บทที่ 3 เก็บเกี่ยวข้าวสาลี
ปีนี้เกิดภัยแล้งครั้งใหญ่ แผ่นดินแห้งแล้งแดงฉานสุดลูกหูลูกตา
หมู่บ้านของพวกเขาพอจะเก็บเกี่ยวธัญพืชได้บ้าง แต่หลังจากหักภาษีไปแล้วก็แทบไม่เหลืออะไร
การเพาะปลูกในฤดูร้อนนั้นสิ้นหวัง ทำได้เพียงจากบ้านเกิดเมืองนอนไปหาหนทางรอดอื่น
ระหว่างทางที่หลบหนีภัยพิบัติ ทั้งสองครอบครัวได้พลัดหลงกัน และหลังจากนั้นก็ต้องพรากจากกันชั่วนิรันดร์ ไม่มีวันได้พบเจอกันอีก
กี่ครั้งกี่หนที่เขานอนหลับฝันร้ายในยามค่ำคืน...รู้สึกสำนึกผิดในใจนัก
เพียงเพราะเงินแค่ยี่สิบตำลึง เหตุใดจึงต้องขับไล่น้องรองออกจากบ้าน ทั้งที่ก่อนท่านแม่จะสิ้นใจ ได้กำชับครั้งแล้วครั้งเล่าให้เขาดูแลน้องชายผู้ไม่เอาไหนคนนี้
ในเมื่อรู้ทั้งรู้ว่าเขาเป็นคนไม่เอาไหน ยังจะไปถือสาหาความกับเขาอีก เขาช่างเป็นลูกที่อกตัญญูเสียจริง!
ก็เพราะการขับไล่ครอบครัวของน้องรองออกจากบ้าน แยกกันอยู่คนละที่ ถึงได้เปิดโอกาสให้ไอ้สารเลวชั่วนั่นมาทำเรื่องเลวทราม รังแกลูกสาวของเขาได้
ทุกสิ่งทุกอย่าง...เริ่มต้นขึ้นจากการที่เขาขับไล่ครอบครัวของน้องรองออกไป
หลายวันที่ผ่านมานี้ น้องรองดูแลปรนนิบัติเขาอย่างเอาใจใส่ยิ่งนัก เขาก็ได้แต่ทบทวนกับตัวเองอยู่ตลอดเวลา ว่าเขาได้พลาดอะไรไปบ้าง
ในตอนนั้นที่เขานอนป่วยอยู่บนเตียง มีไข้สูงไม่ลด สติสัมปชัญญะเลือนราง...หรือเป็นไปได้หรือไม่ว่าน้องรองก็เคยดูแลเขาอย่างดีเยี่ยมและรอบคอบถึงเพียงนี้เช่นกัน
เขาป่วยนอนซมอยู่หลายวัน ในบ้านไม่มีคนคอยจัดการเรื่องต่างๆ น้องชายผู้ไม่เอาไหนของเขาจึงถูกบีบบังคับให้ต้องเป็นโล้เป็นพายขึ้นมา ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายของทั้งครอบครัว
น้องสะใภ้เป็นคนทรหดอดทนมาโดยตลอด เขารู้ดี
ชีวิตของพวกเขายากลำบากข้นแค้น น้องสะใภ้ต้องจัดการงานบ้านทุกอย่าง ประหยัดอดออมจนแทบจะผ่าเหรียญทองแดงหนึ่งอีแปะออกเป็นสองส่วนเพื่อใช้จ่าย
หลายปีที่ผ่านมาล้วนเป็นเขาที่จ้างคนมาดูแลที่นา แต่พอเขาล้มป่วยลง ค่าจ้างคนงานก็ยิ่งสูงขึ้น น้องสะใภ้เสียดายเงิน สองสามีภรรยาจึงต้องลงมือเก็บเกี่ยวข้าวสาลีด้วยตัวเอง
ลำบากพวกเขาแล้วจริงๆ
เขาถอนหายใจในใจ แต่สีหน้ายังคงเรียบเฉยขณะจัดการธุระส่วนตัวที่สำคัญยิ่งยวดของชีวิต
ปล่อยให้น้องรองอุ้มเขากลับไปนอนบนเตียงตามเดิม แล้วจึงไปจัดการกับหม้อปัสสาวะต่อ
พี่ชายคนโตก็เปรียบเสมือนพ่อ เขามีอะไรต้องอึดอัดใจกัน? เขาสบายใจมากต่างหาก!
