ไม่งั้นเขาจะเรียกกันว่าอัจฉริยะได้ยังไง

บทที่ 22: ไม่งั้นเขาจะเรียกกันว่าอัจฉริยะได้ยังไง

“บ้าเอ๊ย ทำไมถึงมีด้วงมรณะเยอะขนาดนี้?”

“จำนวนนี่มันมากเกินไปแล้ว!”

“พวกมันโผล่ออกมาจากไหนกันแน่?”

“ฉะ...ฉันวิ่งไม่ไหวแล้ว...”

“อย่ามัวพล่ามอยู่เลย รีบวิ่งสิ อยากตายหรือไง?”

เสียงตะโกนโหวกเหวกด้วยความตื่นตระหนกดังขึ้นไม่ขาดสาย

กลุ่มนักผจญภัยอยากจะให้ตัวเองมีขางอกเพิ่มมาอีกสักสองข้าง พวกเขากำลังวิ่งหนีอย่างสุดชีวิต

เบื้องหลังคือฝูงแมลงที่ถาโถมเข้ามาราวกับคลื่นยักษ์ อัดแน่นจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด

“นี่มัน...คลื่นอสูรแมลง?”

หลินเจ๋อสูดหายใจเข้าลึกๆ พอได้สติก็หันหลังวิ่งหนีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง

คาดว่าฝูงแมลงที่กำลังบ้าคลั่งพุ่งเข้ามานั้นมีจำนวนไม่ต่ำกว่าหมื่นตัว

มดจำนวนมากยังล้มช้างได้ ต่อให้เขาจะมั่นใจในตัวเองมากแค่ไหน ก็ไม่คิดว่าจะรับมือกับด้วงมรณะนับหมื่นตัวไหว

เสียงของคลื่นอสูรแมลงที่ถาโถมเข้ามานั้นดังสนั่นหวั่นไหว

เหล่านักผจญภัยที่ยังอยู่ในหุบเขาต่างก็สังเกตเห็นความผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว ทุกคนต่างวิ่งหนีไปยังทางออกด้วยความหวาดกลัว

ทว่าเมื่อพวกเขาไปถึงทางเข้า กลับต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าที่นี่ก็มีฝูงด้วงมรณะปรากฏตัวขึ้นอย่างหนาแน่นเช่นกัน

ทางเข้าทั้งหมดถูกฝูงแมลงปิดตายแล้ว

“ทะ...ทำยังไงดี!?”

“รีบคิดหาวิธีเร็วเข้า คลื่นอสูรแมลงข้างหลังใกล้จะตามมาทันแล้ว!”

“ฝ่าออกไป! พวกเราบุกออกไป!”

“ไม่ได้หรอก ด้วงมรณะเยอะขนาดนั้น ในเวลาสั้นๆ ไม่มีทางฝ่าออกไปได้แน่ ถ้าโดนขนาบหน้าหลังล่ะก็แย่เลยนะ!”

“แล้วจะให้ทำยังไงได้อีกเล่า? จะให้รอความตายอยู่เฉยๆ เหรอ!”

เหล่านักผจญภัยที่ตื่นตระหนกเริ่มโต้เถียงกัน

หลายคนมีสีหน้าสิ้นหวังปรากฏขึ้นบนใบหน้า

“หลินเจ๋อ!”

ทันใดนั้นก็มีเสียงเรียกดังขึ้นข้างหูของหลินเจ๋อ

เขาหันไปมอง ก็พบว่าเป็นพวกของหลี่เผยและหวังเสวี่ยอวิ๋นนั่นเอง

ใบหน้าของทั้งสี่คนซีดเผือดอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาเองก็จนปัญญาต่อสถานการณ์ตรงหน้าเช่นกัน

แม้ว่าจำนวนนักผจญภัยในที่นี้จะมีมากพอสมควร แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงผู้ใช้อสูรฝึกหัด ไม่มีทางต่อกรกับคลื่นอสูรแมลงขนาดมหึมาเช่นนี้ได้

