พรสวรรค์ การฟื้นฟู เพิ่มระดับขึ้น
ในขณะเดียวกันนั้น ซูหลินเองก็สังเกตเจ้าหมาป่าเดียวดายเช่นกัน
ตอนที่มันยังสลบอยู่ เขาเคยยัดเนื้อหมีลงไปให้มันกินอยู่หลายชิ้น เพื่อให้มันมีแรงประทังชีวิตเอาไว้บ้าง และจนถึงตอนนี้ เวลาก็ล่วงเลยมาสามวันแล้วนับตั้งแต่เจ้าหมาป่าเดียวดายฟื้นขึ้นมา ทว่าซูหลินกลับยังไม่ยอมเข้าไปใส่ใจหรือให้การยอมรับใด ๆ ทั้งสิ้น
เขาทำเช่นนี้ก็เพื่อทดสอบนิสัยและสันดานแท้จริงของเจ้าตัวเล็ก หากมันมีแต่ความดุร้ายป่าเถื่อนหรือเต็มไปด้วยความกระหายเลือด การจะเก็บมันไว้ก็แทบไม่มีความหมายอันใดเลย แต่โชคดี…เจ้าลูกหมาป่าตัวนี้ไม่ได้ทำให้เขาผิดหวัง
ซูหลินหันไปส่งสัญญาณให้เสี่ยวฮุยเข้ามาดูแล จากนั้นก็ออกปากสั่งให้มันพาลูกหมาป่าตัวน้อยมากินเนื้อ
ตอนนี้เจ้าเสี่ยวฮุยมีรูปร่างสูงใหญ่ยาวเกือบหนึ่งเมตรแปดสิบ ซึ่งถือว่ามีขนาดไม่น้อยเลยในบรรดาหมาป่าแถบขั้วโลก เมื่อได้ยินคำสั่งจากหัวหน้า มันก็เดินตรงเข้าไปหาหมาป่าเดียวดาย พร้อมกับส่งเสียงหอนต่ำ ๆ เป็นเชิงเรียกให้มากิน
เจ้าหมาป่าเดียวดายตัวน้อยที่ซ่อนหัวไว้ตรงหว่างขาหน้า เมื่อได้ยินเสียงนั้นก็เงยหน้าขึ้นอย่างลังเล มันรู้ดีว่าในยามรัตติกาลอันยาวนานของขั้วโลก อาหารนั้นมีค่ามากเพียงใด การจะได้กินแต่ละครั้ง จำเป็นต้องออกล่าและเสี่ยงชีวิตร่วมกับฝูงเสมอ นอกจากลูกอ่อนเล็ก ๆ แล้ว ไม่มีสมาชิกตัวไหนที่ได้รับอาหารเปล่า ๆ โดยไม่ต้องทำอะไร
เพราะเหตุนี้ มันจึงตั้งใจจะอดทนรอให้ตัวเองมีแรงพอที่จะออกล่าร่วมกับฝูงได้เสียก่อน จากนั้นถึงค่อยกลับมากินเศษซากที่เหลือ เท่านี้ฝูงก็คงไม่ไล่มันออกไป ถึงอย่างนั้น ร่างกายที่อ่อนแอราวกับจะล้มลงทุกเมื่อก็ทำให้มันไม่แน่ใจเลยว่า ตนเองจะสามารถรอถึงวันนั้นได้หรือไม่
“โฮ่วววววว”
เสียงหอนเรียกที่ดังขึ้นอีกครั้งทำให้เจ้าหมาป่าเดียวดายงงงัน มันไม่คาดคิดเลยว่าเหล่าหมาป่าจะยอมเชื้อเชิญให้ตนเองได้เข้ามากินร่วมกัน แต่พอเสี่ยวฮุยเห็นว่ามันยังคงเอาแต่นิ่งเงียบเหมือนกำลังเหม่อลอย ก็เริ่มหมดความอดทน มันเงื้ออุ้งเท้ามาตบที่หัวเจ้าหมาป่าเดียวดายไปหนึ่งฉาดดัง “เพียะ!”
