บทที่ 20 บางเรื่องก็เหมือนกระดาษกั้นหน้าต่าง

บทที่ 20 บางเรื่องก็เหมือนกระดาษกั้นหน้าต่าง
“มีอะไรเหรอครับ”
ซูอวิ๋นโจวมองสำรวจเน็ตไอดอลสาวที่อยู่ตรงหน้า
เหมี่ยวเหมี่ยวพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “พี่ชายคะ เรื่องเมื่อกี้นี้ ฉันต้องขอโทษด้วยนะคะ”
ซูอวิ๋นโจวไหวไหล่เป็นเชิงว่าไม่เป็นไร
เมื่อเหมี่ยวเหมี่ยวได้มองหนุ่มหล่อฐานะดีคนนี้ในระยะใกล้ เธอก็รู้สึกว่าเสื้อผ้าธรรมดาๆ ของเขาในตอนนี้กลับดูหรูหราอลังการอย่างบอกไม่ถูก
“พี่ชายคะ เพื่อเป็นการขอโทษ พอจะให้โอกาสฉันเลี้ยงข้าวพี่สักมื้อได้ไหมคะ”
ซูอวิ๋นโจวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเรียบๆ “ไม่ต้องหรอกครับ”
ถ้าหากระบบมีปฏิกิริยา เขาคงตอบตกลงไปแล้ว
แม้ว่าเน็ตไอดอลสาวตรงหน้าจะมีหน้าตาสะสวยอยู่บ้าง แต่หัวใจของเขาก็ไม่ใช่ว่าจะหวั่นไหวกับความสวยระดับนี้ได้ง่ายๆ อีกต่อไปแล้ว
หลังจากถูกปฏิเสธ
เหมี่ยวเหมี่ยวก็ไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจแต่อย่างใด กลับกันเธอยิ่งทำตัวอ่อนน้อมลงกว่าเดิม แล้วลองขอในลำดับถัดมา
“ถ้างั้นสะดวกให้ฉันแอดวีแชทไว้ได้ไหมคะ พอพี่ว่างเมื่อไหร่ ฉันจะได้ขอโทษพี่อีกครั้ง”
ซูอวิ๋นโจวมองท่าทางน่าสงสารและตื๊อไม่เลิกของอีกฝ่ายแล้วรู้สึกว่ามันน่าสนุกดี
เขากำลังคิดว่า จะสามารถใช้เส้นสายของเน็ตไอดอลสาวคนนี้เพื่อทำความรู้จักกับสาวใหญ่คนอื่นๆ ได้มากขึ้นหรือไม่
เพราะผู้หญิงที่สามารถเป็นเน็ตไอดอลได้ โดยพื้นฐานแล้วก็ต้องหน้าตาดีพอสมควร
วงสังคมของเขานั้นแคบเกินไป แถมเงื่อนไขของระบบก็สูงมาก เขาจำเป็นต้องขยายขอบเขต ‘การล่า’ ของตัวเองออกไป
เมื่อเห็นว่าพี่ชายหนุ่มหล่อเงียบไป
เหมี่ยวเหมี่ยวก็ใช้งัดไม้ตายออกมา เธอทำเสียงออดอ้อน
“พี่ชายคะ~”
“ถึงพี่จะเป็นคนใจกว้าง แต่ฉันก็รู้สึกผิดจริงๆ นะคะ”
ซูอวิ๋นโจวพยักหน้าเล็กน้อย รู้สึกว่าแผนการนี้มีความเป็นไปได้ จึงเปิดคิวอาร์โค้ดของตัวเองขึ้นมา
“ติ๊ด”
หลังจากแอดเพื่อนสำเร็จ
เน็ตไอดอลสาวก็รู้ว่าควรทำตัวอย่างไรจึงถอยออกไปอย่างนอบน้อม
ส่วนซูอวิ๋นโจวก็เดินไปที่ลิฟต์พร้อมกับเจี่ยนซาน
เจี่ยนซานมองนายจ้างที่ทำหน้าเรียบเฉยแล้วรู้สึกอิจฉาในใจอย่างมาก
นี่แหละคือพวกทายาทคนรวยรุ่นสอง
เห็นๆ อยู่ว่าไปหักหน้าคนอื่น แต่อีกฝ่ายกลับต้องมาคอยเลียแข้งเลียขา
ขอโทษแล้วชวนกินข้าวเหรอ
นั่นมันเรื่องไร้สาระสิ้นดี
