ว การเอาชีวิตรอดเพียงลำพังแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
เจ้าหมาป่าที่ซูหลินเจอนั้น ตัวมันมีรูปร่างพอๆ กับพี่สาวลูกพี่ลูกน้องของเขา ดูจากสภาพแล้วคงมีอายุราวสองปีเศษ ซึ่งถือว่ายังเป็นวัยหนุ่มสาวของหมาป่า ทว่าในตอนนี้ร่างกายของมันกลับผ่ายผอมจนเห็นแต่กระดูกซี่โครง ขนที่ควรจะฟูนุ่มกลับลีบแนบติดกับลำตัวจนหมดสิ้นความเงางาม นี่คือภาพลักษณ์ของความอ่อนแรงที่น่าเวทนาอย่างแท้จริง
ถึงอย่างนั้น พอเห็นซูหลินกับเสี่ยวฮุย ก้าวผ่านมาใกล้ ๆ เจ้าหมาป่าผู้น่าสงสารก็ยังฝืนลุกขึ้นแยกเขี้ยวส่งเสียงคำรามต่ำในลำคอพร้อมแสดงท่าทีระวังภัยเต็มที่ แววตาที่จ้องมองออกมานั้นแม้จะเต็มไปด้วยความสิ้นหวังแต่ก็ยังแฝงไว้ด้วยความดุร้าย เหมือนจะบอกว่า ต่อให้สภาพร่างกายของมันจะย่ำแย่เพียงใด แต่ก็จะไม่ยอมอ่อนน้อมหรือก้มหัวให้ใครโดยง่ายๆ
เจ้าหมาป่าตัวนี้คงได้เรียนรู้แล้วว่า ในโลกแห่งธรรมชาติอันโหดเหี้ยมนี้ การจะอยู่รอดได้นั้น ไม่ใช่ด้วยการที่มันควรจะคลานต่ำอ้อนวอน แต่ต้องใช้เขี้ยวเล็บขู่ขวัญให้คู่ต่อสู้หวาดกลัวและถอยหนีไปเอง ต่อให้สิ่งที่มันเผชิญหน้าตรงหน้าจะเป็นหมาป่าด้วยกัน มันก็ยังคงไม่ลดละความระแวดระวังลงแม้แต่น้อย
แต่ซูหลินกับเสี่ยวฮุยนั้นกลับมิได้มีความสนใจใดๆ ต่อเจ้าหมาป่าเดียวดายตัวนี้เลย พวกเขาเพียงหยุดชำเลืองมองด้วยดวงตาสีเขียวมรกตที่เยียบเย็นแล้วก็หมุนกายจากไป ราวกับว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงก้อนหิมะที่ไม่มีความหมายอะไรในสายตา
เมื่อเห็นเช่นนั้น หมาป่าผ่ายผอมจึงเผลอถอนหายใจยาวโล่งอกออกมาอย่างที่ไม่อาจซ่อนเร้น ก่อนจะทรุดตัวลงนอนกับพื้นหิมะอีกครั้ง จากนั้นมันก็หันหน้ามาเลียแผลลึกบริเวณท้องของตนเองด้วยท่าทางเจ็บปวด
แผลนี้เหวอะหวะราวกับจะฉีกเปิดจนเครื่องในแทบทะลักออกมา โชคดีที่มันยังไม่ถึงตาย แต่ก็ทำให้ต้องทรมานอย่างสาหัส
ที่น่าสลดใจก็คือ แผลนี้ไม่ใช่ฝีมือของผู้ล่าต่างเผ่าพันธุ์ แต่กลับเป็นฝีมือของ “พ่อแม่” ของมันเอง
ช่วงค่ำคืนอันยาวนานของฤดูหนาว เมื่อหิวโหยจนหาทางออกไม่ได้ สัญชาตญาณดิบก็ผลักดันให้พ่อแม่หันสายตาหิวกระหายมายังลูกในใส้ แต่เจ้าหมาป่าวัยเยาว์ไม่ยอมตกเป็นเหยื่อ มันจึงตัดสินใจสู้สุดชีวิต ทนรับแรงกัดฉีกจากพ่อแม่จนเลือดอาบ แล้ววิ่งพรวดออกจากถ้ำหนีมาในหิมะกว้างใหญ่ กลายเป็นหมาป่าเดียวดายที่สิ้นไร้ที่พึ่งพิง
ทว่าภายใต้ฟ้าขาวโพลนของ “ราตรีกาลขั้วโลก” อันยาวนาน อาหารกลับหายากยิ่งนัก เจ้าหมาป่าตัวนี้ไม่ได้กินอะไรเลยต่อเนื่องกว่าสองสัปดาห์เต็มแล้ว ร่างกายอ่อนล้าแทบสิ้นเรี่ยวแรง เหลือเพียงสัญชาตญาณบางเบาที่พยายามพามันมีชีวิตรอดต่อไป
มันซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้หิมะเตี้ย ๆ ทั้งพักผ่อนทั้งเลียแผลไปด้วย ความหวังเพียงอย่างเดียวคือให้ร่างกายฟื้นขึ้นมาบ้างสักนิด เพื่อจะได้พอมีแรงออกไปหาเหยื่อต่อ
แต่โชคร้ายยิ่งกว่านั้นกำลังคลืบคลานเข้ามาโดยที่มันเองก็ไม่รู้ตัว เพราะมีแมวป่าลิงซ์ที่ซูบผอมไม่แพ้กัน กำลังย่องเข้ามาอย่างเงียบเชียบจากอีกฝั่ง
เจ้าแมวป่าตัวนี้แม้จะหิวโซเหมือนกัน แต่สภาพร่างกายของมันกลับยังสมบูรณ์กว่า ไม่มีบาดแผลลึกเช่นเดียวกับเจ้าหมาป่า ความได้เปรียบจึงตกอยู่ข้างมัน แววตาของมันที่จับจ้องมาก็ฉายประกายดุร้ายและหิวกระหายยิ่งนัก ระยะระหว่างทั้งสองค่อย ๆ หดแคบลงทุกที อันตรายกำลังใกล้เข้ามาทุกลมหายใจ
แต่ซูหลินกับเสี่ยวฮุยที่จากมาไกลแล้วหาได้ล่วงรู้เรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้นเบื้องหลังไม่ และแม้ว่าพวกเขาจะรู้ หากจะพูดตามจริง ซูหลินก็คงไม่ใส่ใจนัก เพราะเขาได้ชินชากับการฆ่าฟันและการอยู่รอดของผู้ล่าในผืนแผ่นดินอันหนาวเหน็บนี้เสียจนเห็นเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว สิ่งเดียวที่เขาให้ความสำคัญในเวลานี้ก็คือการตามหาตำแหน่งของหมีและเหยื่อที่เหมาะสม
และไม่นานนัก เขาก็พบเข้ากับหมีสีน้ำตาลถึงสองตัวในพื้นที่เดียวกัน ทั้งสองล้วนเป็นเพศผู้ ร่างกายสูงใหญ่กำยำดุจขุนเขา แม้รูปร่างของพวกมันจะดูเชื่องช้าแต่ก็แผ่รังสีแห่งความร้ายกาจของนักล่าออกมา
ตัวแรกกำลังหมอบอยู่ใกล้ปากถ้ำ มันใช้กรงเล็บคุ้ยหาเห็ดรา ตะไคร่น้ำ และแมลงเล็ก ๆ เพื่อประทังชีวิต ซูหลินจึงจำได้ทันทีว่านี่คือเจ้าหมีที่เขาเคยบังเอิญเจอครั้งแรกเมื่อออกล่าในแถบนี้ และมันก็เป็นหมีที่มีนิสัยค่อนข้างอ่อนโยนกว่าตัวอื่น ชอบกินรากไม้ ซากเน่า และแมลงเสียมากกว่า
ส่วนอีกตัวนั้นต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ซูหลินเฝ้ามองมันจากระยะไกลอยู่เนิ่นนาน เจ้าหมีตัวนี้มีกำลังถึงขั้น “ระดับ 12” เกราะเนื้อหนาทึบที่ปกคลุมร่างใหญ่มีบาดแผลมากมายเต็มไปหมด ทั้งรอยข่วนและรอยกัดจากศึกที่ผ่านมามากมาย ทว่าเพราะชั้นผิวหนังและไขมันหนา มันจึงไม่เป็นอะไรมากนัก เพียงแค่ภายนอกดูน่าหวาดหวั่นบ้างก็เท่านั้นเอง
เวลานี้มันกำลังขย้ำซากแมวป่าที่ไม่รู้ว่าจับมาจากไหนอย่างเอร็ดอร่อย
และใกล้ ๆ ถ้ำยังปรากฏโครงกระดูกหมาป่าอาร์กติกที่ถูกกินจนเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกให้เห็นเป็นหลักฐานชัดเจน ซูหลินจึงแน่ใจได้ทันทีว่ามันคือตัวเดียวกันกับหมีที่ฝูงหมาป่าของพ่อเขาเคยปะทะแน่นอน