แรงนี้แม้ไม่มากนัก แต่เพราะร่างกายของเจ้าหมาป่าเดียวดายบอบบางเกินไป ทำให้มันทรุดฮวบลงไปกับพื้นอีกครั้งทั้งที่เพิ่งฝืนลุกขึ้นมา แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยังพยายามกัดฟันลุกขึ้นยืนขึ้นมาอีกครั้งด้วยแรงเฮือกสุดท้าย
คราวนี้ เสี่ยวฮุยกลับไม่ได้ให้มันฝืนเดินเข้าไปกินเหมือนเดิมอีก แต่มันหันไปกัดฉีกเอาก้อนเนื้อชิ้นโตหลายชิ้นจากซากหมี แล้วคาบกลับมาวางตรงหน้าให้แทน
สำหรับเนื้อหมีนั้น…เจ้าหมาป่าเดียวดาย ไม่เคยได้ลิ้มรสมาก่อน เพราะฝูงเก่าของมันนั้นอ่อนแอเกินกว่าจะสู้กับหมีได้ ต่อให้เจอเข้า ก็ทำได้เพียงหางจุกก้นแล้ววิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตเท่านั้น
“โฮ่วววว”
เสียงหอนต่ำดังขึ้นอีกครั้งราวกับเป็นคำสั่งให้รีบกิน เจ้าหมาป่าเดียวดายจึงค่อย ๆ ขยับตัวอย่างระมัดระวังเข้ามาใกล้ ก่อนจะเงยหน้ามองไปยังหมาป่าสีขาวที่ยืนนิ่งอยู่ไม่ไกล มันรู้ดีว่าหมาป่าตัวนี้ต่างหากคือหัวหน้าฝูงตัวจริง ดังนั้นเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้แสดงท่าทีขัดขวาง มันถึงยอมแลบลิ้นเลียเนื้อหมีสีน้ำตาลอย่างลังเล
แต่เพียงแค่รสแรกสัมผัสลงไป ความหอมมันและรสเข้มข้นกลับพุ่งเข้าสู่สมองอย่างรุนแรง ทำให้ความหิวโหยที่อัดแน่นในท้องไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไป มันทิ้งความเกรงใจทั้งหมด แล้วพุ่งเข้าใส่เนื้อก้อนโตนั้น กัดกินอย่างเอร็ดอร่อยราวกับจะกลืนทั้งชิ้น
ในวินาทีนั้นเอง เจ้าหมาป่าเดียวดายก็รู้สึกว่า นี่คืออาหารที่อร่อยที่สุดในชีวิตตั้งแต่ที่มันเคยลิ้มรสมา
เสี่ยวฮุยเห็นเจ้าตัวเล็กกินอย่างตะกละตะกราม จึงส่ายหัวพลางหันหลังเดินจากไปด้วยความพอใจ ก่อนจะกลับไปเล่นกับน้องสาวหมาป่าและเจ้าหมาป่าขนเทาขาวต่อเหมือนเดิม
ส่วนซูหลิน เขาก็เอนกายลงตรงตำแหน่งของตัวเองอีกครั้ง แล้วหันไปตรวจสอบสิ่งที่ได้มาจากการล่าหมีในคราวนี้
รางวัลที่เขาได้มาคือ ยาเพิ่มแต้มวิวัฒนาการ ซึ่งไม่ต้องพูดถึง ส่วนสำคัญอยู่ที่เซรุ่มใหม่สองขวด
【เซรุ่มสายพันธุ์พิเศษ】:วิวัฒนาการชีวิต หลอมรวมยีน เพื่อก้าวเข้าสู่ความเป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์พิเศษ
【เซรุ่มพรสวรรค์】:มีโอกาส10% ในการเปิดพรสวรรค์ใหม่ และ 90% ในการเสริมพลังพรสวรรค์ที่มีอยู่แล้ว
คำอธิบายนั้นสั้น กระชับ และตรงประเด็น ทำให้เข้าใจได้ทันที