หนทางเดียวคือต้องยื้อเวลาไว้จนกว่าหน่วยสนับสนุนจะมาถึง

นักผจญภัยหลายคนพกเครื่องบันทึกการต่อสู้ติดตัว ซึ่งสามารถส่งภาพวิดีโอไปยังสมาคมผู้ใช้อสูรได้แบบเรียลไทม์

สมาคมผู้ใช้อสูรคงจะรับรู้เรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่แล้ว

หน่วยสนับสนุนส่วนใหญ่คงกำลังเดินทางมา

ถึงแม้คลื่นอสูรแมลงจะน่าสะพรึงกลัว แต่ขอเพียงแค่ส่งผู้ใช้อสูรระดับเงินมาสักสองสามคน การจัดการก็ไม่ใช่เรื่องยาก

เพียงแต่ว่า ปัญหาก็คือนักผจญภัยที่อยู่ที่นี่จะสามารถยื้อเวลาไปจนถึงตอนนั้นได้หรือไม่

หลินเจ๋อหรี่ตาลง เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนที่สายตาจะหยุดนิ่งอยู่ที่จุดหนึ่ง

เขาชี้ไปยังทิศตะวันตกเฉียงใต้ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า

“พวกเราไปที่นั่นกัน!”

พวกหลี่เผยหันมองตามไป ก็พบว่าที่ที่หลินเจ๋อชี้คือผนังหินที่เว้าลึกเข้าไปด้านใน ซึ่งอยู่ห่างออกไปราวร้อยเมตร

ดวงตาของทุกคนพลันเป็นประกาย

บริเวณที่เว้าเข้าไปนั้นมีผนังหินเป็นฉากหลัง สองข้างก็มีผนังหินขวางกั้น หากเข้าไปอยู่ข้างใน ก็จะรับมือกับการโจมตีจากด้านหน้าเพียงทิศทางเดียว นับเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมในการต้านทานคลื่นอสูรแมลงอย่างไม่ต้องสงสัย

พวกหลี่เผยรู้สึกหน้าแดงขึ้นมาทันที

ทั้งที่พวกตนเป็นนักผจญภัยอาวุโส แต่เมื่อเผชิญหน้ากับอันตราย กลับไม่สุขุมเยือกเย็นเท่ากับเด็กนักเรียนคนหนึ่ง ช่างน่าอับอายจริงๆ

สถานการณ์คับขัน พวกเขาก็ไม่มีเวลามาคิดอะไรมาก จึงรีบวิ่งไปยังจุดนั้นทันที

ระหว่างที่วิ่งก็ยังคอยตะโกนเตือนคนอื่นๆ

ในไม่ช้า

เหล่านักผจญภัยก็สังเกตเห็นบริเวณที่เว้าเข้าไปนั้น

ราวกับคนจมน้ำที่คว้าฟางเส้นสุดท้ายไว้ได้ ทุกคนต่างกรูกันวิ่งไปทางนั้น

โชคดีที่บริเวณดังกล่าวกว้างขวางพอที่จะรองรับนักผจญภัยทั้งหมดได้

แต่ถึงกระนั้นก็ยังเกิดความโกลาหลอยู่บ้าง

เมื่อเห็นว่าคลื่นอสูรแมลงเข้ามาใกล้ในระยะห้าร้อยเมตรแล้ว แต่ทุกคนยังไม่สามารถตั้งแนวป้องกันที่มีประสิทธิภาพได้ ในที่สุดก็มีชายคนหนึ่งทนไม่ไหวจนต้องก้าวออกมา

“ตื่นตระหนกอะไรกัน! ใจเย็นๆ กันหน่อย!”

“ทุกคนเอาอสูรรับใช้ไปไว้ข้างหน้าให้หมด!”

“อสูรรับใช้สายแทงก์อยู่ชั้นนอกสุด ตามด้วยสายต่อสู้ระยะประชิด ส่วนสายโจมตีระยะไกลอยู่ข้างหลังสุด!”

