ฝูงหมาป่าก้มหัวสวามิภักดิ์

“อู้วววว.....อู้ววววว”

จากนั้นไม่นาน หัวหน้าฝูงที่ถูกเหยียบกดอยู่ใต้กรงเล็บหนักหน่วง ก็พลันได้ยินเสียงหอนยาวกังวานก้องดังสะท้อนออกไปทั่วผืนหิมะกว้างไกล

เสียงหอนนี้ชัดเจน ราบเรียบ และตรงไปตรงมาอย่างถึงที่สุด ความหมายที่สื่อออกมานั้นไม่ต้องการคำอธิบายใด ๆ เพราะทุกตัวในเผ่าหมาป่าต่างเข้าใจกันอย่างแจ่มแจ้ง

“จงสวามิภักดิ์ หรือไม่ก็จงตาย!”

นี่คือสัญญาณที่มักปรากฏขึ้นทุกครั้ง ไม่ว่าจะในยามที่ฝูงหมาป่าต่อสู้ห้ำหั่นกันเอง เพื่อแย่งชิงอำนาจผู้นำ หรือในเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับการล่าชิงดินแดน เสียงหอนนี้คือกฎเกณฑ์ดิบเถื่อนของธรรมชาติ เป็นถ้อยคำที่ชัดเจน จนไม่มีใครกล้าตีความผิดพลาด

เสียงหอนของซูหลินยังคงก้องกังวานสะท้อนในความเงียบงันแห่งทุ่งน้ำแข็ง เขายืนผงาดอย่างสง่าผ่าเผย ร่างกายสูงใหญ่สง่างามของหมาป่าขาว แผ่ “รัศมีแห่งความน่าเกรงขาม” ออกมาอย่างบางเบา แต่กลับชัดเจนจนสัมผัสได้อย่างแน่นอน

แววตาสีเขียวมรกตเย็นเยียบคู่นั้น จับจ้องไปยังหมาป่าเพศเมียทั้งสองที่ยังยืนอยู่ไม่ไกล สายตาคมกล้านี้ดุจเดียวกับสายตาของยมทูตที่ก้าวออกมาจากขุมนรก อำนาจแห่งความตายทำให้หมาป่าทั้งคู่ตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ

ทันใดนั้นเอง ทั้งสองก็ก้มเก็บหางแนบแน่นไปกับหว่างขา ดวงตาที่เมื่อครู่ยังวาวโรจน์ด้วยความดุร้าย บัดนี้กลับเปลี่ยนเป็นความหวาดหวั่นสะท้านไปทั้งตัว

สัญชาตญาณดิบในฐานะสัตว์ป่า ซึ่งเป็นเสมือนสัมผัสที่หกของพวกมัน กำลังส่งสัญญาณเตือนออกมาอย่างรุนแรงว่า

“อันตราย”

อันตรายที่รุนแรงเกินกว่าที่เคยเผชิญหน้ามา แม้ในยามพบหมีตัวใหญ่เสียอีก ความหวาดกลัวนี้ฝังลึกลงไปถึงไขสันหลังโดยไม่อาจต้านทาน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเร็วของหมาป่าขาวเมื่อครู่ที่แสดงออกมานั้น

เร็วจนเกินขอบเขตของความเข้าใจและการรับรู้ของพวกมันไปแล้ว และในความเร็วระดับนั้น แม้เพียงคิดจะกระจายตัวหนีออกไปก็กลายเป็นเพียงความฝันอันฟุ้งลม ราวกับเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยที่ไม่อาจเอื้อมถึง

ลมหายใจแห่งความตายอันเย็นเยียบ คืบคลานกดทับอยู่กลางอกของพวกมันอย่างชัดเจน

ทว่า หัวหน้าฝูงที่ยังถูกกดอยู่ใต้กรงเล็บของซูหลิน กลับไม่เต็มใจจะก้มหัวสวามิภักดิ์ มันไม่อาจยอมรับชะตากรรมที่จะต้องลดฐานะจากหัวหน้าฝูงผู้สง่างาม กลายเป็นเพียงลูกน้องตัวเล็ก ๆ ที่อยู่ในระดับต่ำต้อยที่สุดของฝูงได้