เซรุ่มสายพันธุ์พิเศษ สามารถเปลี่ยนสิ่งมีชีวิตธรรมดาให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์พิเศษได้ แต่คำว่า “การหลอมรวมยีน” นั้นฟังเหมือนง่าย ทว่าซูหลินรู้ดีว่ากระบวนการนี้ต้องเจ็บปวดทรมานเกินกว่าจะอธิบายเป็นคำพูดได้ อย่างไรก็ตาม เขาไม่สามารถใช้เซรุ่มนี้ได้ เพราะระบบแจ้งเตือนว่ามันไม่เข้ากับร่างกายของเขา
ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้รู้สึกเสียดายเลยแม้แต่น้อย เพราะเขามี “ระบบวิวัฒนาการกลืนกิน” อยู่แล้ว ต่อให้ไม่ต้องพึ่งเซรั่มใด ๆ เขาก็สามารถกลืนกินยีนจากสิ่งมีชีวิตทั้งปวง เพื่อก้าวสู่ความแข็งแกร่งสูงสุดได้เช่นกัน ส่วนเซรุ่มนี้ เขาคิดว่าอาจเหมาะสมที่จะมอบให้ “พ่อหมาป่า” ใช้แทน
ตอนนี้พ่อหมาป่ามีพลังถึงระดับหกแล้ว ถือว่าเป็นหัวหน้าฝูงที่ทรงพลังในบรรดาหมาป่าอาร์กติก หากมันได้วิวัฒนาการเป็นสายพันธุ์พิเศษจริง ๆ พลังอำนาจย่อมเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และก็จะนำฝูงไปสู่ความอยู่รอดได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น
ส่วน “เซรุ่มพรสวรรค์” ซูหลินกลับเห็นว่านี่แหละคือผลลัพธ์ที่มีค่าที่สุดจากการต่อสู้กับหมีคราวนี้ ไม่ว่าจะได้พรสวรรค์ใหม่เพิ่มขึ้น หรือเพียงเสริมพลังของพรสวรรค์เดิม ก็ล้วนเป็นประโยชน์มหาศาลทั้งสิ้น
“ติ๊ง! โฮสต์ต้องการใช้เซรุ่มพรสวรรค์หรือไม่?”
ทันทีที่ซูหลินหยิบขวดเซรุ่มขึ้นมา ข้อความแจ้งเตือนสีเทาจาง ๆ ก็ปรากฏตรงหน้า
“ใช้”
เขาตอบรับทันทีโดยไม่ลังเล
ไม่นานนัก พลังงานแปลกประหลาดก็พลันปรากฏขึ้นภายในร่าง มันไม่เร่าร้อนรุนแรงเหมือนเซรุ่มเสริมความแข็งแกร่ง แต่กลับอบอุ่นนุ่มนวล ราวกับสายน้ำอุ่นที่หล่อเลี้ยงไปทั่วทั้งร่างกาย จนทำให้รู้สึกสบายและผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก
กระแสน้ำอุ่นนี้ไหลเวียนไปทั่วทั้งร่างหมาป่า ก่อนจะถูกดูดซึมหายไปจนหมดสิ้น
“ติ๊ง! การเสริมพลังพรสวรรค์ ‘การฟื้นฟู’ สำเร็จแล้ว ยกระดับเป็นพรสวรรค์ระดับ C”
ข้อความแจ้งเตือนดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับคำอธิบายใหม่ของพรสวรรค์
【การฟื้นฟู】:ระดับ C (สามารถพัฒนาได้) พรสวรรค์แบบติดตัว
【ความเร็วในการรักษาบาดแผลเพิ่มขึ้นยี่สิบเท่า】
【ภูมิคุ้มกันต่อพิษ】
【ภูมิคุ้มกันการติดเชื้อจากเชื้อราและแบคทีเรีย】
【มีผลรักษาต่อบาดแผลที่เสียหายทางจิตวิญญาณและความเสียหายจากรังสี】