“เร็วเข้า!”

คนที่ตะโกนขึ้นมาก็คือโรดา ผู้ใช้อสูรระดับทองแดงที่มีชื่อเสียงพอสมควรในหมู่นักผจญภัยของเมืองผิงไห่

ชื่อเสียงและระดับของเขาในเวลานี้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง

ภายใต้ความตื่นตระหนก นักผจญภัยหลายคนทำตามคำสั่งของเขาโดยไม่รู้ตัว

ไม่นานนัก

แนวป้องกันแบบง่ายๆ ก็ถูกจัดตั้งขึ้นอย่างรวดเร็ว

วินาทีต่อมา

คลื่นอสูรแมลงสีดำทมิฬก็บุกจู่โจมเข้ามา ปะทะเข้ากับแนวป้องกันอย่างรุนแรงราวกับคลื่นยักษ์

การต่อสู้อันดุเดือดปะทุขึ้นในชั่วพริบตา

อสูรรับใช้สิบกว่าตัวที่อยู่ชั้นนอกสุดของแนวป้องกันถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ในทันที

และการเสียสละของพวกมัน ก็ได้พรากชีวิตของด้วงมรณะไปกว่าร้อยตัวเช่นกัน

ทั้งสองฝ่ายเข้าตะลุมบอนกันวุ่นวาย

นักผจญภัยที่กล้ามายังหุบเขามรณะ โดยทั่วไปแล้วอสูรรับใช้ที่ทำสัญญาด้วยต่างก็อยู่ที่ระดับสอง

หากเทียบกันตัวต่อตัวแล้ว ย่อมแข็งแกร่งกว่าด้วงมรณะมาก

แต่ในด้านจำนวนนั้นเทียบกันไม่ได้เลย

จำนวนของด้วงมรณะนั้นมีมากกว่าอสูรรับใช้เป็นร้อยเท่า

สิ่งที่น่ายินดีก็คือ เนื่องจากข้อจำกัดทางภูมิประเทศ ทำให้ด้วงมรณะไม่สามารถใช้ความได้เปรียบด้านจำนวนได้อย่างเต็มที่

ดังนั้นเหล่าอสูรรับใช้จึงยังสามารถต้านทานไว้ได้ชั่วคราว

ในบรรดานักผจญภัยทั้งหมด คนที่โดดเด่นที่สุดย่อมหนีไม่พ้นโรดา

อสูรรับใช้ของเขาคืออสูรหินผายักษ์

เป็นอสูรรับใช้สายธาตุดิน มีระดับพลังสูงถึงระดับสามขั้นเก้า

ทั่วทั้งร่างประกอบขึ้นจากหินแกรนิตที่แข็งแกร่ง มีพละกำลังมหาศาล ทุกครั้งที่เหวี่ยงหมัดออกไปจะสามารถสังหารด้วงมรณะได้มากกว่าสิบตัว

เพียงชั่วเวลาสั้นๆ จำนวนอสูรแมลงที่ตายด้วยน้ำมือของอสูรหินผายักษ์ก็เกินร้อยตัวแล้ว

“สมกับที่เป็นผู้ใช้อสูรระดับทองแดงจริงๆ”

หลินเจ๋อชื่นชมในใจ ก่อนจะละสายตากลับมาให้ความสนใจกับการต่อสู้ตรงหน้า

ต่างจากนักผจญภัยคนอื่นๆ หลินเจ๋อไม่ได้กังวลกับสถานการณ์ตรงหน้ามากนัก

ตรงกันข้าม เขากลับรู้สึกดีใจเสียด้วยซ้ำ

เพราะสถานการณ์เช่นนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นโอกาสทองในการเก็บแต้มความสำเร็จจากการสังหารอสูรร้าย

ด้านหน้ามีอสูรรับใช้คอยต้านไว้ วิญญาณผลึกน้ำแข็งจึงสามารถอยู่ในแนวหลังได้อย่างปลอดภัย และใช้สกิลได้อย่างไร้กังวล

