บทที่ 42 ไอ้เด็กไก่อ่อน
บทที่ 42 ไอ้เด็กไก่อ่อน
หลิวอี้อี้มองดูซูอวิ๋นโจวที่ทำหน้าตาอิ่มอกอิ่มใจแล้วพูดอย่างหมั่นไส้ว่า “คืนนี้ฉันไม่กลับบ้านนะ ไปที่ห้องเธอเลย”
“โอ๊ะ ได้ครับ”
ซูอวิ๋นโจวยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวสะอาดเรียงตัวสวยทั้งสองแถว
“ฮึ!”
หลิวอี้อี้ยิ่งรู้สึกหมั่นเขี้ยวเข้าไปใหญ่ เธอเหยียบคันเร่งมิดซิ่งรถไปตามท้องถนน ทิ้งไว้เพียงแสงไฟท้ายอันโฉบเฉี่ยวที่ค่อยๆ เลือนหายไปในความมืดมิดของยามราตรี
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
โรงแรมเทียนฝู่ ฮอลิเดย์
หลิว: มา? ซู: มา!
ซู: มายัง? หลิว: มาแล้ว
พักหายใจได้ไม่นาน
หลิว: มา! ซู: ไม่ใช่เพิ่งมาเหรอ?! หลิว: จะมาไม่มา! หลิว: มาแล้ว! ซู: ผมก็มาแล้ว!
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่
ซู: ยังจะมาอีก?! หลิว: มา ไหวอยู่แล้ว ซู: ไม่มาแล้ว! หลิว: มาน่า ซู: มาไม่ไหวแล้วโว้ย!
เมื่อซูอวิ๋นโจวลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เขารู้สึกเวียนหัวตาลายไปหมด ฤทธิ์ของเหล้า 1573 เมื่อคืนนี้มันช่างเมามายเหลือเกิน
ไฟในห้องน้ำสว่างขึ้น
ซูอวิ๋นโจวส่งเสียงเรียกเบาๆ
ครู่ต่อมา
หลิวอี้อี้เดินออกมาโดยมีผ้าขนหนูพันกายเพียงผืนเดียว
เธอส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้ม ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวบนฟากฟ้า
“พี่ครับ”
“ผ...ผมจองคิวไปเอาผลตรวจร่างกายวันนี้...”
“ชิส์ ไอ้เด็กไก่อ่อน”
หลิวอี้อี้พูดขัดขึ้นมา เธอก้าวเดินช้าๆ ไปที่โต๊ะเครื่องแป้งและเริ่มแต่งตัว หลังจากจัดการตัวเองเสร็จเรียบร้อย เธอก็เดินกลับมาที่ข้างเตียง จูบที่หน้าผากเขาเบาๆ แล้วค่อยๆ เดินออกจากห้องไปอย่างเชื่องช้า
จนกระทั่งปิดประตูห้องลง
ในที่สุดเธอก็ฝืนต่อไปไม่ไหว ขาแข้งอ่อนแรงไปหมดแถมช่วงล่างยังรู้สึกระบมไปทั้งตัว เธออยากจะลางานใจจะขาด แต่ติดที่วันนี้มีนำเสนอโปรเจกต์สำคัญที่ต้องจัดการ
พนักงานทำความสะอาดหญิงคนหนึ่งเห็นหลิวอี้อี้เดินเซไปเซมา จึงรีบเข้าไปสอบถามด้วยความเป็นห่วง
“สวัสดีค่ะ! คุณลูกค้าไม่สบายตรงไหนหรือเปล่าคะ?”
หลิวอี้อี้หน้าแดงก่ำพลางตอบว่า “ไม่เป็นไรค่ะ”
พนักงานสาวยังคงเป็นห่วง “โรงแรมเรามีแพทย์ประจำการนะคะ ให้ดิฉันพาไปหาหมอไหมคะ?”
หลิวอี้อี้ส่ายหน้า “ไม่ต้องค่ะ ฉันไม่เป็นไรจริงๆ”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายทำท่าจะเซ้าซี้ไม่เลิก หลิวอี้อี้ผู้ใจเย็นมาตลอดก็เริ่มร้อนรนขึ้นมาบ้าง
“ฉันไม่เป็นไรจริงๆ! แค่ขาดแคลเซียม! ขามันเลยเป็นตะคริวนิดหน่อย!”