มันรู้ตัวดีว่า… ตนเองไม่ใช่หมาป่าหนุ่มอีกต่อไปแล้ว

เวลาและโอกาสไม่ได้อยู่ข้างมันอีกต่อไป ไม่มีเส้นทางใดเหลือให้มันปีนไต่ขึ้นสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง

ดังนั้น แววตาของหัวหน้าฝูงจึงพลันลุกโชนไปด้วยความโกรธแค้นอาฆาต ความดุร้ายอัดแน่นจนแทบระเบิดออกมา มันยกอุ้งเท้าหน้าทั้งสองข้างขึ้นฟาดใส่กรงเล็บของซูหลินอย่างสุดแรง หมายจะสลัดพันธนาการออกไป

แต่…ทุกสิ่งล้วนเป็นเพียงความพยายามอันสูญเปล่า

เพราะในสภาพที่ถูกเหยียบตรึงอยู่ใต้กรงเล็บอันแข็งแกร่งของซูหลิน พละกำลังที่มันสามารถระเบิดออกมาได้นั้น มีเพียงสองถึงสามในส่วนสิบ การโจมตีที่ทุ่มสุดแรงนี้ เมื่อนำมาเทียบกับกรงเล็บขาวสะอาดนั้นแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรกับมดตัวเล็ก ๆ ที่คิดจะเขย่าต้นไม้ใหญ่

“ช่างไร้ค่าและน่าหัวเราะ”

และแล้ว…แววตาสีเขียวเข้มของซูหลิน ก็เหลียวมองไปยังมันที่กำลังดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง

เพียงสบตาในชั่วพริบตาเดียว หัวหน้าฝูงก็รู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่ไหลทะลักเข้าไปทั่วสรรพางค์กาย

ในวินาทีนั้นเอง มันเพิ่งเข้าใจชัดเจนว่า ตนเองกำลังเผชิญหน้าอยู่กับสิ่งมีชีวิตเช่นใด!

และแล้ว…

ดวงตาสีเขียวมรกตของซูหลินก็วาบขึ้นด้วยแสงแห่งเจตนาฆ่า

กรงเล็บขาวนั้นยกขึ้นอย่างเชื่องช้า ทว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยแรงกดดัน ก่อนจะฟาดลงมาอย่างรุนแรงในทันใด!

“ปังงงงงง”

เสียงกระแทกดังสนั่น อุ้งเท้าหนักหน่วงประทับเข้าที่ศีรษะของหัวหน้าฝูง ความรุนแรงครั้งนี้หนักหน่วงเกินกว่าที่มันจะทนรับได้ เลือดไหลทะลักเข้าตามเส้นเลือดจนสมองบวมแน่น ภายในดวงตาปรากฏเส้นเลือดสีแดงพุ่งกระจายออกมานับไม่ถ้วน

กรงเล็บคมกริบขูดฉีกลงบนหนังศีรษะจนเลือดเนื้อแหวกเปิดออก บาดแผลลึกจนเผยให้เห็นกะโหลกขาวที่อาบย้อมด้วยเลือดสด

เพียงพริบตาเดียว กลิ่นไอแห่งความตายก็อบอวลไปทั่วอากาศ

ภายใต้แรงกดดันจากความตายที่ใกล้เข้ามา หัวหน้าฝูงยังคิดจะหอนร้องโหยหวนเพื่อวิงวอนขอชีวิต พยายามแสดงออกว่าตนยินยอมจะก้มหัวสวามิภักดิ์ แต่ทุกสิ่งก็สายเกินไปแล้ว

เพราะอุ้งเท้าของซูหลินกลับฟาดลงมาอีกครั้ง หนักหน่วงยิ่งกว่าครั้งก่อน และคราวนี้ตรงเข้ากลางอก

“ปังงงงงง”