【ระยะเวลา:ถาวร】
【คูลดาวน์:ไม่มี】
การฟื้นฟูระดับ C ทำให้ความเร็วในการรักษาเพิ่มสูงขึ้นถึงยี่สิบเท่า ซึ่งนี่หมายความว่าหากบาดเจ็บเล็กน้อย ก็จะหายดีภายในหนึ่งวันเท่านั้น แม้กระดูกหักหรือบาดแผลฉกรรจ์ ก็ใช้เวลาเพียงสี่ถึงห้าวันก็ฟื้นตัวได้สมบูรณ์แล้ว
นี่เป็นการยกระดับความสามารถในการเอาชีวิตรอดของเขาอย่างแท้จริง แม้ในใจจะมีแอบเสียดายเล็กน้อยที่ไม่ได้เสริมพรสวรรค์ด้านการล่า แต่ซูหลินก็ไม่คิดมากนัก เพราะการมีชีวิตรอดได้ยาวนานต่างหากที่สำคัญที่สุด
เมื่อเก็บหลอดเซรุ่มเข้าไปในระบบแล้ว เขาก็เงยหน้าขึ้นมองเจ้าหมาป่าเดียวดายที่กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย เจ้าตัวเล็กกินเนื้อที่เสี่ยวฮุยนำมาให้จนหมดเกลี้ยง แม้บาดแผลบนร่างกายจะยังไม่แสดงอาการดีขึ้นทันตา แต่ดวงตาที่เคยหม่นหมองกลับมีประกายแห่งชีวิตเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม ในอนาคตยังจำเป็นต้องฝึกฝนและขัดเกลา เพื่อให้มันเติบโตเป็นนักรบผู้แข็งแกร่งของฝูงอย่างแท้จริง
หลังจากนั้น ซูหลินก็ลุกขึ้นทำตามกิจวัตรประจำวัน เขาพาเสี่ยวฮุยออกไปตรวจตราบริเวณรอบ ๆ ถ้ำตามปกติ แม้จะไม่มีสิ่งผิดปกติใด ๆ ให้เจอ แต่เขาก็สังเกตเห็นว่าพื้นที่บางส่วนเริ่มกลับมามีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่มากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว
สำหรับหมาป่าแต่ละฝูง หรือแม้แต่สัตว์นักล่าแต่ละตัว ต่างก็มีอาณาเขตของตัวเอง และสัตว์ที่อยู่ในอาณาเขตนั้นก็ถือเป็นเสมือนทรัพย์สินหรือเสบียงสำรองที่ต้องรักษาไว้
เพียงแต่ว่า ภายใต้รัตติกาลอันยาวนานและเงียบงันของขั้วโลก จิตสำนึกเรื่องอาณาเขตก็ถูกละเลยลงไปบ้าง แต่ตอนนี้ เมื่อสัตว์ต่าง ๆ เริ่มทยอยกลับคืนสู่ถิ่น ซูหลินก็ได้กลิ่นชัดเจนว่า พื้นที่ไม่ห่างจากถ้ำของเขาเพียงสามกิโลเมตร ถูกหมาป่าฝูงอื่นมาขีดครอบครองไว้เสียแล้ว
ถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ แล้วเขาจะออกไปล่าเหยื่อที่ไหน แล้วบรรดาหมาป่าน้อยในถ้ำจะมีอะไรกิน หรือทุกตัวจะต้องกลับไปอาศัยอยู่ภายใต้อาณาเขตของหมาป่าพ่ออีกครั้งเช่นนั้นหรือ?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ดวงตาของซูหลินก็วาววับเผยเขี้ยวแหลมคมออกมาทันที เขารู้สึกว่า.....มันคงถึงเวลาแล้วสินะ ที่จะต้องกำหนดอาณาเขตของฝูงหมาป่าตัวเองเสียที!
------------