เน็ตไอดอลสาวอยากจะกินอะไรกันแน่
เรื่องแบบนี้ยังต้องพูดอีกเหรอ
แต่ว่าวันนี้นายจ้างน่าจะพอใจกับการทำงานของเขาอยู่บ้างล่ะนะ
ขณะที่กำลังครุ่นคิด
ลิฟต์ก็มาถึงชั้น 18
หลังจากเจี่ยนซานยืนยันแล้วว่าคุณซูไม่มีคำสั่งอะไรเพิ่มเติม เขาก็ขอตัวลาไปอย่างนอบน้อม
กลับมาถึงห้องพัก
ซูอวิ๋นโจวทิ้งตัวลงบนเตียงนุ่ม
เขาเปิดโทรศัพท์ขึ้นมา
แล้วกดไปที่จุดสีแดงเล็กๆ บนไอคอนแอปพลิเคชัน
เน็ตไอดอลสาวคนเมื่อครู่ส่งข้อความมา
[พี่ชายคะ ฉันชื่อเหมี่ยวเหมี่ยวนะคะ ขอโทษอีกครั้งนะคะ]
ซูอวิ๋นโจวไม่ได้ตอบกลับ แต่เปิดเข้าไปดูโมเมนต์ในวีแชทของเธอแทน
รูปภาพข้างใน
เต็มไปด้วยบันทึกการเช็กอินตามสถานที่หรูหราต่างๆ
ดูออกเลยว่าเหมี่ยวเหมี่ยวคนนี้แต่งตัวและแต่งรูปเก่งมาก สามารถปรับลุคให้เข้ากับสไตล์ต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย
ออกจากโมเมนต์
เขาเปิดแอปเสี่ยวหลานซูขึ้นมา
เป็นไปตามคาด หลิวอี้อี้ส่งข้อความมา
[??? คุณไปถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกที่ไหนมาคะ]
[โรงแรมเทียนฝู่ ฮอลิเดย์ครับ]
ในไม่ช้า กล่องข้อความก็มีการตอบกลับ
[คุณไปโรงแรมเหรอคะ]
ข้อความถูกยกเลิกทันที
[อ๋อ]
เมื่อเห็นข้อความนี้
มุมปากของซูอวิ๋นโจวก็ยกขึ้นเล็กน้อย เขาพิมพ์อธิบายกลับไป
[ผมคืนห้องเช่าที่นั่นแล้วครับ ไม่มีที่ไป เลยต้องมาพักโรงแรม น่าสงสารจัง]
คอนโดอวี้จิ่งวาน
หลิวอี้อี้สวมชุดนอนสายเดี่ยวบางเบา เผยให้เห็นไหปลาร้าที่งดงาม และเนินอกที่แดงระเรื่อเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเธอเพิ่งอาบน้ำเสร็จ
เรียวขายาวของเธอไขว่ห้างอยู่ เธอมองไปยังป้ายไฟนีออนคำว่า ‘เทียนฝู่ ฮอลิเดย์’ ที่อยู่ไม่ไกลจากหน้าต่าง นิ้วมือเคาะที่มุมโซฟาเป็นจังหวะ
“จะบังเอิญขนาดนี้เลยเหรอ”
“มาพักอยู่ตรงข้ามฉันพอดี”
ในใจของเธอร้อนรนเหมือนมีลูกแมวมาข่วน อยากจะถามซูอวิ๋นโจวให้รู้แล้วรู้รอด แต่สุดท้ายก็ข่มความคิดนั้นไว้
บางเรื่องก็เหมือนกระดาษกั้นหน้าต่าง ถ้าจิ้มให้ทะลุก็หมดสนุกกันพอดี
ใครบ้างล่ะจะไม่ชอบการปล่อยใจให้จมดิ่งลงไปทั้งที่ยังรู้ตัวดีอยู่
ทั้งสองคนคุยกันอย่างสนุกสนานจนถึงห้าทุ่ม
เนื้อหาการสนทนาก็เริ่มมีชีวิตชีวามากขึ้นเรื่อยๆ
ระหว่างบรรทัดเต็มไปด้วยบรรยากาศของความคลุมเครือที่อบอวล
สุดท้ายบทสนทนาก็จบลงด้วยการที่ซูอวิ๋นโจวต้องไปตรวจสุขภาพ
หลิวอี้อี้มองถุงของขวัญ หลุยส์ วิตตอง สวยหรูสองใบที่วางอยู่บนโต๊ะกาแฟ ในใจก็เกิดความรู้สึกซับซ้อนขึ้นมา