เสียงกระแทกดังสะท้อนพร้อมเสียงแตกฉีก กรงเล็บแหลมคมฉีกทะลุผ่านผิวหนังและกล้ามเนื้อ เจาะลึกลงไปถึงขั้วหัวใจโดยตรง เลือดสดพลันพุ่งทะลักออกมาเป็นสายแดงฉาน

การโจมตีเพียงครั้งนี้ ได้พรากชีวิตของมันไปโดยสิ้นเชิง

ในชั่วขณะก่อนความตาย ดวงตาของหัวหน้าฝูงยังคงเบิกกว้างเต็มไปด้วยความหวาดกลัวต่อปลายทางอันมืดมิด

ฉัวะ!

ซูหลินดึงกรงเล็บกลับออกมา เลือดสดทะลักติดตามออกมาเป็นสายยาว

กรงเล็บสีขาวสะอาดถูกย้อมแดงฉานไปจนหมดสิ้น และไม่เพียงเท่านั้น เขายังควักหัวใจที่ยังเต้นแรงและร้อนระอุออกมา ก่อนจะโยนลงไปบนหิมะขาวโพลน

หัวใจที่ยังเต้นตุบ ๆ และยังคงพ่นไอร้อนออกมา กลับกลายเป็นภาพที่ทำลายกำแพงแห่งความกล้าในใจของหมาป่าเพศเมียทั้งสองอย่างสิ้นเชิง

ในบัดดล ทั้งคู่ก็โผก้มตัวลงนอนราบไปกับพื้นหิมะ กดหัวต่ำแนบพื้น พร้อมเปล่งเสียงหอนต่ำแผ่วเบาออกมาเพื่อแสดงความยอมจำนน ร่างกายทั้งตัวสั่นสะท้านไม่หยุด

นี่เป็นครั้งแรกที่พวกมันได้เห็นหมาป่าที่เหี้ยมโหดและเด็ดขาดถึงเพียงนี้ แม้บาดแผลบนร่างจะยังทำให้เจ็บปวดแสนสาหัส แต่พวกมันก็ยังอดทนข่มกลั้นไว้ กวัดแกว่งหางช้า ๆ แสดงความภักดีอย่างไม่กล้าลังเล และไม่กล้ากระทำสิ่งใดนอกเหนือไปกว่านั้นเลย

เพราะพวกมันหวาดกลัวอย่างแท้จริง ว่า หากแสดงอาการแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจถูกหมาป่าขาวผู้โหดเหี้ยมรายนี้ฉีกกระชากจนไม่ชิ้นดี

ยิ่งไปกว่านั้น หัวหน้าฝูงได้ตายไปแล้ว พวกมันก็ไม่มีทางเลือกอื่นเหลืออยู่อีก นอกจากก้มหัวสวามิภักดิ์ต่อซูหลินแต่เพียงผู้เดียว

หมาป่าเป็นสัตว์ที่ใช้ชีวิตเป็นฝูงโดยสัญชาตญาณ แทบไม่มีตัวใดสามารถดำรงชีวิตอยู่เพียงลำพังได้เลย เพราะการรวมฝูงนั้นเป็นเกราะกำบัง ทั้งสร้างความปลอดภัยและเป็นพลังอำนาจที่คุ้มครองชีวิตในดินแดนขั้วโลกอันหนาวเหน็บเช่นนี้

หากเลือกจะเร่ร่อนไร้ฝูง กลายเป็นเพียงหมาป่าเดียวดาย ก็จะสูญเสียทุกการปกป้อง ไม่ว่าจะไปที่ใดก็จะถูกล่า ถูกขับไล่ หรือถูกสังหารอย่างไม่ปรานี

สุดท้าย…เมื่อไม่อาจหาอาหารได้ ก็ย่อมจบชีวิตลงด้วยการอดตายอย่างน่าสมเพช ท่ามกลางหิมะขาวโพลนแห่งนี้ อย่างเดียวดาย

-------------

ตอนก่อน

จบบทที่ ฝูงหมาป่าก้มหัวสวามิภักดิ์

ตอนถัดไป