การเผชิญหน้ากับเจ้าหมาป่าเดียวดายอีกครั้ง
“อู้วววววว!”
หลังจากที่กวาดสายตาอ่านรางวัลที่ปรากฏตรงหน้าเสร็จสิ้น ซูหลินก็ไม่ได้มัวเสียเวลาลังเลอีก เขารีบส่งสัญญาณบอกเจ้าเสี่ยวฮุย ให้รีบไปหากิ่งไม้และพุ่มไม้มา เพื่อที่จะใช้ลาก ซากร่างหมีสีน้ำตาลตัวใหญ่นี้กลับไปยังถ้ำ
เพราะในเวลานี้ พลังงานและกำลังของเขาถูกใช้ไปจนแทบหมดสิ้น หากยังคงฝืนอยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บของทุ่งน้ำแข็งเช่นนี้ต่อไป คงไม่ต่างจากการหาความตายให้ตัวเอง
ในขณะที่เสี่ยวฮุยกำลังวิ่งไปหาพุ่มไม้เพื่อช่วยผ่อนแรงลาก ซูหลินก็หันไปมองลูกหมีสีน้ำตาลที่ถูกทิ้งไว้กลางทุ่งหิมะ มันเป็นลูกหมีที่ก่อนหน้านี้ถูกเขี้ยวของเสี่ยวฮุยเจาะทะลุผิวหนัง
เลือดสดของมันไหลซึมออกมาตามบาดแผล แต่ถึงอย่างนั้น มันกลับยังคงพยายามขยับตัวทีละน้อย ๆ ค่อย ๆ คลานหนีไปทางกองหิมะด้านหลัง ราวกับอยากจะใช้กองหิมะนั้นเป็นกำบังเพื่อหาทางหลบหนีออกไป
“หืม ลูกหมีตัวนี้….ทั้งพลังชีวิตและความฉลาดชักจะเกินมาตรฐานไปหน่อยแล้วสิ”
ซูหลินอดไม่ได้ที่จะเอ่ยด้วยความแปลกใจ เพราะตั้งแต่แรก เขาก็รู้สึกผิดสังเกตกับดวงตาของลูกหมีตัวนี้แล้ว แววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและความเกลียดชัง ไม่ควรจะปรากฏอยู่ในสิ่งมีชีวิตที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้เพียงแค่หนึ่งถึงสองเดือนเท่านั้น
โดยปกติแล้ว ลูกหมีวัยนี้ ต่อให้เห็นแม่ของมันถูกล่าและถูกฆ่าต่อหน้าต่อตา ก็ควรจะเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความตื่นตระหนก ไม่ใช่ความเคียดแค้นเช่นที่เขาได้เห็น แววตาแบบนี้ มันไม่ควรปรากฏในสายตาของลูกสัตว์ที่ยังไร้เดียงสาเลยแม้แต่น้อย
คิดได้ดังนั้น ร่างสีขาวของซูหลินก็พุ่งทะยานขึ้นไปยังสันหิมะด้านบน ดวงตาหมาป่าสีเขียวที่เรืองแสงเย็นเยียบจ้องลงไปยังลูกหมีที่กำลังดิ้นรนคลานหนีออกไปทีละก้าว และเพียงเสี้ยววินาที ข้อมูลของมันก็ปรากฏขึ้นในใจเขาอย่างชัดเจน
【เผ่าพันธุ์】 : หมีสีน้ำตาล (สายพันธุ์พิเศษ)
【ระดับ】 : ระดับ 1
【พลังชีวิต】 : 352
【ความอดทน】 : 21
【พลังการโจมตี】 : 19
【การป้องกัน】 : 17
【ความเร็ว】 : 8
เมื่อเห็นค่าพลังดังกล่าว ซูหลินถึงกับต้องเลิกคิ้วด้วยความตกใจ เพราะสำหรับลูกหมีที่เพิ่งมีอายุได้เพียงหนึ่งถึงสองเดือน กลับมีค่าพลังที่สามารถเทียบเคียงได้กับลูกหมาป่าที่เติบโตมากว่าหนึ่งปีเต็ม และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ตัวอักษรที่ระบุไว้หลังเผ่าพันธุ์ของมัน — สายพันธุ์พิเศษ
“อย่างนี้นี่เอง… ถึงว่าทำไมลูกหมีตัวนี้ถึงได้มีทั้งพลังชีวิตและความฉลาดเกินกว่าธรรมดา”
เมื่อได้คำตอบ ทุกอย่างก็เริ่มชัดเจนขึ้นมาในทันที หากลูกหมีตัวนี้เป็นสายพันธุ์พิเศษจริง แม้จะต้องอยู่เพียงลำพังโดยไม่มีพ่อแม่คอยดูแล ก็ยังมีโอกาสไม่น้อยที่จะสามารถเอาชีวิตรอดในดินแดนหนาวเหน็บของอาร์กติก และยิ่งไปกว่านั้น ศักยภาพในการเติบโตของมันยังน่าหวาดหวั่นเกินคาดเดา ใครจะไปรู้ได้ว่าหากมันเติบโตขึ้นมาเต็มที่ มันจะก้าวไปสู่จุดใด
เมื่อคิดได้ดังนี้ ดวงตาหมาป่าของซูหลินจึงปรากฏประกายดุดันขึ้นมาทันใด
“ต้องถอนรากถอนโคน!”