.
.
.
คุณพ่อเหยียนเพิ่งจะออกมาก็เห็นลูกสาวยืนยองๆ อยู่หน้าประตูห้องครัว มองดูหลานสาวคนโตของเธอกำลังก่อไฟในเตา
ชาวบ้านทั่วไปกินข้าวกันแค่วันละสองมื้อ แต่สำหรับพวกเขาที่คุ้นเคยกับการกินวันละสามมื้อแล้ว ร่างกายอาจจะทนไหว แต่ในใจกลับโหยหาอาหารอยู่ตลอดเวลา
แม้แต่เขาก็ยังอดกลืนน้ำลายไม่ได้
ไข่ไก่บ้านเรานี่อร่อยจริงๆ นะ ถึงแม้จะออกไข่ไม่บ่อย แต่ก็เป็นของธรรมชาติปลอดสารพิษ ดีต่อสุขภาพ
ซู้ด! แม่ไก่แก่ยิ่งอร่อยกว่า ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้ลิ้มลองรสชาติแบบนั้นบ้าง
พี่ใหญ่ร่างกายอ่อนแอ จะต้องฆ่าไก่สักตัวมาบำรุงร่างกายเขาดีไหมนะ?
เอ้อหยาใช้สายตาแทนมือเพื่อเรียนรู้วิธีก่อไฟ
ดวงตาบอกว่า: เรียนรู้แล้ว
มือบอกว่า: ไม่เลย ยังไม่เป็น
เธอเลือกฟืนท่อนสวยๆ จากข้างๆ ลองสอดเข้าไปในเตาดู
แต่ก็ถูกพี่สาวห้ามไว้ได้ทันท่วงที เธอพูดกับเอ้อหยาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนอย่างยิ่งว่า “เอ้อหยา ไปเล่นที่อื่นเถอะนะ ระวังไฟจะลวกเอา”
เธอยึดฟืนในมือของเอ้อหยาไป พร้อมกับอธิบายให้ฟังว่า “ฟืนในเตานี้ต้องวางให้โปร่งๆ อย่าใส่จนแน่นเกินไป ไม่อย่างนั้นไฟจะไม่ติด”
เข้าใจแล้ว ได้ความรู้ใหม่อีกแล้ว
เอ้อหยาพยักหน้าอย่างจริงจัง พอหันกลับมาก็เห็นพ่อของตัวเองกำลังยืนจ้องแม่ไก่ไม่กี่ตัวนั้นพลางกลืนน้ำลายเอื๊อก
สองขาเล็กๆ รีบวิ่งปราดเข้าไปหา
“พ่อ พ่อหิวแล้วใช่ไหม?” เธอถามเสียงกระซิบ
“หา? เปล่านี่!” คุณพ่อเหยียนปฏิเสธเสียงแข็ง
“อย่าลืมสิว่าพ่อยังติดหนี้พนันอยู่อีกยี่สิบตำลึงนะ!” เอ้อหยาทำหน้าถมึงทึง คนติดพนันไม่มีสิทธิ์กินของดีๆ
“จะพูดว่าพ่อเป็นคนติดหนี้ได้ยังไงกัน นั่นมันหนี้ที่เหยียนคนรองก่อขึ้นต่างหาก!” คุณพ่อเหยียนรู้สึกว่าตัวเองช่างน่าสงสารเหลือเกิน
“พ่อก็คือเหยียนคนรอง เหยียนคนรองก็คือพ่อนั่นแหละ”
“ลูกจ๋า อย่าล้อเล่นสิ พ่อจะกลุ้มใจตายอยู่แล้ว ถ้าสมัยโบราณมีที่ให้ขายเลือดได้ พ่อก็อยากจะไปขายเลือดจริงๆ นะ!”
“ขายเลือดก็ยังไม่พอจ่ายยี่สิบตำลึงหรอกค่ะพ่อ นั่นมันยี่สิบตำลึงเชียวนะ!”