เดิมทีเธอตั้งใจจะโอนเงินคืนเขาไป แต่ก็ล้มเลิกความคิดนั้นหลังจากโดนเพื่อนสนิทห้ามไว้
เหตุผลที่หลี่เหยียนพูดในตอนนั้นสมเหตุสมผลมาก
“อี้อี้ ที่บ้านคุณซูโดนเวนคืนที่ดิน เธอก็รู้ว่าคนธรรมดาทั่วไป พอรวยขึ้นมาแบบกะทันหันก็จะทำอะไรหุนหันพลันแล่นหลายอย่าง อย่างเช่นใช้จ่ายฟุ่มเฟือย มองหาความตื่นเต้นอะไรแบบนี้”
“กระเป๋าสองใบนี้เป็นน้ำใจและของขวัญจากเขา ถ้าเธอคืนกลับไปดื้อๆ แบบนี้ เธอคิดว่าเขาจะคิดยังไง”
“ดูถูกเงินของเขา หรือว่าดูถูกตัวเขา”
“เราเองก็ให้ของขวัญตอบแทนไปแล้ว ถึงแม้ว่ามูลค่ามันจะไม่เท่ากัน แต่ก็ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนของขวัญกัน แล้ววันหลังก็ยังมีโอกาสอีกเยอะ”
แม้ว่าคำพูดเหล่านี้จะไม่ได้ทำให้หลิวอี้อี้คล้อยตามทั้งหมด
แต่เธอก็เลือกที่จะรับของขวัญชิ้นนี้ไว้ก่อน
พร้อมกับคิดว่าครั้งหน้าจะต้องหาทางอื่นเพื่อตอบแทนบุญคุณนี้ให้ได้
***
ทงจิ่นย่วน
ที่นี่เคยเป็นย่านคนรวยมาก่อน
แต่ตอนนี้กลายเป็นเพียงตึกที่อยู่อาศัยเก่าๆ
คืนนี้หลี่เหยียนลองเสื้อผ้าหน้ากระจกมาหลายชุดแล้ว แต่ก็ยังเลือกไม่ได้ว่าชุดไหนจะเข้ากับกระเป๋า หลุยส์ วิตตอง คอลเลกชันล่าสุดสองใบนี้มากที่สุด
เธอลูบไล้ไปบนหนังของกระเป๋า หลุยส์ วิตตอง จนถึงตอนนี้ก็ยังรู้สึกเหมือนไม่น่าเชื่อ
ตั้งแต่เรื่องซื้อรถ จนถึงเรื่องให้กระเป๋า ทุกอย่างมันเหมือนฝันไป
โชคดีที่ตอนบ่ายห้ามเพื่อนสนิทไว้ทัน
ไม่อย่างนั้นถ้าคืนกระเป๋าสองใบนี้กลับไปจริงๆ คืนนี้คงได้นอนเสียดายจนตายแน่
เมื่อคิดถึงตรงนี้
เธอก็นึกถึงซูอวิ๋นโจว
ผู้ชายคนนั้นมีเสน่ห์มากเกินไปจริงๆ
หนุ่มหล่อ รวย และที่สำคัญคือมีความสุขุมเยือกเย็นซึ่งหาได้ยาก
ในฐานะพนักงานขายผู้คร่ำหวอดในวงการ
เธอรู้ดีว่าที่เขาทำไปทั้งหมดไม่ใช่เพราะไม่มีเหตุผล
ถึงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอได้รับอานิสงส์จากเพื่อนสนิท แต่เธอก็รู้สึกว่าซูอวิ๋นโจวน่าจะมีความรู้สึกดีๆ ให้กับเธอบ้างนิดหน่อยเหมือนกัน
อีกทั้งแม้ว่าเพื่อนสนิทจะปากแข็งบอกว่าเป็นแค่เพื่อนธรรมดากับซูอวิ๋นโจว แต่ก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าในใจของเธอกำลังหวั่นไหว
เป็นเพื่อนสนิทกันมาสิบกว่าปี
เธอไม่มีทางทำเรื่องแย่งแฟนเพื่อนได้ลงคอ
แต่ถ้าหาก…
***
วันต่อมา
ซูอวิ๋นโจวตื่นขึ้นมาอย่างสบายอารมณ์ เขากดปุ่มที่หัวเตียง ผ้าม่านก็ค่อยๆ เลื่อนเปิดออก
แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาในห้องผ่านหน้าต่างกระจกบานใหญ่ แสงแดดอุ่นๆ ที่ตกกระทบบนร่างกาย ก่อให้เกิดภาพที่สวยงาม
ช่างเป็นเช้าวันจันทร์ที่แสนวิเศษ
ไม่ต้องไปสัมผัสกับเสน่ห์ของชั่วโมงเร่งด่วนอีกต่อไป
ความรู้สึกของการที่ไม่ต้องเป็นวัวเป็นควายให้ใครใช้งานนี่มันดีจริงๆ
ซูอวิ๋นโจวล้างหน้าล้างตาอย่างง่ายๆ ไม่กล้าแม้แต่จะดื่มน้ำ แล้วก็เดินออกจากห้องไปอย่างสบายๆ
ระหว่างทาง
พนักงานโรงแรมทุกคนต่างทักทายอย่างสุภาพ
“สวัสดีตอนเช้าค่ะคุณผู้ชาย”
“ถ้าต้องการรับประทานอาหาร สามารถไปที่ห้องอาหารชั้นเจ็ดได้นะคะ หรือจะให้พนักงานนำขึ้นไปเสิร์ฟก็ได้ค่ะ”
ซูอวิ๋นโจวยิ้มและเดินไปที่ประตูทางเข้า
รถยนต์ส่วนตัวสุดหรูจอดรออยู่แล้ว
หลังจากขึ้นรถ
เขาก็งีบหลับไปสักพัก
ก่อนจะตื่นขึ้นมาเมื่อคนขับรถเตือนอย่างสุภาพว่าถึงโรงพยาบาลประชาชนประจำมณฑลแล้ว
ที่นี่
ยังคงเต็มไปด้วยผู้คนมากมายเช่นเคย
โรงพยาบาลเป็นสถานที่ที่ทำให้เห็นธาตุแท้ของคนได้ง่ายที่สุด
ลูกกตัญญูหาได้ยากข้างเตียงผู้ป่วยที่เจ็บป่วยมานาน
นี่เป็นภาพที่เห็นได้ทั่วไป
บางเรื่องยิ่งแปลกประหลาดจนไม่น่าเชื่อ ทำให้คุณรู้สึกว่าทำไมบนโลกนี้ถึงมีคนแบบนี้อยู่ได้
ซูอวิ๋นโจวเดินอ้อมไปอีกนิดหน่อย และไปถึงศูนย์ตรวจสุขภาพก่อนแปดโมงครึ่ง
หน้าห้องตรวจหลายแผนก มีคนต่อคิวยาวเหยียดแล้ว
“สวัสดีครับ ผมนัดตรวจสุขภาพไว้เช้านี้ครับ”
ซูอวิ๋นโจวพูดพร้อมกับยื่นเอกสารประจำตัวให้
พยาบาลสาวเหลือบเห็นว่าเป็นหนุ่มหล่อ ก็ทำงานเร็วขึ้นเล็กน้อย หลังจากลงทะเบียนข้อมูลเสร็จ เธอก็พิมพ์รายการตรวจสุขภาพออกมาเป็นปึก
สมแล้วที่เป็นแพ็กเกจตรวจสุขภาพระดับท็อปที่มีถึงแปดสิบหกรายการ
เรียกได้ว่าแทบทุกแผนกในศูนย์ตรวจสุขภาพ ซูอวิ๋นโจวมีรายการที่ต้องตรวจทั้งหมด ดังนั้นเขาจึงดูว่าที่ไหนคนน้อยก็ไปต่อคิวที่นั่น
ไม่นานนัก
ไม่ว่าจะเป็นแผนกทันตกรรม จักษุวิทยา ห้องปฏิบัติการ และอื่นๆ
ก็ตรวจเสร็จทั้งหมด
ซูอวิ๋นโจวพักสักครู่
เมื่อเห็นป้าย ‘แผนกสุขภาพชาย’ บนประตู เขาก็สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเคาะประตู
“เชิญเข้ามาเลยค่ะ ประตูไม่ได้ล็อก”
“เฮือก”
ซูอวิ๋นโจวชะงักไป
นี่มันเสียงผู้หญิงนี่นา
ทำยังไงดี

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 20 บางเรื่องก็เหมือนกระดาษกั้นหน้าต่าง

ตอนถัดไป