เพราะสำหรับเขาแล้ว ครอบครัวคือสิ่งที่ต้องอยู่กันอย่างพร้อมหน้า ไม่ควรปล่อยให้มีเศษเสี้ยวใดรอดไปได้
เมื่อความคิดถูกตอกย้ำ ร่างสีขาวของหมาป่าก็พุ่งทะยานออกไปอีกครั้ง ถึงแม้ตอนนี้พละกำลังของซูหลินจะเหลือน้อยจนไม่อาจเร่งความเร็วได้เต็มที่ ความเร็วของเขาจึงทำได้เพียงสิบกว่าเมตรต่อวินาที แต่แค่นี้ก็เกินพอที่จะตามทันลูกหมีตัวน้อยที่กำลังพยายามหนีตาย
“อู้ววววว!”
เสียงหอนก้องกังวานสะท้อนขึ้นกลางเวิ้งฟ้า ลูกหมีสะดุ้งเฮือก รีบหันหัวกลับมา แล้วสายตาของมันก็ได้พบกับภาพหมาป่าสีขาวผู้ยิ่งใหญ่ที่กำลังพุ่งตรงเข้ามา ภาพนี้ทำให้เลือดในกายของมันเย็นเฉียบ ความกลัวถาโถมเข้ามาจนหัวใจเต้นระรัว
“ไม่ใช่มันอีกแล้วหรือ....ไม่ใช่เจ้าอสูรนั่นอีกแล้วหรือ”
ในดวงตาของลูกหมีเต็มไปด้วยความหวาดผวาและความสิ้นหวัง เพราะนี่คืออสูรที่พรากพ่อแม่ของมันไปต่อหน้าต่อตา ทั้งที่ครั้งหนึ่งมันเคยเชื่อมั่นในคำพูดของพ่อหมี ที่ว่า “เหล่าหมาป่าก็เป็นแค่ฝูงสัตว์ไร้ค่าที่ทำได้เพียงส่งเสียงเห่าหอน” แต่เหตุใดกันเล่า เหตุใดหมีผู้ยิ่งใหญ่และทรงพลังถึงได้ตายลงด้วยน้ำมือของหมาป่าตัวนี้
มันไม่เข้าใจ และคงไม่มีวันเข้าใจได้ แต่สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงการสั่นเทิ้มทั้งตัว ส่งเสียงคำรามอันอ่อนแอออกมา หวังเพียงขับไล่ความหวาดกลัวที่กำลังกลืนกินจิตใจ ทว่าเสียงคำรามอันไร้พลังนี้กลับไม่อาจทำให้ผู้ใดสะทกสะท้านได้เลย
ซูหลินเพ่งมองลูกหมีตรงหน้า เขามองเห็นชัดเจนถึงศักยภาพมหาศาลที่อัดแน่นอยู่ในตัวมัน และก็รู้ดีว่าหากเลี้ยงดูมันในอนาคต มันอาจจะกลายเป็นพลังเสริมอันยิ่งใหญ่ได้ อีกทั้งโดยธรรมชาติ หมีเองก็มักมีสติปัญญาสูงกว่าหมาป่า แต่ถึงอย่างนั้น ดวงตาของซูหลินก็ยังคงเต็มไปด้วยความเฉียบคมและความโหดเหี้ยม เพราะเพียงแค่แววตาที่เปี่ยมด้วยความอาฆาตพยาบาทตั้งแต่แรก มันก็บอกได้ชัดแล้วว่า ลูกหมีตัวนี้ไม่มีวันยอมจำนนโดยสมัครใจ
ดังนั้น การสังหารมันตั้งแต่ยังเล็ก คือหนทางที่ดีที่สุดที่จะตัดปัญหาในอนาคต
ร่างหมาป่าสีขาวจึงตวัดกรงเล็บออกไปอย่างเด็ดขาด กรงเล็บอันคมกริบพุ่งลงมาอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของลูกหมี
'และในชั่วพริบตาเดียว ลูกหมีวัยเพียงหนึ่งถึงสองเดือนที่ยังไร้เดียงสา ก็ถูกเด็ดชีวิตลงทันที'
หากมันได้เติบโตขึ้น อนาคตคงได้กลายเป็นเจ้าแห่งแถบอาร์กติกอย่างไม่ต้องสงสัย แต่โชคร้ายที่โอกาสนั้นไม่เคยถูกปล่อยให้มาถึง
ซูหลินคาบร่างเล็กนั้นกลับมาที่ซากหมีใหญ่ ในเวลานั้น เสี่ยวฮุยก็ลากพุ่มไม้มาได้พอดี มันเริ่มใช้กิ่งไม้ช่วยลากซากหมีขนาดมหึมา น้ำหนักกว่า 350 โล ซึ่งหนักกว่าหมีตัวก่อนหน้านี้เสียอีก โชคดีที่พลังของเสี่ยวฮุยเองก็เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด พออาศัยแรงเสียดทานจากพุ่มไม้ช่วยผ่อนแรง มันก็สามารถลากซากหมีไปได้ด้วยตัวเอง