พนักงานทำความสะอาดไม่กล้าพูดมากอีก เธอเอ่ยคำว่า ‘ขออภัย’ เสียงเบาแล้วหันหลังกลับไปทำงานต่อ
หลิวอี้อี้ลงลิฟต์มาถึงโถงชั้นล่าง มองดูประตูหมุนสวยหรูที่อยู่ไม่ไกล
เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่าระยะทางแค่นี้มันช่างยาวไกลเหลือเกิน
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ข่มความรู้สึกไม่สบายตัว แล้วค่อยๆ เดินเยื้องย่างออกไป
ทว่ารูปร่างหน้าตาที่สวยสะพรั่ง บวกกับทรงผมที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อยของเธอ ก็ยังดึงดูดความสนใจของใครบางคนเข้าจนได้
หญิงสาวผมเผ้ารุงรังคนหนึ่งที่เพิ่งหาเงินด่วนได้เมื่อคืนกำลังหาวหวอดๆ ด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัวสุดขีด
ไอ้ผู้ชายเฮงซวยนั่น กว่ายาจะออกฤทธิ์ก็ปาเข้าไปตีสาม ทำเอาเธอต้องอดนอนรอ แต่พอตื่นเช้ามาดันบ่นงึมงำว่ามีธุระต้องรีบเช็กเอาท์
เช็กเอาท์ไม่ว่า
แต่ดันงกแม้กระทั่งเงินมัดจำ ไม่ยอมให้เป็นทิป แถมยังลากเธอออกมาพร้อมกันอีก
ไอ้พวกเศษสวะ
ไม่ใช่สิ!
คนที่ออกมาเที่ยวแบบนี้มันก็สวะกันทั้งนั้นแหละ
น่าจะเรียกว่าไอ้แมงดาขี้เปียกมากกว่า
ด้วยสัญชาตญาณในอาชีพ ทำให้เธอสังเกตเห็นหลิวอี้อี้ที่กำลังพยายามทำตัวปกติ
พอย้อนกลับมามองดูตัวเอง ที่ต้องแกล้งทำเป็นมีความสุขเพื่อเอาใจลูกค้า
เฮ้อ
นานวันเข้า
เธอก็เริ่มจะรักใครจริงๆ ได้ยากขึ้นทุกที
ภาพที่เห็นตรงหน้าจึงทำให้ความรู้สึกที่เรียกว่า ‘ความอิจฉา’ เอ่อล้นขึ้นมาในใจ
เสียดายที่อีกฝ่ายไม่ได้ไปที่เคาน์เตอร์ แต่เดินโซซัดโซเซตรงไปยังรถแท็กซี่ที่จอดอยู่หน้าประตูหมุน
“สวัสดีครับ คนสวยจะไปไหนครับ?”
“ยวี่จิงวาน”
“หืม? อ๋อ!”
คนขับสตาร์ทรถด้วยความเซ็งเล็กน้อย อุตส่าห์ต่อคิวตั้งนานดันได้ผู้โดยสารระยะใกล้แค่ค่ามิเตอร์เริ่มต้น ถ้าไม่เห็นว่าสวยหยาดเยิ้มขนาดนี้ พ่อไม่รับแน่ๆ
เขาแอบมองผู้หญิงคนนั้นผ่านกระจกมองหลัง ชุดทำงานที่สวมใส่อยู่นั้นดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจสุดๆ แทบจะเทียบชั้นกับพวกเลขาฯ ในหนังแอคชั่นของญี่ปุ่นได้เลย
แถมขาของเธอยังไม่ได้ใส่ถุงน่อง เผยให้เห็นผิวเนื้อนวลเนียนที่ดูอวบอิ่ม ยิ่งดูยิ่งยั่วยวน
ห้านาทีต่อมา
“คุณผู้โดยสาร ถึงแล้วครับ”
หลิวอี้อี้จ่ายเงินแล้วลงจากรถ ท่าทางดูเหมือนสบายๆ แต่ความจริงแล้วทุลักทุเลพอดู ในใจนึกคาดโทษตัวเองไม่หยุด
‘วันหลังถ้าเป็นวันธรรมดา แม่จะไม่ทำเรื่องแบบนี้อีกเด็ดขาด’
‘นางฟ้าอย่างฉัน เหนื่อยจนหมดสภาพนางฟ้าแล้วเนี่ย’
อีกด้านหนึ่ง
ซูอวิ๋นโจวผู้เหนื่อยล้าไม่แพ้กันกำลังนอนหลับ
ใจจริงเขาอยากจะรีบไปเอาผลตรวจร่างกาย แต่เมื่อวานหลิวอี้อี้เล่นปล่อยท่าไม้ตายหมัดเจ็ดดาวใส่ เล่นเอา...เฮ้อ...อย่าไปพูดถึงมันเลย
ตอนเช้าที่หลิวอี้อี้ออกไป เขาก็เตรียมจะลุกแล้วเหมือนกัน แต่พอไปเข้าห้องน้ำ ล้างหน้าล้างตาเสร็จ หัวถึงหมอนก็หลับยาวไปอีกรอบ
ตื่นมาอีกที
ก็ปาเข้าไปสิบเอ็ดโมงแล้ว
ม่านไฟฟ้าค่อยๆ เลื่อนเปิดออก แสงแดดอันอบอุ่นสาดส่องเข้ามาในห้องตกกระทบลงบนร่างกายของเขา
“อื้ม!”
