หมาป่าเดียวดายเริ่มฟื้นตัว

หลังจากเหตุการณ์ทั้งหมดจบลงแล้ว ซูหลินก็เลือกที่จะนอนหมอบอยู่ตรงปากถ้ำ ไม่ได้เข้าไปพักผ่อนเหมือนตัวอื่น ๆ แต่กลับทำหน้าที่เป็นยาม คอยเฝ้าระวังสิ่งที่อาจจะคืบคลานเข้ามาในยามเงียบสงัด เขารู้ตัวดีว่าร่างกายยังไม่อาจฟื้นคืนสู่สภาพแข็งแรงเต็มที่ แม้พลังจะค่อย ๆ ฟื้นกลับมา แต่ก็ยังห่างไกลจากจุดสูงสุด ดังนั้นเขาจึงไม่คิดจะออกล่าอีกในช่วงนี้

ภายในถ้ำ ตอนนี้มีเสบียงสะสมอยู่มากมาย ทั้งซากหมีและสัตว์อื่น ๆ ที่เก็บกลับมา รวมกันแล้วน้ำหนักมากเกือบ 500 โล หากคิดเป็นปริมาณอาหาร ก็เพียงพอให้ฝูงหมาป่ากินได้ต่อเนื่องสองถึงสามเดือนเต็ม ๆ และหากรู้จักประหยัด ใช้อย่างรอบคอบ อาจจะยืดออกไปได้ถึงครึ่งปีเลยทีเดียว ทว่าด้วยความที่ซูหลินเข้าใจถึงความสำคัญของการเติบโตในช่วงวัยเยาว์ เขาจึงไม่ได้คิดจะจำกัดอาหารของทุกตัวเลยแม้แต่น้อย เพราะตอนนี้พวกมันต่างอยู่ในช่วงโตเร็ว ยิ่งกินมากและแข็งแรงมากขึ้น ก็ยิ่งหมายถึงในวันข้างหน้า ฝูงนี้จะเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยเขาได้

หลังจากทุกตัวกินอิ่มจนพุงกางแล้ว น้องสาวหมาป่ากับเจ้าหมาป่าขนเทาขาว ก็เริ่มวิ่งไล่กัดหยอกล้อกันเสียงดังไปทั่วถ้ำ เสียงร้องหอนอันสดใสสะท้อนก้องไปมาอย่างสนุกสนาน ส่วนลูกพี่ลูกน้องของซูหลิน เมื่อเห็นว่าเขากำลังทำหน้าที่คอยเฝ้ายามอย่างจริงจัง เธอจึงขยับตัวกลับไปยังมุมเดิมแล้วหมอบลงเข้าสู่นิทราเพื่อพักผ่อนบ้าง ขณะที่เจ้าเสี่ยวฮุยก็นอนหมอบดูหมาป่าน้อยสองตัวเล่นอย่างเพลิดเพลิน ตาเป็นประกายไปด้วยความสนใจ

เวลาล่วงไปโดยไม่รู้ตัว ภายในถ้ำก็เต็มไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นท่ามกลางความหนาวเหน็บภายนอก


หมาป่าน้อยสองตัวต่างมีระดับพลังถึงขั้นสองแล้ว ร่างกายสูงยาวเกือบเก้าสิบเซนติเมตร พวกมันเริ่มมีเค้าโครงของนักล่าที่แท้จริง เสียงคำรามในตอนต่อสู้หยอกล้อกันนั้นไม่ใช่เพียงเสียงแหลม ๆ ไร้พลังอีกต่อไป แต่เริ่มมีแรงกดดันที่บอกให้รู้ว่า อีกไม่นานก็จะกลายเป็นผู้ล่าเต็มตัวได้แล้ว


เวลาเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว ผ่านไปสิบวันเต็ม บนฟากฟ้าอาร์กติก แสงสว่างที่เคยเลือนรางก็เริ่มยาวนานขึ้นเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมา สามารถมองเห็นขอบฟ้าที่ถูกแต่งแต้มด้วยแสงอ่อนจางของรุ่งอรุณ อากาศเองก็ค่อย ๆ อุ่นขึ้น จากอุณหภูมิติดลบสามสิบถึงสี่สิบองศา ค่อย ๆ ขยับขึ้นมาเหลือติดลบสิบกว่าถึงยี่สิบองศา ซึ่งนี่หมายถึงฤดูอุ่นกำลังจะมาถึง และเมื่อฤดูอุ่นมาเยือน เหล่าสรรพสัตว์ก็จะค่อย ๆ เริ่มอพยพกลับคืนสู่ดินแดนขั้วโลกเหนือ

เมื่อมีเหยื่อ ก็หมายความว่านักล่าทั้งหมดที่รอดพ้นจากราตรียาวนานได้เห็นความหวังในการอยู่รอด เวลานี้ก็คือฤดูการล่าอันบ้าคลั่ง นักล่าที่หิวโหยจนแทบสิ้นใจ ถึงแม้จะต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ใหญ่เช่นวัวมัสค์หรือกวางเรนเดียร์ พวกมันก็ยังกล้าเสี่ยงเข้าโจมตี