และที่สำคัญคือ ตำแหน่งที่มันอยู่นั้นใกล้กับเขตแดนฝูงของพ่อหมาป่ามากจนแทบจะเป็นการบุกรุกตรง ๆ
ในดินแดนที่ทรัพยากรแร้นแค้นเช่นนี้ หากหมีบุกรุกเข้ามาก็เท่ากับว่าท้าทายอำนาจของฝูงหมาป่าอย่างไม่ต้องสงสัย จึงไม่แปลกที่จะเกิดศึกใหญ่ระหว่างหมาป่ากับหมี และดูจากร่องรอยแล้ว สุดท้ายหมีตัวนี้ก็เป็นฝ่ายกุมชัยไว้
ซูหลินเพ่งมองมันอยู่นาน สัมผัสได้ถึงพลังมหาศาลที่ยังคงพวยพุ่งไม่หยุด ราวกับมันยังคงกระหายการฆ่าเพื่อเติมพลังให้ร่างกายอย่างต่อเนื่อง เขารู้ดีว่านี่คือศัตรูที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด จึงยังไม่คิดจะบุ่มบ่ามเข้าโจมตี
ทว่าการที่เขาไม่อยากเปิดศึก ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหมีจะคิดเช่นนั้นด้วย...
ทันใดนั้น หมีผู้มีจมูกไวเป็นเลิศก็ชะงัก มันเหมือนจะได้กลิ่นบางอย่างลอยมากับลม ก่อนจะเงยหัวอันใหญ่โตขึ้นมาอย่างฉับพลัน แล้วจ้องตรงมายังซูหลินที่ยืนเด่นอยู่บนเนินหิมะ
ไม่แน่ชัดว่าสาเหตุแท้จริงนั้นเป็นเพราะมันเพิ่งผ่านศึกหนักกับฝูงหมาป่ามาหมาด ๆ หรือเพราะเหตุผลใดกันแน่ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ แววตาของมันที่หันมาจับจ้องยังซูหลินนั้น เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นอย่างรุนแรง และเพียงชั่วพริบตาที่สบตากับเขา มันก็กระโจนส่งเสียงคำรามสะท้านฟ้า
“โฮกกกกกก!”
เสียงคำรามดังก้องสะท้อนกังวาน แผ่กระจายไปทั่วท้องฟ้าขาวโพลนและผืนหิมะกว้างใหญ่ ราวกับกำลังจะประกาศถึงความโกรธเกรี้ยวที่แทบทะลุทะลวงออกมาจากส่วนลึกแห่งจิตใจ
มันถึงกับขว้างซากแมวป่าที่เพิ่งกินไปครึ่งหนึ่งทิ้งลงพื้น แล้วพุ่งทะยานตรงมาหาซูหลินด้วยดวงตาแดงฉานราวกับเปลวเพลิงแห่งความแค้น
ซูหลินมองภาพนี้แล้วพลันเกิดความสงสัยเล็กน้อย ว่าทำไมเจ้าหมีนี่ถึงแสดงความเกลียดชังรุนแรงปานนี้ ปกติการต่อสู้เพื่อแย่งอาหารในธรรมชาติถือเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่ในเมื่อมันเลือกมาเอง เขาก็ไม่มีทางถอยเช่นกัน
ประกายในดวงตาสีเขียวมรกตของซูหลินส่องวาบวาวด้วยความเหี้ยมโหด เขาคิดในใจว่า
“สวรรค์เปิดทางให้ไม่ยอมไป แต่กลับเลือกจะผลุนผลันวิ่งเข้าหาประตูแห่งนรก เช่นนั้นแกก็จงลองลิ้มรสมันดูเองเสียเถอะ!”
เดิมทีเขาตั้งใจจะเว้นช่วงให้เวลาสักระยะก่อน แต่ในเมื่อเจ้าหมีตัวนี้ร้อนรนอยากจะลองของนัก เขาก็พร้อมจะสนอง!
ซูหลินนั้นมีความเร็วอันเหนือชั้นยิ่งกว่าหมาป่าใดๆ ในดินแดนขั้วโลกนี้ เขาไม่มีความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย เพียงส่งเสียงคำรามต่ำเป็นสัญญาณให้เสี่ยวฮุยรีบถอยไปตั้งหลัก ในที่ปลอดภัย ห่างออกไปก่อน
-------------