“ลูกเลิกย้ำได้ไหม ปวดหัวตุบๆ เลย แล้วเราก็ตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอ ให้เรียกว่า ‘ท่านพ่อ’ อย่าเรียกว่า ‘พ่อ’”
“ได้เลย ท่านพ่อ!” เอ้อหยาว่านอนสอนง่าย พร้อมกับยื่นข้อเสนอ “แล้วท่านพ่อจะเลิกเรียกข้าว่า ‘เอ้อหยา’ ได้หรือยังคะ? ข้าก็มีชื่อนะ”
“ชื่อของลูกจะเรียกส่งเดชได้ที่ไหนกัน? ถ้าเกิดความลับแตกขึ้นมาจะทำยังไง? ไม่ถูกคนจับไปเผาทั้งเป็นหาว่าเป็นปีศาจหรือไง คุณลุงของลูกเรียกพ่อว่า ‘เทียนโย่ว’ ตอนแรกพ่อก็นึกว่าเหยียนคนรองชื่อเหยียนเทียนโย่ว สองวันนี้เพิ่งจะมาคิดได้ ที่แท้มันเป็นชื่อเล่นนี่เอง ตกลงแล้วเหยียนคนรองชื่ออะไรกันแน่ พ่อยังไม่รู้เลย” คุณพ่อเหยียนก็จนปัญญาเหมือนกัน ชาวบ้านในหมู่บ้านต่างก็เรียกเขาว่าเหยียนคนรอง แต่ชื่อจริงๆ คืออะไรกลับไม่มีใครรู้
“พ่อ ท่านนี่ช่างไม่มีการศึกษาเอาเสียเลย ‘เทียนโย่ว’ นั่นมันน่าจะเป็น ‘ชื่อรอง’ มากกว่า สมัยโบราณผู้มีการศึกษาทุกคนจะมีชื่อรอง คนที่สนิทกันหน่อยก็จะเรียกนามสกุลตามด้วยชื่อรอง หรือไม่ก็เรียกแค่ชื่อรองไปเลย” เอ้อหยาเป็นนักเรียนดีเด่นคนหนึ่ง เพียงแต่ว่าวิชาเอกของเธอไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับสถานการณ์ปัจจุบันเลย ภาษาเฉพาะกลุ่มสนใจไหมล่ะ?
สิ่งที่เธอเก่งกว่าพ่อกับแม่ก็คือ เธอชอบดูซีรีส์ ชอบอ่านนิยาย
“เอ๊ะ ไม่ถูกสิ ท่านพ่อไม่ได้บอกเหรอว่าเห็นตั๋วสัญญาเงินกู้แล้ว บนนั้นก็น่าจะมีชื่อเขียนไว้นี่คะ”
คุณพ่อเหยียนพูดไม่ออก บอกไม่ถูก วันนี้เขาคงจะถอนหายใจไปหมดโควต้าของทั้งชีวิตแล้ว “ลายมือของเหยียนคนรองน่ะ ตวัดซะจนอ่านไม่ออก แถมยังเป็นตัวเต็มอีก พ่อดูไม่ออกจริงๆ ว่ามันคือตัวอะไร”
เอ้อหยา: “...”
“ช่างเถอะค่ะท่านพ่อ ในอนาคตก็คงจะได้รู้เอง” เธอปลอบใจคุณพ่อสุดที่รักของเธอ
“พี่สาวของลูกทำกับข้าวเสร็จแล้ว พ่อต้องรีบกลับไปที่นา แม่ของลูกคงจะเหนื่อยแย่แล้ว” เขารับอาหารกลางวันที่หลานสาวเตรียมไว้ให้ เป็นตะกร้าสานที่มีผ้าคลุมไว้อย่างดี แล้วรีบร้อนออกจากประตูไป
เฉพาะช่วงฤดูเก็บเกี่ยวเท่านั้นถึงจะมีอาหารกลางวัน แต่เขากลับไม่มีความสุขเลยแม้แต่น้อย การเกี่ยวข้าวสาลีไม่ใช่เรื่องที่คนจะทำจริงๆ มือข้างหนึ่งต้องจับรวงข้าว อีกมือหนึ่งต้องใช้เคียวเกี่ยว หลังแทบจะหัก ภรรยาสุดที่รักของเขาลำบากใหญ่แล้ว!
.
.
.
ณ ที่นาตระกูลเหยียน
หลี่เสว่เหมยเสียหลัก ทรุดฮวบลงกับพื้น
ความเจ็บที่หัวเข่าเป็นเพียงชั่วคราว แต่ความปวดเมื่อยระบมที่หลังและเอวนั้น ทรมานประสาทของเธออยู่ตลอดเวลา ไหนจะดวงอาทิตย์ที่ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ตาลายเวียนศีรษะ
เหนื่อยเกินไปแล้วจริงๆ!