ซูหลินและเจ้าเสี่ยวฮุยก็เช่นกัน ร่างกายของทั้งคู่ฟื้นคืนสู่สภาพแข็งแรงเต็มที่แล้ว ทว่าพวกเขาไม่ได้รีบร้อนออกล่า เพราะในถ้ำยังมีเสบียงเหลือเฟือ ตลอดสิบวันที่ผ่านมา ซูหลินกินซากลูกหมีสายพันธุ์พิเศษไปจนหมดแล้ว และได้รับแต้มวิวัฒนาการ เพิ่มอีกกว่าร้อยแต้ม ส่วนเจ้าเสี่ยวฮุย ก็กินเนื้อหมีไปไม่น้อย ทำให้พลังของมันมั่นคงและก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ จนใกล้จะแตะระดับห้าสำเร็จแล้ว


แต่สิ่งที่ทำให้ซูหลินแปลกใจมากที่สุด กลับเป็นการเติบโตของลูกพี่ลูกน้องของเขา เพราะเธอกำลังจะก้าวสู่ระดับสี่เต็มขั้น ซึ่งนั่นเทียบเท่ากับความแข็งแกร่งของหมาป่าเพศเมียที่โตเต็มวัย การมีเธอคอยอยู่เฝ้าถ้ำ ย่อมเพิ่มความมั่นใจและปลอดภัยให้แก่เจ้าตัวเล็กทั้งสองอย่างมาก


ส่วนสำหรับน้องสาวหมาป่าและเจ้าหมาป่าขนเทาขาวนั้น ระยะทางสู่ระดับสามยังคงอีกยาวไกล ต้องใช้เวลาและอาหารอีกมากในการผลักดัน

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง หมาป่าเดียวดายตัวเล็กซึ่งเคยบาดเจ็บสาหัสจนเกือบสิ้นใจ ก็กลับสามารถรอดมาได้ด้วยพลังชีวิตอันแข็งแกร่งของมันเอง แม้บาดแผลทั่วร่างยังไม่หายดี แต่สภาพร่างกายกลับมั่นคงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มันพอจะลุกขึ้นยืนและขยับตัวได้ แม้จะยังทุลักทุเลก็ตาม

หมาป่าเดียวดายตัวนี้ เดิมคิดว่าตัวเองคงไม่รอดแล้ว แต่เมื่อสติกลับคืน มา ก็พบว่าตนอยู่ท่ามกลางฝูงหมาป่า ราวกับถูกพวกมันรับเข้ามาไว้ในอ้อมอก ทั้งที่ในความทรงจำของมัน ฝูงหมาป่าในค่ำคืนยาวนานนั้นล้วนหิวโหยจนต้องหันมากัดกินพวกเดียวกันเอง แต่เมื่อมองเห็นซากหมีมากมายที่หนักเกิน 350โล กองอยู่ และเหล่าหมาป่าที่อยู่ร่วมถ้ำก็ล้วนมีขนเงางาม ร่างกายแข็งแรง ดูมีชีวิตชีวา มันจึงเริ่มเชื่อแล้วว่าฝูงนี้แตกต่างจากฝูงที่มันเคยรู้จัก

ด้วยสติปัญญาที่สูงกว่าหมาป่าทั่วไป มันแม้จะฟื้นขึ้นมา แต่ก็ยังคงระมัดระวังสุดขีด หมอบตัวนิ่งอยู่ในมุมมืดของถ้ำ ไม่ยอมส่งเสียง ไม่แม้แต่จะพยายามหนีออกไป เพราะเข้าใจดีว่าด้วยบาดแผลทั่วร่าง ต่อให้พอเดินหรือยืนได้ แต่การวิ่งออกจากถ้ำก็เท่ากับเดินเข้าสู่ความตายแน่นอน

มันเพียงหมอบเงียบ ๆ ในมุมของตัวเองทุกวัน และทุกครั้งที่ได้ยินเสียงหอนต่ำของเจ้าหมาป่าขาวร่างยักษ์สูงเกินสองเมตรเมื่อมันกำลังกินอาหาร ความหวาดกลัวก็ยิ่งกัดกินหัวใจ หมาป่าเดียวดายไม่กล้าแม้แต่จะเข้าใกล้ เพื่อขอแบ่งกินสักคำ ได้เพียงกลืนน้ำลายลงคอพลางมองเหล่าหมาป่าตัวอื่นกินเนื้ออย่างเอร็ดอร่อย

ประสบการณ์ในอดีตสอนมันมามากพอ ว่าการจะอยู่รอดต้องแสดงเขี้ยวเล็บต่อศัตรู และต้องระวังระไวต่อทุกสิ่งรอบตัว แม้ร่างกายและบาดแผลกำลังร้องโหยหาอาหาร แม้ความหิวโหยจะกัดกินจนแทบคลั่ง มันก็ยังคงอดทนกดสัญชาตญาณสัตว์ร้ายลงอย่างแน่นหนา เลือกที่จะหมอบนิ่งอยู่ในเงามืด ไม่ไหวติงแม้แต่น้อย

จนกระทั่งวันนี้ ซึ่งนับเป็นวันที่สามแล้วหลังจากที่มันฟื้นขึ้นมา ความหิวโหยได้กัดกร่อนจนแทบหมดเรี่ยวแรง ในขณะที่มันมองเห็นฝูงหมาป่ากำลังล้อมวงกินเนื้อกันอย่างเอร็ดอร่อย ความรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหมุนโคลงเคลง สมองพร่าเบลอด้วยความหิว แต่มันก็ยังคงหมอบหน้าลงกับอุ้งเท้าของตัวเอง สูดดมเพียงกลิ่นหินและทรายเย็นเยียบของพื้นถ้ำแทนที่จะลุกขึ้นมาแย่งอาหาร…

---------------

ตอนก่อน

จบบทที่ หมาป่าเดียวดายเริ่มฟื้นตัว

ตอนถัดไป