ในขณะที่เก็บแต้มความสำเร็จจากการสังหาร ก็ยังสามารถเก็บแต้มความสำเร็จของทักษะอสูรรับใช้ไปพร้อมกันได้อีกด้วย

ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

“เดี๋ยวนะ น่าจะเรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสามตัวถึงจะถูก ความสำเร็จของทักษะวิญญาณก็เก็บไปพร้อมกันได้เลยนี่”

หลินเจ๋อยื่นฝ่ามือออกไป คลื่นพลังวิญญาณสีเงินเทาพุ่งทะยานออกไปกระทบเข้ากับจุดที่ฝูงแมลงหนาแน่น

คลื่นกระแทกอันบ้าคลั่งระเบิดออกในทันที พัดกระจายออกไปโดยรอบทั่วทุกทิศทาง

ด้วงมรณะที่อยู่ใกล้เคียงยังไม่ทันได้ตั้งตัว ก็ถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดในพริบตา

หลินเจ๋อไม่หยุดพัก เขายังคงใช้คลื่นพลังวิญญาณต่อไป

เขาใช้มันติดต่อกันถึงสิบครั้งก่อนจะหยุดมือ

หลังจากการระดมโจมตีหนึ่งชุด ด้วงมรณะที่ตายด้วยน้ำมือของเขาก็มีเกือบร้อยตัว

ถึงแม้จะอยู่ท่ามกลางความโกลาหล แต่ภาพนี้ก็ยังคงดึงดูดความสนใจของนักผจญภัยจำนวนไม่น้อย

“ให้ตายเถอะ ใช้คลื่นพลังวิญญาณได้เยอะขนาดนั้นเลยเหรอ!?”

“ต้องมีพลังวิญญาณสูงขนาดไหนกันเนี่ย!”

“นี่มันเกือบจะเทียบเท่าผู้ใช้อสูรระดับทองแดงแล้วมั้ง!”

“คนนั้นเป็นใครกัน? ดูยังเด็กอยู่เลย หน้าตาก็ไม่คุ้นเลย”

สายตานับไม่ถ้วนที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงจับจ้องมาที่หลินเจ๋อ

แม้แต่โรดาเองก็ยังหันมามองด้วยสายตาประหลาดใจ

หากเป็นผู้ใช้อสูรระดับทองแดงที่ใช้คลื่นพลังวิญญาณติดต่อกันเช่นนี้ ทุกคนก็คงไม่รู้สึกประหลาดใจมากนัก

แต่เมื่อคนที่เป็นเจ้าของพลังนั้นคือเด็กหนุ่มที่ดูแล้วอายุไม่น่าจะถึงยี่สิบปี ก็อดไม่ได้ที่จะทำให้ผู้คนรู้สึกเหลือเชื่อ

ชั่วขณะหนึ่ง

หลายคนต่างก็แอบคาดเดาถึงตัวตนของหลินเจ๋อ

แม้กระทั่งพวกของหลี่เผยที่รู้ถึงความแข็งแกร่งของหลินเจ๋อดีอยู่แล้ว ในตอนนี้ก็ยังถูกทำให้ตกตะลึงอย่างรุนแรง

“เรื่องอสูรรับใช้กับทักษะวิญญาณก็ว่าไปอย่าง แต่นี่แม้กระทั่งปริมาณพลังวิญญาณยังน่าทึ่งขนาดนี้ มันจะเกินไปแล้วนะ!”

จางเหล่ยเบิกตากว้าง พึมพำกับตัวเองด้วยความตกตะลึง

หลี่เผยได้ยินดังนั้นจึงถอนหายใจออกมา

“ไม่งั้นเขาจะเรียกกันว่าอัจฉริยะได้ยังไงล่ะ”



ตอนก่อน

จบบทที่ ไม่งั้นเขาจะเรียกกันว่าอัจฉริยะได้ยังไง

ตอนถัดไป