เขายกมือขึ้นบังแสงอย่างเกียจคร้าน หรี่ตาพลางบิดขี้เกียจไปมา
สิบนาทีต่อมา
เขาเดินลงมาชั้นล่างด้วยฝีเท้าเบาหวิว
เจี่ยนซานยืนรออยู่ที่หน้าลิฟต์พร้อมยื่นกุญแจรถให้
“คุณซูครับ ตาถึงจริงๆ รถคันนี้ขับดีมากครับ”
“ฮ่าๆ!”
ซูอวิ๋นโจวยิ้มรับแล้วพยักหน้า เดินออกไปที่หน้าประตู พานาเมร่า สีดำทูโทนทรง ‘Black Warrior’ จอดสะท้อนแสงแดดเป็นประกายงดงาม
“เสี่ยวถวนถวน นำทางไปโรงพยาบาลประชาชนประจำมณฑล”
“วางแผนเส้นทางเรียบร้อยแล้ว ระยะทางทั้งหมด 12.8 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 18 นาที เสี่ยวถวนถวนจะพาคุณบินไปเดี๋ยวนี้!”
เสียงท่อไอเสียดึงดูดความสนใจของผู้คนรอบข้าง ท่ามกลางสายตาอิจฉาริษยา
รถสปอร์ตพุ่งทะยานไปบนท้องถนน ลมจากภายนอกพัดเข้ามาทางหน้าต่าง ซูอวิ๋นโจวอดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไปโต้ลมจนมือโค้งเป็นรูปคลื่น ขับรถแบบนี้จะหาคนมานั่งด้วยคงไม่ใช่เรื่องยาก
ที่สี่แยกไฟแดงแห่งหนึ่ง
ซูอวิ๋นโจวขับรถมือเดียว สายตามองไปทางซ้ายหน้า เห็นรถ โฟล์คสวาเกน ลามันโด ทรงเท่จอดอยู่
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
นั่นเคยเป็นเป้าหมายเล็กๆ ที่เขาพยายามจะเก็บเงินซื้อ
แต่ตอนนี้เขาก้าวข้ามขั้นนั้นมาไกลโข อัพเกรดขึ้นมาหลายระดับ
ขับไปได้สักพัก ที่หัวมุมข้างหน้าก็ปรากฏรถ โรลส์-รอยซ์ สีดำสนิท พร้อมตราสัญลักษณ์นางฟ้าติดปีกที่เชิดหน้าชูตาอยู่บนฝากระโปรง
ซูอวิ๋นโจวพึมพำกับตัวเอง “นี่มันเพิ่งเริ่มต้น ต้องมองให้กว้างเข้าไว้ ชีวิตที่สมบูรณ์แบบเพิ่งจะเริ่มขึ้นต่างหาก”
ไม่นานนัก
พานาเมร่า ก็เลี้ยวเข้าสู่ลานจอดรถที่แออัดของโรงพยาบาลประจำมณฑล วนหาอยู่สองรอบ ในที่สุดก็อาศัยรูปลักษณ์อันดุดันน่าเกรงขามชิงช่องจอดมาได้
ซูอวิ๋นโจววิ่งเหยาะๆ จนมาถึงตึกตรวจสุขภาพก่อนเที่ยงพอดี
“สวัสดีครับ ผมมาเอาผลตรวจร่างกาย!”
พยาบาลสาวน้อยที่กำลังจะไปทานมื้อเที่ยงไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง แต่ใบหน้าฉายแววหงุดหงิดเล็กน้อย เธอเกลียดที่สุดเวลาที่มีคนไข้มาตอนจะเปลี่ยนกะ
“ชื่ออะไรคะ”
“ซูอวิ๋นโจวครับ”
“ผลตรวจของคุณอยู่ที่...”
พยาบาลสาวพลิกหาเอกสารไปมา จู่ๆ ก็ส่งเสียงอุทานด้วยความประหลาดใจ
เล่นเอาซูอวิ๋นโจวตกใจไปด้วย
“ผลตรวจผมเป็นอะไรเหรอครับ?”