“เมียจ๋า! เมียจ๋า! เจ้าอยู่ไหนน่ะ?” เหยียนคนรองมองไม่เห็นคนจากระยะไกล ใจเริ่มร้อนรน ตะโกนเรียกเสียงดัง
“อยู่นี่!” หลี่เสว่เหมยพยายามตะโกนตอบให้ดังที่สุด แต่เธอเหนื่อยจนแทบขาดใจ ปวดร้าวไปทั้งตัว ไม่มีเรี่ยวแรงจะพูดจริงๆ
“อ้าวเฮ้ย เมียจ๋า เจ้าเป็นอะไรไป? เจ็บตรงไหนไหม? ให้ข้าดูหน่อยๆ” เหยียนคนรองวิ่งปราดเข้ามา เห็นเมียรักของตัวเองที่ตลอดชีวิตรับหน้าที่เป็นผู้นำครอบครัว ทำงานเป็นครูสอนโรงเรียนประถมรับเงินเดือนสบายๆ กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้น มือข้างหนึ่งยันพื้นไว้ ส่วนอีกข้างยังมีเคียวที่พันด้วยผ้าติดอยู่ หัวใจของเขาก็เจ็บแปลบขึ้นมาทันที
บัดซบเอ๊ย นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!
“ข้าไม่เป็นไร...” หลี่เสว่เหมยหอบหายใจอย่างหนักอยู่หลายครั้ง ก่อนจะพูดว่า “เจ้าค่อยๆ พยุงข้าลุกขึ้นที”
เหยียนคนรองเข้าใจในทันที ไม่ว่าจะเป็นหลี่เสว่เหมยคนก่อน หรือหลี่ซื่อในตอนนี้ ก็ไม่เคยลงนาทำงานหนักเช่นนี้มาก่อน ร่างกายจะทนรับไหวได้อย่างไร
เขาปาดเหงื่อบนใบหน้า รีบเดินเข้าไปหาพลางพูดพลางจัดท่าทางให้เธอ “อย่าเพิ่งลุกเลย เจ้าหมอบลงไปก่อน เดี๋ยวข้าช่วยนวดให้ จะได้สบายตัวขึ้น”
นิ้วมือที่ลงน้ำหนักอย่างพอเหมาะพอดีเน้นนวดไปที่หลังและเอวของเธอ
หลี่เสว่เหมยอดร้องโอยๆ ออกมาไม่ได้ ทั้งปวดทั้งเมื่อย
“ทนหน่อยนะ อย่าส่งเสียงดังสิ นี่เรายังอยู่กลางทุ่งนากันอยู่นะ เดี๋ยวคนอื่นจะเข้าใจผิดว่าเรากำลังทำอะไรกัน” คุณพ่อเหยียนก็ยังคงเป็นคนขี้เล่นเหมือนเดิม
หลี่เสว่เหมยโกรธจนอยากจะตบเขาสักฉาด “หุบปากไปเลย ข้าไม่นวดแล้ว ปล่อยข้าลุกขึ้น” เธอพยายามดิ้นรนจะลุกขึ้นด้วยตัวเอง
“เอ้าๆ พูดนิดพูดหน่อยก็โกรธอีกแล้ว เมียจ๋า เจ้าต้องปรับปรุงนิสัยหน่อยนะ อยู่ที่นี่ผู้หญิงเถียงผู้ชายไม่ได้นะ” คุณพ่อเหยียนกดเธอลงไปอีก โดยไม่สนใจว่าพื้นดินจะสะอาดหรือไม่ “เมียจ๋า เจ้าจะฝืนตัวเองไปทำไม ข้าก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าให้ทำแต่พอดีๆ แค่ช่วยเป็นลูกมือก็พอ กำลังหลักต้องเป็นข้าสิ ทำไมพอข้าหันหลังแป๊บเดียว เจ้าก็ไม่เชื่อฟังกันเลย”
“ที่นามันตั้งสิบหมู่นะ! ท่านจะทำคนเดียวเสร็จได้ยังไง” งานนี้ใครทำก็เหนื่อยเหมือนกันหมด
“เราจ้างคนเถอะน่า! เรื่องที่ใช้เงินแก้ปัญหาได้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่สักหน่อย”
“เหอะเหอะ จะเอาอะไรไปจ้างล่ะ? ท่านจะไปขอเงินจากพี่ใหญ่เหรอ?”