ส่วนซูหลินก็นำร่างลูกหมีวางทับไว้บนซากพ่อหมี แล้วเดินนำอยู่ด้านหน้า ทั้งที่ร่างกายอ่อนล้า แต่เขายังคงบังคับตนเองให้ตื่นตัว ดวงตาสีเขียวส่องประกายเย็นเยียบคอยสอดส่องไปทั่วทุ่งหิมะ
ไม่นานนัก ทั้งสองก็ละทิ้งสมรภูมิอันโหดเหี้ยมไว้เบื้องหลัง แล้วมุ่งหน้ากลับสู่ถ้ำ ท่ามกลางความมืดของค่ำคืน
แต่แล้ว ในเส้นทางที่พวกเขาเคยผ่านเมื่อตอนมา กลับปรากฏภาพหนึ่งขึ้นให้เห็น
หมาป่าเดียวดายร่างผอมโซ กำลังแสดงความดุดันสุดชีวิต มันกัดขย้ำเข้าที่ลำคอของแมวป่าลิงซ์อย่างไม่ยอมปล่อย แม้กรงเล็บอันแหลมคมของลิงซ์จะฝากรอยแผลฉกรรจ์ทั่วร่างมัน เลือดสดชุ่มโชกจนแทบจะล้มลงทุกเมื่อ แต่หมาป่าเดียวดายก็ยังคงฝืนฟันเขี้ยวไม่ปล่อย จนในที่สุด ร่างของลิงซ์ก็ค่อย ๆ อ่อนแรงลงและแน่นิ่งไป
เมื่อแน่ใจว่าเหยื่อสิ้นใจแล้ว หมาป่าเดียวดายจึงยอมคลายเขี้ยวออก มันหอบหายใจแรง ๆ จนอกกระเพื่อม
“แฮก...แฮก.…”
มันพยายามจะกินเนื้อลิงซ์เพื่อดับความหิวที่กัดกินจนเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก แต่บาดแผลนับสิบทั่วตัวกลับทำให้มันไม่อาจขยับได้ตามใจ ความเสียหายเหล่านี้พรากเอาเลือดและพลังชีวิตที่เหลืออยู่น้อยนิดไปจนเกือบหมด ตอนนี้แม้แต่การกินเพื่อต่อลมหายใจก็ยังเป็นไปไม่ได้
ความเย็นเยียบจากร่างกายที่อ่อนแรงคืบคลานเข้ามาทีละน้อย สายตาของมันเริ่มพร่ามัวและเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย
“นี่หรือ…....คือจุดจบของฉัน”
มันครางอยู่ในใจ ดวงตาแสดงความเศร้าสร้อยสุดลึกซึ้ง ก่อนที่เปลือกตาจะค่อย ๆ หนักอึ้งลง และความง่วงงุนคืบคลานเข้ามาในที่สุด
“ถ้าจะเป็นเช่นนี้….ก็ขอให้พ่อกับแม่ได้กินร่างกายฉันเสียยังดีกว่า อย่างน้อยท่านก็จะได้อิ่มท้องบ้าง…”
ความคิดสุดท้ายแล่นผ่านหัว ก่อนที่สติจะเลือนหายไปช้า ๆ
และก็ในวินาทีนั้นเอง ซูหลินกับเสี่ยวฮุยเดินมาถึงพอดี เขามองเห็นหมาป่าเดียวดายที่ยังไม่สิ้นลม และมองไปยังร่างลิงซ์ที่ถูกกัดตาย จึงเดินตรงไปคาบทั้งสองขึ้นมาวางไว้บนซากหมีสีน้ำตาล
แมวลิงซ์ตัวนี้มีพลังถึงระดับ 4 ซึ่งถือว่า มันมีความแข็งแกร่งพอตัวในหมู่ลิงซ์ แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือ หมาป่าเดียวดายตัวนี้ที่มีเพียงระดับ 3 กลับสามารถเอาชนะและกัดลิงซ์ตายได้อย่างดุดัน แสดงให้เห็นถึงความโหดเหี้ยมและความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวอย่างหาตัวจับยาก
“ถ้าหากมันยังมีชีวิตรอด ก็ดี… แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ถือว่าเป็นโชคชะตา”
ซูหลินคิดในใจ
หลังจากการต่อสู้กับหมีสีน้ำตาล เขาได้ตระหนักถึงความสำคัญของการร่วมมือในทีม เพราะการต่อสู้แบบเป็นทีมไม่เพียงเพิ่มโอกาสในการเอาชนะ แต่ยังทำให้ได้คะแนนประเมินเพิ่มเติม อันนำไปสู่รางวัลที่มากขึ้นด้วย
ดังนั้น เขาจึงเริ่มคิดที่จะขยายฝูงหมาป่าของตน หากหมาป่าเดียวดายตัวนี้สามารถมีชีวิตรอดต่อไปได้ ซูหลินก็ไม่ลังเลที่จะรับมันเข้ามาเป็นหนึ่งในสมาชิกใหม่ของฝูง
--------------